สื่อและเทคโนโลยี การศึกษา

สืบค้นจาก http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?aid=32423

สืบค้นเมื่อ 18 พฤศจิกายน 2550

สืบค้นโดย ดร.ชยพร  แอคะรัจน์  www.geocities.com/university2u

----------------------------------------------

สื่อและเทคโนโลยี การศึกษา กับการพัฒนาการศึกษาไทย

(โดย วารสารสื่อพลัง ปตท -วันที่ 10 กันยายน 2550)

วิวัฒนาการของระบบงานสื่อและเทคโนโลยีการศึกษา

 

...ดังนั้นสื่อและเทคโนโลยีการศึกษาที่ดีและมีคุณภาพ จึงไม่ใช่เพียงผู้ช่วยครูในฐานะเครื่องมือถ่ายทอดความรู้ แต่ยังหมายถึงกระบวนการในการพัฒนาศักยภาพทุกด้านของผู้เรียนอีกด้วย

 

วิวัฒนาการของระบบงานสื่อและเทคโนโลยีการศึกษาในทุกประเทศทั่วโลกล้วนเริ่มต้นมาจากห้องสมุด ซึ่งถือเป็นศูนย์รวมแหล่งความรู้จากสื่อสิ่งพิมพ์ทั้งหลาย จนเมื่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น งานโสตทัศนศึกษา จึงก้าวเข้ามาเป็นอีกหนึ่งรูปแบบ หลังจากนั้นขอบเขตของสื่อและเทคโนโลยีการศึกษาก็ขยายวงมากขึ้น จนมีลักษณะเป็นสื่อประสม (Multi-media)

 

นับแต่ทศวรรษ 1960 การศึกษาได้พัฒนารูปแบบไปอย่างหลากหลาย สื่อและเทคโนโลยีการศึกษาจึงเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปด้วย นำสู่การเรียนการสอนในสาขาใหม่คือ เทคโนโลยีการศึกษา (Instructional Technology) ซึ่งเป็นวิชาชีพที่ประยุกต์ระหว่างการวิเคราะห์ การออกแบบ การพัฒนา การนำไปใช้และการประเมินปรับปรุง เพื่อให้การเรียนการสอนดำเนินควบคู่ไปกับสื่อและเทคโนโลยีในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างกลมกลืนและเกิดประโยชน์สูงสุด จนทำให้หลายๆสถาบันการศึกษาตั้งหน่วยงานเพื่อการทำงานด้านสื่อและเทคโนโลยีการศึกษาอย่างจริงจัง โดยใช้ชื่อแตกต่างกันไป อาทิ ศูนย์โสตทัศนศึกษา ศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ สำนักวิทยบริการ และศูนย์นวัตกรรมการศึกษา เป็นต้น

 

 

ในประเทศไทยหน่วยงานด้านสื่อและเทคโนโลยีการศึกษาเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2483 ได้แก่ แผนกโสตทัศนศึกษา สังกัด กองการศึกษาผู้ใหญ่ กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ก่อนจะยกฐานะเป็นศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษาสังกัดกรม การศึกษานอกโรงเรียนเมื่อปี พ.ศ. 2515 โดยให้บริการทั้งด้านวิทยุศึกษา วิทยุโรงเรียน วิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษา งานวารสารและเอกสาร และการผลิตโสตทัศนูปกรณ์ หลังจากนั้นงานด้านสื่อและเทคโนโลยีการศึกษาก็ได้ขยายรูปแบบและตีวงกว้างออกไปยังสถาบันการศึกษาทุกระดับชั้น จนมาถึงยุคดิจิตัลอีเลิร์นนิ่งเช่นในปัจจุบัน

 

ดร.สุรสิทธิ์ วรรณไกรโรจน์ ผู้อำนวยการโครงการการเรียนรู้แบบออนไลน์แห่ง สวทช ได้ให้คำจำกัดความของ e-learning เป็นการศึกษาเรียนรู้ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์อินเทอร์เน็ต หรืออินทราเน็ต เป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ผู้เรียนจะได้เรียนตามความสามารถและความสนใจของตน โดยเนื้อหาของบทเรียนซึ่งประกอบด้วยข้อความ รูปภาพ เสียง วีดีโอ และมัลติมีเดียอื่นๆ จะถูกส่งไปยังผู้เรียนผ่าน web browser โดยผู้เรียน ผู้สอน และเพื่อนร่วมชั้นเรียนทุกคนสามารถติดต่อปรึกษา และเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันได้ เช่นเดียวกับการเรียนในชั้นเรียนปกติ โดยอาศัยเครื่องมือการติดต่อสื่อสาร ที่ทันสมัย (e-mail, webboard, chat , etc.) จึงเป็นการเรียนสำหรับทุกคน เรียนได้ทุกเวลา และทุกสถานที่ Learn for all anyone, anywhere and anytime”

 

ด้วยเหตุนี้ เมื่อกล่าวถึงสื่อและเทคโนโลยี เพื่อการศึกษาในยุคนี้แทบทุกคนจึงนึกถึง e-learning เป็นอันดับแรก

 

ทุกคน ทุกเวลา ทุกสถานที่?

 

...แม้ความหมายของ e-learning จะเอื้อให้ทั้งเด็ก และ ครูเกิดการเรียนรู้ได้ตลอดเวลา แต่ในทางปฏิบัติ การเรียนรู้มิได้เกิดขึ้นง่ายดายปานนั้น

 

ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และ คอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เนคเทค (NECTEC) ได้เคยสรุปปัญหาของการใช้เทคโนโลยีและสื่อทั้นสมัยในการเรียนการสอนไว้คร่าวๆดังนี้คือ ปัญหาจากโครงสร้างพื้นฐาน เช่น อุปกรณ์ไม่เพียงพอ มีราคาสูง ขาดงบประมาณ ไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหาร เพื่อนครู และชุมชน ขาดแคลนสื่อเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ และปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ เป็นตัน และปัญหาจากบุคลากร ได้แก่ ความรู้สึกกลัวเทคโนโลยี รู้สึกเป็นภาระขาดบุคลากรที่มีความรู้ หรือ แหล่งพัฒนาความรู้ ไม่สามารถบูรณะการเทคโนโลยีเข้ากับหลักสูตรที่มีอยู่ได้ และการจัดทำเนื้อหาที่ไม่ทันต่อเทคโนโลยี เป็นต้น

 

เกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้ อาจารย์จิรัฏฐ์ แจ่งสว่าง หัวหน้างานนวัตกรรมและเทคโนโลยี อาจารย์ประจำวิชาคอมพิวเตอร์ ชั้นมัธยมปลาย โรงเรียนสวนกุหลาบนนทบุรี ครูผู้มีประสบการณ์ได้รับทุนไปแข่งขันและดูงานด้านสื่อเทคโนโลยการศึกษามาแล้วหลายประเทศ มีข้อมูลและคำตอบที่น่าสนใจมาร่วมแบ่งปัน

 

“ในด้านของบุคลากร ต้องยอมรับว่าโอกาสในการเข้าถึงและความสามารถในการบริหารจัดการเทคโนโลยีของแต่ละโรงเรียน ไม่เท่ากัน แต่นโยบายที่ออกมาเป็นเรื่องที่ประกาศให้ใช้ทั่วกันทุกโรงเรียน กลุ่มครูที่แอนตี้หรือมีความกลัวเทคโนโลยี และไม่สามารถบูรณาการหลักสูตรเข้ากับเทคโนโลยี น่าจะเป็นผลมาจากการที่พวกเขาเป็นกลุ่มที่เข้าถึงเทคโนโลยีได้น้อย แต่หากเขามีโอกาสได้เข้าถึง ผมเชื่อว่าครูทุกคนพร้อมและอยากที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาด้วยกันทั้งนั้น” อาจารย์จิรัฏฐ์กล่าว

 

 

ปัญหาหลักๆ ของการพัฒนาและใช้สื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในระบบโรงเรียนของไทยนั้น อาจารย์จิรัฏฐ์มองเห็นเป็น 2 ข้อใหญ่ๆ คือ

 

1 ความแตกต่างระหว่างนโยบายกับความเป็นจริง กล่าวคือเมื่อมีนโยบายส่งเสริมให้ใช้เทคโนโลยี ขณะที่หลายๆโรงเรียนโดยเฉพาะต่างจังหวัดมีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยี จึงเกิดความทุกข์ต่อโรงเรียน ครู และ เด็ก ยกเว้น โรงเรียนที่มีชุมชนหรือห้างร้านต่างๆเข้ามาช่วยสนับสนุน

2 ความไม่แตกฉานในการบริหารจัดการ โรงเรียนสามารถกระจายเรื่องของเทคโนโลยีให้ไปถึงทุกสาระวิชาได้มาน้อยเพียงใด บางโรงเรียนบริหารไม่เป็นก็จะไปจบอยู่ที่ห้องคอมพิวเตอร์ ทั้งที่จริงแล้วในเรื่องของสื่อการสอน ครูคอมพิวเตอร์จะเป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวก ไม่ใช่ผู้จัดทำทุกสาระวิชา สิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้นคือ สร้างการทำงานร่วมกันระหว่างครูคอมพิวเตอร์กับครูประจำสาระวิชานั้นๆ

 

“ที่โรงเรียนผม มีครูคนหนึ่งอยู่หมวดวิชาภาษาไทย หมวดวิชานี้ได้รับคำว่าต้องทำ CDI (Computer Aided Instruction : CAI ) ด้วย Autowear ตัวเขาเองทำไม่เป็น เขาก็ไปสร้างทีม 3 คน มีครูคอมพิวเตอร์ร่วมอยู่ด้วย ทำออกมาได้ดีมาก .... นี่คือหลักการของการสร้างสื่อการสอน ซึ่งไม่ได้สอนให้ครูคนเดียวต้องทำทุกเรื่อง”

หากยังไม่สามารถข้ามผ่านปัญหาด้านโครงสร้างและบุคลากรไปได้ ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับเด็กนักเรียนจากการเรียนรู้ผ่านสื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษาย่อมไม่สามารถเกิดขึ้นได้

 

ตกม้าตาย e-learning

 

ประเทศไทยได้นำคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นเครื่องมือสร้างสื่อการเรียนและถ่ายทอดความรู้มาเป็นระยะเวลานาน โดยระยะแรกจะอยู่ในรูปของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Aided Instruction : CAI ) ใช้แทนเอกสารหนังสือ แต่ปัจจุบันเมื่อคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ CAI จึงเปลี่ยนมาเป็นการเรียนการสอนผ่านบริการเว็บเบส (Web Based Instruction : WBI ) ซึ่งรวดเร็วและกว้างไกลกว่าเดิมมาก ทั้งยังประหยัดเงินเพื่อการจัดหาซอฟต์แวร์สร้างสื่อ ซึ่งมีราคาแพง การเรียนการสอน ในรูป WBI จึงเป็นที่นิยมอย่างยิ่ง และได้พัฒนามาเป็นสื่อการเรียนการสอนในรูป e-learning ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบัน

แต่ภายใต้ความนิยมนี้ ยังมีโรงเรียนและครูหลายคนทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศที่ตกม้าตายเพราการพึ่งพาระบบอินเทอร์เน็ต ดังประสบการณ์ของอาจารย์จิรัฏฐ์

 

“การเอาไอทีไปใช้ในโรงเรียน เราต้องมองความจริง ไม่ใช่ฝัน ความจริงคืองบเพื่อการวางสาย net (ในโรงเรียนสวนกุหลายนนท์ฯ) ของเราเป็นแสน ถามว่าโรงเรียนทั่วไปจะทำได้อย่งาไร เปรียบเทียบกับมาเลย์ ทางรัฐเขาจัดแบ่งโรงเรียนเป็น Smart School แบบ A คือ สมบูรณ์แบบแล้ว ซึ่งมีเยอะมาก กับแบบ B ที่กำลังพัฒนาตามมา ทั้งหมดนั้นรัฐบาลช่วยอุดหนุน ผมไปดูงานโรงเรียนประถมของเขา มัธยมของเรายังสู้ประถมเขาไม่ได้เลย สัดส่วนคอมพิวเตอร์ในประเทศไทยเฉลี่ยคือ คอมพิวเตอร์ 1 เครื่องต่อนักเรีนย 53 คน ของมาเลย์ 1:2 ส่วนโรงเรียนมัธยมในเกาหลี net ของเขาเทียบเท่าระดับมหาวิทยาลัยของเรา”

 

ดังนั้นการโหมตามกระแส e-learning นอกจากจะไม่เกิดผลจริงในทางปฏิบัติกับหลายๆโรงเรียนในประเทศไทยแล้ว ยังไม่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ทั้งกับครูและเด็กอีกด้วย... ทางออกที่ทั้งอาจารย์จิรัฏฐ์ และสถาบันระดับชาติอย่าง NECTEC เสนอตรงกัน คือ การใช้โปรแกรมง่ายๆ แต่เน้นที่สาระ และความรู้ที่จะสื่อออกมาถึงเด็กนักเรียนจะดีกว่า

 

จากการศึกษาของ NECTEC พบว่า “สารสนเทศต้องมาก่อนเทคโนโลยี” หมายถึง การพัฒนาสื่อและเทคโนโลยี การศึกษาต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาสาระและความรู้ขอเนื้อหาที่จะสื่อออกไปสู่ผู้เรียนเป็นลำดับต้นๆ ขณะที่เทคโนโลยีจะเป็นเรื่องรองลงมา โดยเลือกใช้ตามความเหมาะสมกับเนื้อหา และสถานการณ์ ซึ่งทั้งหมดนี้ควรให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาเพื่อส่งเสริมให้บุคลากรทางการศึกษาของไทยสามารถสร้างสื่อ และเทคโนโลยีการศึกษาของตนเองได้ โดยไม่ต้องอิงอาศัย แต่การนำเข้าจากต่างประเทศ

 

ขณะที่อาจารย์จิรัฏฐ์ ได้ประสบการณ์จากการแข่งสอนในงาน Cyber Education ของ APEC ที่เกาหลีใต้ว่า “2 ปีที่แล้ว ผมได้รับเชิญไปสอนแข่งกับครูฟิลิปปินส์และมาเลเซีย ปรากฏว่าสองประเทศนั้นตายหมด เพราะไปพึ่งเน็ต พอเน็ตช้า หรือหลุดก็สอนต่อไม่ได้ แต่ผมทำเป็น off-line ขึ้น PowerPoint สอนต่อได้ไม่มีปัญหา ครูจำเป็นต้องมี off-line เผื่อไว้กรณีเน็ตไม่วิ่ง ไม่ใช่เป็น e-learning แล้วต้องพึ่งแต่อินเทอร์เน็ต บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ของครูควรใช้ง่ายๆ เช่น word PowerPoint เอามาทำเป็น intranet ทุกวันนี้

 

 

ถ้าเราคิดว่าการเรียนแบบอิเล็กทรอนิกส์ต้องพึ่ง net อย่างเดียว บอกได้เลยว่าตาย เพราะมันช้าและแพงมาก การจัดทำสื่อเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมด้านการสอน ไม่ใช่หน้าที่โดยตรงของครู แต่นโยบายปัจจุบันต้องการให้ครูทำงานพวกนี้ด้วย ผมอยากให้ครูเป็นส่วนหนึ่งของการสอน เช่น เป็นผู้ให้ main idea หรือวาง content เขียน script ให้ ส่วนรูปแบบให้หามืออาชีพมาทำ แต่ถ้าจำเป็นต้องทำเองจริงๆ ก็ให้ด้วยโปรแกรมง่ายๆ ที่มีอยู่บน Microsoft Office”

ด้วยเหตุนี้ สื่อและเทคโนโลยีการสอนที่ดีจึงไม่จำเป็นต้องหรูหราอลังการ หากแต่ต้องตอบโจทย์ที่ว่า ต้องการ “สอนอะไร” และ “ควรใช้เครื่องมืออะไร จึงจะเหมาะสม” ให้ได้.... เพียงเท่านี้ คงไม่ยากเกินไปสำหรับครูไทยที่มุ่งมั่น

 

ก้าวต่อไปแห่งการเรียนรู้กับหลุมพรางแห่งการตลาด

 

สาระสำคัญของ พ.ร.บ. ปฏิรูปการศึกษา พ.ศ. 2542 มีอยู่ 4 ประเด็นหลักคือ ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ ครอบคลุมการศึกษาทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ขยายโอกาสและสร้างความเท่าเทียมกัน พัฒนาหลักสูตรและเนื้อหาที่มีคุณภาพเหมาะสมกับท้องถิ่น ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนเกี่ยวข้องกับการใช้สื่อและเทคโนโลยีโดยเฉพาะในรูปแบบของ e-learning อยู่ไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ครูทุกคนจึงจำเป็นต้องหาความรู้เกี่ยวกับการประยุกต์เทคโนโลยีมาสู่สื่อการสอนด้วย

 

ในยุคปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่า การจัดทำสื่อและเทคโนโลยีการศึกษาเป็นการผสมผสานกันทั้งศาสตร์และศิลป์ ระหว่างความรู้ทางเทคโนโลยี (Technology) ศิลปะ (Artistic) และกิจกรรมทางสังคมที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ (Social Activities) ทั้งนี้กระบวนการศาสตร์และศิลป์ดังกล่าวนั้น จะต้องดำเนินไปตามลำดับ 4 ขั้นตอน คือ การวิจัย --> สอน -- พัฒนาสื่อ สื่อสาร

 

ว่ากันว่า เรื่องทางศิลปะต้องใช้อารมณ์สุนทรีย์ ดังนั้นหากคุณครูทั้งหลายค่อยๆคิดค่อยๆทำ และไม่กลัวที่จะเรียนรู้การเข้าถึงประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ก็ย่อมจะเกิดขึ้นได้กับครูและนักเรียนทุกคน

 

อย่างไรก็ตาม ถึงจะหาทางรับมือกับเทคโนโลยีได้ในระดับหนึ่ง ก็ยังมีประเด็นสำคัญที่ทั้งโรงเรียน ครู ผู้ปกครอง ตลอดจนเด็กนักเรียน ต้องคำนึงถึงเกี่ยวกับการเข้าถึงสื่อเพื่อการศึกษาในรูปแบบอื่นๆ ในยุคแห่งการแข่งขันเสรีอยู่ด้วย

 

พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมในการผลิตสื่อและเทคโนโลยีการศึกษาทุกประเภท ทุกสาระการเรียนรู้ และทุกช่วงชั้น โอกาส เช่นนี้ มองเผินๆ อาจกล่าวได้ว่า เป็นหนทางที่นำไปสู่การพัฒนาสื่อและเทคโนโลยี การศึกษาให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

หากแต่ในอีกมิติหนึ่งโอกาสตาม พ.ร.บ. จะทำให้บริษัทต่างๆโดยเฉพาะเอกชนรายใหญ่ มีโอกาสที่จะได้ส่วนแบ่งในเม็ดเงินกว่า 3 พันล้านบาท เฉพาะการจัดหาสื่อและเทคโนโลยีการศึกษาให้กับการเปลี่ยนผ่านใน 4 ชั้นเรียนเบื้องต้น คือ ป. 1 ป. 4 ม. 1 และ ม. 4 ซึ่งเมื่อรวมทุกระดับชั้นตั้งแต่ ป. 1 – ม. 6 แล้ว เม็ดเงินไม่น่าจะต่ำกว่า 9 พันล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว ปริมาณเงินมากมายขนาดนี้ อาจนำมาซึ่งความต้องการยึดครองส่วนแบ่งตลาดของผู้ผลิตรายใหญ่ ที่ย่อมจะได้เปรียบในกาแข่งขันทางการตลาดมากกว่ารายย่อย

 

ดังนั้นการเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันเสรี จึงอาจมิใช่หนทางที่นำสู่การพัฒนาเนื้อหาสาระของสื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษาได้อย่างแท้จริง หากไม่มีการกำหนดนโยบายเพื่อควบคุมคุณภาพ และราคาไว้ให้ชัดเจน และจะร้ายที่สุดหากนโยบายที่วางไว้ไม่ได้รับการนำไปใช้อย่างถูกต้องเหมาะสมและเคร่งครัด

ท้ายที่สุด การจะพัฒนาสื่อและเทคโนโลยการศึกษาเพื่อให้นำมาซึ่งความก้าวหน้าของการศึกษาไทยอย่างแท้จริง ก็คงจะเป็นดังที่อาจารย์จิรัฏฐ์ ได้กล่าวไว้ว่า

“นโยบายไม่ใช่ตัวฉุดการพัฒนาแต่ปัญหาอยู่ที่การปฏิบัติ หลายเรื่องที่ พ.ร.บ. กำหนดไว้ดีๆ เยอะ แต่คนไม่(ได้รับ)รู้ข้อเท็จจริง ไม่มีการเผยแผ่ข้อมูล การดำเนินงานจึงไม่คืบหน้าหรือไม่ก็คืบไปผิดทาง”

 

----------------------------------

Hosted by www.Geocities.ws

1