เศรษฐศาสตร์การเงิน

สืบค้นจาก http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/lopburi/rampai_k/economcs/index.html

สืบค้นเมื่อ 17 พฤศจิกายน 2550

สืบค้นโดย ดร.ชยพร  แอคะรัจน์  www.geocities.com/university2u

------------------------------------

เศรษฐศาสตร์การเงิน     (โดย  นางรำไพ  เครือแก้ว โรงเรียนปิยะบุตร์  อำเภอบ้านหมี่  จังหวัดลพบุรี )

 

ความหมายของเงิน

 

      เงิน คือสิ่งที่คนในสังคมได้สมมติขึ้น เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน

 

ความสำคัญของเงิน

 

      ไม่ว่ามนุษย์จะอยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบใด ย่อมต้องอาศัยเงินเป็นประการสำคัญ เพราะเงินช่วยอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยน การผลิต และการจัดสรรทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม

 

 หน้าที่ของเงิน

 

     เงินที่นำมาใช้ในระบบเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นเงินชนิดใด ๆ ทำหน้าที่สำคัญ ๆ  4  ประการ

 

1. เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน

 

        ทำให้การแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ ทำได้สะดวกกว่าการแลกเปลี่ยนในระบบการแลกเปลี่ยนสินค้าต่อสินค้า เพราะเมื่อมีการใช้เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ผู้เป็นเจ้าของสินค้าก็จะแลกเปลี่ยนสินค้าของตนกับเงิน (คือการขายสินค้าให้กับผู้ที่ต้องการ)  ส่วนผู้ที่ต้องการสินค้าก็จะนำเงินไปแลกเปลี่ยนกับสินค้า (คือการซื้อสินค้าจากผู้ที่ต้องการขาย)  การซื้อขายสินค้าทำได้สะดวกและขยายตัวมากขึ้น ซึ่งก็จะกระตุ้นให้การผลิตและการลงทุนขยายตัวต่อไป แต่การที่เงินจะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนได้นั้น เงินจะต้องมีคุณสมบัติที่สำคัญบางประการคือ เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป วัสดุที่ใช้ทำเงินจะต้องเป็นของหายากหรือยากต่อการปลอมแปลง และเก็บไว้ได้นานโดยไม่เสื่อมสภาพ เงินสามารถแบ่งเป็นหน่วยย่อย ๆได้ และสามารถนำติดตัวไปเพื่อการแลกเปลี่ยนสินค้าได้ง่าย

 

  2. เป็นหน่วยในการวัดมูลค่า

 

        ในระบบเศรษฐกิจที่ไม่มีการใช้เงิน หน่วยในการวัดมูลค่าของสินค้า ได้แก่เกวียน อัน แท่ง เมตร และต้น เป็นต้น ตัวอย่างเช่น ข้าว 1 เกวียน ไก่ 1 ตัว ผ้า 1 เมตร ระยนต์ 1 คัน ทำให้การเปรียบเทียบมูลค่าสินค้าต่างชนิดกันทำได้ไม่สะดวก เพราะต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนสินค้าหลายอัตรา เช่น ข้าว 1 เกวียนเท่ากับไก่  50  ตัว แต่เท่ากับผ้าไหม  5  เมตรเป็นต้น การที่ต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนสินค้าจำนวนมากหรือหลายอัตรา ทำให้เกิดความยุ่ยากและสับสน และบางทีเป็นการยากที่จะเปรียบเทียบมูลค่าของสิ่งของต่าง ๆ ได้ทุกชนิด แต่เมื่อมีการใช้เงินในระบบเศรษฐกิจ เงินจะทำหน้าที่เป็นหน่วยในการวัดมูลค่าได้ทุกชนิด แต่เมื่อมีการใช้เงินในระบบเศรษฐกิจ เงินจะทำหน้าที่เป็นหน่วยในการวัดมูลค่า สินค้าและบริการทุกชนิดจะถูกกำหนดมูลค่าเป็นหน่วยเงิน กล่าวคือ วัดมูลค่าสินค้าออกมาเป็นราคานั่นเอง เช่นข้าว  1 เกวียน มีมูลค่าหรือราคา 5,000 บาท ไก่ 1 ตัวมีมูลค่าหรือราคา 100 บาท ทำให้การวัดและเปรียบเทียบมูลค่าของสินค้าและบริการต่าง ๆ สะดวกยิ่งขึ้น เพราะอยู่ในหน่วยเงินเดียวกัน

 

 3. เป็นเครื่องสะสมมูลค่า

 

         ในระบบการแลกเปลี่ยนสินค้าต่อสินค้า บุคคลจะต้องเก็บสะสมสินค้าไว้เพื่อการแลกเปลี่ยนในอนาคต หรือเพื่อสะสมความมั่งคั่ง (wealth)  ของตน  แต่สินค้าหลายอย่างเก็บสะสมไว้ไม่ได้นาน เพราะเสื่อมคุณภาพโดยธรรมชาติ  เช่น สินค้าเกษตรต่าง ๆ สินค้าบางอย่างไม่สามารถเก็บสะสมได้มาก เพราะต้องใช้เนื้อที่มากในการจัดเก็บ  เช่น ข้าว เกลือ รถยนต์  เป็นต้น แต่เมื่อมีการนำเงินมาใช้ในระบบเศรษฐกิจ บุคคลไม่จำเป็นต้องเก็บสะสมสินค้าไว้ เพียงแต่ขายสินค้านั้นไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินมาเก็บไว้แทน และเก็บสะสมเงินไว้จนกว่าจะถึงเวลาที่ต้องการสินค้าและบริการ ก็นำเงินที่สะสมไว้มาซื้อสินค้าที่ต้องการ ดังนั้น เงินจึงทำหน้าที่เป็นเครื่องสะสมมูลค่า (a store of value) ทำให้บุคคลสามารถพักอำนาจซื้อสินค้าในปัจจุบัน หรือเลื่อนอำนาจซื้อในปัจจุบันไปสู่อนาคตหรือในเวลาอื่นที่ต้องการได้  แต่เงินจะทำหน้าที่เป็นเครื่องสะสมมูลค่าที่ดีได้ก็ต่อเมื่ออำนาจซื้อของเงินที่สะสมไว้จะต้องไม่ลดลง  กล่าวคือ เงินแต่ละหน่วยจะยังคงแลกเปลี่ยนกับสินค้าหรือซื้อสินค้าได้จำนวนเท่าเดิม  เงินแต่ละหน่วยจะมีอำนาจซื้อลดลงก็ต่อเมื่อราคาสินค้าสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น เดิมเงินจำนวน  100  บาทซื้อส้มเขียวหวานได้  2  กิโลกรัม แสดงว่าส้มราคากิโลกรัมละ  50  บาท ต่อมาส้มมีราคาสูงขึ้นเป็นกิโลกรัมละ  70  บาท  ดังนั้น เงินจำนวน  100  บาท  เท่าเดิมจะซื้อส้มได้น้อยกว่า  2  กิโลกรัม  จึงแสดงว่าอำนาจซื้อของเงินลดลง ถ้าบุคคลคาดว่าอำนาจซื้อของเงินจะลดลงเรื่อย ๆ บุคคลจะไม่เก็บหรือสะสมเงิน  แต่จะหันไปสะสมสินทรัพย์อย่างอื่นแทนที่มีมูลค่าหรือราคาไม่ลดลง หรือไม่ลดลงมากเหมือนอำนาจซื้อของเงิน เช่น บ้านและที่ดิน ทองคำ เป็นต้น 

 

  4.  เป็นมาตรฐานในการชำระหนี้

 

        ถ้าไม่มีการใช้เงินในระบบเศรษฐกิจ  การกู้ยืมหรือการให้สินเชื่อจะต้องเป็นสินค้าชนิดเดียวกัน ตัวอย่างเช่น นาย ก. ขอยืมข้าวเปลือกจากนาย ข. 1  ถัง  โดยมีกำหนดชำระคืนภายใน  1  เดือน เมื่อครบกำหนดชำระคืน นาย ก. จะต้องหาข้าวเปลือกมาใช้คืน นาย ข.  1  ถัง  และจะต้องเป็นข้าวเปลือกชนิดเดียวกับที่ขอยืมไปจาก นาย ข. ด้วย ซึ่งอาจจะมีปัญหาในการกู้ยืมระหว่าง นาย ก. และนาย ข. ทำให้การกู้ยืมและการชำระหนี้ทำได้ไม่สะดวก แต่ถ้ามีการนำเงินมาใช้ในระบบเศรษฐกิจ นาย ข. ก็เพียงคิดค่าข้าวที่นาย ก. ขอยืมไปว่ามีมูลค่าคิดเป็นเงินเท่ากับเท่าใด เมื่อถึงเวลาชำระหนี้คือ นาย ก. ก็เพียงแต่นำเงินมาชำระหนี้เท่านั้น ก็จะเป็นการสะดวกกว่าชำระหนี้ด้วยสิ่งของ ดังนั้น  ในระบบเศรษฐกิจที่ใช้เงิน ทำให้มีการกู้ยืม การให้สินเชื่อแก่กัน ทั้งเพื่อการบริโภค และเพื่อการผลิตและการลงทุน จึงทำให้เกิดการขยายตัวในกิจกรรมเศรษฐกิจมากกว่าในระบบเศรษฐกิจที่เป็นการแลกเปลี่ยนสินค้าต่อสินค้า

-----------------------------------------------

 

 

Hosted by www.Geocities.ws

1