ภาวะโลกร้อนมิใช่ปัญหาจิ๊บจ๊อย
[ไทยรัฐ-9 ธ.ค. 50]
--------------------------------------------------
การประชุมนานาชาติว่าด้วย สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงเพื่อแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน ซึ่งสหประชาชาติ (UN) เป็นหัวเรือ
ใหญ่จัดขึ้นที่เมืองนูซา ดูอา บนเกาะบาหลี อินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ 3-14 ธันวาคม
2550 ประชาคมโลกสนใจอย่างกว้างขวาง เพราะไม่ใช่ปัญหาเล็กน้อย
จึงไม่แปลกที่ผู้แทนรัฐบาล ผู้เชี่ยวชาญ
นักวิทยาศาสตร์ นักอุตุนิยมวิทยา นักนิเวศวิทยา นักอนุรักษ์สภาพแวดล้อม
และวงการอื่นๆจากทุกสารทิศเกือบ 190 ประเทศ เข้าร่วมประชุม ร่วมสังเกตการณ์
ร่วมชุมนุมประท้วงรัฐบาลประเทศที่ เห็นแก่ตัว ยักกระสายบ่ายเบี่ยง
เพื่อรักษาผลประโยชน์ ของประเทศหรือกลุ่มตน
คงต้องทำความเข้าใจสักนิดหนึ่ง...มนุษย์เรานี่แหละเป็นตัวต้นเหตุสำคัญของปัญหาโลกร้อน
การตัดไม้ทำลายป่า อุตสาหกรรมเคมี ตลอดจนการดำเนินกิจกรรมอีกมากมายหลายอย่าง
ได้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซอื่นๆขึ้นสู่บรรยากาศโลก ก่อให้เกิด ภาวะเรือนกระจก อันนำไปสู่ภาวะโลกร้อนผิดธรรมชาติ
และส่งผลเลวร้ายต่อเนื่องอีกสารพัด
ยกตัวอย่าง...ข้อมูลกองทุนสัตว์ป่าโลก
(WWF) ผลกระทบจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงแปรปรวนและป่าไม้ถูกตัดย่อยยับ
คาดว่าจะทำให้ป่าอเมซอนซึ่งได้ชื่อว่าเป็น ปอดของโลก เสียหายหรือพินาศสิ้นเชิงภายใน พ.ศ.2573 เพราะถึงปีดังกล่าว
แค่การตัดไม้ทำลายป่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศราว 55,500-96,900
ล้านตัน
อันหมายถึงอุณหภูมิโลก
จะร้อนจัดจนหมดหนทางเยียวยาแก้ไข...เทวดาก๊อช่วยบ่ไหว!!
ตัวอย่างชัดเจน...รัฐบาลออสเตรเลียรายงานว่าภาวะอากาศวิปริตทำให้ค้างคาวแม่ไก่กว่า
3,000 ตัว เกาะโหนกิ่งไม้นอนหลับดีๆก็ร่วงผล็อยลงมาตายเกลี้ยง
ฝูงหมึกยักษ์จากซีกโลกใต้อพยพขึ้นเหนือไปเข้าอวนชาวประมง เข้าปากฝูงปลาแองโชวี่
ปลาค็อด ปลาเฮค ในเขตล่าสัตว์น้ำนอกชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย
ส่วนเทือกเขาแอลป์ในยุโรปเคยมีผีเสื้อเยอะแยะ ปัจจุบันสูญพันธุ์สิ้น
ด้วยเหตุนี้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจึงเรียกร้องเร่งเร้ารัฐบาลและองค์กรนานาชาติ
ร่วมมือกันหามาตรการแก้ปัญหาก่อนจะสายเกินแก้
ผลการรณรงค์คือ พ.ศ.2540 ชาติต่างๆจำนวน 175 ประเทศ
ทำความตกลงว่าด้วยการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนฉบับหนึ่ง เรียกว่า พิธีสารเกียวโต ซึ่งน่าเสียดาย สหรัฐอเมริกา
ประเทศต้นตอภาวะเรือนกระจกรายเบิ้มที่สุด
กับอีกบางประเทศไม่ยอมร่วมวงศ์ไพบูลย์ด้วย
ทุกฝ่ายรู้เต็มอกว่าบรรดาชาติอุตสาหกรรมเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ขึ้นไปก่อมลภาวะทำลายสภาพแวดล้อมบนชั้นบรรยากาศมากกว่าใครอื่น
เนื้อหาสาระพิธีสารเกียวโตจึงระบุให้ชาติอุตสาหกรรม 36 ประเทศ
ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (greenhouse
gas) ลงให้เหลือต่ำกว่าระดับที่เคยมีอยู่ใน พ.ศ.2533 โดยเฉลี่ย 5
เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2555 ซึ่งเป็นปีที่พิธีสารเกียวโตสิ้นอายุ
แต่...ผีป่าซาตานแห่งความละโมบคงสิงสู่
วิญญาณเหล่าผู้นำอภิมหาอำนาจสหรัฐอเมริกากับพวกอีกบางประเทศ จึงวางจุดยืนเสมือนไม่รู้สึกรู้สารู้หนาวรู้ร้อนกับ
มหันตราย ภัยโลกร้อน
ไม่ยี่หระต่ออนาคตลูกหลานเหลนและสรรพสิ่งบนผืนปฐพี
จนกระทั่งบัดนี้ สหรัฐฯยังไม่ยอมลงนาม
ไม่ให้สัตยาบันรับรองพิธีสารเกียวโต!?
มิไยบรรดานักวิทยาศาสตร์ตะโกนก้องเตือน ...หากยังเมินเฉยไม่ลงมือปฏิบัติเพื่อรับมือกับปัญหาอย่างเพียงพอ
โลกใบนี้จะต้องประสบวิบัติภัยมหันต์จากน้ำท่วม ฝนแล้ง
ภูเขาน้ำแข็งและแผ่นน้ำแข็งละลาย ระดับน้ำทะเลสูงกลืนทำลายชายฝั่ง
วันศุกร์วานซืน...นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาวะสิ่งแวดล้อมได้เผยแพร่
ดัชนีประจำปี จัดอันดับ 56
ประเทศอุตสาหกรรมและประเทศที่กำลังพัฒนาสู่ชาติอุตสาหกรรม
ซึ่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมกันแล้วมากกว่าร้อยละ 90
ของปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งโลก
ผลงานนี้ดำเนินการรวบรวมข้อมูล
คำนวณและสรุปผลโดยกลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เยอรมันวอตช์ พวกเขาแจกแจงรายละเอียดเกี่ยวกับระดับมลภาวะ
แนวโน้มในอนาคตรวมทั้งดูนโยบายต่อสู้ภาวะโลกร้อน
ของรัฐบาลประเทศอุตสาหกรรมเหล่านั้น เพียงพอหรือจริงจังไหม
ปรากฏว่าสหรัฐอเมริกาครองแชมป์ ผู้สร้างบาปกรรมแก่สภาพอากาศ เลวร้ายที่สุด
ร่วมกับมหาเศรษฐีน้ำมัน ซาอุดีอาระเบีย ตามด้วยออสเตรเลียบาปหนาอันดับที่สาม
น่าเซอร์ไพรส์ประหลาดใจสาธารณรัฐประชาชนจีน
ซึ่งประดานักวิทยาศาสตร์ นักพิทักษ์สภาพสิ่งแวดล้อม และเกจิด้านภาวะโลกร้อน
หลายท่านเชื่อว่าจีนพัฒนาอุตสาหกรรมรวดเร็วจี๋ดุจติดจรวด จีนน่าจะแย่งแชมป์ ผู้สร้างเวรกรรมแก่สภาพอากาศ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกทำลายชั้นบรรยากาศโลกแซงหน้าอเมริกันไปแล้ว
แต่ผลการศึกษาพบว่าช่วงสองปีมานี้
จีนสามารถปรับปรุงศักยภาพในการต่อ สู้กับภาวะโลกร้อนได้ดีน่าชื่นชม
จุดโดดเด่นคือส่งเสริมให้ใช้พลังงานอย่างทรงประสิทธิภาพเต็ม ประสิทธิผล และสนับ
สนุนการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่
ตำแหน่ง ตราบาป ของจีนเลยลดจากอันดับที่ 14
ลงไปอยู่ที่ 17 เมื่อปีกลาย ขณะที่ซาอุฯประเทศส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก
ยังคงครองแชมป์ บาปหนาที่สุดสองปีรวด เพราะพี่แกปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มไม่หยุด
ไม่สนนโยบายต้านภาวะโลกร้อน ซ้ำร้ายทำตัวเป็น เรือขวางคลอง ในที่ประชุมแก้ปัญหาโลกร้อนทุกบ่อย
รับคำสรรเสริญสุดๆคือ นายเควิน รัดด์
นายกรัฐมนตรีใหม่เอี่ยมอ่องของออสเตรเลีย ผู้ถอยฉากจากสารบบคนบาป
จ่อปากกาเซ็นรับพิธีสารเกียวโตเรียบร้อยแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา.
จูปิเตอร์