สืบค้นจาก http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05038011150&srcday=2007/11/01&search=no
สืบค้นเมื่อ 17 พฤศจิกายน 2550
สืบค้นโดย ดร.ชยพร
แอคะรัจน์ www.geocities.com/university2u
-----------------------------------
มังคุดไทย : พืชสมุนไพรของโลก
(โดย มนตรี กล้าขาย -เทคโนโลยีชาวบ้าน วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 20 ฉบับที่ 418 )
มังคุด พืชเศรษฐกิจของประเทศไทย จัดเป็นผลไม้ชั้นนำที่สุด จนได้ชื่อว่า
ราชินีแห่งผลไม้ (Queen
of Fruits) เพราะให้รสชาติหวานฉ่ำอมเปรี้ยว กลิ่นหอมเฉพาะตัว
เนื้อฟูสีขาว อ่อนนุ่มลิ้นเมื่อเคี้ยวในปาก
แม้ดูภายนอกก็ดึงดูดใจผู้ได้พบเห็นจากสีสัน เปลือกหุ้ม โครงสร้างแข็งแรง
ผิวเปลือกสีแดงอมม่วง-ม่วง แถมตรงขั้วผลมีกลีบดอกสีเขียวอ่อน
4 กลีบ สวยงามเสริมให้อีก รูปทรงสมส่วน กลมมนเล็กน้อย
ขนาดพอเหมาะกับการหยิบจับกระชับมือ
เป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างประเทศที่ได้สัมผัสและลิ้มรสชาติ จนมีความต้องการมาก
อย่างไม่จำกัด แต่ติดขัดเรื่องคุณภาพที่ยังไม่ผ่านมาตรฐานหลายประเด็น
ทำให้เสียโอกาสสร้างรายได้เข้าประเทศ ขณะที่ปริมาณผลผลิตมีมาก เกิดปัญหาล้นตลาด
ขายไม่ได้ราคา ชาวสวนเดือดร้อน
จนมีการประท้วงโดยการนำมาทิ้ง ปิดถนน เดือดร้อนให้รัฐบาลเข้ามาแก้ปัญหา
ซึ่งเป็นแบบนี้มาตลอดและคาดว่าจะเป็นไปอย่างนี้อีกนาน
แต่แล้วเหมือนสวรรค์เข้าข้างหรือเทวดาเป็นใจ ได้มีนักวิชาการ นักอุตสาหกรรม
และกลุ่มแม่บ้าน ที่เห็นประโยชน์ของมังคุด จึงมีการวิจัยและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย
โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ด้านสมุนไพร จากการใช้วัตถุต้นกำเนิดจากผลมังคุด
ทั้งเนื้อและเปลือก ทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มและคุณค่าของมังคุด
ซึ่งคงจะเป็นทางหนึ่งที่ช่วยสร้างรายได้และแก้ปัญหามังคุดราคาตกต่ำได้อย่างถาวร
หากมีการส่งเสริมและสนับสนุนกันอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
มังคุดก็ยังจะคงเป็นราชินีของผลไม้ตลอดไป
และจะก้าวไปเป็นสมุนไพรของโลกได้อย่างตลอดกาล
ผลผลิตล้นตลาด : ปัญหาเรื้อรังมังคุดไทย
จากสถานการณ์การผลิตมังคุดของภาคตะวันออก ปี 2550
มีการสำรวจพบว่ามีพื้นที่ปลูก 178,070 ไร่ พื้นที่เก็บเกี่ยว 144,896 ไร่ มีปริมาณผลผลิตรวม 111,541 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย
770 กิโลกรัม ต่อไร่ ซึ่งผลผลิตที่ออกสู่ตลาดมากจะเป็นเดือนเมษายน-พฤษภาคม
ส่วนภาคใต้นั้นมีพื้นที่ปลูกมากกว่าภาคตะวันออกประมาณ 2 เท่า
ทำให้มีผลผลิตมากในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม และ กรกฎาคม-สิงหาคม ของทุกปี ซึ่งในปี
2550 ก็มีเหตุการณ์เหมือนเดิม โดยที่ภาคใต้มีราคาตกต่ำมาก ขายราคา 3-5 บาท
ต่อกิโลกรัม จนชาวสวนจังหวัดชุมพรและนครศรีธรรมราช
นำมังคุดออกมาเททิ้งประท้วงให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือและแก้ปัญหาให้อย่างเร่งด่วน
ซึ่งภาครัฐก็ทำอะไรได้ไม่มากนักเพราะกลไกราชการก็เป็นที่รู้กันอยู่ว่าเป็นอย่างไร
เพราะไม่เพียงมังคุดเท่านั้นที่เป็นอย่างนี้ ผลไม้อื่นๆ เช่น เงาะ ทุเรียน ลำไย
สับปะรด ฯลฯ ก็ประสบชะตากรรมเดียวกัน สถานการณ์ผลผลิตเกษตรล้นตลาด
จึงเป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศไทยเหมือนไก่ติดไข้หวัดนกประมาณนั้น แนวทางแก้ไขโดยกลไกตลาดเสรีก็ไม่ค่อยเวิร์ก
เพราะไม่มีเจ้าภาพชัดเจน ประเด็นหลักคือ
ปัจจัยด้านคุณภาพมังคุดและสารเคมีปนเปื้อนที่พ่อค้าและผู้ซื้อรายใหญ่นำมาอ้างกันจนเป็น
"ภาพหลอนแห่งความเลวร้าย" ของมังคุด และผลไม้อื่นๆ ไปแล้ว
ใครจะแก้ปัญหานี้ก็คงจะต้องไปลงที่ชาวสวนอีกเช่นเคย โดยเหตุผลว่า
"ต้นน้ำทำไม่ดี" ดังนั้น
การที่จะรอขายมังคุดกับตลาดผลสดอย่างเดียวคงไม่ได้
แนวทางแก้ปัญหาด้วยการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปหรือสต๊อคไว้เป็นวัตถุดิบในรูปอื่นๆ
ที่รอไว้แปรรูป เพื่อตัดวงจรผลผลิตที่มากมายในช่วงเวลาวิกฤต จึงเป็นแนวทางที่จะแก้ปัญหาเรื้อรังด้านราคาตกต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม
การแปรรูปมังคุด : การสร้างนวัตกรรมล้ำค่า
ภาคตะวันออกเป็นแหล่งผลไม้หลักของประเทศไทย โดยเฉพาะในจังหวัดระยอง
จันทบุรี และตราด แต่ในช่วง 3-4 ปี ที่ผ่านมา ชาวสวนประสบปัญหาราคาผลไม้ตกต่ำ
โดยเฉพาะมังคุดราคาต่ำมาก ราคาขายมังคุดคุณภาพเกรดรองอยู่ระหว่างกิโลกรัมละ 5-8
บาท ขณะที่ต้นทุนการผลิตมังคุดเฉลี่ยกิโลกรัมละ 11.03 บาท
ชาวสวนได้รับผลกระทบมากและประสบกับการขาดทุน ดังนั้น
การกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหามังคุดราคาตกต่ำจึงต้องเป็นไปอย่างเร่งด่วน
โดยการ "คิดเพิ่มเติมค่า" ให้กับมังคุด
ซึ่งวิธีการวิจัยและพัฒนาเพื่อแปรรูปมังคุดเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ จึงเป็น
"แสงเทียน" นำความสมดุลมาสู่ชาวสวนและผู้เกี่ยวข้อง
ดังนั้น สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 จังหวัดระยอง
กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้จัดเวทีสัมมนาเชิงปฏิบัติการ "การแปรรูปมังคุดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสำหรับวิสาหกิจชุมชน"
ขึ้นระหว่างวันที่ 11-12 กันยายน 2550 ที่โรงแรมนิว แทรเวิลลอร์ด อำเภอเมือง
จังหวัดจันทบุรี โดยการสัมมนา ได้เชิญ ภญ.วัจนา ตั้งความเพียร
ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร จากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ จังหวัดปราจีนบุรี
ผศ.เดือนรุ่ง เบญจมาศ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จังหวัดจันทบุรี ผศ.ดร.อนุกูล
วัฒนสุข คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
มาร่วมเป็นวิทยากรบรรยายความรู้เรื่อง คุณค่าของสาร Xanthone ในมังคุดกับการนำไปใช้ประโยชน์
และด้านผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมการแปรรูปมังคุดเพื่อการค้า
นอกจากนี้ ยังมีการอภิปรายคณะ ประเด็น "ผลิตภัณฑ์แปรรูปมังคุด
การรับซื้อและโอกาสทางการตลาด" ดำเนินการอภิปรายโดย คุณมนตรี กล้าขาย
ผู้อำนวยการกลุ่มวิชาการและฝึกอบรม ผู้ร่วมอภิปรายมี คุณพัลลภ บุญรักษา
ประธานเครือข่ายผู้ปลูกมังคุดเพื่อการส่งออก จังหวัดระยอง ภญ.วัจนา ตั้งความเพียร
โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ จังหวัดปราจีนบุรี และ คุณสุทธิพันธ์ ศรีวิจิตรวิไล
ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายวัตถุดิบ บริษัท ไทยคอมมอดิตี้ จำกัด
ซึ่งผลการสัมมนาได้สรุปสถานการณ์ด้านการแปรรูปมังคุดเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่น่าสนใจ
แนวโน้มการตลาดและศักยภาพ การพัฒนาในอนาคตไว้ดังนี้
คุณปาริชาติ ศรีวิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3
จังหวัดระยอง กรมส่งเสริมการเกษตร ได้กล่าวในพิธีเปิดการสัมมนา
การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากมังคุดว่า เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิต สามารถทำได้โดยกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร
กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และกลุ่มผู้ปลูกมังคุด
เพื่อจะเป็นทางเลือกในการบริโภคมังคุดในรูปแบบต่างๆ ให้มากกว่าการบริโภคเพียงผลสด
ซึ่งแต่ละปีมีการทิ้งเปลือกมังคุดหลายหมื่นตันเป็นขยะที่ไร้ประโยชน์
การสัมมนาเพื่อหาแนวทางแปรรูปมังคุดจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
จะช่วยลดปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ เป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ
แต่การเริ่มต้นควรเริ่มที่ชุมชนแล้วค่อยขยายสู่ระดับอุตสาหกรรม
โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่เคหกิจเกษตร และผู้นำเกษตรกรจะเป็นบุคลากรหลัก นอกจากนี้
สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 จังหวัดระยอง
ยังทำโครงการวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ดำเนินการวิจัยและพัฒนาการแปรรูปผลิตภัณฑ์มังคุดมากกว่า 30 ชนิด คาดว่า ปี 2551
จะสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่กลุ่มเป้าหมายได้
ซึ่งจะเป็นการใช้ทุกส่วนของผลมังคุดให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นการแก้ปัญหาให้เกษตรกร
สร้างรายได้ให้ประเทศชาติ
และคนไทยจะมีโอกาสบริโภคคุณค่าของสารแซนโทนเพื่อสุขภาพที่ดีตลอดไป
ภญ.วัจนา ตั้งความเพียร ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร
จากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ จังหวัดปราจีนบุรี ได้กล่าวถึงมังคุดของไทยว่า
มังคุดไทยเป็นมังคุดที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลก
ซึ่งตรงนี้เป็นการยืนยันจากโรงงานอุตสาหกรรมที่เมืองบังคาลอร์ ประเทศอินเดีย
ที่สกัดสารแซนโทนจากเปลือกมังคุดและทำเป็นเปลือกชนิดผงส่งไปขายแถบยุโรปและอเมริกา
แล้วนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จำหน่ายเพิ่มมูลค่าได้อย่างมหาศาล ได้เพิ่มมากกว่าราคาผลมังคุดสดหลายเท่าตัว
อยากให้ดูผลการวิเคราะห์เนื้อมังคุดก่อนว่ามีคุณค่าทางโภชนาการอะไรบ้าง
กองโภชนาการ กระทรวงสาธารณสุข สรุปว่า ในเนื้อมังคุด 100 กรัม ประกอบด้วย
โปรตีน 0.5 กรัม คาร์โบไฮเดรต 18.4 กรัม ไขมันไม่มี ใยอาหาร 1.7 กรัม แคลเซียม 11
มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 17 มิลลิกรัม เหล็ก 0.9 กรัม วิตามินบี 1 0.09 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 0.06 มิลลิกรัม ไนอะซิน 0.1 มิลลิกรัม
ปกติเรามักจะทิ้งเปลือกและเมล็ดมังคุดไปโดยเปล่าประโยชน์
เพราะไม่ทราบประโยชน์ซึ่งความจริงในเมล็ดมังคุดมีกรดไลโนเลอิก
ที่ร่างกายต้องการและสร้างขึ้นไม่ได้ ต้องรับจากอาหารภายนอกเท่านั้น
ดังนั้น
หากรับประทานมังคุดแล้วเคี้ยวเมล็ดกลืนไปด้วยจะได้รับประโยชน์จากกรดนี้
ไปดูกันที่เปลือกมังคุดเมื่อวิเคราะห์พบว่า มีการประกอบ 3 กลุ่มที่สำคัญ คือ
กลุ่มสารแทนนิน (Tannin) ให้รสฝาด เป็นสารที่ช่วยสมานแผลให้หายเร็ว รักษาแผลในกระเพาะอาหาร
กลุ่มที่เป็นรงควัตถุ (Anthocyanin)
หรือเม็ดสีบริเวณผิวเปลือกด้านนอกสีแดง สีม่วง-น้ำตาล
มีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant)
และสุดท้ายเป็นกลุ่มสำคัญคือ สารแซนโทน (Xanthone)
ซึ่งมีอยู่มากถึง 43 ชนิด เช่น mangostin, mangostenol เป็นต้น
ซึ่งสารแซนโทนนี้มีมากที่เปลือกมังคุด แต่จริงแล้วมีที่เมล็ด ลำต้น และใบด้วย
แต่ปริมาณน้อยกว่าที่เปลือก เมื่อกล่าวถึงเปลือกมังคุดพบว่า
มีสรรพคุณหลายด้านซึ่งมีการใช้มาตั้งแต่โบราณ โดยการใช้เป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องเสีย
แก้บิด รักษาแผล ไม่เฉพาะไทยเท่านั้น ประเทศอินโดนีเซียใช้เปลือกแก้บิด
ใบแห้งนำมาต้มดื่มแก้ไข้ บรรเทาอาการปวดท้อง คนจีนใช้เป็นยาแก้บิด
และนำไปผสมในขี้ผึ้ง ทาแก้ผื่นคัน รักษาอาการท้องเสียและหนองใน
ฟิลิปปินส์ใช้แก้ท้องเสีย ถ่ายพยาธิ ส่วนมาเลเซียใช้เปลือก ราก
ต้มรักษาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ
หากจะจำแนกประโยชน์ของเปลือกมังคุดเกี่ยวกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา สามารถแบ่งได้เป็น
6 ประเด็น ดังนี้
1. มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย
สารสกัดจากเปลือกมังคุดสามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย S.aureus สาเหตุแผล
ฝี หนอง ของร่างกายมนุษย์ ทั้งสายพันธุ์ปกติและสายพันธุ์ดื้อยาเพนนิซิลลิน
ประสิทธิภาพเทียบเท่า ยาแผนปัจจุบันคือ Vancomycin ที่ใช้เป็นสาร
antibiotic กับคนไข้ ไอซียู
ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาการท้องร่วง แผลในกระเพาะอาหาร เช่น E.coli, Shigella Spp. ต้านเชื้อแบคทีเรีย H.pyroli และต้านเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิว ฝ้า
พวก P.acne
2. มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อรา พวกเชื้อราสาเหตุของโรคผิวหนัง กลาก
เกลื้อนได้บางชนิด
3. เป็นสารกดการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางในหนู ซึ่งทำให้สงบ เชื่องช้า
เป็นสารเสริมฤทธิ์ยานอนหลับ ทำให้หลับนานขึ้น ช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อหัวใจ
และเพิ่มความดันโลหิต
4.
สารแมงโกสตินและอนุพันธ์ สามารถลดอาการอักเสบ
บวมแดงและร้อนของกล้ามเนื้อผิวหนัง ใช้ทาแผลสด แผลไฟไหม้ได้ดี พอๆ
กับว่านหางจระเข้ รักษาแผลโรคเบาหวานและแผลเรื้อรังจากการติดเชื้อแบคทีเรียได้ดี
ผลการทดสอบสามารถต้านการอักเสบได้ดีกว่ายาแอสไพริน 3 เท่า
5. ต้านออกซิเดชั่น (antioxidant)
ในกระบวนการต่อต้านและกำจัดอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นในร่างกายและจากสภาพแวดล้อมภายนอกที่เป็นสาเหตุอาการผิดปกติของร่างกาย
เซลล์ผิวหนัง เนื้อเยื่อต่างๆ ป้องกันการเกิด LDL และลดความเสี่ยงต่อการเกิดเส้นเลือดอุดตัน
จากการทดสอบความสามารถในการดูดซับอนุมูลอิสระของสารสกัดจากผลไม้ชนิดต่างๆ เช่น
แครอต ราสป์เบอร์รี่ โพมกราเนต วูฟเบอร์รี่ และมังคุด พบว่า สารแซนโทนจากมังคุด
มีคุณสมบัติดูดซับอนุมูลอิสระได้มากสุด
6. บรรเทาอาการแพ้ โดยมีฤทธิ์ต้านอีสตามีน และเซโรไทนิน สาเหตุโรคภูมิแพ้
น้ำมูกไหล จาม-ไอ แก้มแดง ตาแดง ผิวหนังผื่นคัน ระคายเคือง
ลดอาการบวมแดงเนื่องจากหลอดเลือดขยายตัว ผลทดสอบในห้องทดลองจากประเทศจีน
สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อินเดีย และยุโรป ยังพบว่า ยับยั้งเอนไซม์ของเชื้อ HIV และสารที่เป็นพิษต่อพันธุกรรมมนุษย์
กระตุ้นกระบวนการ phargocytosis คือ
การกำจัดสิ่งแปลกปลอมพวกจุลินทรีย์ที่เข้าสู่ร่างกายและช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดที่มีรังสีอัลตราไวโอเลต
โดยมีค่า SPF 10.4
จากผลการวิจัยที่ว่า สารแซนโทนและอนุพันธ์ มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน
จึงได้มีการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ หลายแบบ เช่น ยาการ์ซิดีน (Garcidine)
ยาใส่แผลสดจากเปลือกมังคุด ที่ใช้ทดแทนยาแดง ยาเหลือง ทิงเจอร์ไอโอดีน
ที่ชื่อโพวีโดนไอโอดีน
ซึ่งยานี้มีข้อจำกัดเพราะมีสารโลหะหลายชนิดและเป็นพิษต่อร่างกาย
ระคายเคืองแสบมากและเปรอะเปื้อนเสื้อผ้า ไม่สมานแผลจึงหายช้า ที่สำคัญคือ
ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ขาดดุลการค้ามหาศาล
ขณะที่ยาการ์ซิดีนนั้นมีประสิทธิภาพฆ่าเชื้อได้ดีกว่ายาโพวีโดนไอโอดีน
เพราะมาจากธรรมชาติ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและฝาดสมาน แผลจะหายเร็วกว่า
จึงเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตมังคุด ลดการกำจัดขยะจากเปลือกมังคุด
การนำเข้ายาฆ่าเชื้อ และพึ่งตนเองได้ นอกจากนี้ ภญ.วัจนา ตั้งความเพียร
ยังได้พูดถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์มังคุดแปรรูปของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์
ว่ามีหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร/อาหารเสริม เช่น
แคปซูลเปลือกมังคุดที่บรรจุแซนโทนผง ใช้กินแก้โรคกระเพาะอาหาร ปวดท้อง ท้องเสีย
ต้านอนุมูลอิสระ กลุ่มเครื่องสำอาง เช่น แชมพู ผงขัดหน้า สบู่อาบน้ำ
ครีมทาผิวป้องกันแสงแดด กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม เช่น น้ำมังคุดพร้อมดื่ม
น้ำมังคุดแช่แข็ง ผงมังคุดบดแห้งหรือสกัด
เหล่านี้ล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้รูปสมุนไพร และมีโอกาสทางการตลาดสูงมาก
ผศ.เดือนรุ่ง เบญจมาศ จากคณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า อดีตมังคุดมีราคาแพงมาก เคยซื้อ 80-100 บาท ต่อกิโลกรัม
เดี๋ยวนี้ราคา 4-10 บาท ต่อกิโลกรัม เท่านั้น
ไม่นึกว่าวันหนึ่งจะต้องมานั่งแก้ปัญหามังคุดราคาตกต่ำ จึงเห็นด้วยที่ทุกภาคส่วนจะมาร่วมกันพัฒนามังคุดให้มีมูลค่าสูงขึ้น
เพราะทราบว่า สหรัฐอเมริกาเขาจดสิทธิบัตรจากการค้นพบสารแซนโทน
ว่ามีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระได้ดีมาก (Antioxidamt)
ซึ่งตรงนี้คงช่วยกระตุ้นให้คนไทยรู้สึกถึงคุณค่าของมังคุด
จากที่เคยลืมและไม่สนใจเท่าไร จะขอให้ดูว่าผลผลิตมังคุดนั้นแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
พวกมังคุดผิวมัน/ผิวสวย พวกนี้ผ่านการดูแลรักษามาอย่างดีแต่ก็ใช้สารเคมีมาก
กับอีกพวกที่ผิวลาย ตกกระไม่สวย ซึ่งกลุ่มนี้จะไม่ใช้สารเคมีหรือใช้น้อยมาก
ลูกค้าแถบอเมริกาและยุโรปชอบมากเพราะเชื่อว่าปลอดภัย แต่โดยภาพรวม
ราคาก็ยังถูกอยู่นั่นเอง แต่ขณะที่มังคุดในประเทศราคาถูก
กลับมีชาวอินเดียมาซื้อเปลือกมังคุดที่จันทบุรี
แล้วนำไปสกัด/แปรรูปชั้นต้นที่ประเทศอินเดีย ส่งขายสารแซนโทนให้สหรัฐอเมริกา จริงๆ
ไม่อยากมาซื้อของไทยเพราะกลัวสารเคมีตกค้าง
แต่ของประเทศอินโดนีเซียเสียหายหมดเพราะคลื่นยักษ์สึนามิ (TSUNAMI) เลยต้องมาหาที่เมืองไทย
ซึ่งก็เป็นการจุดประกาย/กระตุ้นให้พวกเราต้องมาร่วมกันในวันนี้
การนำมังคุดมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร มี 3 รูปแบบที่สำคัญ คือ
การแช่แข็ง การทำเครื่องดื่ม และบรรจุกระป๋อง
ในส่วนของการแช่แข็งนั้นมีการส่งขายกันมาหลายปีแล้ว บรรจุกระป๋องมีบ้างแต่น้ำมังคุดพร้อมดื่ม
เมืองไทยเพิ่งจะเริ่ม 1-2 ปีเท่านั้น
ขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเขามีขายมาหลายปีและก็มากกว่า 10 บริษัท
ที่ทำอุตสาหกรรมน้ำมังคุดพร้อมดื่ม ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่จะไม่ทราบข่าวเลย
จึงถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่มีของดีแต่ไม่รู้จักพัฒนา
ให้ประเทศอื่นเขาไปคิดค้นเพิ่มมูลค่าสร้างความร่ำรวยกันทั่วหน้าแบบลงทุนต่ำเสียด้วยซ้ำไป
อีกอย่างผลิตภัณฑ์แนวนี้คนที่มีฐานะและมีความรู้จะให้ความสนใจและไม่เกี่ยงด้านราคา
เพราะมียี่ห้อหนึ่งคือ SANCO บรรจุขนาด 750 ซีซี เขาขาย 1,400
บาท เพราะลูกค้าต้องการสาร Xanthone สารมหัศจรรย์อันทรงคุณประโยชน์นั่นเอง
มาดูกันว่าการพัฒนาน้ำมังคุดพร้อมดื่มและน้ำมังคุดเข้มข้นของมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
นั้นเริ่มกันเมื่อ 2-3 ปี เพราะเห็นว่ามังคุดมีราคาตกต่ำมาก
ทางหนึ่งคงต้องแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ซึ่งก็มีแนวทางหลายอย่าง ทั้งการกวน ทำท็อฟฟี่
การอบแห้ง มังคุดในน้ำเชื่อม และน้ำมังคุดพร้อมดื่ม
เหล่านี้นั้นมีแนวคิดพื้นฐานจากประสบการณ์ที่คนไทยคุ้นเคย
พอดีมีภาคเอกชนให้ความสนใจจึงทำเป็นโครงการร่วมกัน
จนได้ผลิตภัณฑ์ที่ลงตัวและผลิตเป็นการค้าได้อย่างมั่นใจ อย่างไรก็ตาม
น้ำมังคุดพร้อมดื่มและน้ำมังคุดเข้มข้นดูจะเป็นผลิตภัณฑ์หลัก
เพราะกระบวนการไม่ซับซ้อนอะไร เครื่องมือไม่ต้องไฮเทค ลงทุนไม่มาก
ไม่ต่างจากการทำน้ำผลไม้อื่นๆ แต่เน้นความเข้มข้นจากสารธรรมชาติ
โดยมีเนื้อและเปลือกมังคุดเป็นสัดส่วนหลัก แล้วผสมกับผลไม้อื่นๆ เช่น น้ำเสาวรส
น้ำสับปะรด น้ำองุ่น น้ำส้ม ไม่ใส่น้ำตาล ฯลฯ
แล้วแต่เราจะพัฒนาตามเหมาะสมและการยอมรับของผู้บริโภค
แต่จะไม่ใส่สารเคมีสังเคราะห์ปรุงแต่งพวกกินกันเสีย สารปรุงแต่งสี กลิ่นและรสชาติ
เราเน้นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติเป็นจุดขาย
และประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคทราบถึงสรรพคุณของสารแซนโทน แทนนิน แอนโตไซยานิน
กรด-น้ำตาลจากมังคุด และคุณค่าทางโภชนาการของส่วนผสมจากน้ำผลไม้อื่นๆ
ที่จะสร้างสรรค์ให้คุณภาพผลิตภัณฑ์มีความลงตัว
ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตมังคุดได้มาก
ตัวอย่างน้ำมังคุดเข้มข้นขวดบรรจุ 350 ซีซี นั้น ขายราคา 250 บาท ส่งออกต่างประเทศด้วย
มีออเดอร์จนทำไม่ทันเลย ส่วนน้ำมังคุดพร้อมดื่มกระป๋องขนาด 180 ซีซี โหลละ 180 บาท
มีการผลิตกันอยู่ 2-3 ยี่ห้อ และมีในจังหวัดจันทบุรีเท่านั้น
จึงอยากจะนำเสนอเพื่อให้เป็นข้อมูลกับทุกท่าน โดยทางมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
จังหวัดจันทบุรี ยินดีให้ข้อมูลเพิ่มเติม โดยติดต่อได้ที่เบอร์โทร. (089) 710-5435
ผศ.ดร.อนุกูล วัฒนสุข คณะอุตสาหกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
พูดถึงการพัฒนามังคุดเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปไว้ว่า
การที่เราจะก้าวสู่การผลิตสินค้าเพื่อทำเป็นเชิงธุรกิจนั้น ต้องมีแนวคิดหลัก 3
ส่วน คือ
1. ต้องมีความเชื่อมั่นหรือเชื่อถือในสิ่งที่เราทำ พูดตรงๆ ก็คือ
คุณภาพต้องมาก่อน ด้านความปลอดภัยต้องไม่มีสารปนเปื้อนต่างๆ
ต้องมั่นใจว่าของเรานั้นดี
2. ต้องสามารถนำให้ชุมชนทำตามได้
เพราะผลิตภัณฑ์หรือการแปรรูปที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับปากท้องของคนในชุมชน
โดยเฉพาะมังคุดเกี่ยวข้องกับชาวสวนจำนวนมาก ดังนั้น การพัฒนาผลิตภัณฑ์
จึงเป็นช่องทางแก้ปัญหาผลผลิตมังคุดล้นตลาดและผลิตภัณฑ์ที่คิดค้นได้ต้องถ่ายทอดให้ชาวบ้านนำไปทำได้จริง
3. เป็นสิ่งที่สัมผัสได้/พิสูจน์ได้
ตรงนี้จะอธิบายให้ลูกค้า/ผู้ที่สนใจยอมรับในสรรพคุณ/ประโยชน์ได้อย่างไร
คงต้องมีการพิสูจน์ให้เห็นจริงทั้งทางตรงและทางอ้อม ตัวอย่าง หากสาร Xanthone หรือสารจากผลมังคุดสามารถรักษาอาการทางผิวหนังได้ชัดเจน
รวดเร็ว ไม่ส่งผลกระทบข้างเคียงกับผู้ใช้
ตรงนี้แหละจะเป็นแรงกระตุ้นให้ลูกค้ายอมรับรวดเร็วและขยายวงกว้างออกไป
อีกตัวอย่างของการทำเปลือกมังคุดผงก็ไม่ยากอะไร
หลักการก็ใช้เปลือกมังคุดปลอดสารพิษและน้ำสะอาดอัตราส่วน 1 : 1
เข้าเครื่องบด/ปั่นตีให้ละเอียด แล้วนำไปหยอดในลูกกลิ้งเพื่อทำเป็นแผ่นบางๆ
นำเข้าเครื่องอบ หรือตากแห้ง แล้วนำไปลดความชื้นอีกที
ทำให้เป็นผงเก็บไว้ใช้ประโยชน์ รอการผลิตในอนาคตหรือขายเป็นวัตถุดิบต่อให้กับโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์อื่นๆ
ที่ต้องการ ซึ่งก็เป็นช่องทางการเพิ่มมูลค่าได้เหมือนกัน
โดยเฉพาะกลุ่มหรือชุมชนที่ยังไม่พร้อมในหลายด้านก็ให้เริ่มต้นแบบง่ายๆ
ขายวัตถุดิบกับโรงงาน/พ่อค้า แบบ/เครือข่าย หรือระบบ contract farming ก็ได้ แล้วค่อยๆ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านเทคโนโลยี
เมื่อพร้อมก็ดำเนินการต่อไป
แต่หากตัดสินใจแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์แล้วก็ต้องมีช่องทางจำหน่าย
มีกลุ่มเป้าหมายที่จะคอยรับสินค้า ซึ่งก็ต้องว่ากันเป็นระบบและมีความยั่งยืน
ในช่วงสุดท้ายมีการอภิปรายคณะเพื่อระดมความคิดในประเด็น
ผลิตภัณฑ์แปรรูปมังคุด การรับซื้อ และโอกาสทางการตลาด ซึ่ง ภญ.วัจนา ตั้งความเพียร
ได้สรุปว่า ผลิตภัณฑ์จากมังคุดนั้นมีมากมายและกำลังเป็นที่นิยมของคนไทย
ส่วนลูกค้าต่างประเทศนั้นยอมรับอยู่แล้วจึงเป็นช่องทางและโอกาสที่ดี
ไม่น่าจะมีปัญหา เพียงแต่ให้ภาครัฐสนับสนุนงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาให้มากขึ้น
พร้อมทั้งการประชาสัมพันธ์ให้มากกว่าที่ผ่านมา คุณพัลลภ บุญรักษา
ประธานเครือข่ายมังคุดเพื่อการส่งออก มีมุมมองว่า
ปัญหาด้านคุณภาพมังคุดยังคงเป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้น
การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จึงต้องอาศัยความร่วมมือกันให้มากขึ้น
ทางกลุ่มเองยังเน้นการส่งขายผลสด และมีเป้าหมายยกระดับคุณภาพเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกันก็จะแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ไปด้วย สุดท้าย คุณสุทธิพันธ์ ศรีวิจิตรวิไล
ผู้ช่วยผู้จัดการ บริษัท ไทยคอมมอดิตี้ จำกัด ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า
ทางบริษัทมีการทำเปลือกผงส่งขายต่างประเทศมาก่อน
และจะพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปควบคู่กันไปด้วย
และอยากบอกให้ชาวสวนมังคุดว่าขอให้มีการปรับปรุงคุณภาพมังคุด
เพราะเป็นช่องทางสร้างมูลค่าเพิ่มได้ ยิ่งเป็นมังคุดปลอดสารพิษจะขายได้ทั้งหมด
เพราะเปลือก ผลมังคุดเกรดรอง นำไปเป็นวัตถุดิบแปรรูปได้ทุกส่วนและราคาก็ไม่ต่ำเลย
นอกจากการบรรยายและการอภิปรายกลุ่มแล้ว
นักวิชาการเคหกิจเกษตรของภาคตะวันออก
ได้ร่วมกันระดมความคิดเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์มังคุดในปี 2550-2551
ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจหลายตัวได้แก่ มังคุดกวน สบู่เหลวมังคุด แยมมังคุด
มังคุดแผ่นปรุงรส เปลือกมังคุดอบแห้ง ชาชงพร้อมดื่ม ยาหม่อง ยาบ้วนปาก ยากันยุง
ลูกกลิ้งดับกลิ่น หมากฝรั่ง ลูกกลอนอมแก้ไอเจ็บคอ ยาแก้ท้องเสีย ยาทาแก้ผดผื่น
สเปรย์ดับกลิ่นเท้า
จากการสัมมนาครั้งนี้
จะเห็นว่าผลมังคุดนั้นมีศักยภาพในการที่จะนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย
นอกจากประเภทอาหารแล้ว ยังเป็นผลิตภัณฑ์เชิงสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร
แต่สามารถเพิ่มมูลค่าได้อย่างมหาศาล เทียบกับผลไม้อื่นๆ แล้ว แทบมองกันไม่เห็นฝุ่น
ก็สมกับที่จั่วเป็นหัวเรื่องไว้แต่ตอนต้นแล้ว ใช่ไหมที่ว่า
มังคุดไทยนั้นเหมาะสมกับการเป็นสมุนไพรของโลกได้จริง
ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มวิชาการและฝึกอบรม
สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 จังหวัดระยอง โทร. (038) 611-578
----------------------------------------------