ทรงผมนักเรียน กฎเหล็กที่บังคับกันมานาน
โดย : Devid Brook
.....นักเรียนไทยปี 2000 กับกฎนี้ ยังจำเป็นอยู่หรือไม่??? สวัสดี เพื่อนๆ
นักเรียนทุกคน ในรอบปีที่ผ่านมานี้ เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงระลอกใหญ่ในวงการศึกษาของชาติ
ได้มีการพูดถึงเรื่อง การปฏิรูปการศึกษา มีการออก พรบ. การศึกษาแห่งชาติฉบับแรกออกมา
ซึ่งก็เป็นที่น่ายินดีว่าประเทศไทย ของเราได้เริ่มตื่นตัวในเรื่องนี้เสียที ...
ถึงจะช้าไปหน่อยก็เถอะ .... และมีความเคลื่อนไหวอีกหลายอย่าง จากทุกฝ่ายในสังคม
รวมทั้งการตั้งคำถามเกี่ยวกับระเบียบบางอย่างอันเป็นที่ข้องใจมานาน เช่น ในเรื่อง
ทรงผมนักเรียน ซึ่งมีการพูดถึงกันมาหลายครั้งแล้ว ในฐานะที่พวกเรานักเรียนทั่วประเทศเป็นผู้รับผล
กระทบโดยตรง ทาง StudentNet Thailand จึงได้ร่างแถลงการณ์ฉบับนี้ขึ้น จากการระดมความคิด
ของเหล่าสมาชิกระดับเสนาธิการ และด้วยความร่วมมือของเพื่อนนักเรียนอีกหลายคน จึงได้วิเคราะห์
ปัญหานี้ไว้เป็นข้อๆ จากแง่มุมต่างๆ กัน เพื่อ นำมาใช้เป็นรูปแบบในการเรียกร้องความเป็นธรรมในเรื่อง
นี้อีกต่อไป หวังว่าทุกคนคงให้ความร่วมมือนะครับ 1. ว่ากันว่า การบังคับให้ตัดผมสั้น
เป็นการฝึกเด็กให้อยู่ในระเบียบวินัยเพื่อจะได้ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอย่าง สงบสุข
(ซึ่งถ้าได้ผลจริงสิงคโปร์คงต้องมาดูงานจากเรานานแล้ว) ทุก ๆ คนครับ ระเบียบวินัยมีไว้เพื่ออะไร?
เพื่อให้เกิดผลดีต่อสังคมโดยส่วนรวมมิใช่หรือ? แต่ถามหน่อยว่าการที่ผมบนหัวเราจะยาวหรือสั้น
มันไปสร้าง ความเดือดร้อนให้คนอื่นหรือเปล่า? แล้วเราก็ไม่ใช่พระภิกษุ นักโทษ หรือทหาร
แต่เป็นเด็กนักเรียนที่มีชีวิตจิตใจ มองอีกแง่หนึ่ง ก็เพราะมีการบังคับใช้กฎเหล่านี้มิใช่หรือ
ที่ทำให้สังคมเกิดความเคยชินจนเกิดเป็นค่านิยมว่า เด็กดีความประพฤติเรียบร้อยต้อง
"ใส่เสื้อในกางเกง นุ่งกางเกงขาสั้นแค่หัวเข่า หิ้วกระเป๋าหนังสีดำหนัก 5 กิโล
ตัดผมทรงอัปลักษณ์ครึ่งๆ กลางๆ" มาจนถึงทุกวันนี้? 2. ทราบหรือไม่? กฎระเบียบข้อนี้เป็นส่วนหนึ่งของประกาศคณะปฎิวัติที่ออกมาเมื่อปี
พศ. 2515 (ก่อน เหตุการณ์ 14 ตุลาไม่นานนัก) โดยจอมพลถนอม กิตติขจร ( ไม่มีอะไรมาก
แค่บอกไว้พอให้รู้ที่มาที่ไปเฉยๆ ) 3. คนหลายคนอ้างว่า เด็กไทยยังไม่มีความรับผิดชอบ
จึงต้องบังคับกัน ถ้าเช่นนั้น ทำไมเราถึงไม่ปลูกฝัง ความรู้สึกรับผิดชอบ การเคารพสิทธิของตัวเองและผู้อื่นให้กับเด็กรุ่นใหม่ๆ
ที่จะเติบโตขึ้นมาล่ะครับ? ... มันหมายความว่ายังไงกัน ที่บอกว่าเด็กฝรั่งรู้จักหาเงินเอง
แต่เด็กไทยเอาแต่แบมือขอพ่อแม่ ... ก็ค่านิยม ของสังคมเองไม่ใช่หรือที่เป็นข้อจำกัด?
(ถ้ามีเด็กทำงานเลี้ยงตัวเองก็คงมีคนบอกว่ามีหน้าที่เรียนหนังสือก็ เรียนไปเรื่องอื่นไม่ต้องยุ่ง
ยิ่งจะเลิกเรียนกลางคันมาตั้งบริษัทแบบนาย Bill Gates ด้วยแล้วไม่ต้องพูดถึง )
-- สภาพการณ์แบบนี้ใช่ไหมครับที่เรียกว่า "โดนทั้งขึ้นทั้งล่อง"? และขอความกรุณาอย่าดูถูกความสามารถของ
นักเรียนไทยให้มากนัก เราขอบอกไว้เลยว่าลึกๆ แล้วเด็กส่วนมากมีความรู้สึกรักดีพอสมควร
แต่การเอาแต่เรียน อย่างเดียวนั้นอาจเข้าทำนอง "ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด" ก็ได้
ซึ่งผลลัพธ์นั้นพวกเราก็คงได้เห็นกันมาอย่าง เพียงพอแล้วในสังคมทุกวันนี้ ... ขอย้ำว่า
การสร้างกฎระเบียบที่เข้มงวดมาบังคับแต่เพียงอย่างเดียวนั้นเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ
ซึ่ง คงจะต้องตามแก้กันไปอย่างไม่รู้จักจบสิ้น 4. มองในแง่ชีววิทยา ขั้นตอนของการวิวัฒนาการนับล้านปีกว่าจะมาเป็นสัตว์ประเสริฐที่เรียกกันว่า
"มนุษย์" นั้น ได้ทำให้ขนตามร่างกายหดหายไปเกือบทั้งหมด เหลือเพียงบางแห่งเท่านั้น
รวมทั้งผมด้วย หมายความว่า มันต้องมีประโยชน์ นั่นคือ ช่วยป้องกันกะโหลกศีรษะซึ่งบรรจุสมองอันเป็นอวัยวะสำคัญที่สุดและเปราะบาง
อย่างยิ่งจากความร้อนหนาว และการกระทบกระเทือนจากภายนอก อีกอย่างหนึ่ง ถ้าหากผมยาวทำให้สารอาหาร
ไปเลี้ยงสมองน้อยลงจนโง่อย่างที่อาจารย์บางท่านกล่าวไว้แล้ว โดยอาศัยหลักการคัดเลือกตามธรรมชาติ
ทุก วันนี้ก็น่าจะมีคนหัวล้านเต็มบ้านเต็มเมือง หรือไม่ผู้หญิงก็ต้องโง่กว่าผู้ชายเป็นแน่แท้
เพราะไว้ผมยาวกว่า แต่ กลับไม่เป็นเช่นนั้นและเรื่องการไว้ผมยาวหรือสั้นก็จะไม่เป็นปัญหาแม้แต่น้อย
5. ค่าใช้จ่ายที่ต้องสิ้นเปลืองไปกับการตัดผมทั้งหมด ในสมัยนี้นับว่าไม่ใช่น้อย
และแม้จะเอาไปเทียบกับค่าใช้ จ่ายในการซื้อแชมพู ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม ก็น่าจะน้อยกว่าด้วยซ้ำ
ลองเทียบดูสิครับ แชมพูขวดละกี่บาท ขวดหนึ่งใช้ได้กี่สัปดาห์ (คงมีคนจำนวนไม่มากนักที่จะขยันสระผมอย่างประณีตได้ทุกวี่ทุกวัน)
และตัดผมครั้ง ละกี่บาท ซึ่งหากจะให้สั้นพอรอดจากการตรวจผมในโรงเรียนที่เข้มงวดได้ก็คงต้องไปตัดทุกๆครึ่งเดือน
แถม ถ้าไม่ผ่าน โดนตัดแหว่งก็ต้องไปตัดแก้มาอีก อาจเป็น 2-3 รอบ กว่าจะสั้นเกรียนเป็นที่พอใจของท่านอาจารย์
และสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือเส้นผมมีลักษณะคล้ายกับเล็บและเซลล์ร่างกาย นั่นคือยิ่งเราไปทำลายมันมากและ
บ่อยเท่าไหร่ก็จะยิ่งเป็นการกระตุ้นให้ส่วนนั้นเร่งการเจริญเติบโตเร็วขึ้น ทั้งหมดนี้ยังไม่นับต้นทุนที่คิดเป็นตัว
เงินไม่ได้อีก เช่น สุขภาพจิตของครูและนักเรียน เวลาอันมีค่าที่ต้องเสียไปกับการไล่ตัดผมนักเรียน
แทนที่จะเอา ไปทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์กว่า สรุปแล้วไม่น่าจะคุ้มกัน 6. ธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน
ย่อมปรารถนาเป็นที่ยอมรับในสังคม และต้องการแสดงออกซึ่งความเป็นตัว ของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวัยรุ่นซึ่งต้องประสบความเปลี่ยนแปลงหลายด้าน
มีความรู้สึกรักสวย รักงามซึ่งก็เป็นปกติธรรมดา และแสวงหาการยอมรับจากเพื่อนๆ และผู้คนรอบข้าง
การมีทรงผมที่ดูดีเข้ากับ ใบหน้าและบุคลิก ก็เป็นการเสริมสร้างความมั่นใจให้กับตนเองทางหนึ่ง
ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานการเรียนรู้ ในการพัฒนาบุคลิกภาพเพื่อจะโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพของสังคมต่อไป
และซับซ้อนมากกว่าที่คนส่วนใหญ่ เคยเข้าใจ ว่าเป็นแค่เรื่องอยากหล่อเพื่อจะไปจีบสาวเท่านั้น
อีกสิ่งหนึ่ง ที่ต้องยอมรับก็คือโลกของเด็กทุกวันนี้กว้างไกลและหมุนเร็วกว่าแต่ก่อนมากอย่างเทียบกันไม่ได้
ชีวิตของเราไม่ได้มีแค่ โรงเรียน กับ บ้าน อีกต่อไป ...ระบบการศึกษาของไทยนั้น
จำกัดกรอบความคิดของบุคคลมากเกินพอแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เราได้ กลายเป็นสังคมที่ขาดความคิดสร้างสรรค์
7. บางท่านบอกว่า ความคิดที่จะไว้ผมยาวนี้เป็นการนำเอาเศษสวะกากเดนของวัฒนธรรมฝรั่งเข้ามาปนเปื้อน
ชาติของเรามีเอกลักษณ์วัฒนธรรมอันสูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่ภาคภูมิมานับพันๆ
ปี ... ครับ อันนี้เป็นเรื่อง ของอดีต และเราถือว่าคนไม่มีอนาคตมักจะชอบหมกมุ่นอยู่กับอดีตที่ผ่านไปแล้ว
... ต่อมามีผู้โต้แย้งว่า วัฒนธรรมที่เปิดเผยและให้เสรีภาพกับเด็กมากนั้น ทำให้สังคมต่ำทรามลง
แล้วก็ยกตัวอย่างเรื่องเด็กอเมริกัน ใช้ปืนยิงกราดฆ่าคนมาประกอบ (ถ้าเราอ้างอิงญี่ปุ่น
ก็คงจะมีคนหยิบเอาสถิติการฆ่าตัวตายของเด็กนักเรียนมา พูดเหมือนกัน) แล้วที่เราได้ชื่อว่าเป็นชาติที่เต็มไปด้วยการคอรัปชั่น
เล่นเส้นเล่นสาย แถมเป็นนักลอกเลียนแบบ ชนิดไร้จรรยาบรรณล่ะ ทำไมไม่มีใครพูดถึงบ้าง?
ทำเป็นลืมหรือไม่รู้จริงๆ กันแน่?? ...ไม่มีชาติไหนดีหรือเลว 100% หรอกครับ และพวกเราก็มั่นใจว่าการบังคับตัดผมสั้นเป็น
"เอกลักษณ์ไทยส่วน เกิน" อย่างหนึ่งที่เราไม่ต้องการ เช่นเดียวกับนิสัยชอบตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอก
(สังเกตให้ดีๆ นะครับ ลองอ่านข้อนี้อย่างพินิจพิเคราะห์ แล้วดูเทียบกับข้อ 2,3
คุณอาจจะเริ่มมองเห็นอะไรบางอย่าง...) 8. เราได้แต่อ้างอยู่ตลอดเวลาว่า "เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ"
แต่เอาเข้าจริงๆ แค่หลักกาลามสูตร ทำไมเราถึงยัง ปฏิบัติตามกันไม่ได้? ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีความเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา
และประวัติศาสตร์ก็ได้แสดงตัวอย่าง ให้เห็นมานักต่อนักแล้วว่า ผู้ที่เอาแต่ยึดติดอยู่กับความคิดและหลักการเดิมๆ
ล้วนแล้วแต่ต้องประสบกับความทุกข์ และตามมาด้วยความเสื่อมสลาย ทั้งนี้เพราะไม่สามารถปรับตัวให้อยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสมได้
9. บางคนอ้างว่า "แค่กฎระเบียบของสังคมง่าย ๆ แค่นี้ ยังปฏิบัติตามกันไม่ได้ แล้วอนาคตเรายังจะต้องเจอ
ระเบียบอะไรที่เข้มงวดมากกว่านี้" ประโยคนี้แหละครับ ที่ทำให้ประเทศไม่พัฒนาเท่าที่ควร
มันมีความหมาย ประมาณว่า "เค้าให้ทำอะไรก็ทำ ๆ ไปเถอะ" ใช่ครับ การปฏิบัติตามมันไม่ยากหรอกครับ
ก็แค่ไปตัด ๆ มาตาม ที่เค้ากำหนดก็สิ้นเรื่อง แต่เหตุผลล่ะครับ ทำไมไม่นึกถึงตรงนี้บ้างล่ะ
จะให้เราปฏิบัติตามเสียทุกเรื่องเพราะ เห็นว่ามันเป็นกฎงั้นหรือ มันเป็นการปฏิบัติอย่างเชื่อง
ๆ โดยที่ไม่ได้ใช้หัวสมองของเราคิดบ้างเลยนี่ครับ ว่า ทำไมเราถึงต้องปฏิบัติตาม
มันมีเหตุผลพอเพียงหรือไม่ แล้วขอบอกเลยนะครับ ที่บางคนว่ามันเป็นกฎของ สังคมน่ะ
จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่กฎของสังคมนะครับ กฎของสังคมจะต้องเป็นกฎที่ผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือผู้
ถูกบังคับส่วนใหญ่ยอมรับได้ อย่างเช่น ฆ่าคน จี้ ปล้น ข่มขืน ฉ้อโกง เป็นความผิด
ต้องได้รับโทษ อันนี้เป็น กฎของสังคมครับ เพราะส่วนใหญ่ยอมรับกันได้เกือบทั้งหมด
แต่เรื่องทรงผมนี่สิครับ นักเรียนส่วนใหญ่ ยอมรับได้หรือ มันเป็นกฎที่ออกมาโดยอำนาจเผด็จการของคนไม่กี่คนเท่านั้นครับ
บางคนอาจบอกว่า ก็ส่วน ใหญ่ก็ยอมรับกันได้นี่ คุณอาจเห็นว่า เด็กที่ออกมาประท้วง
เรียกร้องสิทธิมีไม่มาก แล้วนักเรียนส่วนใหญ่ก็ ปฏิบัติตามได้ แต่ขอให้คุณคิดว่า
การปฏิบัติตามได้เพราะความเคยชิน หรือการทนปฏิบัติ กับการปฏิบัติตาม เพราะยอมรับได้มันไม่เหมือนกันนะครับ
ประเทศไทยเราปกครองระบอบประชาธิปไตยนะครับ จะออกกฎอะไร ทำไมไม่ทำประชาพิจารณ์ ถามถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่บ้างล่ะครับ
เราไม่ใช่เผด็จการนะครับ 10. จากเหตุผลและความชอบธรรมด้วยประการทั้งปวง เราจึงจะขอสนับสนุนให้
? ออกกฎคุ้มครองสิทธิในการดูแลทรงผมตัวเองของนักเรียนไทย โดยเฉพาะในชั้น ม.ปลาย
... โรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่งจะออกกฎเพื่อลิดรอนสิทธิข้อนี้ของนักเรียนไม่ได้อีกต่อไป
? ลด ละ เลิก ธรรมเนียมการกล้อนผมนักเรียนให้แหว่งจนดูเป็นที่ทุเรศสายตาแก่ผู้พบเห็น
อันเป็น ที่นิยมในเหล่าอาจารย์ฝ่ายปกครองทั้งหลาย เนื่องจากดูรูปการณ์แล้วไม่น่าจะเป็นการกระทำของอารยชน
และ ดูเหมือนว่าจะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนกันเกินไป เมื่อมีผู้กล่าวว่า เรื่องไว้ผมยาวนั้นเป็นเรื่องไร้สาระควรเอาเวลาไปเรียนหนังสือดีกว่า
เราก็กล่าวได้เช่นกันว่า มันเป็นเรื่องที่ไร้สาระจนไม่น่าจะต้องออกเป็นระเบียบมาบังคับ
ควรเอาเวลาและพลังงานไปพัฒนาการศึกษา ของชาติในด้านอื่นมากกว่า สุดท้ายนี้ ขอฝากไว้ว่า
เรื่องนี้เป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมานานแล้ว หากแต่ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเดียวของการศึกษา
ชาติไทย ... มันคือก้อนน้ำแข็งก้อนหนึ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดบนยอดของภูเขาน้ำแข็ง
เนื่องจากเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ สุดอย่างหนึ่ง ลองคิดดู เมื่อเราไม่ได้อยู่ในโรงเรียน
เราก็ยังเปลี่ยนชุดแล้วกลับมาเป็นตัวเราเองเพื่อจะไปเที่ยว หรือพักผ่อนได้ ...
แต่เราคงไม่อาจจะไปบังคับเส้นผมให้มันยืดหดตามใจชอบได้แน่ ... ความพยายามที่จะต่อสู้เรียกร้องสิทธิเช่นนี้ในครั้งก่อนๆ
ที่เราเคยเห็น ส่วนมากมิได้มีการทำอย่างจริงจัง และ ประเด็นที่ยกมายังคงกระจัดกระจาย
ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่มีจุดยืนที่ชัดเจนพอ จึงถูกลากประเด็นไปมาและ ถูกขยายให้ไปพัวพันกับเรื่องอื่นๆ
ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้อง จนพลังลดลงและเงียบหายไปในที่สุด ... เราพยายามเรียนรู้จากความผิดพลาดเหล่านี้
และสรุปแนวคิดให้ครอบคลุมทุกด้านออกมาเป็นแถลงการณ์รวบ ยอดฉบับนี้นั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม
เรารู้ว่านี่ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุด ไม่มีชัยชนะใดได้มาโดยง่ายดาย แถลงการณ์ในหัวข้อนี้อาจไม่ใช่
ฉบับสุดท้าย เราก็ได้แต่หวังว่ามันจะช่วยจุดประกายความคิดให้ผู้คนทั่วไปหันมานึกถึง
และช่วยกันผลักดัน เรื่องนี้ให้ถึงปลายทางเสียที พวกเราคือเยาวชนคนรุ่นใหม่ จะเป็นพลังสำคัญของประเทศชาติต่อไปข้างหน้า
จงระลึกไว้ว่า หากเราไม่กำหนด อนาคตของตัวเอง จะหวังสิ่งใดมาช่วยเหลือได้เล่า?
ทีมงาน StudentNet Thailand http://thaistudents.hypermart.net