มะลิ (อีกตำราหนึ่ง)
สืบค้นจาก http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05040150850&srcday=2007/08/15&search=no
สืบค้นเมื่อ 18 พฤศจิกายน 2550
สืบค้นโดย ดร.ชยพร
แอคะรัจน์ www.geocities.com/university2u
----------------------------------
สวนมะลิเงินล้าน สร้างงานเสริมอาชีพ ที่มุกดาหาร
(โดย สมชาย นนทฤทธิ์ -เทคโนโลยีชาวบ้าน -วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2550
ปีที่ 19 ฉบับที่ 413)
จะเป็นบุพเพสันนิวาส
หรือกรรมบันดาลแต่ปางก่อนคงไม่ผิดที่พลิกผันให้วิถีชีวิตของหญิงคนหนึ่ง
ซึ่งดำรงชีวิตเป็นปกติสุขอยู่ในเมืองหลวง ต้องกลับกลายมาเป็นเกษตรกร ทั้งๆ
ที่เธอเองไม่มีความรู้เรื่องการเกษตรแต่อย่างใด เมื่อต้นปี พ.ศ. 2547
เธอตามเพื่อนซึ่งเป็นคนจังหวัดมุกดาหารพาไปเยี่ยมบ้านเกิด
ญาติของเพื่อนต้องการขายบ้านพร้อมที่ดิน เพื่อนจึงเอ่ยเชิญชวนให้เธอซื้อเล่นๆ
แต่เธอก็ได้ตกลงซื้อจริงๆ เพราะเห็นว่าบ้านหลังนั้นอยู่ใกล้กันกับบ้านของเพื่อน
เมื่อซื้อบ้านแล้วเธอตัดสินใจมาอยู่บ้านหลังใหม่ ทั้งๆ
ที่สามีชาวต่างชาติของเธอมีงานประจำที่กรุงเทพฯ
จากวันนั้นเป็นต้นมาชีวิตการเป็นเกษตรกรของเธอก็เริ่มขึ้น
เธอคนนั้นชื่อ คุณนลิน ไจล์ส วัย 44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 68 หมู่ที่ 5
บ้านกุดโง้ง ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร 49000 โทรศัพท์
(081) 774-0148,
(081) 739-7054 หมู่บ้านนี้อยู่ห่างจากตัวอำเภอเมืองประมาณ 8
กิโลเมตร ตามถนนสายมุกดาหาร-คำชะอี เมื่อมีบ้านอยู่แล้วเธอได้ซื้อที่ดินเพิ่มอีก 3
ไร่ อยู่ห่างจากบ้านประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งเป็นที่มาของสวนมะลิ
"อยู่เย็น"
ด้วยความที่เธอไม่มีพื้นฐานด้านการเกษตรใดๆ
แต่ก็เกิดความสนใจอาชีพการเกษตร เธอเริ่มศึกษาหาความรู้จากเอกสาร ตำราทางการเกษตร
จากผู้มีประสบการณ์ทางการเกษตรบ้าง จนได้คำตอบสุดท้ายว่าจะทำสวนมะลิ เพราะดอกมะลิมีกลิ่นหอม
ตลาดมีความต้องการตลอดฤดูหนาว ใช้เนื้อที่ในการปลูกไม่มาก ให้ผลผลิตเร็ว
การดูแลจัดการไม่ยุ่งยากเหมือนพืชชนิดอื่น
จากการพูดคุยกัน เธอเล่าว่า
เมื่อได้คำตอบแล้วก็ได้ตกลงว่าจ้างขุดเจาะบ่อน้ำ
สร้างถังพักน้ำซึ่งเป็นซีเมนต์วางบนผืนดิน ปรับพื้นที่ส่วนหนึ่ง เนื้อที่ประมาณ 1
ไร่ครึ่ง
ไถยกร่องสูงประมาณ 30 เซนติเมตร ความยาวของร่อง 50 เมตร ระยะห่าง 1.5 เมตร
ได้จำนวน 20 แปลง หรือ 20 ร่อง จากนั้นได้ติดต่อขอซื้อพันธุ์มะลิจากต่างจังหวัด
เป็นมะลิพันธุ์เพชรบุรีมา 3,000 ถุง ราคาถุงละ 3.50 บาท
ขั้นตอนการปลูก
ใช้ปุ๋ยชีวภาพชนิดเม็ดรองก้นหลุมซึ่งขุดพอประมาณกับขนาดของถุงต้นพันธุ์
ปลูกหลุมละ 3 ต้น ระยะห่างระหว่างหลุม 1 เมตร ใน 1 ร่อง ปลูกได้ 50 หลุม
โดยปลูกทั้งหมด 20 แถว รวม 1,000 หลุม จากนั้นฝังหลักเพื่อขึงลวดรอบเป็นร่องๆ
เพื่อป้องกันไม่ให้กิ่งมะลิล้ม ต่อมาจัดการระบบน้ำโดยใช้สาย พี.อี. ขนาด 6 หุน
ต่อหัวน้ำหยดหลุมละ 1 หัว ทำแอ่งรอบโคนต้นเพื่อให้น้ำหยดไหลเวียนได้รอบต้น
ขั้นตอนนี้ลงทุนไปประมาณ 150,000 บาท ไม่รวมค่าที่ดิน
ต่อจากนั้นก็ดูแลรักษา ให้น้ำ ให้ปุ๋ยชีวภาพอย่างสม่ำเสมอ
นับจากวันที่ปลูกไป 3 เดือน ก็เริ่มให้ผลผลิตบ้าง เมื่อครบ 6 เดือน
ผลผลิตก็เริ่มเพิ่มขึ้นตามลำดับ สามารถเก็บขายเป็นรายได้ ได้มากขึ้น
การดูแลอย่างอื่น คือการกำจัดวัชพืชต่างๆ ต้องคอยดูแลตลอดมิให้หญ้าขึ้นเป็นอันขาด
จึงทำให้สวนมีความโปร่งโล่งตา
อีกประการหนึ่งคือการควบคุมไม่ให้ต้นมะลิเฝือใบหรือมีใบมากจนเกินไป
ซึ่งจะส่งผลให้ดอกน้อยลง การฉีดยาปราบศัตรูพืช ฉีดพ่นเดือนละ 1 ครั้ง
ซึ่งการฉีดยาแต่ละครั้งค่อนข้างต้องระมัดระวัง
เพราะที่ข้างเคียงเขาปลูกหม่อนและเลี้ยงไหม
ผลผลิต
ธรรมชาติของมะลิจะชอบแสงแดดจัด อุณหภูมิสูง จะให้ดอกดี
ซึ่งปัจจุบันนี้หากสภาพอากาศเหมาะสมจะเก็บผลผลิตได้สูงถึง 30 กิโลกรัม ต่อวัน
แต่หากสภาพอากาศไม่เหมาะสมผลผลิตจะลดลงมาก โดยต่ำสุดวันละ 5 กิโลกรัม ก็เคยมี
แต่โดยเฉลี่ยแล้วในแต่ละเดือนไม่น้อยกว่า 15 กิโลกรัม ต่อวัน
ส่วนในฤดูหนาวมะลิแทบจะไม่ให้ดอก หรือถ้ามีดอกก็จะเล็ก แต่สภาพอากาศแปรปรวนจึงทำให้อากาศหนาวในแต่ละปีลดน้อยลง
จึงไม่ใช่อุปสรรคต่อการออกดอกของมะลิเท่าใดนัก
ในด้านแรงงานคุณนลินเล่าว่า ปัจจุบันได้จ้างแรงงานประจำ 4 คน
โดยจ่ายค่าจ้างเดือนละ 4,300 บาท ต่อคน และทำประกันสังคมให้ด้วย ส่วนแรงงานอื่น
เช่น การเก็บดอกมะลิ ใช้แรงงานวันละ 20 คน จ่ายค่าแรงวันละ 110 บาท ต่อคน
แต่ก็ทำแบบไม่เต็มวัน คือเก็บมะลิ 20 ร่อง เสร็จก็จบ นอกจากนี้
ก็มีแรงงานอีกส่วนหนึ่งคือ การร้อยมะลิ คิดค่าแรงงานตามงาน เช่น พวงมาลัย ราคา 5
บาท ค่าแรง 50 สตางค์ ต่อพวง พวงมาลัย 10 บาท ค่าแรง 1 บาท ต่อพวง พวงมาลัย 20 บาท
ค่าแรง 4 บาท ต่อพวง ใครทำได้มากก็ได้ค่าแรงมาก
เฉลี่ยแล้วคนงานในส่วนนี้จะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 50 บาท ต่อวัน
หากเป็นวันหยุดจะมีนักเรียนมาร้อยมาลัยหารายได้พิเศษอีกด้วย
การตลาด
ปัจจุบัน ดอกมะลิ จากสวน "อยู่เย็น" ไม่พอกับความต้องการของตลาด
เพราะทางสวนจำหน่ายในรูปดอกมะลิสด และแบบร้อยเป็นพวงมาลัย
ลูกค้าต้องสั่งจองล่วงหน้า ดอกมะลิสดขายส่งกิโลกรัมละ 300 บาท
มะลิที่ร้อยเป็นมาลัยมีราคาพวงละตั้งแต่ 5-100 บาท พวงมาลัยราคา 20 บาท
มีผู้สั่งจองมากที่สุด ราคาดอกมะลิในช่วงที่มีมากราคาจะตกลงมาที่กิโลกรัมละ 150
บาท ในช่วงที่ขาดแคลน ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 500 บาท แต่ถ้าคิดเฉลี่ยจะตกประมาณ
250-300 บาท ต่อกิโลกรัม จึงทำให้มีรายได้เข้ามายังสวนมะลิ "อยู่เย็น"
ในแต่ละเดือนไม่ต่ำกว่า 150,000 บาท ทำให้สามารถสร้างรายได้ให้เจ้าของ
คนงานประจำ 4 คน คนงานรายวัน 20 คน และคนงานร้อยมะลิวันละประมาณ 5-12 คน
ให้มีรายได้พอเลี้ยงครอบครัวได้อย่างไม่เดือดร้อน
นอกจากนี้ คุณนลินยังได้เจียดรายได้ในเดือนที่มะลิให้ผลผลิตมาก
เฉลี่ยให้แก่แรงงานทุกคน มากน้อยตามเนื้องาน จึงทำให้ผู้ร่วมงานทุกคนมีความรัก
ความภักดีต่อคุณนลินเป็นอย่างมาก ความรักความภักดีจากแรงงานย่อมส่งผลต่อความสำเร็จของสวน
"อยู่เย็น" เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวอีกด้วย
ใครเล่าจะนึกว่าเนื้อที่ของสวนเพียง 1 ไร่ครึ่ง
จะสามารถสร้างงานสร้างรายได้ให้เจ้าของและแรงงานร่วม 30 ชีวิต
ให้มีความอยู่กินดีแบบพอเพียงได้
แม้คุณนลิน จะประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ความหวังยังไม่สิ้นสุด
ด้วยเป็นคนมีน้ำใจและความคิดงาม
ยังมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างงานสร้างรายได้ให้กับชุมชนต่อไป
โดยในขณะนี้เธอกำลังปรับปรุงพื้นที่ส่วนหนึ่งของหน้าบ้าน
เพื่อสร้างโรงเพาะเห็ดขอนขาวอีกทางหนึ่ง
นอกจากโรงเพาะเห็ดแล้วเธอยังคิดจะปลูกผักหวานป่า ซึ่งยังมีพื้นที่เหลือจากการปลูกมะลิอีกด้วย
มติชนบทเทคโนโลยีชาวบ้านขอเป็นกำลังใจช่วยเต็มที่
ประการสุดท้าย คุณนลินกล่าวว่า เธอตั้งมั่นว่าจะทำสวนมะลิ
"อยู่เย็น" ให้เป็นสวนมะลิปลอดสารพิษ และปรารถนาขอคำแนะนำ
ไม่ว่าทางทฤษฎี ทางปฏิบัติ จากบุคคล องค์กรต่างๆ ไม่ว่าภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดเวลา
หากบุคคล องค์กรใด จะให้คำปรึกษา แนะนำ
ขอให้ส่งคำปรึกษาและคำแนะนำได้ตามที่อยู่ข้างต้น จักเป็นพระคุณยิ่ง
----------------------------------