ความหมายและความสำคัญของ บทความวิชาการ

สืบค้นจาก http://home.kku.ac.th/thai416102/SubjectWeb/Academic_lit.htm

สืบค้นเมื่อ 17 พฤศจิกายน 2550

สืบค้นโดย ดร.ชยพร  แอคะรัจน์  www.geocities.com/universoty2u

-------------------------------------

บทความวิชาการเป็นงานเขียนที่มุ่งเสนอความรู้ ข้อเท็จจริง ทรรศนะ มุมมอง ตลอดจนข้อเสนอใหม่ ๆ ที่เป็นผลจากการศึกษาค้นคว้าหรือวิจัยของนักวิชาการ ผู้เขียนมักเป็นผู้ที่ศึกษาค้นคว้าหรือผู้ที่สนใจเรื่องนั้น ๆ โดยตรงจึงมีความรู้ในเรื่องนั้น ๆ เป็นอย่างดี บทความวิชาการถือเป็นแหล่งข้อมูล ความรู้ที่อ้างอิงได้ดีแหล่งหนึ่ง ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสารความก้าวหน้าในวงวิชาการจากการอ่านบทความวิชาการที่ตีพิมพ์ในวารสารต่าง ๆ นักศึกษาควรหาโอกาสอ่านบทความวิชาการอยู่เสมอเพราะมีคุณค่าในด้านการให้ความรู้ และข้อคิดเห็นที่ทันสมัยและเป็นประโยชน์ทางด้านวิชาการ

 

ความหมายของบทความวิชาการมีผู้กล่าวถึงไว้ต่าง ๆ กัน ดังนี้

  บทความประเภทวิชาการเป็นบทความที่ผู้เขียนมีจุดมุ่งหมายจะถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยตรง มักเป็นความรู้ทางวิชาการที่จำเป็นต่าง เช่น จิตวิทยา ปรัชญา นิติศาสตร์ แพทยศาสตร์ เป็นต้น เรื่องราวเหล่านี้ผู้เขียนอาจเขียนโดยเรียบเรียงเนื้อหาด้วยตนเอง หรืออาจเขียนในเชิงรวบรวมผลจากการค้นคว้าวิจัยของนักค้นคว้า แล้วนำมาเขียนเรียบเรียงต่อเนื่องกันก็ได้ โดยนำเสนอออกมาในรูปของการเก็บข้อมูลสั้น ๆ มีตัวเลขสถิติประกอบเนื้อหาสาระบทความนั้น

(ฉัตรา บุนนาค สุวรรณี อุดมผล และวรรณี พุทธเจริญทอง , 2522 : 121)

 

  บทความเชิงวิชาการ มีเนื้อหาเน้นหนักไปในด้านวิชาการ เสนอความคิดวิทยาการแนวใหม่ หรือเป็นการตีความ ค้นคว้าหาข้อเท็จจริงที่แปลกใหม่มาเสนอต่อผู้อ่าน ลักษณะเฉพาะของบทความประเภทนี้คือ ลีลาการเขียน ภาษา ศัพท์ จะเหมาะสมสำหรับผู้ที่สนใจสาขาวิชานั้น ๆ เพราะมักมีศัพท์เฉพาะ และความคิดก็เป็นไปตามหลักวิชาการ

(เอมอร ชิตตะโสภณ และกรรณิการ์ ติตายน , 2529 : 54)

 

  บทความทางวิชาการเป็นเอกสารที่เขียนให้ความรู้ทางวิชาการแก่ผู้อ่านโดยตรง บางครั้งผู้เขียนอาจเสนอแนวคิดใหม่และตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารทางวิชาการที่เชื่อถือและเป็นที่ยอมรับในวงวิชาการ

(ลลิตา กิตติประสาร , 2537 : 469)

 

  บทความวิชาการเป็นงานเขียนที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเสนอข้อเท็จจริง ความรู้ ความคิด และทรรศนะซึ่งเป็นเรื่องใหม่ เรื่องที่กำลังเป็นที่สนใจในสาขาวิชาต่าง ๆ หรือเป็นสรุปรายงานผลการวิจัย ซึ่งเสนอข้อเท็จจริงจากการค้นคว้าวิจัยในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่ง บทความวิชาการมักมีวิธีเขียนและการจัดพิมพ์เป็นแบบแผน มีสาระสังเขป เชิงอรรถ และบรรณานุกรมประกอบ

(ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ , 2540 : 123)

 

บทความวิชาการโดยทั่วไปประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ส่วนนำ เนื้อหา และสรุป

 

1. ส่วนนำ หรือบทนำ

  เนื้อหาในส่วนนี้มักเป็นการเกริ่นนำของที่มาหรือความสำคัญของประเด็นปัญหา หรือเรื่องราวที่ต้องการกล่าวถึง เพื่อให้ผู้อ่านสนใจติดตามเรื่องที่จะนำเสนอต่อไป การเขียนส่วนนำที่ชัดเจนนอกจากจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจแล้ว ยังถือเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้บทความนั้นน่าสนใจด้วย

2. เนื้อหา

  เนื้อหาถือเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของเรื่อง เพราะเป็นส่วนที่ผู้เขียนจะแสดงความรู้ ความคิด ในการวิเคราะห์ข้อมูล เรื่องราวที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอแก่ผู้อ่าน การวิเคราะห์วิจารณ์ในบทความวิชาการต้องเป็นไปอย่างมีหลักการ ทฤษฎี หรือมีหลักฐานอ้างอิงอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ มีความเป็นเหตุเป็นผลน่าเชื่อถือ มีการอ้างอิงข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปด้วยทรรศนะและมุมมองของผู้เขียน ผู้เขียนต้องอธิบายหรือบรรยายเรื่องราวนั้น ๆ โดยมีการเรียบเรียงเรื่องราวต่อเนื่องกันตามลำดับอย่างชัดเจนเพื่อให้ผู้อ่านมองเห็นขอบข่ายของเรื่องที่นำมาวิเคราะห์ได้ง่าย ไม่สับสน

3. สรุป

  ส่วนสรุปเป็นการเขียนสรุปประเด็นสำคัญของเนื้อหาหลังจากที่ได้เสนอผลการวิเคราะห์ประเด็นปัญหาหรือเรื่องราวนั้น ๆ มาอย่างละเอียด ทั้งนี้เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจแจ่มชัดยิ่งขึ้น การเขียนส่วนสรุปนี้ผู้เขียนอาจให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ไว้ด้วย

หลักฐาน ข้อเท็จจริง ทฤษฎี หลักการ ตลอดจนข้อมูลต่าง ๆ ที่นำมาเป็นข้อสนับสนุนในการแสดงเหตุผลของผู้เขียนบทความวิชาการต้องมีการอ้างอิงอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ทั้งการอ้างอิงในเชิงอรรถและบรรณานุกรม นอกจากนี้บทความวิชาการอาจมีส่วนประกอบอื่น ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเนื้อหาด้วย เช่น สาระสังเขปหรือบทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ สถิติ แผนผัง แผนภูมิ ตาราง แผนที่ รูปภาพ เป็นต้น 

 

ลลิตา กิตติประสาร (2537 ) ได้สรุปลักษณะของบทความวิชาการที่ดีไว้เป็นข้อ ๆ ดังนี้

 

ความถูกต้องของเนื้อหาสาระ บทความทางวิชาการจะต้องมีความถูกต้องเชื่อถือได้ มีความใหม่และทันสมัย ให้ความรู้กว้างขวางสมบูรณ์ ลึกซึ้งเพียงพอที่ผู้อ่านจะนำไปใช้ประโยชน์ได้

ความกระชับรัดกุม มีความกระชับรัดกุมทั้งในด้านเนื้อหาและภาษา ชัดเจน อ่านเข้าใจง่าย

ความต่อเนื่อง การดำเนินเรื่องในบทวิชาการควรมีความต่อเนื่องสัมพันธ์กันไปตามลำดับ ไม่สับสน

แหล่งอ้างอิง บทความวิชาการควรเสนอที่มาและแหล่งอ้างอิงข้อมูลที่ชัดเจน เพื่อผู้อ่านจะได้ค้นคว้าต่อไปได้

สาระสังเขปหรือบทคัดย่อ การจัดทำสาระสังเขปหรือบทคัดย่อช่วยให้ผู้อ่านได้อ่านเนื้อหาโดยสรุปก่อนที่จะอ่านเรื่องราวทั้งหมด บทคัดย่อควรทำทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

การตรวจสอบ บทความที่ดีควรผ่านการพิจารณาและตรวจแก้โดยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้น ๆ ก่อนตีพิมพ์เผยแพร่

 

แนวทางในการอ่านบทความวิชาการ

1. กำหนดจุดมุ่งหมายในการอ่าน

การมีจุดมุ่งหมายในการอ่านที่ชัดเจนจะช่วยให้ผู้อ่านเลือกอ่านบทความวิชาการได้ถูกต้องตรงตามความต้องการ และจุดมุ่งหมายในการอ่านยังช่วยกำหนดวิธีอ่านและระดับของการอ่านด้วย เช่น ถ้าต้องการอ่านเพื่อนำไปใช้ประกอบการศึกษาค้นคว้าเพื่อการทำรายงาน หรือวิทยานิพนธ์ ผู้อ่านก็ต้องอ่านเนื้อเรื่องอย่างละเอียดให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพื่อนำสาระสำคัญไปใช้อ้างอิงในงานของตน

2. อ่านสาระสังเขปหรือบทคัดย่อ

การอ่านสาระสังเขปหรือบทคัดย่อก่อนจะช่วยให้เข้าใจเรื่องได้รวดเร็ว ทั้งยังช่วยในการตัดสินใจว่าควรจะอ่านเรื่องนั้นต่อไปหรือไม่ด้วย หากบทความวิชาการเรื่องนั้นไม่มีบทคัดย่อเราอาจใช้วิธีอ่านบทนำและบทสรุปเพื่อดูสาระสำคัญของเรื่องก็ได้

3. สำรวจการเรียบเรียงความคิดและการนำเสนอเรื่องของผู้เขียน

ก่อนที่จะเริ่มต้นอ่านรายละเอียดควรสำรวจแบบแผนความคิดของผู้เขียนว่าเป็นไปในลักษณะใด โดยอาจพิจารณาจากการเรียงลำดับหัวข้อย่อยต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อให้สามารถอ่านเรื่องได้ง่ายขึ้น

4. อ่านเนื้อเรื่องอย่างละเอียดอย่างมีวิจารณญาณ

พยายามจับประเด็นสำคัญของเรื่องว่าผู้เขียนต้องการนำเสนอเนื้อหาสาระเรื่องใดบ้าง แยกข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็น เพื่อให้มองเห็นว่าส่วนใดคือส่วนที่เป็นความรู้ และส่วนใดคือส่วนที่เป็นความคิดเห็นของผู้เขียน

5. สำรวจการอ้างอิงในเชิงอรรถและบรรณานุกรม

รายการเอกสารที่ผู้เขียนนำมาอ้างอิงในเชิงอรรถและบรรณานุกรมจะช่วยให้ผู้อ่านตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา ความน่าเชื่อถือ และความทันสมัยของข้อมูลที่ผู้เขียนนำมาใช้ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งข้อมูลที่ผู้อ่านสามารถใช้เป็นแนวทางค้นคว้าเพิ่มเติมต่อไปได้หากผู้อ่านสนใจ

------------------------------------------

Hosted by www.Geocities.ws

1