
วันอังคารที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2546
| พอร์เตอร์
เจาะ 5 อุตฯเป้าหมาย "ท่องเที่ยว" โอกาสไปไกลสุด ภาคเกษตรผลิตภาพแย่สุด
แนะโฟกัสอุตฯ ท่องเที่ยว หลังวิจัยพบเก็บเกี่ยวมูลค่าเพิ่มใน Value Chain ได้มากที่สุด แต่ต้องบนพื้นฐานว่ารัฐและเอกชนร่วมวางกลยุทธ์ เพื่อสร้างคลัสเตอร์ที่แข็งแกร่ง ไมเคิล อี.พอร์เตอร์ นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังเจาะลึก 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย ชี้จุดอ่อนเพียบ แต่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวดูจะมีความหวังมากที่สุด เพราะเก็บเกี่ยวมูลค่าเพิ่มไว้ในประเทศได้สูง แต่มีสัญญาณว่าไทยจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวราคาถูก เนื่องจากขาดการประสานงานร่วมกันอย่างมีกลยุทธ์ ระหว่างรัฐและเอกชน หนึ่งใน 6 วาระหลัก ที่ ศ.ไมเคิล อี.พอร์เตอร์ นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังเจ้าของแนวคิด "เพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันของชาติ" เสนอต่อรัฐบาลไทยภายหลังการทำวิจัยเรื่อง "Thailand's Competitveness" คือการพัฒนากลุ่มธุรกิจ หรือคลัสเตอร์ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศ ศ.พอร์เตอร์ บอกว่า ข้อมูลหลายอย่างบ่งชี้ว่าคลัสเตอร์ธุรกิจดั้งเดิมของไทย กำลังเผชิญกับอุปสรรค โดยเฉพาะการสูญเสียตำแหน่งในตลาดโลกของสินค้าที่เคยแข็งแกร่ง เช่น สิ่งทอ และอาหาร เนื่องจากความโดดเด่นในอดีต ล้วนเกิดจากความได้เปรียบด้านค่าจ้างแรงงาน และเป็นลำดับขั้นที่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มเพียงน้อยนิดในห่วงโซ่มูลค่า หรือ Value Chain เพราะบางส่วนต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ เช่น ทูน่า และถึงแม้บางเซ็กเมนท์จะใช้วัตถุดิบในประเทศ แต่ก็ขาดการสร้างผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างในตลาดโลก นอกจากนั้นแล้ว อุตสาหกรรมไทยยังใช้เทคโนโลยีระดับต่ำ และขาดการยกระดับเทคโนโลยี และแม้ว่าทั้งสองคลัสเตอร์จะก่อให้เกิดการจ้างงานจำนวนมาก แต่ก็เป็นเพียงแรงงานระดับต่ำเท่านั้น ความได้เปรียบจากต้นทุนต่ำของสินค้าไทย ซึ่งลดน้อยถอยลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้สินค้าไทยมีมาร์เก็ตแชร์ในตลาดโลกลดลง ทั้งเมื่อเทียบเคียงกับประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่าอย่างจีน หรือเทียบกับประเทศที่มีต้นทุนการผลิตสูงกว่า เช่น ออสเตรีย (เครื่องหนัง) และออสเตรเลีย (อาหาร/เครื่องดื่ม) พอร์เตอร์ชี้ว่าไทยมีความพยายามในการจัดตั้งการรวมกลุ่มธุรกิจหรือคลัสเตอร์ ใน 2 อุตสาหกรรมหลัก คือ ท่องเที่ยว และอาหาร ซึ่งในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ไทยเป็นศูนย์รวมขององค์ประกอบจำนวนมากที่เกื้อหนุนต่อการสร้างคลัสเตอร์ แต่องค์ประกอบเหล่านั้นไม่ได้รับการวางกลยุทธ์ที่ถูกต้อง แม้จะมีสมาคมต่างๆ เกิดขึ้นมากมายในอุตสาหกรรมนี้ แต่ก็ยิ่งทำให้เกิดการกระจัดกระจายในเป้าหมาย และนำไปสู่การวางแผนกลยุทธ์ที่แตกต่าง ใช้จ่ายต่อหัวต่ำ สัญญาณร้ายท่องเที่ยวไทย ความไม่มีประสิทธิภาพของคลัสเตอร์ท่องเที่ยว สะท้อนชัดจากข้อมูลการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวในเมืองไทย ซึ่งหากดูจากเทอมของเงินบาท การใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ผ่านมา และเริ่มทรงตัวในปี 1993 หรือปี 2536 ยิ่งไปกว่านั้นถ้าพิจารณาในเทอมของการใช้จ่ายในรูปของเงินดอลลาร์ ซึ่งชี้ชัดว่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในเมืองไทยลดวูบลงอย่างรวดเร็ว หลังปี 2536 และลดต่ำลงอีกภายหลังการลอยตัวค่าเงินบาทในปี 2540 ส่วนในอุตสาหกรรมอาหาร ศ.พอร์เตอร์ ชี้ว่า นโยบายของรัฐบาล และความพยายามของภาคเอกชนในหลายเซ็กเมนท์ของคลัสเตอร์ ชี้ชัดว่าขาดการประสานงานที่สร้างสรรค์ เห็นได้จากอัตราภาษีนำเข้าวัตถุดิบ รวมทั้งการเจรจาการค้าระหว่างประเทศของรัฐบาลไทยในตลาดโลกที่ขาดการประสานงานที่ดี จนอาจนำมาซึ่งความเจ็บปวดในอุตสาหกรรมอาหาร นอกจากนั้น ยังขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐ และสมาคมต่างๆ ในภาคเอกชน เพื่อสร้างกลยุทธ์คลัสเตอร์ที่ได้ผล ภาคเกษตรผลิตภาพแย่สุด สำหรับภาคเกษตรกรรม ศ.พอร์เตอร์ ชี้ว่า การผลิตในภาคเกษตรของไทยอยู่ในระดับต่ำ และเฉื่อยชา จะเห็นได้ว่าผลิตภาพการผลิตของภาคเกษตรของไทยเพิ่มขึ้นในปี 2543 เท่านั้น เมื่อเกษตรกรละทิ้งภาคเกษตรและเข้าไปในทำงานในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งระหว่างนั้นเป็นจังหวะของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยภายหลังวิกฤติการณ์ แต่การไหลออกของแรงงานจากภาคเกษตรก็เป็นไปอย่างเชื่องช้า การเพิ่มขึ้นของผลิตภาพการผลิตจึงไม่ขยับ เมื่อพิจารณาภาพรวมของภาคการเกษตรของไทย จะสามารถแยกได้เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก คือการผลิตเพื่อตอบสนองตลาดโลก ซึ่งมีบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้น อีกกลุ่มหนึ่งคือการผลิตเพื่อป้อนตลาดในประเทศ ซึ่งประกอบด้วย เกษตรกรรายย่อยจำนวนมาก ขณะที่กระทรวงเกษตรของไทยมีปัญหาเกี่ยวกับการคอรัปชั่น และขาดประสิทธิภาพ และกำลังเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ศ.พอร์เตอร์ ยังชี้ว่าถึงแม้เมืองไทยจะมีวิทยาลัยด้านการเกษตรอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ ที่สามารถเปิดการฝึกอบรมเพื่อป้อนภาคเกษตรได้ แต่กระบวนการเรียนการสอนกลับถูกกำหนดจากส่วนกลาง ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงความต้องการของท้องถิ่นได้ จากปัญหาทั้งหมดทำให้ผลิตภาพการผลิตในภาคการเกษตรของไทยอยู่ในระดับที่ต่ำมาก โดยอยู่ในระดับเดียวกับจีนเท่านั้น นอกจากนั้น การปรับตัวของผลิตภาพการผลิตยังจัดอยู่ในระดับที่ต่ำมากในระหว่างปี 2538-2542 กฎ 6 ข้อสร้างคลัสเตอร์ประเทศเกิดใหม่ ทั้งนี้ ศ.พอร์เตอร์ เสนอหลักเกณฑ์คร่าวๆ ของการพัฒนา "คลัสเตอร์" สำหรับประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่ม Emerging Market อย่างไทยไว้ 6 ข้อ ข้อแรกคือ ต้องส่งเสริมให้เกิดสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ดี ประการที่สอง ประเทศที่กำลังพัฒนาควรจะยกระดับคลัสเตอร์ธุรกิจดั้งเดิมของตัวเอง ซึ่งรวมถึงภาคการเกษตร ประการที่สาม ประเทศกำลังพัฒนาจำเป็นต้องเปิดรับการลงทุนโดยตรงของนักลงทุนต่างชาติ โดยโฟกัสไปที่คลัสเตอร์เกิดใหม่ โดยการวางระบบจูงใจที่ให้น้ำหนักกับการฝึกอบรม การวางโครงสร้างพื้นฐาน และรูปแบบอื่นๆ ที่สามารถยกระดับคลัสเตอร์ได้ เพื่อให้คะคานกับรูปแบบการสนับสนุนอื่นๆ และสิทธิประโยชน์ทางภาษี ประการที่สี่ บริษัทข้ามชาติที่มีอยู่แล้วสามารถเป็นตุ่มตาของการสร้างคลัสเตอร์ได้ โดยทำให้บริษัทเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของคลัสเตอร์ ด้วยการสนับสนุนให้เกิดผลิตภาพการผลิตที่ดีขึ้นให้กับท้องถิ่น ประการที่ห้าควรจัดตั้งเขตปลอดภาษีรอบคลัสเตอร์ แต่จะต้องเป็นเขตปลอดภาษีที่มีกรอบกติกา ซึ่งสามารถนำไปสู่การเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจท้องถิ่น ประการที่หก การพัฒนาโครงสร้างคลัสเตอร์ จะต้องมีองค์ประกอบดังนี้คือ ต้องให้ภาคเอกชนเป็นผู้นำ และรัฐบาลเข้ามามีส่วนร่วม และจะต้องมีเงินทุนเริ่มต้น เพื่อสนับสนุนการก่อรูปของคลัสเตอร์ธุรกิจ 5 อุตฯเป้าหมายปัญหาเพียบ สำหรับประเทศไทย ศ.พอร์เตอร์ ได้วิจารณ์แนวทางกำหนด 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย คือ ท่องเที่ยว อาหาร ยานยนต์ แฟชั่น และซอฟต์แวร์ ซึ่งถูกวางวิสัยทัศน์ไว้ว่าจะต้องก้าวสู่การเป็นผู้นำของโลกในตลาดเฉพาะเจาะจง หรือ World leader in Niche Markets โดยระบุว่า ไทยจะก้าวสู่เป้าหมายได้ ต้องกำหนด Niche ของแต่ละเซคเตอร์ให้ชัดเจน สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งตั้งเป้าหมายที่จะเป็น "ครัวโลก" นั้น พอร์เตอร์ ชี้ว่าอุตสาหกรรมนี้สำคัญมาก เพราะกำลังเสื่อมถอยตำแหน่งของตัวเองในตลาดโลก นอกจากนั้น ยังมีปัญหาจากการขาดประสิทธิภาพในห่วงโซ่มูลค่า และขาดกุญแจสำคัญในการสร้างแบรนด์ ส่วนในอุตสาหกรรมแฟชั่น เป้าหมายใหญ่ของการเป็นผู้นำแฟชั่นเขตร้อนของเอเชีย ศ.พอร์เตอร์ มองว่า ใน 3 เซ็กเมนท์หลักๆ คือ สิ่งทอ เครื่องหนัง และอัญมณี กำลังสูญเสียตำแหน่งในตลาดโลกเช่นกัน และสร้างความเชื่อมโยงได้ในระดับต่ำ นอกจากนั้น อุตสาหกรรมนี้ยังมีปัญหาความไม่มีประสิทธิภาพในห่วงโซ่มูลค่า และความไม่แน่นอนของนโยบายรัฐ ขณะที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลับเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพมากที่สุดในการสร้างมูลค่าเพิ่ม แต่ยังขาดการร่วมคิดร่วมสร้างของผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นประเด็นท้าทายที่สำคัญ ส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งกำหนดเป้าหมายที่จะเป็น "ดีทรอยต์แห่งเอเชีย" กำลังเป็นอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตอย่างมาก ขณะที่ยังมีมาร์เก็ตแชร์ในตลาดโลกระดับต่ำ แต่ประเด็นท้าทายอยู่ที่การเพิ่มผลิตภาพ และนวัตกรรม ท้ายสุดคือ อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ซึ่งมีเป้าหมายจะเป็น "ศูนย์กลางกราฟฟิกดีไซน์ของโลก" จากการศึกษาพบว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีขนาดเล็กมาก เพราะมีจำนวนบริษัทย่อย และมีสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ไม่เอื้อต่อการแข่งขัน และขาดการเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมไอทีอื่นๆ |