"พอร์เตอร์"ชี้"ภูเก็ต-กุ้ง"จุดขายก้องโลก
เปิดผลศึกษา
"พอร์เตอร์" ชู "ภูเก็ต-กุ้งกุลา ดำ" จุดขายไทย
สร้างขีดพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ชี้จุดอ่อนแหล่งช็อปปิ้งไม่พอ
คมนาคมห่วย แนะพัฒนาบุคลากร ขายโปรโมชั่นนอกฤดูกาล ระบุ "กุ้ง" โดนอียูเตะสกัด
ต้องเร่งตั้งสถาบันอิสระและสร้าง "แบรนด์ประเทศไทย"
จากความพยายามของรัฐบาลภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ในการกำหนดกลุ่มธุรกิจ (cluster)
เพื่อจะหาจุดขายประเทศไทย
กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ได้ร่วมกับบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการธุรกิจไม่ว่าจะเป็น
เครือเจริญโภคภัณท์ (ซี.พี.) บริษัทปูนซิเมนต์ไทย บริษัทชินวัตร ธนาคารกสิกรไทย
ธนาคารกรุงเทพ และวิทยาลัยดุสิตธานี ในการลงขันจ้างทีมงานของศาสตราจารย์ไมเคิล
อี. พอร์ เตอร์ นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังจากบิสซิเนส สกูล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ซึ่งเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในเรื่องการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน
ให้มาศึกษาขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทย ล่าสุดเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา
ได้มีการสรุปผลศึกษา และพบว่า
หากไทยจะต้องการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและสามารถพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันให้เติบโตและยั่งยืนนั้น
2 อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงและไทยจะขายได้ก็คือ
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเฉพาะภูเก็ต และอุตสาหกรรมกุ้งกุลาดำ
ชู "ภูเก็ต" จุดขายประเทศ
หากพลิกผลศึกษา "ขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวภูเก็ต"
จะเห็นว่ามีศักยภาพสูงอย่างมาก เป็นเพราะสามารถนำรายได้เข้าประเทศเป็นอันดับ 2
รองจากกรุงเทพฯ หรือประมาณ 53,000 ล้านบาท ในปี พ.ศ.2543
และการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมหลักที่สร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้แก่จังหวัดภูเก็ตและภาคธุรกิจท่องเที่ยว
และในทศวรรษที่ผ่านมารายได้จากการท่องเที่ยวที่ภูเก็ตเพิ่มขึ้นในอัตราประมาณ
22% ต่อปี
ในรายงานของ ศ.พอร์เตอร์ระบุด้วยว่า
ปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวภูเก็ต
อาทิ ภูมิทัศน์ของชายหาดและทะเลที่สวยงาม ภูมิอากาศและสถานที่ตั้งที่เหมาะสม
การเป็นเจ้าบ้านที่ให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างน่าประทับใจ
บรรยากาศการแข่งขันทางธุรกิจที่ก่อให้เกิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นทั้งธุรกิจในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยตรงและที่เกี่ยวข้อง
ตลอดจนปริมาณความต้องการของตลาดที่สูง
ปัญหาเพียบ-คมนาคมห่วย
แต่ในเวลาเดียวกัน
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของภูเก็ตก็มีสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการจะเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
รวมถึงการขาดกลยุทธ์การแข่งขันในระดับระหว่างประเทศ
ภาครัฐขาดการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดและมีหน่วยงานรับผิดชอบมากมายโดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นตัวกลางประสานงาน
สถานที่ช็อปปิ้งและแหล่งบันเทิงไม่เพียงพอ
ระบบการคมนาคมขนส่งในท้องถิ่นที่ต่ำกว่ามาตรฐาน
ปัญหาในการเดินทางเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวรวมถึงญี่ปุ่น
เกาหลี และออสเตรีย
ที่ไม่มีเที่ยวบินตรงแต่ต้องบินมาต่อเครื่องที่กรุงเทพฯเพื่อไปแหล่งท่องเที่ยว
การขาดแคลนบุคลากรในภาคการท่องเที่ยวที่มีความสามารถ
การขาดความร่วมมือและประสานงานระหว่างธุรกิจในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
และการที่ความต้องการของตลาดขึ้นอยู่กับฤดูกาลท่องเที่ยว เป็นต้น
นอกจากนั้น ภูเก็ตยังมีปัญหาแฝงอื่นๆ ที่เป็นอุปสรรคด้วยเช่นกัน อาทิ
การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่อวันที่ลดลง
ข้อจำกัดในการรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นสูงในฤดูกาลท่องเที่ยว
สภาพแวดล้อมที่กำลังเสื่อมโทรมลง สถานะของภูเก็ตในตลาดต่างประเทศ
และเฉพาะอย่างยิ่งการรักษาไว้ซึ่งความสวยงามของชายหาดและการเป็นเจ้าบ้านที่ดี
และการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อพัฒนาการรวมกลุ่มของธุรกิจในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เข้มแข็งขึ้น
อาทิ สายการบิน โรงแรม และร้านอาหาร
แนะพัฒนาบุคลากร-ขายโปรดักต์เฉพาะกลุ่ม
ตัวอย่างของแนวทางการแก้ไขบางปัญหาข้างต้น ศ.พอร์เตอร์เสนอแนะว่า
ไทยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวทั้งในกลุ่มคนท้องถิ่น
ผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
และผู้ที่จะให้การฝึกอบรมและความรู้แก่บุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
ขณะเดียวกันควรดำเนินกลยุทธ์และทำโปรโมชั่นดึงดูดนักท่องเที่ยวช่วงนอกฤดูกาล
ได้แก่ นักท่องเที่ยวจากฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ออสเตรีย
และออสเตรเลีย
โดยเน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ด้านการท่องเที่ยวที่ตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย
เช่น ชาวฮ่องกงเน้นการช็อปปิ้ง นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นในวัยทำงาน ครอบครัว
นักเล่นกอล์ฟ และคู่แต่งงานใหม่
หรือชาวออสเตรียและออสเตรเลียที่มักมาเที่ยวซ้ำและชอบจัดทริปท่องเที่ยวเอง
"กุ้ง" ศักยภาพสูงครองแชมป์ส่งออก
สำหรับอุตสาหกรรมกุ้งกุลาดำ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่
ศ.พอร์เตอร์ระบุว่ามีศักยภาพนั้น ทันทีที่ ศ.ไมเคิล อี. พอร์เตอร์
เลือกอุตสาหกรรมกุ้งกุลาดำให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ไทยจะพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน
คำถามที่ตามมาทันทีก็คือว่า ทำไมถึงเลือกอุตสาหกรรมกุ้งกุลา จากรายงาน
"ขีดความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมกุ้งกุลาดำของไทย" พบว่า
เหตุที่เลือกก็เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าส่งออกในหมวดอื่นๆ
แล้วจะเห็นว่าไทยส่งออกกุ้งคิดเป็น 3.9% ของการส่งออกทั้งหมด
และมีมูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านบาทในปี 2000
และหากพิจารณาจากจีดีพีแล้วก็จะเห็นว่า การส่งออกกุ้งมีมูลค่าเท่ากับ 2.2%
เมื่อเทียบกับจีดีพีของไทยในปี 2000 และเพิ่มขึ้นถึง 60% จากปี 1996
และหากนับรวมแรงงานในเซ็กเตอร์นี้มีมากกว่า 1 ล้านคน
ที่สำคัญกว่านั้น ต้องบอกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในตลาดโลก
ไทยถือว่าเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ โดยมีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 31%
ของจำนวนผลิตภัณฑ์กุ้งทั้งหมด
ขณะที่อัตราความต้องการของผู้บริโภคในโลกก็มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกัน
โดยสินค้าหลักในการส่งออกประกอบด้วยกุ้งแช่แข็ง 57% และกุ้งแปรรูป 43% ในปี
2001 โดยมีตลาดหลักคือ สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น
โดยสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นเป็นตลาดหลักที่ไทยส่งออก 70% ของการส่งออกทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม แม้สหภาพยุโรปจะเป็นผู้นำเข้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก
แต่เนื่องด้วยอุปสรรคการค้า ทำให้กุ้งไทยไม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้มาก
จุดแข็งอยู่ที่ภูมิประเทศ-ทักษะสูง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งขันอย่างเวียดนาม จีน อินโดนีเซีย
อินเดีย และเอกวาดอร์ แล้ว
ไทยมีจุดแข็งอยู่ที่สภาพภูมิศาสตร์ของไทยที่เหมาะสมกับการเลี้ยงกุ้ง
และแรงงานมีทักษะค่อนข้างสูง ทำให้ผลผลิตของไทยสูงที่สุดในภูมิภาค โดยสูงถึง
600 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่ประเทศคู่แข่งขันสามารถผลิตได้เพียง 100-200
กิโลกรัมต่อไร่
สำหรับปัญหาหลักซึ่งถือเป็นจุดอ่อนของอุตสาหกรรมนี้ก็คือ
การขาดแคลนพ่อพันธุ์แม่พันธุ์กุ้ง
เพราะที่ผ่านมาเรียกได้ว่าเกือบจะไม่ได้มีการเพาะเลี้ยง
พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ทั้งหมดต้องไปจับจากทะเลทำให้คุณภาพกุ้งไม่มีความแน่นอน
ขณะที่วัตถุดิบที่ใช้ในการผสมอาหารกุ้งต้องนำเข้าเกือบทั้งหมด ได้แก่ ข้าวสาลี
ข้าวบาเลย์ และประเด็นสำคัญที่สุดก็คือ
อุตสาหกรรมกุ้งมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีในเรื่องสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม เรื่องที่น่าเป็นห่วงคือขนาดของกุ้งที่มีขนาดเล็กลง โดยในปี 2002
กุ้งกุลาดำมีขนาด 70 ตัวต่อกิโลกรัม ขนาดลดลงเมื่อเทียบกับปี 1996 ที่มีขนาด 50
ตัวต่อกิโลกรัม ขณะเดียวกัน ปริมาณการส่งออกกุ้งในปี 2002 ยังลดลง 15%
โดยมีสาเหตุหลักมาจากอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff barriers)
แนะเร่งตั้งสถาบันอิสระ-สร้างแบรนด์
สำหรับมาตรการในการดำเนินการตามวิสัยทัศน์ "ในการที่จะให้อุตสาหกรรมกุ้ง
เป็นอุตสาหกรรมชั้นนำที่จะสร้างรายได้หลักให้ประเทศและกลับไปสู่การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนในระยะยาว"
นั้น พอร์เตอร์เสนอว่า
จะต้องมีการทำวิจัยและพัฒนาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์กุ้งในประเทศ
การให้การสนับสนุนทางด้านการจัดการที่ดีที่สุดของฟาร์ม รวมทั้งการควบคุมน้ำเสีย
โดยการแก้ปัญหาระยะสั้น ที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนภายใน 1 ปี คือ
การจัดตั้งสถาบันอิสระ (single agency)
เพื่อแก้ไขปัญหากุ้งทั้งระบบในเรื่องการบริหารจัดการ
รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ตรวจสอบควบคุมสารตกค้าง ส่วนแผนระยะยาว (3-5 ปี)
ได้มีการเสนอให้สร้างสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม โดยสร้าง "แบรนด์"
เพื่อเพิ่มยอดส่งออกให้สูงขึ้น ขณะเดียวกัน ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม
โดยพัฒนาช่องทางการขายสู่การขายตรง รวมทั้งต้องลงทุนเพื่อการวิจัยและการพัฒนา
รวมทั้งรัฐบาลต้องให้การสนับสนุนโดยใช้ช่องทางการเจรจาทางการค้าอย่างเต็มที่
|