สืบค้นจาก http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?aid=415
สืบค้นเมื่อ 17 พฤศจิกายน 2550
สืบค้นโดย ดร.ชยพร
แอคะรัจน์ www.geocities.com/university2u
--------------------------------
กฎ 80/20 กฎเศรษฐศาสตร์มหัศจรรย์
(โดย ดร. วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์ -วิชาการ.คอม-วันที่ 10 ตุลาคม 2549
ผู้ค้นคว้าปรากฎการณ์น่ามหัศจรรย์
ท่านผู้อ่านหลายท่านอาจจะมีความรู้สึกดังต่อไปนี้เกิดขึ้นในชีวิต
- ทำงานสายตัวแทบขาด แต่ไม่เห็นร่ำรวยสมกับแรงกายแรงใจที่ทุ่มเทไป
- การตัดสินใจไม่กี่ครั้งกลับมีความสำคัญมากกว่าการตัดสินใจส่วนใหญ่ของชีวิต
-
เราเสียเงินซื้อเสื้อผ้าเต็มตู้ แต่กลับใส่จริงๆ
แค่ชุดโปรดไม่กี่ชุด
-
ฯลฯ
ปรากฎการณ์ข้างต้นเป็นปรากฎการณ์ที่แสดงถึงความไม่สมดุลที่พบเห็นประจำในชีวิตประจำวัน
และในระดับมหภาค ไม่น่าเชื่อว่ามีนักคิดหลายคนได้นำปรากฎการณ์ที่ไม่สมดุลนี้มาเขียนเป็นกฎจนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างน่ามหัศจรรย์
ผู้ที่ค้นคว้าปรากฎการณ์ดังกล่าวเป็นคนแรกของโลกคือนักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาเลียนชื่อ
Vilfredo
Pareto (1849 1923) เมื่อกว่า 100 ปีมาแล้ว
ซึ่ง Pareto ได้สังเกตความสัมพันธ์ระหว่างรายได้และความมั่งคั่งกับสัดส่วนประชากรของประเทศอิตาลีในศตวรรษที่
19 พบว่าร้อยละ 80 ของรายได้และความมั่งคั่งของประเทศท้งหมดมาจากประชากรร้อยละ
20 ของประเทศ และ Pareto ยังแสดงข้อมูลในหลายช่วงเวลาของอิตาลีและประเทศอื่นๆ
ในขณะนั้นว่าเป็นไปในลักษณะเดียวกัน Pareto จึงตั้งชื่อปรากฎการณ์นี้ว่า
Pareto Principle หรือ กฎ 80/20
ยังมีปรากฎการณ์อื่นที่คล้ายกับสิ่งที่ Pareto ค้นพบ
เช่น Sir
Isaac Pitman ผู้ประดิษฐ์การเขียนชอร์ตแฮนด์ พบว่ามีคำศัพท์เพียง
700 คำในภาษาอังกฤษที่ใช้กันอยู่ถึงสองในสามของการสื่อสารพูดคุยในชีวิตประจำวัน
และ 700 คำเป็นรากศัพท์ของคำในภาษาอังกฤษทั้งหมดกว่าร้อยละ 80
หรือเรามักจะสังเกตได้ว่าในคลังสินค้าต่างๆ
มูลค่าสินค้าที่เคลื่อนย้ายออกบ่อย 20% แรก จะมีมูลค่ารวมกันถึง 80%
ของมูลค่าสินค้าทั้งหมดในคลังสินค้า
ความไม่สมดุลของสิ่งต่างๆ ในโลก
กฎข้างต้นเป็นการอ้างความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลสองชุด เช่น
ระหว่างรายได้และความมั่งคั่งกับสัดส่วนประชากร
หรือระหว่างการใช้คำจำนวนหนึ่งกับการใช้คำในภาษาอังกฤษทั้งหมด
ต่อมามีนักวิชาการหลายคนได้นำกฎของ Pareto มาประยุกต์ และเรียกว่า
กฎของการออกแรงน้อยที่สุด (Principle of Least Effort) โดย George
K. Zipf นักสังคมวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ในปี 1949 และต่อมาได้นำแนวคิดนี้ไปใช้กันอย่างแพร่หลายในการค้นหาข้อมูลในห้องสมุด
นอกจากนั้นวิศวกรอเมริกันชื่อ Joseph Juran ผลักดันให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า
Quality Revolution ระหว่าง 1950 1990
โดยเริ่มกระบวนการพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ญี่ปุ่น ในปี 1953
ต่อมาได้พัฒนากลายเป็นแนวคิดของ Total Quality Control และ Six
Sigma ในเวลาต่อมา
บริษัทใหญ่ๆ ในสหรัฐอเมริกาหลายแห่งได้นำเอาข้อสังเกตของความไม่สมดุล
หรือกฎ 80/20 นี้ มาประยุกต์ในกลยุทธ์ด้านธุรกิจ เช่น บริษัทจะทราบว่ายอดขาย กำไร
หรือการใช้งาน มิได้มาจากสาเหตุส่วนใหญ่ (จำนวนสินค้า จำนวนคน กลยุทธ์)
อย่างเท่าเทียม แต่มาจากสาเหตุส่วนน้อยที่มีคุณภาพ
จึงทำให้บริษัทมุ่งเน้นไปที่การหาประโยชน์จากส่วนน้อยนั้น
และพยายามขยายส่วนของสาเหตุที่ยังไม่เป็นประโยชน์ให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น
หรือ ในปี 1963 บริษัท IBM สำรวจพบว่าร้อยละ 80
ของเวลาและทรัพยากรในการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมดจะเป็นการใช้งานจากโค้ดของ
Operating System เพียงร้อยละ 20 เท่านั้น ดังนั้น IBM
จึงได้ปรับปรุงซอฟต์แวร์ให้ใช้ประโยชน์จากส่วนร้อยละ 20
นี้ให้มากขึ้น ทำให้ส่วนนี้สามารถถูกใช้งานได้อย่างสะดวกและง่ายขึ้น
ดังนั้นจึงทำให้คอมพิวเตอร์ของ IBM ในยุคนั้นทำงานเร็ว
และมีประสิทธิภาพกว่าคู่แข่ง
กฎที่สอดคล้องกับการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
อย่างไรก็ตามในความเป็นจริง ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นไม่จำเป็นต้องเป็น 80/20
เสมอไป บางครั้งอาจจะเป็น 80/30 หรือ 80/10 หรือ 75/10 ก็ได้
ซึ่งตัวเลขไม่จำเป็นต้องบวกกันให้ได้ 100 เพราะเลขที่ใช้เป็นคนละชุดของข้อมูลกัน
กล่าวโดยรวมๆ คือกฎนี้จะตรงกันข้ามกับลักษณะ 50/50 หรือกฎความสมดุล ที่บอกว่าร้อยละ
50 ของ Inputs
ก่อให้เกิดร้อยละ 50 ของ Outputs หรือผลงานที่เกิดขึ้น
ซึ่งก็สามารถอธิบายปรากฎการณ์นี้ในโลกแห่งความเป็นจริง เช่น
การทำงานในชีวิตประจำวันของเรา
ผลงานที่ปรากฎส่วนใหญ่
จะเป็นการทำงานที่เกิดขึ้นในการใช้เวลาส่วนน้อยในแต่ละวัน หรือเวลาทำงานทั้งหมดของเรามิได้มีผลต่อความก้าวหน้าในงานของเรา
ดังนั้นเราต้องทราบว่าเวลาที่สำคัญส่วนน้อยที่เป็นประโยชน์มากนั้นอยู่ตรงไหน
และจะใช้มันให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร
หรือเราอาจจะประหลาดใจที่ได้เห็นเพื่อนบางคนไม่ได้เรียนหนัก
แต่มีความรู้และได้คะแนนดี ซึ่งเราจะพบว่าหนังสือที่ต้องอ่าน
หรือเนื้อหาการบรรยายที่ต้องทำความเข้าใจทั้งหมดมีเพียงร้อยละ 20
เท่านั้นที่เป็นหัวใจในการตอบคำถามในการสอบ ประเด็นอยู่ตรงที่ร้อยละ 20
นั้นคืออะไร และอยู่ตรงไหน
กฎ 80/20 นี้สอดคล้องกับหลักเศรษฐศาสตร์ที่พยายามศึกษาหาหนทางที่จะให้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ในชีวิตประจำวันเราได้ 2 แนวทางคือ
1)จัดสรรทรัพยากรมายังปัจจัยส่วนน้อยที่เป็นประโยชน์ต่อการเกิดผลส่วนใหญ่มากขึ้น
เช่น หากเราค้นพบว่าสินค้า 2 ตัว ใน 10 ตัวของบริษัทที่ทำกำไรให้เป็นส่วนใหญ่ เราก็ต้องหาทางสนับสนุนและขยายการทำตลาดสินค้าทำเงินเหล่านั้นให้มากยิ่งขึ้น
2)ทำให้ Inputs
ส่วนใหญ่ที่ยังไม่สร้างประโยชน์มากนักให้มีประโยชน์มากยิ่งขึ้น
ซึ่งเราไม่ควรจะปล่อยให้ส่วนหนึ่งของการใช้งานสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์
-------------------------------------