
8.ระบบการเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ -ระบบเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ, ระบบการเมืองระหว่างประเทศ, สงครามเย็น(1947-1991),ระบบการเมืองและเศรษฐกิจโลกหลังยุคสงครามเย็น
ระบบเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ
ระบบเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ คือระบบเศรษฐกิจและระบบการเมืองโลกผสมกัน โดยเศรษฐกิจส่งเสริมการเมือง และการเมืองก็ทำเพื่อเศรษฐกิจ ในทางเศรษฐกิจก็มีขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ใน 2 ความคิดความเชื่อแบบทุนนิยม (capitalism) กับความเชื่อแบบสังคมนิยม (socialism) โดยแต่ละประเทศต่างก็คำนึงถึงผลประโยชน์แห่งชาติตนเป็นหลัก ทั้งในด้านความมั่นคง และทางเศรษฐกิจ
ระบบการเมืองระหว่างประเทศ
หลังจากการสู้รบระหว่างคริสต์คาธอลิกกับโปรแตสแตนท์ ใน สนธิสัญญาระหว่างประเทศหลายๆ อัน ทำขึ้นที่เวสต์ฟาเลีย (Peace of Westphalia) ค.ศ.1648 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของระบบการเมืองระหว่างประเทศ เพราะข้อกำหนดเงื่อนไขในความสำพันธ์ระหว่างประเทศเป็นแบบอย่างจนถึงปัจจุบัน คือ
1.กำหนดว่าผู้แสดงบทบาทระหว่างประเทศต้องเป็นรัฐ
2.ถือว่า รัฐทุกรัฐที่มีอำนาจอธิปไตย ต้องเสมอภาคเท่าเทียมกัน
สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการมีระบบการเมืองระหว่างประเทศคือ
1.การปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) คือความสำเร็จของมนุษย์ในการคิดค้นเครื่องจักรกลมาสังคมเกษตรกรรมจึงกลายเป็นสังคมอุตสาหกรรม
2.ความเชื่อความคิดและวิถีชีวิตแบบเสรีนิยม (Liberalism) คืออุดมการณ์หรือ Will of life หรือ IDEALOGY ประกอบไปด้วย 3 มิติ
1) การปกครองแบบประชาธิปไตย เป็นการปกครองที่ดีที่สุด เพราะทุกคนมีความเสมอภาค มีสิทธิเสรีภาพ
2) ด้านเศรษฐกิจเป็นแบบการค้าเสรี (Free Trade) ให้เอกชนประกอบกิจการได้โดยมีการแข่งขันอย่าง
3) ด้านสังคม วิถีชีวิตแบบเสรีนิยมให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน (Human Right)
การขยายตัวของระบบการเมืองโลกอย่างไม่เป็นธรรม (Unfair) 1648 -1848
ยุโรปขยายระบบการเมืองระหว่างประเทศผ่านลัทธิอาณานิคม ครอบงำส่วนต่างๆ ของโลกอย่าง ไม่เป็นธรรม การขยายตัวของระบบการเมืองโลกสร้างความรุ่งเรืองกับรัฐในยุโรปเพราะการเอาเปรียบคนอื่นทั่ว พวกสังคมนิยมเรียกว่าทุนนิยม (Capitalism) เป็นการเอาเปรียบโดยอาศัยกลไกเศรษฐกิจ นายทุนเอาเปรียบผู้ใช้แรงงาน
แนวคิดของ Karl Marx และ Engel กล่าวว่า ชนชั้นกรรมมาชีพจะต้องผนึกกำลังกันโค่นล้มชนชั้นนายทุน แล้วจัดระเบียบสังคมใหม่ที่ทำให้ทุกคนมีความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและนำไปสู่สังคมคอมมิวนิสต์
สงครามเย็น(1947-1991)
สงครามเย็น ( Cold War) เป็นการต่อสู้กันระหว่างกลุ่มประเทศ 2 กลุ่ม ที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองและระบบการเมืองต่างกัน เกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ฝ่ายหนึ่งคือสหภาพโซเวียต เรียกว่า ค่ายตะวันออกซึ่งปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ อีกฝ่ายหนึ่ง คือ สหรัฐอเมริกาและกลุ่มพันธมิตร เรียกว่า ค่ายตะวันตก ซึ่งปกครองด้วยระบอบเสรีประชาธิปไตย ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวทั้งสองฝ่ายได้แข่งขันในด้านการสะสมอาวุธ เทคโนโลยีอวกาศ การจารกรรม เศรษฐกิจ และทำสงครามผ่านสงครามตัวแทน หลังสิ้นสุดสงครามเย็น เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 1991 กระสังคมนิยมพ่ายแพ้ และทำให้กระกระแสเสรีนิยมเข้าครอบคลุมระบบเศรษฐกิจการเมืองโลก ทำให้กระแสสังคมนิยมในลักษณะของรัฐหายไป จากการล่มสลายของโซเวียต แต่การต่อต้านการเข้าครอบงำโลกของเสรีนิยมยังมีอยู่ต่อไป เช่น อัลไคด้าร์ อาบูซายาฟ เป็นต้น แสดงให้เห็นถึงอุดมการณ์ที่ขัดแย้งกันระหว่างทุนนิยมกับสังคมนิยมยังคงอยู่ แต่ได้เปลี่ยนรูปแบบไป
ระบบการเมืองและเศรษฐกิจโลกหลังยุคสงครามเย็น
เมื่อเกิดการล่มสลายของสหภาพโซเวียตสงครามเย็นได้ยุติลงก่อให้เกิดผลกระทบที่สำคัญต่อสังคมโลก ดังนี้
1.สหรัฐอเมริกามีบทบาทเด่นชัดเป็นประเทศอภิมหาอำนาจชาติเดียว เห็นได้จากการประกาศใช้ระเบียบโลกใหม่ (New World Order) ซึ่งมีแนวทางสำคัญคือ การปกครองประชาธิปไตย เศรษฐกิจระบบเสรี การเคารพสิทธิมนุษยชนและการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยให้ประเทศในสังคมโลกต้องปฏิบัติตามกฏบัตรสหประชาชาติและกรอบของการเมืองระหว่างประเทศ ประเทศใดไม่ปฏิบัติตามจะถูกมาตรการบังคับหลายวิธีการ เช่น มาตรการทางการค้า การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ การใช้กำลังทหารบังคับ นโยบายการจัดระเบียบโลกใหม่ถูกนำมาใช้ในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก
2.การแข่งขันทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ หลังสงครามเย็น ประเทศมหาอำนาจก็มีมาตรการพิทักษ์ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนเพิ่มมากขึ้น มีการปกป้องตลาดภายในเพื่อป้องกันการไหลเข้าของสินค้าประเทศอย่างเช่สหรัฐอเมริกาประกาศใช้นโยบายสิทธิมนุษยชน มาตรการคว่ำบาตร มาตรการทางการค้า มาตรฐานสิ่งแวดล้อม
3. การเปลี่ยนแปลงอำนาจในโลกและในภูมิภาค ประเทศต่าง ๆ ต้องปรับเปลี่ยนบทบาทใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์เปลี่ยนไป โดยเฉพาะญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมได้เข้ามามีบทบาทและมีอิทธิพลทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น
4. กระแสชาตินิยมใหม่ ส่วนใหญ่จะเกิดในประเทศที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลังการล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์
โลกหลังสงครามเย็นเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง ระบบทุนนิยมเข้าไปมีอิทธิพลต่อชีวิตแทบทุกส่วนของโลก ประชาคมโลกซึมซับค่านิยมตะวันตก การตื่นตัวของค่านิยมเสรีภาพ และประชาธิปไตยก่อให้เกิดการล้มล้างระบบอำนาจนิยมในดินแดนต่าง ๆ ทำให้ผู้นำพลเรือนกลับเข้ามามีอำนาจในหลายประเทศ เกิดปรากฏการณ์บริษัทข้ามชาติทั่วทั้งโลกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน นั่นคือกระแสโลกาภิวัตน์ ก่อให้เกิดเครือข่ายเชื่อมโยงถึงกันทุกด้านส่วนในรัสเซียเองหลังจากรัฐเล็กรัฐน้อย ได้แยกออกมาเป็นอิสระแล้ว สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของรัสเซียเองมีแนวโน้มว่าดีขึ้นเรื่อย ๆ ต่างชาติได้เข้าไปลงทุนมากมาย ความเป็นอยู่ของชาวรัสเซียมีลักษณะสังคมนิยมอ่อน ๆ มีเสรีภาพมากขึ้น