Do
& Dont ในวันทำงาน
(บทความดีๆจากหนูนิด้า
mppm6)
การที่ใครสักคนหนึ่งจะสามารถโลดแล่นบนเส้นทางการทำงานอย่างรุ่งโรจน์ไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถส่วนบุคคล ที่แน่ๆ
อย่าปล่อยตัวเองให้ชีวิตการทำงานดำเนินไปเพียงวันๆ เฉื่อยๆ เนือยๆ
เหมือนปลาที่ว่ายตามน้ำ เหมือนเมฆที่ลอยไปตามลม
จำไว้ว่า
แต่ละย่างก้าวของชีวิตต้องมีเป้าหมายและแผนการ
จากนั้นพยายามและมุ่งมั่น ฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการไปให้ถึงดวงดาวให้ได้
ทว่าไม่ว่าคุณจะเป็นอย่างไร ตำแหน่งอะไร และยืนอยู่จุดไหนก็ตาม
คุณต้องมีเคล็ดลับรวมไปถึงเทคนิคการทำงานที่สามารถนำพาให้คุณทำงานอย่างมีความสุขได้
รวมไปถึงสามารถรับมือสถานการณ์ต่างๆ ในออฟฟิศอย่างฉลาด
และคุณรู้ไหมว่ามีข้อควรทำและไม่ควรทำอีกหลายข้อที่พึงตระหนักไว้อย่าให้พลาด
เพราะล้วนเป็นการกระทำ การปฏิบัติตัว
ที่ส่งผลถึงหน้าที่การงานว่าจะก้าวหน้าหรือถอยหลังได้
ซึ่งสิ่งไหนควรทำก็ทำไปเถิดไม่มีใครว่า แต่สิ่งไหนที่เป็นข้อห้าม
เป็นข้อรังเกียจจากสังคม ทำไปแล้วคงไม่รุ่งหรอกนะ
รังแต่จะฉุดความเจริญของตัวเองไปเปล่าๆ
แล้วอะไรคือข้อควรทำ อะไรที่เป็นข้อห้ามล่ะ คงต้องไปดูกัน
ใครจะไปรู้ว่าสิ่งที่ว่าเป็นข้อห้ามประพฤติปฏิบัตินั้น
อาจกลายเป็นว่าคุณเองทำมันอยู่โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวก็เป็นไป
ฉะนั้นอย่าลืมย้อนกลับมาพิจารณาตัวเองดูบ้าง
เพราะคงไม่มีใครรู้จักตัวเองได้เท่าตัวเราเองหรอกนะจะบอกให้ แต่ดูแล้วก็ย้อนคิด
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กระทำในสิ่งอันไม่สมควรให้เลิกและละไปซะ ทำในสิ่งที่ใช่ดีกว่า
เพื่อผลสำเร็จในหน้าที่การงานดังใจหวังและไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับใครต่อใครเขาด้วย
คำตอบเข้าท่าสำหรับคำถาม
ทำไมจึงลาออกจากงานเก่า?
DO
.ดีที่สุดเมื่อตอบว่า
เพราะงานใหม่ในบริษัทใหม่มอบโอกาสที่ดีให้แก่คุณในการเติบโตในหน้าที่การงาน
ซึ่งการตอบเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะไปให้ถึงเป้าหมายในการทำงานของคุณ
DONT
เอาแต่พร่ำพรรณนาถึงสิ่งที่คุณไม่มี เช่น
ตำแหน่งที่ก้าวหน้า ภาวะทางครอบครัว ฯลฯ และพูดถึงงานเก่า บริษัทเก่า เจ้านายเก่า
ในแง่ที่ไม่ดี เหล่านี้หากคุณพูดไปล้วนแล้วแต่ไม่เกิดผลดีใดๆ เลยแม้แต่น้อย
หวาดผวากับเจ้านาย
DO
พยายามมองเหตุผลต่างๆ
ประกอบกันแล้วคุณจะพบคำตอบ อย่าไปคิดทุกอย่างในด้านลบอย่างเดียว
ความหวาดระแวงเกินไปทำให้คุณไม่มีความสุข
และควรเชื่อในคุณค่าของตัวเองและศรัทธาในตัวเองให้มากที่สุด
หากมีความรู้สึกไม่มั่นใจกับสภาพหน้าที่การงานเมื่อไหร่
ควรคุยกับเจ้านายของคุณเองว่า ในสายตาของเขาคุณทำงานเป็นอย่างไร บกพร่องตรงไหน
ลบความคิดในทางร้ายๆ ไปให้หมด เพราะยิ่งทุกข์ทรมานนานเพียงใด
ยิ่งจมอยู่กับความวิตกกังวลมากขึ้นเท่านั้น
DONT
สำหรับบางคนรู้ทั้งรู้ว่าตัวเองมีความสามารถ
แต่ความกลัวว่าสักวันหนึ่งจะโดนไล่ออก อาการแบบนี้เรียกว่าประสาทหวาดระแวง
เป็นการคิดไปเอง ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง
โดยเฉพาะหากมีเจ้านายเป็นคนที่ร้ายกาจ อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ไม่คงที่
ทำให้เกิดบรรยากาศไม่มั่นคงในที่ทำงานได้ ยิ่งคนที่มีตำแหน่งสูงๆ ยิ่งกดดันมาก
มีความคิดว่าต้องทำทุกอย่างให้สมบูรณ์ ผลที่ได้รับ คือ
คุณไม่สามารถทำงานได้ดีสมกับความสามารถ เพราะมัวแต่นั่งกังวลว่าทำไปไม่ได้ดี
การให้เวลากับ E-Mail
DO
ในยุคของเทคโนโลยีเช่นนี้ การรับส่ง E-Mail
กลายเป็นเรื่องที่ทำให้คุณอาจเสียเวลาในที่ทำงานไปโดยเปล่าประโยชน์
และยังเป็นเรื่องที่กวนสมาธิในระหว่างที่กำลังทำงานอีกด้วย ฉะนั้นถ้าพบว่าตัวเองมี
E-Mail เข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ควรแบ่งเวลาให้ถูกต้อง โดยใช้เวลาแค่
20 นาทีแรกของช่วงเช้าและบ่ายเพื่อเช็ก E-Mail
ก็พอ รวมไปถึงเครื่องฝากข้อความทั้งหลาย
DONT
เอาเวลาขณะทำงานไปเปิด E-Mail
ตลอดเวลา เรียกว่าอยากเปิดอ่าน E-Mail
ตอนไหนก็เปิด อยากเช็กตอนไหนก็เช็ก ทั้งๆ
ที่ตัวเองทำงานคั่งค้างอยู่ หรือสมาธิของคุณกำลังคร่ำเคร่งอยู่ที่งานหนึ่ง
กลายเป็นอันนั้นก็ไม่เสร็จก็มาทำอันนี้ต่อ เหยียบเรือสองแคมก็ว่าได้
สุดท้ายไม่ได้ดีเลยสักอย่าง เอาเวลาเสียประโยชน์ไปเปล่าๆ
ทำอย่างไรให้งานเสร็จทันการณ์
DO
ให้คุณกำหนดเส้นตายให้กับงานแต่ละชิ้น กำหนดความรับผิดชอบ
แล้วจะเห็นเลยว่า คุณสามารถทำงานได้เพิ่มขึ้นและทันเวลาตามที่กำหนดไว้
นอกจากนี้ให้ทำงานที่ตัวเองไม่ชอบก่อน ช่วงท้ายๆ
จะได้มีแรงจูงใจไปทำงานที่ตัวเองอยากทำจริงๆ
DONT
ดองงานผัดวันประกันพรุ่ง
งานไหนไม่อยากทำก็เลื่อนออกไป ผัดไปเรื่อยๆ ไว้ทำวันอื่น
ซึ่งคุณรู้ไหมว่ายิ่งเลื่อนออกไปยาวนานเท่าไหร่ยิ่งทำให้งานน่าเบื่อค้างคามากขึ้น
และไม่มีแรงจูงใจให้คุณอยากทำงานนั้นให้เสร็จอย่างเต็มที่ มีแต่เสียกับเสียแน่นอน
เข้ากับเจ้านายให้ได้ดี
DO
จำไว้ว่าคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีกับคนที่เลียแข้งเลียขาประจบสอพลอเจ้านายนั้นแตกต่างกัน
สังเกตดูสิคนที่เป็นนักพูดที่ฉลาดมักจะใช้คำชมนานๆ ครั้ง
และความเป็นคนช่างสังเกตและมีน้ำใจจะทำให้ได้คะแนนพิเศษชนะใจกรรมการได้ไม่ยาก
ถ้าเดินสวนกันหรือขึ้นลิฟต์มาด้วยกันกับเจ้านายให้ยิ้มแย้มทักทายเป็นปกติ
ส่วนหัวข้อสนทนาที่คุณสามารถคุยกับเจ้านายได้ไม่ขัดเขิน อาทิ เรื่องที่เกี่ยวกับงาน
หนังสือ รายการทีวี และงานอดิเรก ฯลฯ
DONT
เลียแข้งเลียขาเจ้านาย ใช้คำป้อยอจนมากเกินความจำเป็น
พูดอะไรที่เกี่ยวข้องกับเงินเดือน การเมือง และเรื่องส่วนตัวมากเกินไป
พูดคุยกับเจ้านายในห้องน้ำเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรสนทนาให้ยืดยาวนัก
เพราะเป็นสถานที่ที่ไม่เหมาะสม
เข้าประชุมแบบมีกึ๋น
DO
แต่งตัวให้ดูดี เหมาะสมกับกาลเทศะ
ไปถึงที่ประชุมก่อนเวลาเพื่อที่คุณมีโอกาสนำเสนอไอเดียเล็กๆ น้อยๆ
โดยไม่มีผู้ร่วมงานคนอื่นขัดจังหวะ ซึ่งพอถึงเวลาประชุมจริงๆ
คุณสามารถเล่ารายละเอียดไอเดียต่างๆ ได้อย่างเป็นทางการอีกครั้ง
และนั่งให้ใกล้กับคนที่เป็นผู้นำในการประชุม เวลาพูดในที่ประชุมให้เสียงดังฟังชัด
เพื่อทุกคนจะได้รู้ว่าคุณพูดเรื่องอะไร แต่พูดเสียงดังไม่ได้หมายความตะโกนออกมา
และการพูดจาอย่างชัดเจนนั้นทำให้คุณมีอำนาจมากขึ้น
วันประชุมทำตัวเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ ปล่อยให้คนอื่นประชุมกันไป
แต่ตัวเองกลับนั่งฆ่าเวลาเฉยๆ ฉะนั้นควรทำตัวให้เป็นผู้เข้าร่วมประชุมคนหนึ่ง
ทว่าอย่าออกตัวมากไปจนทำให้ความคิดของคุณติดลบ โดยใช้คำพูดทำนองว่า ความคิดนี้อาจไม่เวิร์คนัก
แต่พวกคุณอาจจะเคยคิดมาบ้างแล้ว
พูดซะแบบนี้ภาพลักษณ์คุณติดลบแน่ๆ
ครั้งถึงเวลาเลิกประชุมรีบเก็บเอกสารแล้วออกไปจากห้องประชุมทันที
แต่อยากให้คุณอ้อยอิ่งสักครู่เดินไปหาหัวหน้าการประชุมแล้วบอกเขาว่า
การประชุมวันนี้คุณได้ประโยชน์มาก น่าจะทำให้บริษัทได้ไอเดียใหม่ๆ ไปพัฒนามากขึ้น
การทิ้งข้อความให้โทรฯกลับ
DO
บอกชื่อและเบอร์โทรศัพท์ที่อยากให้โทรกลับอย่างชัดเจน
ในกรณีฝากข้อความให้กับเครื่องบันทึกข้อความทางโทรศัพท์
ถ้าหากอยากตรวจสอบว่าคุณเป็นคนพูดจาชัดเจนหรือไม่
ลองทิ้งข้อความไว้ในเครื่องตบรับของคุณเองแล้วเปิดฟังดู
หรือถ้ามีคนโทรฯมาแล้วคุณบอกให้เขารอสักครู่ เพราะกำลังทำงานค้างอยู่
ความรู้สึกจากผู้ที่โทรศัพท์มาครั้งนี้คือคุณไม่สนใจสายเขา ดังนั้นสิ่งที่ควรทำ
คือพูดว่า ช่วยรอสักครู่ได้ไหมคะ
แต่ไม่จำเป็นต้องบอกว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ ซึ่งถ้าหากผู้โทรมาไม่สามารถรอได้
คุณยื่นเสนอไปว่าจะให้โทรฯกลับไปหรือทิ้งข้อความไว้ก็ได้
DONT
รับโทรศัพท์แล้วตะโกนกรอกใส่หูว่า ฮัลโหล
ในขณะที่มีเสียงเพลงดังๆ อยู่ข้างๆ
สื่อได้ว่าคุณเป็นชนชั้นแรงงานหรือเหมาะที่จะทำงานในร้านขายของชำมากกว่าทำงานในออฟฟิศ
จำไว้ว่าในแวดวงของมืออาชีพนั้นไม่มีที่ว่างให้คนที่ชอบฟังเพลงเสียงดังรบกวนคนอื่นหรอกนะ
รวมไปถึงพูดโทรศัพท์ไปเคี้ยวอาหารไป
รู้ไหมว่าคนที่โทรมาเขาได้ยินเสียงเคี้ยวของคุณแน่นอน
แม้ว่าคุณจะใช้ผ้าปิดปากหรือเคี้ยวอย่างเบาที่สุดก็ตาม
บ่งบอกถึงความไร้มารยาทอย่างแรง ฉะนั้นขณะมีอาหารอยู่ในปากหลีกเลี่ยงรับโทรศัพท์ซะ
ให้เพื่อนรับแทนหรือให้ทิ้งข้อความไว้ในเครื่องตอบรับจะดีกว่า
ชิงดีชิงเด่นในที่ทำงาน
DO
การแข่งขันกันในหมู่เพื่อนร่วมงานนั้นเป็นเรื่องธรรมดา
เพราะการชิงดีชิงเด่น คือ แรงผลักดันให้คุณมุ่งสู่จุดหมายได้
แต่ถ้าหากการแข่งขันต้องฟาดฟันกับคนอื่นให้ตายไปข้างหนึ่งคงไม่ใช่
และกลายเป็นปัญหาทันที และการชิงดีชิงเด่นที่เหมาะสมถูกต้อง คือ
ควรทำทุกอย่างด้วยความสามารถของตัวเอง อย่างมองตัวเองเป็นคนไร้ค่า
ไม่ทำตัวเด่นมากเกินไป แน่นอน
ทุกคนชอบคนเก่ง
แต่ไม่ชอบคนที่เด่นกว่าตัวเอง ทำตัวเดินไปทางสายกลางดีกว่า เด่นแต่พอดี
หนักไปทางเก่งไว้เป็นดีที่สุด
DONT
กลัวการพ่ายแพ้
เพราะคิดว่าคือความล้มเหลวและขายหน้าอย่างใหญ่หลวง เปลี่ยนทัศนคติเสียใหม่นะ
เพราะการแข่งขันทำให้คุณรู้จักตัวเอง รู้ถึงระดับความสามารถของตัวเอง
รู้ข้อดีข้อด้อยนั่นเอง การทำตัวเอารัดเอาเปรียบคนอื่น
หรือเรียกร้องความเห็นใจจากผู้บริหารชั้นสูงของบริษัทก็เป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง
เพราะคุณจะดูเป็นคนไร้ความสามารถ ไร้คุณค่า
ไม่มีศักดิ์ศรีในสายตาผู้บริหารเหล่านี้ไปทันที
และอย่ามัวเอาแต่จับผิดหรือสอดส่องคนอื่น หมกมุ่นแต่ให้ตัวเองโดดเด่น
จนลืมมองตัวเองว่าความสามารถเราแค่ไหน
หรือเอาเวลาที่มัวแต่จับผิดคนอื่นนั้นมาพัฒนาปรับปรุงการทำงานของตัวเองจะดีกว่า
พนักงานหน้าใหม่ในที่ทำงาน
DO
สร้างความประทับใจให้กับเพื่อนร่วมงาน ทำตัวเป็นผู้ไม่รู้
พร้อมที่จะรับคำแนะนำในทุกเรื่อง เพราะการไปแสดงว่าตัวเองเก่งไปซะทุกเรื่อง
รังแต่ทำให้เพื่อนๆ เบื่อหน้าเอาเปล่าๆ
รวมทั้งมีสัมมาคารวะกับผู้อาวุโสกว่าแม้ว่าคุณตำแหน่งงานจะสูงกว่าเขา ขยันขันแข็ง
มีความกระตือรือร้นต่องานใหม่
DONT
เป็นพนักงานใหม่แล้วมาพูดเรื่องเงินเดือนว่าคุณสูงกว่าคนอื่นที่อยู่ในฐานะหรือตำแหน่งที่เท่าเทียมกัน
รู้ไหมว่าพูดไปก็ทำให้คนอื่นเหม็นหน้าคุณได้ทันทีโดยไม่มีสาเหตุ
นอกจากนี้มาทำงานแรกๆ แล้วมาพูดจาอวดร่ำอวดรวย เช่น
เมื่อปีที่แล้วฉันไปเที่ยวอเมริกามาตั้ง 3 หน ตามด้วยเที่ยวฮ่องกงอีกถึง 3 ครั้ง
คนฟังฟังแล้วอดหมั่นไส้ไม่ได้หรอก
เอาเป็นว่าไม่จำเป็นต้องไปเอ่ยวิถีชีวิตอันเลิศหรูกว่าคนอื่นๆ ในที่ทำงาน
นั่นจะทำให้คุณดูเป็นคนหัวสูง ชอบดูถูกคน แถมอวดรวยอีกต่างหาก
ไม่มีใครอยากคบหากับคนประเภทนี้ด้วยความจริงใจหรอกนะ
ผูกมิตรเพื่อนร่วมงาน
DO
การผูกมิตรกับเพื่อนร่วมงานถือเป็นเรื่องจำเป็น
เพราะส่งผลถึงการทำงานเป็นทีมเวิร์คที่สร้างผลงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ฉะนั้นต้องให้ความจริงใจ ทำตัวเป็นธรรมชาติกับเพื่อนร่วมงาน เป็นตัวของตัวเอง
มีน้ำใจ ใส่ใจและให้เกียรติกับทุกๆ คน วางตัวให้เขารู้สึกว่าเขามีค่ากับคุณ
มีค่ากับที่ทำงาน
DONT
พูดว่าร้าย นินทาลับหลังเพื่อนร่วมงาน
ต่อหน้าทำกับเขาอย่างหนึ่ง ลับหลังทำอีกอย่างหนึ่ง ส่อถึงความไม่จริงใจในการคบหาฉัน
วางตัวยกตนข่มท่านกับคนอื่น
เสียหน้าในที่สาธารณะ
DO
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ถูกเพื่อนร่วมงานกัดเอาต่อหน้าต่อตาในขณะที่อยู่ท่ามกลางฝูงชน
เช่น เพื่อนร่วมงานคนนั้นอาจบอกว่า ความคิดของคุณไม่ได้เรื่อง
หรือ ฉันไม่คิดว่ามันจะได้ผลหรอกนะ
หรืออะไรก็ตามที่ทำให้คุณกลายเป็นตัวตลกในสายตาคนอื่นตอนนั้น
สิ่งที่ควรทำ คือ คุณไม่ต้องเป็นเจ้าหญิงตลอดเวลาในที่ทำงาน อาจต้องทำอะไรแรงๆ
กลับไปบ้างเพื่อให้ตัวเองดูดีขึ้นในสถานการณ์นั้นๆ เช่น อาจบอกว่า ก่อนที่พูดอย่างนั้น
ทำไมไม่ฟังสิ่งที่เป็นข้อเสนอที่ฉันจะเสนอต่อไปให้จบก่อนล่ะ
หรือ ทำไมไม่ให้ฉันลองดูก่อนล่ะ
คุณอาจแปลกใจก็ได้
นั่นจะทำให้ภาพพจน์คุณดีขึ้นและเพื่อนร่วมงานคนนั้นสงบปากสงบคำไปได้
DONT
หากถูกเพื่อนร่วมงานกัดเอาหรือเบรกเอาต่อหน้าต่อตาคนอื่นๆ
กลางที่ประชุม อารมณ์โกรธกระพือขึ้นทันทีทันใด
ไม่สามารถควบคุมภาวะอารมณ์ให้เป็นปกติได้
และใช้คำพูดที่เอาแต่ไม่ได้คิดหน้าคิดหลังให้ถี่ถ้วน เช่น คุณรู้ได้ไงว่ามันไม่ดี
หรือ หากคุณว่าไม่ดีแล้วตัวเองสามารถคิดอะไรที่ดีกว่านี้หรือเปล่าล่ะ
เหล่านี้ล้วนแล้วเป็นการแสดงอารมณ์โกรธ
มืออาชีพเขาไม่ให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลกันหรอกนะ
ย่างก้าวสู่ความสำเร็จในหน้าที่การงาน
DO
คิดอย่างเจ้าของ รู้สึกอย่างเจ้าของ
แต่ไม่ได้หมายความว่าเห็นของคนอื่นเป็นของตนเองนะ มองทุกอย่างเอาใจเขามาใส่ใจเรา
ใช้อุปกรณ์ต่างๆ ของบริษัทอย่างประหยัด
คิดว่าบริษัทเป็นของคุณคุณเองก็คงอยากให้ตัวเลขค่าใช้จ่ายลดลงอย่างแน่นอน
ซึ่งการคิดอย่างนี้ทำให้เรารู้จักรักษาผลประโยชน์ของบริษัทเหมือนเป็นของตัวเอง
คนไม่เอาเปรียบบริษัทแบบนี้ไม่มีเจ้านายคนไหนไม่ต้องการหรอกนะ
นอกจากนี้ควรอย่างยิ่งที่จะทำงานให้เกินเงินเดือน
เพราะการทำงานน้อยกว่าเงินเดือนทำให้ชีวิตการทำงานก้าวสู่ความล้มเหลว
คนทำงานเท่านั้นที่จะประสพความสำเร็จดังใจหวังได้
DONT
มาทำงานสายอยู่เป็นนิจ ชนิดไม่แคร์เพื่อนร่วมงานว่าจะคิดอย่างไร
แต่คุณต้องรู้จักเกรงใจเจ้านาย เพราะหากเขามาก่อนคุณเป็นประจำ
หรือคุณเป็นคุณนายสายเสมอบ่งบอกได้ว่า คนคนนี้ไม่ใส่ใจต่อหน้าที
ดังนั้นควรถึงที่ทำงานก่อนเวลาเข้างานสักครึ่งชั่วโมง ซึ่งการมาทำงานเช้าตรู่
สมองจะปลอดโปร่งด้วย ส่วนเวลาเลิกงานใช่ว่าหกโมงเย็นปั๊บเป็นเวลาเลิกงาน
กระโจนออกจากออฟฟิศปุ๊บ แต่ควรใช้เวลาหลักเลิกงานสัก 15 นาที
เพื่อเตรียมแผนงานสำหรับวันรุ่งขึ้น
|
[email protected], [email protected]
|