ตั้งบริษัท

สืบค้นจาก http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05082150850&srcday=2007/08/15&search=no

สืบค้นเมื่อ 18 พฤศจิกายน 2550

สืบค้นโดย ดร.ชยพร  แอคะรัจน์  www.geocities.com/university2u

----------------------------------------

ตั้งบริษัท

(โดย นายชำนาญ พิเชษฐพันธ์ เนติบัณฑิตอังกฤษ -เทคโนโลยีชาวบ้าน วันที่ 15 สิงหาคม พ.. 2550 ปีที่ 19 ฉบับที่ 413)

 

วันก่อนผมมีโอกาสไปต่างจังหวัด ได้พูดคุยกับเพื่อนที่เป็นเกษตรกรคนหนึ่ง เป็นเพื่อนเก่าแก่กันมานาน เพื่อนคนนี้ปลูกผักขายมาหลายสิบปีแล้ว

 

ผมเล่าให้ฟังว่าเกษตรกรสมัยนี้เขาไม่ใช่แค่ปลูกผักเอาไปขายที่ตลาดเท่านั้นแล้ว แต่เขาพยายามขายพืชผลเกษตรไปยังต่างเมือง หรือแม้กระทั่งต่างประเทศ

 

ดูอย่างบางคนที่เขาปลูกส้ม เขาพยายามทำให้ส้มของเขามีรสชาติดี เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค แล้วเขาก็ใส่ยี่ห้อของเขา คนที่ชอบส้มของเขาก็จะมองหายี่ห้อนี้แล้วซื้อไปกิน สินค้าของเขาก็เลยขายดี มีรายได้มาก

 

เพื่อนผมถามว่าอย่างผักคะน้าที่เขาปลูกนั้น จะทำให้สร้างรายได้ดีๆ ได้หรือไม่

 

ผมบอกว่าน่าจะทำได้ ผมเห็นในตลาดมีผักคะน้าขายหลายชนิด บางชนิดมีราคาแพง คนขายบอกว่าเป็นคะน้าฮ่องกง กรอบแล้วก็อร่อยเสียด้วย คนยังซื้อหามากิน ผมก็ซื้อมาลองกินดูเหมือนกัน อร่อยอย่างที่เขาว่า แม้ว่าราคาจะแพงกว่าคะน้าของคนอื่นๆ คนก็ซื้อ

 

หากสามารถทำให้คะน้าที่เราปลูก กรอบและอร่อยเหมือนคนอื่นหรือดีกว่าคนอื่น แล้วราคาพอสมควรที่คนหาซื้อได้ ก็แน่นอนว่าจะต้องขายได้ แล้วขาประจำก็จะตามมา

 

แต่ก็ต้องทำให้คะน้าที่ผลิตได้นั้นมีรสชาติเหมือนๆ กันตลอด ไม่อย่างนั้นลูกค้าที่ชอบก็จะหายไปเพราะไม่ได้รสชาติที่ชอบเหมือนเดิม

 

ดูอย่างร้านขายไก่ชื่อดัง บางร้านขายไก่ทอด บ้างร้านขายไก่ย่าง มีสาขาทั่วประเทศ ลูกค้าที่ชอบไก่ทอดของเขา ไปหาซื้อที่สาขาไหนๆ ก็ได้รสชาติเหมือนกันหมด

 

หรือร้านขายสุกี้ที่มีสาขาทั่วประเทศเหมือนกัน เขาขายทั้งสุกี้และเป็ดย่าง กินสุกี้หรือกินเป็ดย่างที่สาขาไหนๆ ก็ได้รสชาติเหมือนกัน

 

ขาประจำเขาถึงมีเยอะ เขาก็เลยมีสาขาได้ทั่วประเทศ

 

พอเรามีคะน้าที่เป็นที่ต้องการของลูกค้าแล้ว สิ่งสำคัญที่จะต้องทำตามมาก็คือ ใส่ยี่ห้อให้กับคะน้าของเรา แล้วก็ตั้งบริษัท

 

ทำไมต้องใส่ยี่ห้อให้กับคะน้าของเราหรือครับ คำตอบก็ง่ายนิดเดียว ก็เพราะว่าเวลาขาประจำจะซื้อคะน้าของเรา เขาจะได้ซื้อหาได้ง่าย โดยมองแค่ยี่ห้อเท่านั้นเองก็จะได้ของที่ต้องการ

 

สินค้าของเราก็จะขายได้สะดวก

 

ยี่ห้อที่ว่านี้ ภาษาฝรั่งเขาเรียกว่า แบรนด์ (Brand) คนไทยเราก็เรียกให้มันหรู โดยเรียกทับศัพท์ภาษาฝรั่งว่า แบรนด์ ทำให้เกษตรกรฟังแล้วรู้สึกว่ามันยาก เลยไม่ค่อยจะสนใจ

 

อย่างเพื่อนของผมที่ปลูกผักขายชื่อ วิษณุ จะใส่ชื่อยี่ห้อผักคะน้าของเขาว่า "วิษณุ" ก็ได้

 

พอจะส่งผักคะน้าไปขายตลาด ก็เอาใส่ถุงพลาสติคเสียหน่อย ที่ถุงพลาสติคก็พิมพ์คำว่า "วิษณุ" เข้าไป หรือถ้าจะพิมพ์ที่ถุงพลาสติคมากกว่ายี่ห้อ "วิษณุ" ก็ได้ เช่น พิมพ์ที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ให้เขาติดต่อด้วย

 

กับจะโฆษณาสินค้าไปอีกหน่อยก็ได้ว่า คะน้ากรอบอร่อยต้องคะน้า "วิษณุ" เป็นต้น

 

ยังไม่ทันจะมีคะน้าที่มียี่ห้อออกขายตลาดเลย เพื่อนผมก็กลัวคนจะปลอมยี่ห้อสินค้าเสียแล้ว ผมบอกไม่ต้องกลัวหรอก กฎหมายมีคุ้มครองอยู่แล้ว หากเรากลัวคนปลอมยี่ห้อ เราก็ไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้

 

แต่ที่ดี ยังไม่ต้องไปห่วงเรื่องคนปลอมเครื่องหมายการค้า เอาไว้มีสินค้าและยี่ห้อออกขายตลาดจนพอเห็นว่าน่าจะประสบความสำเร็จ แล้วค่อยไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

 

เพราะการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ายุ่งยากนิดหน่อย แถมต้องเสียค่าใช้จ่ายด้วย ถ้าเรายังไม่มั่นใจว่าสินค้าของเราจะติดตลาด ก็ยังไม่ต้องห่วงเรื่องเครื่องหมายการค้า

 

อีกอย่างหนึ่งที่ควรทำก็คือการตั้งบริษัท เหตุผลของการตั้งบริษัทใหญ่ๆ มีอยู่ 2 เรื่อง คือเรื่องการทำธุรกิจที่เป็นกิจจะลักษณะอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องการเสียภาษี

 

พอเรามีสินค้าที่ขายได้จำนวนมาก สิ่งที่ตามมาก็คือเรื่องการลงทุน เช่นว่า ขณะนี้มีที่อยู่ 10 ไร่ ที่ใช้ปลูกผัก เมื่อสินค้าขายดี ที่ 10 ไร่ ที่มีอยู่อาจไม่พอ ต้องหาที่เพิ่ม อาจจะเช่าที่เขาหรือไม่ก็ซื้อ ต้องใช้เงินมากขึ้น เงินที่จะนำมาใช้อาจเป็นเงินที่เพื่อนคนอื่นมาร่วมลงทุนหรือไม่ก็เงินกู้จากธนาคาร

 

หากจดทะเบียนตั้งบริษัท การที่เพื่อนจะมาร่วมลงทุนด้วยหรือการกู้เงินจากธนาคารก็จะเป็นเรื่องที่ง่ายเข้า เพราะบริษัทจะต้องมีทุนจดทะเบียน เช่น ทุนจดทะเบียนจำนวน 1 ล้านบาท แบ่งออกเป็นหุ้นละ 100 บาท ได้จำนวนหุ้นทั้งหมด 10,000 หุ้น คนที่จะร่วมลงทุนด้วย 200,000 บาท ก็จะถือหุ้น 2,000 หุ้น เป็นต้น

 

การกู้เงินจากธนาคารในนามบริษัทก็ง่ายกว่ากู้ในนามส่วนบุคคล แต่ก็ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ อีกทั้งส่วนใหญ่ธนาคารจะขอให้กรรมการบริษัทค้ำประกันเงินกู้ด้วย

 

ส่วนเหตุผลด้านภาษีอากรนั้นก็เห็นกันชัดๆ คือว่า หากเป็นบุคคลธรรมดาทำธุรกิจ มีรายได้ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราสูงสุดร้อยละ 37 ส่วนบริษัทภาษีเงินได้อัตราสูงสุดร้อยละ 30

 

ก่อนที่จะคำนวณภาษีเงินได้ กฎหมายให้หักค่าใช้จ่ายออกก่อน ค่าใช้จ่ายบุคคลธรรมดาหักได้นิดเดียว ส่วนของบริษัทหักได้เยอะมาก ภาษีเงินได้ที่บริษัทต้องเสียจึงน้อยกว่าภาษีเงินได้ที่บุคคลธรรมดาต้องเสีย

 

การจดทะเบียนบริษัทมี 3 ขั้นตอน คือ

 

ขั้นตอนแรก เป็นการจองชื่อบริษัท เราก็ไปนึกเอาว่าบริษัทเราจะให้ชื่อว่าอะไร นึกสัก 2 หรือ 3 ชื่อ แล้วก็จองกับทางราชการ (สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท) ทางราชการก็จะตรวจชื่อที่เราจองว่าซ้ำกับบริษัทที่จดทะเบียนไว้แล้วหรือไม่ หากไม่ซ้ำกับของใคร ทางราชการก็จะอนุญาตให้จองชื่อที่ขอได้

 

ขั้นตอนที่สอง คือ การจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ ซึ่งจะต้องบอกว่าบริษัทชื่ออะไร (ตามที่นายทะเบียนอนุญาตให้จองแล้ว) ตั้งอยู่จังหวัดไหน มีทุนจดทะเบียนเท่าไร มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจอะไร (ทำธุรกิจอะไร), (ทางราชการมีแบบพิมพ์ให้เลือก) แล้วก็มีใครบ้างที่เป็นผู้เริ่มก่อการจดทะเบียน (อย่างน้อยต้อง 7 คน)

 

การจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธินี้ต้องเสียค่าธรรมเนียมตามทุนจดทะเบียน 100,000 ละ 50 บาท แต่ไม่ต่ำกว่า 500 บาท และขั้นสูงไม่เกิน 25,000 บาท

 

ขั้นตอนที่สาม คือ การจดทะเบียนตั้งบริษัท ต้องมีข้อบังคับของบริษัท มีตราสำคัญของบริษัท มีกรรมการ มีการระบุอำนาจกรรมการว่าต้องลงลายมือชื่อกันกี่คน ต้องประทับตราสำคัญของบริษัทร่วมด้วยหรือไม่ มีสถานที่ตั้งที่ชัดเจน มีผู้ถือหุ้น (อย่างน้อย 7 คน ผู้เริ่มก่อการทุกคนต้องถือหุ้นอย่างน้อยคนละ 1 หุ้น) มีการประชุมจัดตั้งบริษัท

 

การจดทะเบียนตั้งบริษัทในขั้นตอนที่สาม ต้องเสียค่าธรรมเนียมตามทุนจดทะเบียนเหมือนกัน แต่แพงกว่า คือ 100,000 ละ 500 บาท ค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ 5,000 บาท และขั้นสูงไม่เกิน 250,000 บาท

 

เมื่อจดทะเบียนขั้นตอนที่สามเสร็จ บริษัทจะมีเลขประจำตัว (เลขทะเบียนบริษัท) นายทะเบียนจะออกหนังสือสำคัญการจดทะเบียนบริษัทให้ แล้วก็ออกหนังสือรับรองบริษัทให้ด้วย

 

หนังสือรับรองบริษัทจะระบุว่า บริษัทชื่ออะไร มีใครเป็นกรรมการบ้าง อำนาจกรรมการมีว่าอย่างไร บริษัทมีทุนจดทะเบียนเท่าไร ตั้งอยู่ที่ไหน ฯลฯ

 

เมื่อจดทะเบียนขั้นตอนที่สามเสร็จ ก็เป็นอันเสร็จพิธี บริษัทก็เป็นตัวเป็นตนแล้ว เอาไปประกอบธุรกิจได้

 

แต่ก่อนที่จะประกอบธุรกิจยังต้องไปจดทะเบียนกับสรรพากรอีก 2 ขั้นตอน

 

ขั้นตอนแรก เป็นการขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร จะไปยื่นคำขอกับเจ้าหน้าที่สรรพากรเองก็ได้ หรือไม่ก็ถ้าถนัดใช้อินเตอร์เน็ตก็ขอเลขประจำตัวทางอินเตอร์เน็ตได้เหมือนกัน

 

พอได้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรแล้ว ก็ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มอีก ก็จดกับเจ้าหน้าที่สรรพากรนั่นแหละ

 

การจดทะเบียนกับสรรพากรไม่ต้องเสียค่าจดทะเบียน

 

การประกอบธุรกิจของบริษัทต้องมีการทำบัญชี ซึ่งมีบัญชีหลายอย่าง ต้องอาศัยผู้รู้ในทางบัญชีช่วยทำให้ บางบริษัทที่มีรายการทางบัญชีเยอะ ต้องจ้างพนักงานทำบัญชีเป็นประจำ ส่วนบริษัทเล็กๆ เพิ่งตั้งใหม่ มักจ้างสำนักงานบัญชีให้ทำบัญชีให้ จะได้ไม่ต้องจ้างพนักงานบัญชีเอง

 

สมัยนี้มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยทำบัญชี ขายในท้องตลาดเยอะมาก การเอาโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาช่วยในการทำงานก็จะช่วยประหยัดค่าจ้างทำบัญชีไปได้มากทีเดียว

 

บริษัทต้องยื่นเสียภาษีรายเดือน รายครึ่งปี และรายปี แล้วทุกสิ้นปีจะต้องยื่นบัญชีงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุนที่ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ตรวจสอบและรับรองจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นแล้วด้วย

 

การทำธุรกิจในรูปของบริษัทแม้จะยุ่งยากเรื่องการทำบัญชีและการเสียภาษี แต่ก็คุ้ม เพราะถ้าสังเกต จะเห็นว่าธุรกิจที่ประสบความสำเร็จล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทจำกัดทั้งนั้น ส่วนธุรกิจครอบครัวหรือธุรกิจส่วนตัว หาที่ประสบความสำเร็จทำยายาก

 

ทั้งนี้เพราะเมื่อต้องทำบัญชีตามกฎหมาย จะทำให้ผู้ประกอบการรู้รายรับ รายจ่าย ต้นทุน และทรัพย์สิน จะเอาเงินไปใช้อะไรก็ต้องดูบัญชี ต้องดูหนี้ ต้องดูภาษี ฯลฯ การเอาเงินไปใช้จ่ายจึงมักต้องดูว่าจะเกิดประโยชน์อะไรต่อกิจการของบริษัทหรือไม่

 

ความจริงแล้วการประกอบธุรกิจยังมีอีกอย่างหนึ่งคือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ซึ่งผมไม่แนะนำ เพราะห้างหุ้นส่วนจำกัดต้องมีหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดที่เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ

 

ที่ผมไม่แนะนำเพราะเห็นหุ้นส่วนผู้จัดการต้องล้มละลายไปพร้อมกับห้างมาเยอะแล้ว

 

ส่วนบริษัทจำกัดนั้น ผู้ถือหุ้นรับผิดเฉพาะตามมูลค่าหุ้นที่ตนถืออยู่ ไม่ต้องรับผิดในหนี้สินของบริษัทอีก

 

ห้างหุ้นส่วนจำกัดจึงไม่เป็นที่นิยม แล้วก็ไม่ค่อยมีให้เห็น

------------------------------------------

Hosted by www.Geocities.ws

1