ปีที่ 12 ฉบับที่ 570 วันที่ 12 - 18 พ.ค. 2546

 

นภาภรณ์ พิพัฒน์

 

พิมพ์เขียวเพิ่มขีดแข่งขันไทย

ทำไมต้องพึ่ง 'ไมเคิล อี.พอร์เตอร์'

 

ในที่สุด ไมเคิล อี.พอร์เตอร์ นักการตลาดชื่อก้องโลก ก็สามารถเข้ามาโชว์ไอเดียในประเทศไทยได้สำเร็จ หลังจากคำทาบทามครั้งก่อนของรัฐบาล เผชิญกระแสต่อต้านอย่างหนัก

เมื่อปี 2544 พอร์เตอร์เกือบได้ชื่อว่า เป็น 'กุนซือ' ต่างชาติคนแรก ที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นำเข้ามา เพื่อนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ ที่รัฐบาลเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อภาคเอกชนไทย และทำให้ประเทศดูดีกว่าเดิม

แต่ช่วงนั้นกระแสต่อต้านกำลังโหมแรงเหมือนน้ำเชี่ยวกราก ซึ่งไม่ควรเอาเรือไปขวาง พอร์เตอร์ก็เลยไม่ได้มา เพราะคนจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็ถือว่ามากพอดู (มิฉะนั้น รัฐบาลไม่มีทางเปลี่ยนใจแน่) ไม่เห็นด้วย เมื่อทราบว่าค่าตัวของ guru ดังจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แพงจับใจถึงกว่า 40 ล้านบาท

จนกระทั่งเมื่อจังหวะเอื้ออำนวย และรัฐบาลก็ได้โชว์ผลงานไว้ได้ดีพอสมควรว่า ยุทธศาสตร์และนโยบายที่ผ่านๆ มา 'เดินถูกทาง' แล้ว

วันที่ 4 พฤษภาคม 2546 ศาสตราจารย์ด้านการตลาดที่มีผลงานติดอันดับหนังสือขายดีแห่งยุค ก็ปรากฏตัวที่โรงแรมรีเจนท์ ตามคำเชิญของ 5 บริษัทเอกชน เพื่อแสดงปาฐกถา

เพียงแต่ค่าตัวในการปรากฏตัวที่รีเจนท์ครั้งนี้ ถูกลงมามาก เหลือ 19 ล้านบาท และไม่มีเสียงใครต่อว่าต่อขาน นอกจากเสียงของ 'พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา' กรรมการสภาพัฒน์ ที่พูดเหมือนดักคอนักวิจารณ์ว่า

"เงินแค่นี้สุดคุ้ม เพราะพอร์เตอร์คือนักการตลาดผู้ยิ่งใหญ่ ที่อยู่เบื้องหลังการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่แคนาดา อินเดีย อังกฤษ คอสตาริกา และสิงคโปร์มาแล้ว และที่สำคัญพอร์เตอร์มีฐานข้อมูลอย่างมหาศาล"

ในงานที่รีเจนท์ ศาสตราจารย์พอร์เตอร์ ได้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทยไว้มากมายหลายประการ ตั้งแต่แนะนำให้ภาคเอกชน และรัฐบาลประสานความร่วมมือกันมากขึ้น นำรูปแบบการรวมกลุ่มทางอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือเกื้อหนุนต่อกัน หรือ Clustering มาประยุกต์ใช้ สร้างตัวเชื่อมระหว่างอุตสาหกรรมเป้าหมายให้แข็งแกร่ง จนสามารถแข่งขันในเวทีโลก

แน่นอนว่าอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ควรจะทำ Clustering ในสายตาของนักการตลาดผู้นี้ ย่อมสอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ อันได้แก่ สิ่งทอ รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ อาหาร ท่องเที่ยว และซอฟต์แวร์

มีคนถามมาอยู่เหมือนกันว่า แค่เราจะทำ 'พิมพ์เขียว' เพื่อสร้างยุทธศาสตร์ในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ ทำไมไม่ใช้นักวิชาการฝีมือดีๆ ของไทย ซึ่งก็มีมาก การศึกษาก็จากมหาวิทยาลัยต่างประเทศแทบทั้งนั้น

ทำไมต้องเป็น ไมเคิล อี.พอร์เตอร์ เป็นคนอื่นไม่ได้หรือ

ถามมาแบบนี้ มีคำอธิบายให้แน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองเรื่องนี้อย่างไร เลือกมองเฉพาะด้านเดียวในเรื่องของ 19 ล้านบาท และความคุ้มค่าในแง่ของตัวเงินอย่างเดียว หรือจะมองลึกไปในมิติอื่นๆ ที่จะเป็นผลพลอยได้ตามมา

สรุปคือ คำตอบขึ้นอยู่กับวิธีคิด และมุมมองของแต่ละบุคคล

เป็นต้นว่า หากเรามองข้ามตัวเลข 19 ล้านบาท แล้วโฟกัสไปที่ทำไมต้องเป็น 'ไมเคิล อี.พอร์เตอร์' อย่างเดียวก่อน

ก็ต้องยอมรับกันนะว่า ชั่วโมงนี้ หากเปรียบเชิงกันแล้ว ไม่มีใครลึกซึ้งในเรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขัน (Compettitive Adventage) เท่า พอร์เตอร์ ถึงแม้เรื่องขีดความสามารถในการแข่งขันนั้น มีผู้รู้และมืออาชีพอยู่เป็นจำนวนมาก

แต่ดีกรีในฐานะกุนซือ และสถาปนิกที่ช่วยสร้างยุทธศาสตร์ด้านนี้ให้แก่ประเทศต่างๆ มานักต่อนัก ชื่อชั้นกระดูกของพอร์เตอร์ จึงดูดีกว่ามาก ไม่นับผลงานทางวิชาการและหนังสือหนังหา ที่ออกมาแต่ละเล่ม ก็ติดอันดับหนังสือขายดีกับเขาทุกครั้ง เป็นประจักษ์พยานที่ใครก็ไม่อาจปฏิเสธ

นี่เป็นเครดิตที่ทำให้เมื่อเอ่ยถึงชื่อ 'ไมเคิล อี.พอร์เตอร์' แล้ว หลายคนก็ให้การยอมรับ

แม้ว่ากรอบความคิดในเรื่องผลิตภาพ หรือ productivity ไม่ใช่ของแปลกใหม่ ใครๆ ก็พูดถึงเรื่องนี้มาก่อน แต่ Clustering ของพอร์เตอร์ ทำให้คนที่เคยมองว่า ยุทธศาสตร์ชาติที่ทำให้เศรษฐกิจมั่งคั่งรุ่งเรือง ควรมองจากมุมของมหภาค ต้องเปลี่ยนมามอง 'จุลภาค' ด้วยความสนใจกว่าเดิม

เพราะถึงแม้ 'มหภาค' ยังคงเป็นองค์ประกอบที่จำเป็นในการบริหารจัดการเศรษฐกิจให้ขยายตัว อย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน แต่นั่นอาจยังไม่เพียงพอที่จะช่วยสร้างความมั่งคั่งรุ่งเรืองในระยะยาว หากขาดองค์ประกอบเกื้อหนุนของเศรษฐกิจจุลภาค

วิธีคิดของพอร์เตอร์เรื่องของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าสินค้ามากกว่าการได้เปรียบในด้านราคาเพราะมีต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่า เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่อาจทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศยั่งยืนถาวร

การสร้างความได้เปรียบทางด้านราคาเหนือกว่าประเทศคู่แข่ง ทำได้ง่ายมาก แต่จะรักษาประเทศคู่ค้าให้มั่นคงกับสินค้าของประเทศเราเป็นเรื่องยาก หากพวกเขามีทางเลือกที่ดีกว่าในระดับราคาที่ไม่แตกต่างกัน หรือแตกต่างกันไม่มากมายอะไรนักเลย

จริงๆ แล้ว แนวความคิดเกี่ยวกับ clustering และตัวแบบ Dimond Model ของพอร์เตอร์ รัฐบาลไทยก็ซึมซับแนวคิดนี้มาดำเนินเป็นแผนปฏิบัติการบ้างแล้ว อย่างเช่น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ของกระทรวงอุตสาหกรรม ก็มีโครงการริเริ่มที่เรียกว่า โครงการพันธมิตรอุตสาหกรรม หรือ Cluster Development Project ตั้งแต่ต้นปี 2546

เพราะมีความเชื่อว่า รูปแบบคลัสเตอร์นี้ จะช่วยให้อุตสาหกรรมในพื้นที่ที่ผลิตสินค้าเหมือนกันหรือส่งเสริมกัน รวมตัวกันมากขึ้น เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง และสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้

'คลัสเตอร์' เป้าหมายในโครงการนำร่องมีด้วยกัน 3 กลุ่ม คือ คลัสเตอร์อุตสาหกรรมสิ่งทอในจังหวัดชัยภูมิ คลัสเตอร์กลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล และคลัสเตอร์อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารในเขตภาคกลาง มองจากมุมนี้ หากตั้งคำถามกันตรงๆ ว่า รัฐบาลไม่รู้จุดอ่อนอุตสาหกรรม และผู้เล่นในอุตสาหกรรมไม่รู้เลยหรือว่า ตัวเองมีปัญหาอะไรที่ต้องแก้ไข

คำตอบ คือ ไม่ใช่

ในวันที่พอร์เตอร์เข้าพบนายกรัฐมนตรีที่บ้านพิษณุโลกในช่วงเช้า หลังจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ออกมาเล่าให้นักข่าวที่ออกันอยู่แถวนั้นฟังว่า พอร์เตอร์พูดอะไรบ้าง ซึ่งสาระตอนหนึ่งที่น่าสนใจคือ พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า

"พอร์เตอร์ต้องการให้ภาคเอกชนของไทยเข้มแข็งและฟิตมากขึ้น ไม่ใช่อะไรก็ต้องรอรัฐบาลอย่างเดียว และรัฐบาลก็ต้องปลุกเร้าให้ภาคเอกชนปรับปรุงเรื่องของศักยภาพในการแข่งขันของตัวเอง รวมถึงปรับปรุงประสิทธิภาพให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนที่ต้องแก้ไข"

ในแง่มิติอื่นๆ ที่บอกว่าเป็นผลพลอยได้ บางทีเรื่องนี้การวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาอาจจะลำบากอยู่เหมือนกัน อยากให้ผู้อ่านลองนึกดูซิว่า ถ้าคุณคิดจะไปผ่าตัดเสริมจมูก ดึงหน้า หรือรีดไขมันออกจากตัว เพื่อให้คุณดูสวยขึ้น หรือไม่ก็ผอมเพรียวลง คุณจะเดินดุ่มๆ ไปโรงพยาบาล หรือคลินิกไหนก็ได้ โดยไม่คิดอะไร หรือจะเลือกโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักคุ้นหูคุ้นตา และชื่อชั้นกระดูกของหมอก็เป็นที่รู้จัก โดยเฉพาะจากคำรับรองของเพื่อนฝูง แม้ว่าค่ารักษาพยาบาลจะแพงเหลือเกิน

แต่ในบางเรื่อง บางสถานการณ์ การตัดสินใจเลือกของคุณ แม้อาจจะดูฟุ่มเฟือยไปบ้าง แต่ใครๆ เขาก็บอกว่า 'ดี' กันทั้งนั้น คุณก็ต้องตัดสินใจเลือกแบบนั้น โดยเฉพาะหากคุณมั่นใจว่า ของดีของแพงของคุณ มี 'ผลพลอยได้' ที่คุณประเมินดูแล้วว่า จะคุ้มค่า

เป็นต้นว่า การได้สถาปนิกฝีมือดีที่ชื่อ ไมเคิล อี.พอร์เตอร์ จะช่วยร่างพิมพ์เขียว ให้ Thailand Inc. ดูดีขึ้น แข็งแกร่งขึ้น และพร้อมจะแข่งขันกับใครก็ได้มากกว่าในอดีต ยิ่งหากชื่อแบบนี้ สามารถทำให้นักลงทุนหันมามองไทยในสายตาที่ดีกว่าในช่วงก่อนหน้านี้ ก็ยิ่งทำให้คุณตัดสินใจจ่ายได้ง่ายขึ้น

แต่การจะอาศัยความคิดของนักคิดนักการตลาดตาน้ำข้าวผู้นี้เพียงอย่างเดียว อาจไม่สามารถเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันทัดเทียมสหรัฐ หรือสิงคโปร์ หรือแม้แต่ประเทศไอร์แลนด์ ที่พอร์เตอร์บอกว่า มีอะไรหลายๆ อย่างคล้ายกับไทย ซึ่งเราน่าจะเอาเป็นแบบอย่าง เราก็ไม่มีทางเป็นอย่างไอร์แลนด์ได้ในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน หรือแค่นั่งฟังความคิดของพอร์เตอร์แล้วทุกอย่างจะดี

นี่คือเหตุผลที่ไม่อยากให้พูดถึงเรื่องคุ้มค่า หรือไม่คุ้มค่ากับเงินเกือบ 20 ล้านบาทที่เอกชนลงขันจ่ายไป เพราะคำพูด และกรอบความคิดของพอร์เตอร์จะเป็นประโยชน์อะไรกับเอกชนไทยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่า เอกชนมาฟังแล้วได้อะไรกับไปคิดต่อยอดได้บ้างหรือเปล่า

สถานการณ์นี้น่าจะคล้ายๆ กับเมื่อครั้งที่เอกชน 9 ราย ลงขันเพื่อให้เฮนริเกส์ เจ้าของหนังสือขายดีเรื่อง As the Future Catches You มาถ่ายทอดแนวความคิดของเขาให้คนไทย เอกชนได้อะไร ฟังแล้วเอกชนจะรอดพ้นจากการไล่ล่าของอนาคตได้หรือไม่

คุณคิดว่า มันขึ้นอยู่กับใครล่ะ

กลับสู่หน้าหลักของ ไมเคิ่ล อี พร์อเตอร์

Hosted by www.Geocities.ws

1