กว่าจะเป็น ภาค PHONO
***เพื่อให้สะดวกในการอ่านควรขยายหน้าจอให้ใหญ่ (Click ที่ รูปสี่เหลียมตรงกลางมุมขวา)
แผ่นเสียงกำลังจะตาย Preamp ที่วางขายในท้องตลาดเริ่มจะไม่ใส่ภาคPhono
มาให้ หรือถ้าต้องการภาค Phono จะต้องซื้อเป็น Option พิเศษ ผมยังจำได้สมัย
ที่ผมยังเป็นเด็ก เสียงของคุณดาวใจ ไพจิตร จากเครื่องเล่นแผ่นเสียงของที่บ้าน
คุณลุง ทำไมมันช่างไพเราะถึงเพียงนี้ ผมมักจะขอให้คุณลุงเปิดให้ฟังเป็นประจำ
จนเวลาล่วงเลยมาถึงปัจจุบัน วันหนึ่งผมได้แผ่น CD ของคุณดาวใจ ไพจิตร
เอามาเปิดฟังเพื่อระลึกถึงเสียงที่ฝังอยู่ในความทรงจำ แต่เสียงที่ได้ยินจากแผ่น
CD มันไม่ใช่เสียงที่ผมจำได ้แต่ก็เกิดความสงสัยอยู่ในใจเพราะทุกครั้งที่ผม
อ่านหนังสือเครื่องเสียงเล่มหนึ่งของไทยมักจะกล่าวเป็นเชิงเปรียบเทียบระหว่าง
เครื่องเล่นแผ่นเสียงกับเครื่องเล่น CD ในระดับราคาที่ใกล้เคียงกันว่า เครื่อง
เล่นแผ่นเสียงให้เสียงที่เป็นธรรมชาติมากกว่าเครื่องเล่น CD จนได้มาอ่าน
เจอที่เขาว่าSACDกับแผ่นเสียงอะไรที่ให้เสียงเป็นธรรมชาติมากกว่าซึ่งเขา
กล่าวว่าในระดับราคาที่ใกล้เคียงกันนั้น ในเวลานี้เสียงแตกต่างกันไม่มาก
บางคนก็ว่า SACD ดีกว่าแต่บางคนก็ว่ายังสู้แผ่นเสียงไม่ได ้ครั้งหนึ่งผมได้
มีโอกาสฟังการสาธิตเครื่องเล่น SACD โดยเขาใช้เพลงของ Johann Strauss
ซึ่งเป็นเพลงคลาสสิคซึ่งผมเองก็คุ้นหูเพราะฟังที่บ้านเป็นประจำ (ด้วยเครื่อง
เล่นCDรุ่นยอดนิยม)มันทำให้ผมตะลึงว่าทำไมมันให้เสียงออกมาได้ดีกว่า
เครื่องเล่น CD มาก ไดนามิคมันดีมากเพราะผมไม่เคยได้ความรู้สึกแบบนี้
จากการฟังCDเลย ถึงแม้การจัดอะครูสติคในห้องสาธิตจะยังไม่ดีและ
เสียงรบกวนจากภายนอกจะมากไปหน่อย มันทำให้ผมนึกถึงเครื่องเล่น
แผ่นเสียง จากเหตุผลที่ว่าในระดับราคาใกล้เคียงกัน(SACD กับ เครื่องเล่น
แผ่นเสียง)มันให้เสียงที่ใกล้กัน แต่เครื่องเล่นแผ่นเสียงมีให้เลือกมากกว่า
ทั้งของเก่าและของใหม่ในราคาที่เป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์ จวบจนทุก
วันนี้ผมก็มีความคิดที่ว่าเครื่องเล่น CD กับเครื่องเล่นแผ่นเสียงในราคา
ที่ใกล้เคียงกัน เครื่องเล่นแผ่นเสียงจะให้เสียงที่ดีกว่า ไม่ว่าจะฟังกับแผ่น
เสียงที่บันทึกมาไม่ค่อยดี ก็ตาม แต่ก็ยังสามารถฟังได้สบายหูกว่าแผ่น CD
เพราะผมลองฟังเปรียบเทียบดูแล้ว Album เดียวกัน ระหว่างแผ่นเสียงกับ CD
จากเหตุผล ข้างต้น จึงทำให้ผมต้องทำภาค Phono สำหรับเครื่องเล่นแผ่นเสียง
เพราะเมื่อก่อนฟังเพลงจากเครื่องเล่น CD สัญญาณ ที่ออกมาจากเครื่องเล่น CD
มีขนาดของสัญญาณที่ใหญ่ จึงไม่ต้องการ PreAmp. ที่มีอัตราขยายมาก
ใช้อัตราขยายแค่20dbก็เพียงพอแล้วสำหรับเครื่องเล่นCD แต่
สำหรับเครื่องเล่นแผ่นเสียงจะให้สัญญาณที่ออกจากหัวเข็มที่ต่ำมากเป็น
มิลลิโวลท์ ยิ่งถ้าเป็นหัวเข็มแบบ MC ยิ่งให้สัญญาณต่ำลงไปอีก และที่สำคัญ
แผ่นเสียงเกือบ 100% ทุกวันนี้ผ่านการบันทึกด้วยระบบ RIAA ดังนั้น PreAmp
ที่จะมาขยายสัญญาณจากหัวเข็มจะต้องมีวงจร RIAA ประกอบมาด้วย
ดังนั้นเราจึงต้องการ PreAmp ที่มีอัตราการขยายสูง ประมาณ 40 db
(100 เท่า) และ 60 db (1000 เท่า) สำหรับหัวเข็ม MM และ MC
ซึ่งการที่เราจะทำวงจรที่มีอัตราขยายสัญญาณที่สูงเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก
เพราะเราจะพบปัญหาจากสัญญาณรบกวน ไม่ว่าจะมาจากหัวเข็ม ,
แผ่นเสียง, RFI หรือจากอุปกรณ์ที่เราใช้ต่อเป็นวงจร เพราะฉะนั้นเราจึง
ต้องพิถีพิถันในการเลือกอุปกรณ์ เลือกตำแหน่งในการจัดวางอุปกรณ์
ป้องกันสัญญาณที่จะแทรกซ้อนเข้ามาภายในวงจร และที่สำคัญการ
เลือกวงจรที่จะนำมาใช้งาน ในที่นี้ ผมเลือกวงจรที่คิดว่าน่าจะดี
จากการที่ทดลองมาแล้วหลายวงจร แต่ละวงจรก็ให้ข้อดีข้อเสียแตกต่าง
กันไป คือ วงจรแบบ Single End และ แบบ Balance ซึ่งทั้ง 2 วงจร
เป็นแบบใช้ Input เป็น Fet สาเหตุที่ใช้ Input เป็น Fet เพราะผมหาหลอดที่มีค่า
Transconductance สูงๆ เช่นหลอดเบอร์ 417A ไม่ได้
(ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศหรือไม่ก็คงมีในเมืองไทยแต่ผมยังหาไม่เจอ)
สาเหตุที่ใช้อุปกรณ์ที่มี Transconductance สูงเพราะมันจะช่วยลด
สัญญาณรบกวนที่จะเข้ามาทาง Input ได้ดี ลักษณะการต่อวงจรเป็นแบบ
Cascode Input โดยเลือกวงจร RIAA แบบ Composite Passive RIAA
แล้วส่งผ่านสัญญาณไปขยายอีกหลอด ออก Output โดยจัดวงจร bias
ให้กับหลอดเป็นแบบ Betterry bias

Circuit PhonoLismSE1
มาเริ่มที่ Input ซึ่ง RI มีค่า = 47 k ohm และ CI = 100pf ค่า RI กับ CI นี้เสามารถ
เปลี่ยนได้ตาม Spec ของหัวเข็มแต่ละรุ่น โดยมี Fet เป็น Input มี RS เป็นตัวตั้ง
Bias ให้กับ Fet โดยถ้าหัวเข็มเป็นแบบ MM สามารถให้ค่า RS ประมาณ 80-120
ohm ถ้าหัวเข็มแบบ MC ให้ใช้ RS ประมาณ 10-50 ohm หรือถ้าหากต้องการจะ
ใช้ RS = 47 ohm ตลอดก็ได้แต่ในกรณีหัวเข็มแบบ MM จะมีอัตราขยายสูงมาก
จะต้องลด Volume ของ PreAmp ลงเยอะ ส่วน Fet นั้นสามารถเลือกใช้ได้หลาย
เบอร์ เช่น 2SK170, 2SK147, 2SK369 เป็นต้น หลอดถูกจัด Bias แบบ Fixed Bias
โดยใช้ Battery Bias สัญญาณที่ขยายในภาคแรกจะถูกส่งต่อมาเข้า Passive
RIAA Composite เป็นวงจร Filter อุปกรณ์ส่วนนี้จะมีผลต่อคุณภาพของเสียงมาก
แล้วส่งผ่านสัญญาณมาเข้าที่หลอด Vz ถูกจัด Bias โดยใช้ Battery เหตุที่ใช้ Battery
Bias เพราะ ต้องการความมีเสถียรภาของวงจร Bias และเพื่อลด Noise ที่จะเข้ามา
ทาง Gird ของหลอด ทั้งสองถูกจัดวงจรเป็นแบบ Plate Follower สัญญาณจะถูก
Clouping ผ่าน C โดยมี VR1 เป็นตัวปรับ Balance ระหว่างซีกซ้ายกับขวา
ในกรณีที่หลอดทั้งซ้ายและขวามีอัตราขยายไม่เท่ากัน R และ C ไม่ควรมีค่าต่าง
กันมาก หรือควรจะให้มีค่าเท่ากันทั้งสองข้าง Fet กับหลอด ก็ควรจะ Match กัน
ด้วยทั้งสองข้าง การจัดวางอุปกรณ์ให้มีทิศทางเดียวกันเสมอ และควรเลือก
อุปกรณ์ที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะ C ขอให้ใช้คุณภาพดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ ซึ่ง
จากหลายๆ บทความแนะนำให้ใช้ C แบบ Paper in oil ก็ลองหามาใช้ได้ครับ
C แบบ Paper in oil จะมีปัญหาเรื่อง C รั่วมากด้วยถ้าคุณภาพไม่ดี
ส่วนความต้านทานแนะนำให้ใช้ความต้านทานแบบ เมทัลฟิลม์
ไม่แนะนำให้ใช้ความต้านทานแบบ คาร์บอนฟิลม์ เพราะจะมี Noise เยอะ

Power Supply
ภาคจ่ายไฟได้แยกหม้อแปลงออกเป็น 2 ลูกโดยใช้ สำหรับไฟสูง 1 ลูก และอีก 1
ลูกสำหรับไฟจุดไส้หลอด สำหรับภาคจ่ายไฟนี้ใช้ร่วมกับภาค Preamp โดยหม้อ
แปลงลูกแรกเป็นหม้อแปลงไฟสูง แปลงจาก 220Vac เป็น 200Vac และทำการ
เรียงกระแสให้เป็นกระแสตรงโดยใช้ Diode ต่อแบบ Bridge Dictifiew เพื่อให้
เป็นแบบ Fullwave Diode ที่ใช้ควรเป็นแบบ Hexfred ของ IR หรือ Ultra Fast
Recovery สำหรับ Diode แบบ ธรรมดาอย่าง IN4007 ก็ใช้ได้ แต่ควรใช้ยี่ห้อที่
หน้าเชื่อถือหน่อย ก็จะได้ไฟ DC 280V โดยผ่าน วงจร Filter แบบ RC Filter
ผ่านเข้าวงจร Current Source แบบ Solid - State โดยใช้ MOS-Fet จากCurrent
Source ก็จะผ่าน วงจร Shunt Regulate โดยใช้หลอด 6L6GC ทำหน้าที่
Regulate ซึ่งจะมี ICTL431 เป็น Voltage referrance ให้กับหลอดจากนี้ก็จะได้
ไฟสูงที่มีคุณภาพพร้อมที่จะจ่ายให้กับวงจร ส่วนวงจรไส้หลอด จะใช้หม้อแปลง
แปลงไฟจาก 220V เป็น 12 Vac แล้วทำการเรียงกระแสด้วยวงจร Full Wave
แบบ Bridge Rectifier แล้วผ่านวงจร Filter แบบ RC Filter จากนั้นทำการ
Regulate แรงดัน ด้วย Transistor เพื่อรักษาระดับแรงดันไว้ที่ 6.3Vdc. ที่จุดนี้
Transistor จะร้อนต้องติด Heat Sink ให้ วงจรจุดไส้หลอดควรทำให้ไฟเรียบ
มากที่สุด


การประกอบ
เครื่องที่ทำการประกอบแบบ Hard wire โดยมีแผ่นทองแดง ตัดให้มีลักษณะ
เป็นรูปดาว เพื่อทำเป็น Gound แบบ Star และ Source แบบ Star จุดบัดกรี
ควรบัดกรีให้ดี ถ้าจุดบัดกรีไม่ดี จะมีปัญหามากสามารถรับรู้ได้ในเวลาที่
เราใช้งาน ตะกั่วควรเป็นตะกั่วเงิน ซึ่งของไทยก็มีขาย การต่อแบบ Hard wire
อาจจะมองว่าไม่สวย แต่ให้คุณภาพดีมาก และอาจจะยุ่งยากสำหรับมือใหม่
การประกอบควรประกอบให้ทั้งหมดอยู่ในตัวถังที่เป็นโลหะ เพื่อทำการ shield
สัญญาณรบกวน จะประกอบให้อยู่รวมกับ PreAmp หรือจะแยกออกมาไว
้ต่างหากก็ได้ เครื่องที่ทำแยกออกมาจาก PreAmp แต่ใช้ไฟร่วมกับ PreAmp
ตัว Phono ที่ทำ ผมใช้ปริ้นท์ทองแดง2หน้ามาประกอบทำเป็นกล่องโดยบัดกรี
ีติดกันแต่ควรจะขัดล้างคราบสกปรกและไขมันที่จับทองแดงออกให้หมดแล้ว
พ่นเคลือบด้วยสีเคลียร ์เพื่อไม่ให้ทองแดงทำปฏิกิริยากับอากาศซึ่งจะทำให้
้แผ่นทองแดงดำได ้แล้วทำการเจาะรูสำหรับใส่ขั้วหลอดโดยให้หลอดยื่นออก
ไปข้างนอก แล้วทำการประกอบวงจร สัญญาณ Input จากหัวเข็มที่จะเข้า
Phono ควรให้หัว RCA อยู่ใกล้กับ Fet มากที่สุดที่จุดนี้ (หัว RCA) ได้ทำการ
บัดกรีติด Ci เข้าที่จุดนี้เลย กล่องนั้นควรจะมีความมั่นคงเพราะหลอดไวต่อ
สัญญาณสั่นสะเทือนมาก และหลอดจะมีไมโครโฟนิค เพราะฉะนั้นควรทำ
กล่องให้มีความมั่นคง หรือจะหาอุปกรณ์ในการ Damping มาใช้ก็ได้เพื่อ
หยุดยั้งการสั่น อีกจุดคือ ควรแยกหม้อแปลงระหว่างไฟจุดไส้หลอดกับไฟสูง
จะทำให้คุณภาพเสียงดีขึ้น ไฟสูงกับไฟจุดไส้หลอด ควรมีคุณภาพมากๆ

การทดสอบและการรับฟัง
ก่อนทำการ On Power ให้ตรวจเช็คอุปกรณ์อีกครั้งให้ละเอียด โดยเฉพาะ C
ว่าต่อถูกขั้วหรือเปล่า อัตราทนแรงดันของ C อยู่ใน Spec หรือเปล่า
หลอดผิดขาหรือเปล่า เพราะวงจรหลอดนี้ใช้ไฟค่อนข้างสูง จึงอาจเป็น
อันตรายได้ อุปกรณ์ทุกชิ้นที่นำมาใช้จะต้องคำนึงถึงการใช้งานที่แรงดันสูง
และมีคุณภาพที่ดี เมื่อพร้อมที่จะต่อไฟให้กับวงจร ขั้นแรกในกรณีแยก
หม้อแปลงระหว่าง ไฟสูงกับไส้หลอด ให้ทดลองจุดไส้หลอดดูก่อน วัดแรงดัน
ถูกต้อง 6.3V +-5% แล้วทำการ On Power ไฟสูง ทำการวัดแรงดันตามจุด
ต่างๆ เปรียบเทียบ ทั้งซีกซ้ายและขวาต้องไม่ต่างกันมาก (ในขณะที่ On
Power ไฟสูง ถ้าหากมีกลิ่น หรือเสียงผิดสังเกตให้ปิด Power แล้วหาที่มา
ของกลิ่นและเสียงนั้น) เมื่อวัดแรงดันแล้วปกติ หรือถ้าหากมี Scope
ก็ให้ใช้ Scope วัดสัญญาณที่ค่าต่างๆ แล้วทำการ Off Power ต่อสัญญาณ
จากหัวเข็ม เข้า Input ต่อ Out put เข้า Pre ลด Volume ของ Pre ลงมาให้
้หมด on Powerของ Phono ตามด้วย PowerPreamp แล้วก็ Poweramp
เพิ่ม Volume ของ Pre ฟังสัญญาณรบกวนจากหัวเข็มไปพลางๆ ก่อน
สัญญาณทั้งสองข้างต้องมีขนาดเท่ากันหรือมี Noise ที่ดังเท่ากันทั้ง 2 ข้าง
ถ้าไม่เท่ากันให้ปรับที่ VR1 ของ Output ให้สัญญาณเท่ากัน
เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเป็นปกติ ก็ถึงเวลารับฟังเพลงจากแผ่นเสียงของเราได้แล้ว
เครื่องที่ผมทำใช้หลอด JAN Philipe 6922 (6DJ8) คุณภาพของเสียงก็อยู่
ในขั้นที่รับได้ โดยใช้ Fet เบอร์ 2SK147 ของ Toshiba ซึ่งมีค่า
Transconductance 40 ms. โดยก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้ 25K147 ผมใช้
2SK170 ค่า Trans conductance 22ms. แต่พอเปลี่ยนมาเป็น 2SK147
จุดทำงานของหลอดจะเปลี่ยนไปโดยจะมีกระแสผ่านหลอดเพิ่มขึ้น
เสียงที่เปลี่ยนไป จะมีความนิ่งเพิ่มขึ้น แต่ผมยังไม่เคยเปลี่ยนหลอดจาก
JAN เป็นยี่ห้ออื่น ถ้าได้หลอดที่มีคุณภาพกว่านี้ คิดว่าเสียงก็คงจะดีกว่านี้
แต่ที่ลองเปลี่ยนโดยเปลี่ยนหลอดจาก JAN 6922 เป็น หลอด RFT PCC88
(7DJ8) ซึ่งเป็นหลอดที่มีคุณสมบัติเดียวกันกับ 6922 แตกต่างกันที่ไฟจุด
ไส้หลอด เสียงที่ได้ไม่แตกต่างกันมาก

Hosted by www.Geocities.ws

1