ปีที่ 12 ฉบับที่ 570 วันที่ 12 - 18 พ.ค. 2546

ยูเอ็นไม่ใช่พ่อ..แต่พอร์เตอร์ไม่แน่?

คงสมใจคนที่รอคอยนะครับ

ไมเคิล อี. พอร์เตอร์ นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง เจ้าของฉายา 'กูรู' แห่งการวางยุทธศาสตร์ โฉบผ่านเมืองไทยเมื่อสัปดาห์ก่อน ทิ้งข้อคิดใหักับนักบริหารไทยเป็นการบ้าน

พร้อมกับบิลล์ค่าเหนื่อย 19 ล้านบาท คุ้มไม่คุ้มก็แล้วแต่ใครจะมอง

เศรษฐีหมื่นล้านอย่างท่านนายกฯ ทักษิณ คงคิดว่าเงินแค่นี้เป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว ซื้อตัว ส.ส.บางคนยังแพงกว่านี้ด้วยซ้ำ!?

แต่คนเสียดายเงินก็คงมีไม่น้อย ทำไมต้องลงทุนขนาดนี้ เพื่อเอาฝรั่งมาพูดในเรื่องที่รู้ๆ กันอยู่

แม้แต่ในวงการนักธุรกิจนักเศรษฐศาสตร์ก็ยังถกเถียงกันอยู่นะครับ ว่าฟัง 'กูรู' ท่านนี้แล้วทำให้ฉลาดขึ้นหรือไม่

แต่จริงๆ แล้ว ประเด็นคงไม่ใช่อยู่ที่เงิน (กับรัฐบาลชุดนี้เรื่องเงินเรื่องทองไม่ต้องมาพูดให้เสียเวลา อะไรก็ได้ที่ถูกอกถูกใจประชาชน พร้อมจ่ายหมด)

ประเด็นอยู่ที่ว่า อาจารย์พอร์เตอร์ให้อะไรเป็นเรื่องเป็นราวกับคนไทยหรือเปล่ามากกว่า

หรือว่าข้อเสนอแนะแนะทั้งหลายของท่าน 'กูรู' เป็นสิ่งแปลกใหม่ที่คนไทยอย่างเราต้องมองตาค้าง เพราะคิดเองไม่ได้

โดยสรุปแล้ว พอร์เตอร์ให้น้ำหนักกับการเพิ่มขีดความสามารถทางด้านการแข่งขันของไทย หัวข้อฟังดูน่าสนใจ เพราะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดว่าประเทศไทยเรากำลังถูกเพื่อนบ้านทิ้งห่างในเรื่องนี้มากขึ้นทุกวัน

พอร์เตอร์เน้นว่า ไทยต้องพัฒนากล่มธุรกิจ หรือที่เรียกกันในภาษาเศรษฐศาสตร์ว่า 'คลัสเตอร์' ซึ่งเป็นเรื่องที่ 'กูรู' ท่านนี้ถนัดเป็นพิเศษจนเอามาเป็นอาชีพทำมาหากินร่ำรวยจนเป็นเศรษฐีขนาดย่อมๆ ได้คนหนึ่ง

พอร์เตอร์ชี้ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมไทยยังใช้เทคโนโลยีระดับต่ำแถมยังขาดการร่วมมือและการประสานงานในการวางกลยุทธ์ของกลุ่มธุรกิจต่างๆ หน่วยงานของรัฐกับเอกชน และสมาคมเอกชนต่างๆ เองก็ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการวางกลยุทธ์ร่วม

พอร์เตอร์ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่กำลังอยู่ในอาการน่าเป็นห่วง เพราะไทยกำลังจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวราคาถูก เนื่องจากนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้เงินน้อยลง

ภาคเกษตรก็แย่พอๆ กัน เพราะการผลิตยังอยู่ในระดับต่ำและขาดประสิทธิภาพ กระทรวงเกษตรฯก็มีปัญหาคอรัปชั่น

จากนั้นก็ให้ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาที่มีตั้งแต่การส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ดี การยกระดับกลุ่มธุรกิจดั้งเดิม การเปิดรับการลงทุนของต่างชาติ การบริษัทข้ามชาติที่มีอยู่แล้วให้มีบทบาทในการสร้างกลุ่มธุรกิจ และให้เอกชนมีบทบาทนำโดยภาครัฐเข้ามีส่วนร่วม

แล้วยังมีข้อแนะนำเกี่ยวกับการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการผลิต โดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มธุรกิจที่ไทยทำดีอยู่แล้ว อย่างเช่นการทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางของรถกระบะ

บังเอิญนอกจากเป็นนักคิดแล้ว พอร์เตอร์ก็ยังเป็นนักพูดด้วย จึงสร้างบรรยากาศของความน่าสนใจให้กับผู้ฟัง

ถ้าถามว่าฟัง 'กูรู' ท่านนี้แล้วสนุกหรือไม่ ก็ต้องยอมรับว่าสนุก เหมือนกับนักธุรกิจหรือคนมีเงินทั้งหลายยอมควักเงินบินไปสิงคโปร์หรือฮ่องกง เพื่อไปฟัง 'กูรู' ทางด้านการตลาดที่บินมาเล็คเชอร์จากอเมริกา

แต่ถ้าจะถามตรงๆ ว่าข้อเสนอแนะของพอร์เตอร์มีอะไรใหม่น่าตื่นเต้นหรือเปล่า? ผู้รอบรู้ทั้งไทยและเทศทั้งหลายต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่มีอะไรมาก

เพราะจริงๆ แล้ว นักธุรกิจ นักเศรษฐศาสตร์หรือนักคิดของไทยหลายคน ก็ไม่ได้คิดแตกต่างไปจากพอร์เตอร์ เผลอๆ อาจมีข้อมูลที่ลึกซึ้งกว่าด้วยซ้ำ (ที่แน่ๆ ค่าตัวถูกว่าแน่)

รัฐบาลชุดนี้ก็มีทั้งรัฐมนตรี ผู้ช่วยรัฐมนตรี และ ส.ส.ที่เป็นถึง 'ดอกเตอร์' กันเป็นโหล แต่กลับไม่มีใครสนใจ

มีคนสงสัยเหมือนกันว่าในเรื่องเดียวกัน ถ้าเอาชื่อของ 'พอร์เตอร์' ออกไป แล้วเอาชื่อ 'ดร.อัมมาร์ สยามวาลา' ของทีดีอาร์ไอ หรือดร.สมชาย ภคภาสวิวัฒน์ เข้ามาแทน จะมีคนตื่นเต้นแบบนี้หรือไม่

และท่านนายกฯ ทักษิณจะปลื้มขนาดยอมให้เข้าคุยด้วยนานถึงสองชั่วหรือไม่ หรือจะยอมจัดให้บรรดารัฐมนตรีเข้าคิวจับไม้จับมือด้วยความชื่นชมหรือไม่

หรือเป็นเพราะว่าคนไทยมันน่าเชื่อถือน้อยกว่าฝรั่ง

ความจริงก็เป็นเรื่องแปลก เพราะท่านนายกฯ พยายามสร้างภาพว่าเป็นผู้นำ 'ชาตินิยม' ไม่ยอมก้มหัวให้ฝรั่ง แต่ท่านก็อุตส่าห์ตีปี๊บให้ 'กูรู' ท่านนี้เสียใหญ่โต

หรือท่านอยากจะฟังเฉพาะฝรั่งที่พูดแล้วถูกใจ

เพราะทีของยูเอ็นพูด ท่านกลับตวาดกลับจนเสียผู้เสียคน

ไหนๆ ท่านก็เชิญพอร์เตอร์มาแล้ว ก็อยากให้ท่านลองพิจารณาทาบทามฝรั่งคนอื่นๆ มาบ้าง เผื่อช่วยจะสร้างความสนุกสนานให้กับคนไทยได้อีก

มีฝรั่งเยอะครับที่เชี่ยวชาญทางด้านรัฐศาสตร์ ประชาธิปไตยหรือสิทธิมนุษยชน 'กูรู' พวกนี้พร้อมจะมาเล่าให้ฟังครับ ว่าการบริหารประเทศแบบประชาธิปไตยควรเป็นอย่างไร

หรือชี้ให้เห็นว่า ผู้นำที่หลงในอำนาจและไม่ฟังเสียงคนอื่นนั้นเป็นผลร้ายต่อประเทศอย่างไร (ยังไม่ต้องพูดถึงนักการเมืองที่ร่ำรวย มีกิจการผูกขาด จนทำให้เกิดข้อครหาในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน)

หรือผลร้ายต่อสังคมที่จะเกิดจากนโยบาย 'ประชานิยม' ที่ผลาญเงินภาษีของประชาชน

ถึงฝรั่งพวกนี้จะพูดในเรื่องที่คนไทยรู้อยู่แล้วก็เถอะ เพราะขนาดพอร์เตอร์เอาของเก่ามาเล่าใหม่ ท่านนายกฯ ยังตื่นเต้นเลย

 

กลับสู่หน้าหลักของ ไมเคิ่ล อี พร์อเตอร์

Hosted by www.Geocities.ws

1