พระบิดาแห่งกฎหมายไทย
สืบค้นจาก http://www.krisdika.go.th/acknowledgeDetail.jsp?code=7
สืบค้นเมื่อ 18 พฤศจิกายน 2550
สืบค้นโดย ดร.ชยพร
แอคะรัจน์ www.geocities.com/university2u
----------------------------------------
พระบิดาแห่งกฎหมายไทย
พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ หรือ
พระนามเดิมว่าพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ เป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๑๔
ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ ๕)
กับ เจ้าจอมมารดากลับ ประสูติเมื่อวันพุธที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๔๑๗
ทรงเข้ารับการศึกษาวิชาภาษาไทยครั้งแรกที่สำนักพระยาศรีสุนทรโวหาร
(น้อยอาจารยางกูร)
และทรงศึกษาภาษาอังกฤษขั้นต้นในสำนักครูรามสามิ จากนั้นไปศึกษาภาษาไทยต่อที่สำนักพระยาโอวาทวรกิจ (แก่นเปรียญ)
และโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบโดยมีเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เป็นอาจารย์ผู้สอน
เมื่อเจริญพระชันษาได้ ๑๐ ชันษา ทรงเข้าพิธีโสกันต์ ในปีถัดมาทรงผนวชเป็นสามเณรที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
ระหว่างที่ทรงผนวชได้แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถที่เหนือกว่าบุคคลทั่วไปด้วยทรงจำพระวินัยสงฆ์ได้อย่างแม่นยำชนิดพระสงฆ์ที่บวชเรียนมาแล้วหลายพรรษา
ก็ยังไม่สามารถท่องจำวินัยสงฆ์ได้แม่นยำเช่นพระองค์ท่าน
หลังจากทรงลาผนวชแล้วได้เสด็จไปศึกษาต่อ ณ โรงเรียนมัธยมกรุงลอนดอน
ประเทศอังกฤษ เป็นเวลา ๓ ปี
พระองค์ทรงสอบเรียนต่อกฎหมายที่มหาวิทยาลัยออกฟอร์ดได้ด้วยพระชนมายุเพียงแค่
๑๔ ชันษา แต่ทางมหาวิทยาลัยไม่ยอมให้ทรงเข้าศึกษาต่อ เนื่องจากติดข้อบังคับที่ว่าพระชนมายุไม่ถึง
๑๘ ชันษา
แต่ทรงเสด็จไปขอร้องเป็นกรณีพิเศษต่อทางมหาวิทยาลัยโดยอ้างว่า คนไทยเกิดง่ายตายเร็ว สุดท้ายมหาวิทยาลัยยินยอมให้สอบอีกครั้ง
ซึ่งทรงสอบได้และศึกษาต่อจนจบหลักสูตรปริญญาตรีด้านกฎหมายชั้นเกียรตินิยม
ภายในเวลา ๓ ปี ด้วย
พระชนมายุเพียง ๑๗ ชันษาเท่านั้น
นับเป็นบัณฑิตที่มีอายุน้อยที่สุด
เมื่อเสด็จกลับมาเมืองไทยทรงเข้ารับราชการที่กรมราชเลขานุการ
ไม่ช้าก็ทรงสามารถทำงานได้ทุกตำแหน่งในกรม
จนเป็นที่ยกย่องของข้าราชการในกรมอย่างยิ่ง ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองคมนตรี
ในขณะเดียวกันทรงมีตำแหน่งเป็นสภานายกพิเศษจัดตั้งศาลมณฑลและศาลเมือง
(ศาลจังหวัด) ขึ้นในท้องที่ต่าง ๆ
โดยทรงจัดตั้งศาลหัวเมืองในมณฑลอยุธยาขึ้นเป็นแห่งแรก แม้ว่าในช่วงเวลานั้นจะมีคดีความในศาลคั่งค้างอยู่มาก
แต่ก็ทรงตัดชำระความด้วยพระองค์เองจนเสร็จสิ้นภายในเวลาอันรวดเร็วได้อย่างถูกต้องและเที่ยงธรรม
สร้างความเลื่อมใสและศรัทธาแก่ประชาชนทุกคน
จากพระวิริยะอุตสาหะ
ตลอดจนพระปรีชาสามารถที่ได้ทรงงานเพื่อพัฒนาวงการศาลยุติธรรมไทยให้ได้มาตรฐานสากล
ครั้นเมื่อตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมว่างลงเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ต่างเห็นพ้องต้องกันในการทูลเกล้าฯถวายพระนามพระองค์ท่านขึ้นเป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม
ด้วยพระชนมายุเพียง ๒๒ ชันษาเท่านั้น
นับเป็นเสนาบดีที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยหรือประวัติศาสตร์โลกก็ว่าได้ แต่ด้วยพระอัจฉริยภาพตลอดระยะเวลา
๑๔ ปี ระหว่างดำรงตำแหน่งเสนาบดีได้ทรงมุ่งมั่นในการปรับปรุงแก้ไขระเบียบศาล
และงานยุติธรรมของประเทศไทยให้มีความเจริญรุดหน้าเทียบเท่านานาอารยประเทศ
จนทำให้กระบวนการยุติธรรมไทยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดมา
ด้วยพระปณิธานสูงสุดในการทรงงาน ๒
ประการ คือ การมีผู้พิพากษาที่ดีมีคุณธรรม กับการพัฒนากฎหมายไทย
ทรงเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนกฎหมายขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อปี
พ.ศ. ๒๔๔๐
โดยให้เหตุผลในการก่อตั้งว่า
การที่จะดำเนินการกระบวนการยุติธรรมให้เป็นไปอย่างราบรื่นจำเป็นต้องมีจำนวนผู้มีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายเพิ่มขึ้น และวิธีการที่จะทำให้มีผู้รู้กฎหมายมากขึ้นคือ
การเปิดสอนวิชากฎหมายให้เป็นที่แพร่หลาย
จึงเป็นที่มาของโรงเรียนสอนกฎหมาย
แต่ในขณะนั้นประเทศไทยยังขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พระองค์จำเป็นต้องคัดเลือกและสอนนักเรียนด้วยพระองค์เองทุกวิชา พ.ศ. ๒๔๔๐ ได้มีการสอบไล่เป็นเนติบัณฑิตขึ้นเป็นครั้งแรก
เพื่อให้เนติบัณฑิตเหล่านี้นำความรู้ที่เรียนมาไปรับราชการเป็นการช่วยแบ่งเบาพระภาระที่มีจำนวนมาก
ปัญหาอีกประการหนึ่งสำหรับศาลไทยในเวลานั้น คือ
การเพิ่มจำนวนของศาลกงสุลต่างชาติในเมืองไทย ดังนั้น เมื่อเกิดคดีความ หรือข้อโต้แย้งระหว่างชาวต่างชาติกับคนไทยขึ้น
คนไทยมักตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเพราะชาวต่างชาติอ้างว่ากฎหมายไทยล้าหลังไม่ทันสมัย
ต้องขึ้นศาลกงศุลต่างชาติเพื่อพิจารณาคดี ทั้งนี้ สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ศาลไทยยังไม่พร้อมที่จะรับข้อกฎหมายใหม่ๆ
ในเวลานั้น พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ทรงแก้ปัญหาเรื่องนี้โดยการจ้างชาวต่างชาติมาเป็นผู้พิพากษา
ส่งผลให้ผู้พิพากษาศาลไทยเกิดความกระตือรือร้นเร่งศึกษาวิชากฎหมายไทยและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ทำให้ศาลไทยได้รับความเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับของชาวต่างชาติ ถึงกับมีการยกเลิกศาลกงสุลและยินยอมให้คนชาติมาขึ้นศาลไทย
สำหรับการแก้ไขตัวบทกฎหมายนั้น
พระองค์ทรงกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเจ้าเกล้าเจ้าอยู่หัวให้โปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อทำหน้าที่ตรวจชำระพระราชกำหนด บทพระอัยการ ตลอดจนจัดระเบียบกฎหมายที่ใช้มาเป็นเวลานานจนล้าสมัย
เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสศึกษาและเข้าใจตัวกฎหมายได้ง่ายขึ้น
และเพื่อสะดวกต่อการพิจารณาคดี
คณะกรรมการชุดที่ว่านี้ประกอบด้วย
ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายทั้งฝ่ายไทยและต่างประเทศ โดยทรงเป็นองค์ประธานคณะกรรมการในการชำระกฎหมายด้วยพระองค์เอง จนประสบความสำเร็จเป็นประมวลกฎหมายไทยฉบับแรก ทั้งนี้
เมื่อมีการประกาศการใช้กฎหมายแล้ว
ยังได้ทรงเขียนอธิบายตัวบทกฎหมายให้มีความเข้าใจได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
เพื่อสะดวกต่อการศึกษาและให้มีการตีความที่ตรงกับเจตนารมณ์ของผู้ร่างอันถือเป็นรากฐานสำคัญของการก่อตั้งวิชานิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่าง
ๆ ในปัจจุบัน
ต่อมาคณะกรรมการชุดดังกล่าวยังได้ตรากฎหมายขึ้นมาใช้อีกหลายฉบับจนกระทั่งได้ยกฐานะเป็นกรมร่างกฎหมายและพัฒนากลายมาเป็นคณะกรรมการกฤษฎีกาในปัจจุบัน
ผลจากการที่ทรงงานอย่างหนักเพื่อประเทศมาเป็นระยะเวลานาน
พระองค์ทรงประชวรในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ ด้วยพระอาการปวดพระเศียร
จึงกราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งเสนาบดี
แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
จะโปรดเกล้าฯให้ทรงหยุดพักรักษาพระองค์ได้ แต่พระอาการประชวรยังไม่ดีขึ้น ถึงกระนั้นก็ตามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
(รัชกาลที่ ๖)
พระองค์ท่านก็ยังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
ให้เป็นเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิราชในปี พ.ศ. ๒๔๔๕
และทรงเลื่อนพระอิสริยะศักดิ์เป็นพระเจ้าพี่ยาเธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ในปีเดียวกัน พระองค์ทรงประชวรหนักขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๖๒
ด้วยโรควัณโรคที่พระวักกะจำเป็นต้องเสด็จไปรักษาพระองค์ที่กรุงปารีส
ประเทศฝรั่งเศส และสิ้นพระชนม์ที่กรุงปารีส เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๔๖๓
รวมพระชนมายุได้ ๔๗ ชันษา
นับว่าเป็นการสูญเสียที่สร้างความเศร้าโศกเสียใจแก่ประชาชนและข้าราชการศาลยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง
เพื่อเป็นการระลึกถึงคุณงามความดีของพระองค์ เนติบัณฑิตยสภากำหนดให้วันที่ ๗ สิงหาคมเป็น วันรพี
พร้อมทั้งจัดงานบำเพ็ญกุศลทักษิณานุสรณ์เป็นประจำทุกปีจนถึงทุกวันนี้
------------------------------------