
วันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2546
| 'พอร์เตอร์'
เปิดโมเดลใหม่ ชูไทย"ไอร์แลนด์"แห่งเอเชีย "พอร์เตอร์" เสนอโมเดลใหม่ ยกไทยเป็น "ไอร์แลนด์" แห่งเอเชีย เพราะมีความเป็นศูนย์กลางคล้ายกัน และมีปัจจัยได้เปรียบอีกหลายประเทศในภูมิภาค แนะ 5 แนวทางดันไทยพ้นกับดักต้นทุนต่ำ มุ่งเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันของชาติ เน้นเพิ่มผลิตภาพการผลิตของเอกชน ปลดเปลื้องข้อจำกัดของภาษี และต้องเปิดเสรีโทรคมนาคม เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีทางธุรกิจ แนะไทยเริ่มต้นสร้างแบรนด์ "ปิกอัพ" ด้วยการเป็นศูนย์กลางออกแบบ
ศาสตราจารย์ ไมเคิล อี.พอร์เตอร์ ที่ปรึกษาโครงการศึกษาพัฒนาขีดความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศไทย บรรยายพิเศษในหัวข้อ "Thailand's Competitiveness : Creating the Foundations for Higher Productivity" วานนี้ (4) โดยกล่าวว่า หัวใจของการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอยู่ที่การเพิ่มผลผลิต ซึ่งเป็นการสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศอย่างยั่งยืน ศ.พอร์เตอร์ ชี้ว่า จุดด้อยของธุรกิจไทยอยู่ที่การพึ่งพาแรงงานขั้นต่ำ ขาดการพัฒนาห่วงโซ่ในการสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือ Value Chain ได้แต่มุ่งลดค่าใช้จ่าย จนทำให้การลงทุนเพื่อสร้างสินทรัพย์ระยะยาวอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยสำคัญที่กีดขวางความสามารถในการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นกำแพงภาษี ระเบียบขั้นตอนทางราชการ หรือการทุจริตคอรัปชั่น ปัญหาของประเทศไทยที่เขามองเห็น ก็คือ มูลค่าการส่งออกที่ลดน้อยถอยลงในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ เนื่องจากสินค้าในขั้นปฐมที่ใช้แรงงานราคาถูกไม่ได้เป็นจุดแข็งของไทยอีกต่อไป ดังนั้น จึงถึงเวลาที่ไทยจะต้องสำรวจตรวจสอบ และให้ความสำคัญถึงการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เพื่อเอาชนะสงครามการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกขณะ ก้าวกระโดดด้วย 6 วาระหลัก จากปัญหาของประเทศไทยที่เขามองเห็น ศ.พอร์เตอร์ ชี้ว่า ภาครัฐและเอกชนไทยต้องร่วมแรงร่วมใจเพื่อกระโดดข้ามกับดักดังกล่าวด้วย 6 แนวทาง ประการแรก คือ จะต้องมีการปฏิวัติเพื่อยกระดับมาตรฐานการประกอบธุรกิจเพื่อเร่งให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ประการที่สอง รัฐ และเอกชน จะต้องประสานงานร่วมกันเพื่อสร้าง "คลัสเตอร์" หรือกลุ่มอุตสาหกรรมเพื่อเชื่อมเครือข่ายระหว่างอุตสาหกรรมย่อย และอุตสาหกรรมหลัก ประการที่สาม ไทยจะต้องเร่งสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระดับองค์กร และหน่วยงานเอกชน เช่น เพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ และเพิ่มผลิตภาพการผลิต ประการที่สี่ ภาคเอกชน และรัฐบาลจะต้องเดินหน้าไปด้วยเป้าหมายเดียวกัน โดยนโยบายของเอกชน และความช่วยเหลือจากรัฐบาลต้องส่งเสริมและสนับสนุนซึ่งกันและกัน เพื่อประโยชน์ในการเพิ่มผลิตภาพในองค์รวมของประเทศ สิ่งที่รัฐบาลไทยควรเร่งทำในประการที่ 5 คือ การกระจายอำนาจการบริหารของภาครัฐลงไปสู่ระดับภูมิภาค และระดับท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่แท้จริง ส่วนเรื่องที่ 6.ไทยต้องสร้างกลยุทธ์เพื่อผนึกกำลังกับประเทศเพื่อนบ้านในลักษณะพันธมิตร "ไทยต้องพยายามลดจุดอ่อนด้อย ไม่ว่าจะเป็นด้านของสถานภาพทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของภาครัฐ ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงตัวคุณภาพประชาชน และวัฒนธรรม" ศ.พอร์เตอร์ กล่าว ศ.พอร์เตอร์ ชี้ว่า แม้รัฐบาลจะกำหนดให้การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน วาระแห่งชาติ แต่จากการจัดอันดับของสถาบันเพื่อการพัฒนาการจัดการ (International institute for Management Development - IMD) พบว่า ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในปี 2545 ยังอยู่ในอันดับที่ 34 "ความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่อยู่ในระดับต่ำสะท้อนถึงคุณภาพของสังคม ส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้" เขากล่าว ศ.พอร์เตอร์ ชี้ว่า รัฐบาลจะต้องปฏิรูปการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ เปิดทางให้กับภาคเอกชนด้วยการลดกำแพงภาษี เช่น แก้กฎหมายเพื่อขจัดการผูกขาด เร่งเปิดเสรีโทรคมนาคมก่อนกำหนด เสริมสร้างประสิทธิภาพในการแข่งขัน ลดปัญหาคอรัปชั่น ยกระดับเทคโนโลยี และใช้ยุทธศาสตร์ไร้พรมแดนกับเพื่อนบ้าน ทั้งนี้ เขาได้แนะให้ภาคเอกชนทบทวนยุทธศาสตร์ของตัวเองด้วยการหาทางขยายห่วงโซ่ในการสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก ขยายฐานการผลิตสินค้าสิ่งทอ และอาหาร เข้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน จัดระเบียบสมาคม หรือสภาการค้าต่างๆ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง และเกิดการรวมกลุ่มธุรกิจ หรือคลัสเตอร์มากขึ้น และมีความร่วมมือกัน รวมทั้งต้องรับบทเป็นผู้นำใหม่ในการยกระดับสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจ มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มท่องเที่ยว-อาหาร ศ.พอร์เตอร์ กล่าวว่า จากการวิจัยในภาพรวมของทุกอุตสาหกรรม พบว่า มีกลุ่ม 5 อุตสาหกรรมที่รัฐให้ความสำคัญ และผลักดันทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมท่องเที่ยว อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และอุตสาหกรรมแฟชั่น โดยเน้นให้ความสำคัญแก่ 2 อุตสาหกรรม คือ อาหาร และท่องเที่ยว นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถใช้วัตถุดิบภายในประเทศมากกว่า 80% จึงมีความได้เปรียบ รวมทั้งยังสามารถรองรับผลผลิตทางการเกษตร โดยกลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพในการสร้างประเทศไทยให้เป็นคลังอาหารของโลก ประกอบด้วย กลุ่มอาหารกระป๋องและแปรรูป โดยเฉพาะกุ้งสดแช่แข็ง กลุ่มธัญพืช ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง กลุ่มสินค้าปศุสัตว์ ได้แก่ ไก่สดแช่แข็ง และกลุ่มผักผลไม้ สำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้หลักให้กับประเทศถึง 5% ของจีดีพี และยังคงมีศักยภาพในการแข่งขันเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาคเดียวกัน แม้ว่าสภาพความสมบูรณ์ทางธรรมชาติจะเสื่อมโทรมไปบ้างก็ตามที แต่ก็ยังคงมีจุดเด่นด้านวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ เช่น อัธยาศัยไมตรีของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ หรือแทบจะไม่มีเลยในเรื่องของการก่อการร้าย ซึ่งถือเป็นเรื่องวิกฤติในโลกปัจจุบัน แนะไทยสร้างแบรนด์ "ปิกอัพ" ส่วนในอุตสาหกรรมยานยนต์นั้น ศ.พอร์เตอร์ เสนอให้มีการสร้างแบรนด์รถปิกอัพของไทยขึ้นมา เพราะเมื่อเทียบกับประเทศอื่นแล้วไทยมีศักยภาพที่จะทำได้ โดยในขั้นตอนแรกไทยน่าจะเป็นศูนย์กลางในการออกแบบรถยนต์ของทุกบริษัทก่อนที่เริ่มสร้างแบรนด์ โดยในขณะนี้บริษัท โตโยต้า ได้ย้ายศูนย์ออกแบบมายังประเทศไทยแล้ว ดังนั้น ควรใช้โอกาสในการต่อยอดพัฒนาให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการออกแบบ ส่วนการสร้างตรายี่ห้อควรจะเป็นเรื่องตามมา "แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสภาพแวดล้อมทางการแข่งขันเปลี่ยนแปลงไป ที่เกาหลีประสบความสำเร็จได้ เพราะต้นทุนในการสร้างแบรนด์ตอนนั้นต่ำกว่าญี่ปุ่น แต่ตอนนี้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจเปลี่ยนไป ต้นทุนของแต่ละที่ไม่แตกต่างกันนัก" ศ.พอร์เตอร์ กล่าว เหตุผลสำคัญที่ ศ.พอร์เตอร์ มองว่า ไทยควรผลักดันให้เกิดรถปิกอัพแบรนด์ไทยขึ้นมา ก็คือ เรื่องของดีมานด์ภายในประเทศ เขากล่าวว่า ไทยมีความต้องการใช้รถปิกอัพจำนวนมากอยู่แล้วทั้งในส่วนของประชาชนทั่วไป และภาคธุรกิจ นอกจากนี้ หลายโรงงานก็ตอบสนองดีมานด์ภายในประเทศด้วยการนำเสนอรถปิกอัพที่หลากหลายแบบที่มีเฉพาะในไทยไม่ใช่ในตลาดโลก นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีความแข็งแกร่ง และมีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อเนื่องในตลาดรถปิกอัพโลก โดยขณะนี้ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตรถปิกอัพในอันดับสองของโลก เป็นรองเพียงสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ชูไทย"ไอร์แลนด์"เอเชีย อีกหนึ่งข้อเสนอของ ศ.พอร์เตอร์ ก็คือ อยากให้ไทยเป็น "ไอร์แลนด์" ของภูมิภาคเอเชีย โดยชี้ว่า ปัจจัยเปรียบเทียบสำคัญที่อาจทำให้ไทยก้าวสู่การเป็น "ไอร์แลนด์" ของเอเชียได้มีอยู่ 5 ประการ อย่างแรกก็คือ มีความมั่นคงทางการเมือง และเศรษฐกิจในระดับมหภาคมากกว่าประเทศจีน เกาหลี มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ประการที่สอง ไทยมีขนาดของตลาดภายในประเทศมากกว่าสิงคโปร์ และฮ่องกง ประการที่สาม ไทยมีความโปร่งใส และเปิดรับการแข่งขันมากกว่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย และจีน ประการที่สี่ คนไทยมีระดับการศึกษา และมีโครงสร้างพื้นฐาน มีประสิทธิภาพในการนำเทคโนโลยีมาใช้ ดีกว่าจีน เวียดนาม พม่า และลาว ประการสุดท้าย ไทยมีทิวแถวของการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรมมากกว่า (ยกเว้นอุตสาหกรรมไฮเทค) ไต้หวัน และสิงคโปร์ ทั้งนี้ ไทย และไอร์แลนด์ มีความเหมือน และแตกต่างกันในหลายประการ ความเหมือนประการแรกคือความคล้ายคลึงในเรื่องสถานที่ตั้ง ขณะที่ไอร์แลนด์เป็นศูนย์กลางของยุโรป ส่วนไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน อีกทั้งไทยยังมีแนวโน้มที่จะมีความร่ำรวยมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านจากการใช้ประโยชน์จากการเป็นศูนย์กลาง "ที่ผ่านมาไอร์แลนด์ก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่สามารถพัฒนาความสำเร็จได้ในระยะเวลาเพียง 15 ปี" สำหรับความต่างของไทยกับไอร์แลนด์มีอยู่ 2 ประการ ประการแรก ไอร์แลนด์มีระดับการศึกษาสูงกว่าระดับการศึกษาของคนไทย ประการที่สอง ไอร์แลนด์มีความสะดวกสบายในการดำเนินธุรกิจมากกว่า |