คำแนะนำ การศึกษาหลักสูตร ปริญญาโท

Australian Defence Force Academy / University College, University of  NSW , Canberra

..ชยันต์ เดชศร

…………………………………………

 

วัตถุประสงค์

            เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการเตรียมตัว แก่ผู้ที่จะเดินทางไปศึกษา ณ Australian Defence Force Academy (ADFA) ประเทศออสเตรเลีย (อต.) ในระดับปริญญาโททางด้าน Defence Studies และ Management Studies รวมทั้งผู้อื่นที่สนใจ

            เอกสารนี้จัดทำขึ้น เนื่องจากเห็นว่าการให้ความรู้ในเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องแก่ผู้ที่ประสงค์จะเดินทางมาศึกษาในหลักสูตรข้างต้นแต่เนิ่นๆ จะทำให้ผู้นั้นได้รับทราบและเตรียมตัวได้ถูกต้อง ไม่ต้องมาเผชิญปัญหา หรือลองผิดลองถูกเช่นผู้ที่มาศึกษารุ่นก่อนๆ จะได้ทุ่มเทเวลาที่มี เพื่อการศึกษาหาความรู้ทั้งเพื่อความเจริญก้าวหน้าของตนเอง และต่อประเทศชาติโดยส่วนรวมได้อย่างเต็มที่ อนึ่ง ยศ.ทบ.ได้จัดพิมพ์เอกสารแนะนำขัาราชการทหารในการเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งมีรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ เป็นประโยชน์ในภาพรวมของการเดินทางไปต่างประเทศ ดังนั้นหากผู้สนใจได้ใช้เอกสารฉบับนี้ของผู้เขียน ร่วมกับเอกสารของ ยศ.ทบ.ก็จะได้รับประโยชน์อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ผู้เขียนขอขอบคุณ และชมเชยในความเสียสละของ พ..พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้ซึ่งเดินทางไปศึกษาปริญญาโท Defence Studies ในปี 2540-2541 และเขียนเอกสาร "คำแนะนำการศึกษาหลักสูตร Master of Defence Studies ADFA/ U of NSW, Canberra" มอบแก่ผู้เขียนและผู้อื่นซึ่งร่วมเดินทางไปศึกษาในปี 2541-2542 ผู้เขียนขออนุญาตนำข้อมูลบางอย่างมาปรับปรุงเพิ่มเติมลงในเอกสารนี้ หลังจากปรับปรุงแล้ว ข้อมูลต่างๆถือเป็นข้อมูลระหว่างปี 2541-2542 และผู้เขียนไม่สงวนสิทธิ์ หากผู้ใดต้องการปรับปรุงเอกสารนี้ให้ทันสมัย ถูกต้องและสมบูรณ์เสมอ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจและจะเดินทางไปศึกษารุ่นหลังๆต่อไป แม้ว่าเอกสารนี้จัดทำเพื่ออ้างอิงสำหรับกำลังพลในสังกัดกองทัพบก อย่างไรก็ตามทุนตามโครงการ DC (Defence Cooperation) เปิดกว้างสำหรับกังพลทุกเหล่าทัพ ดังนั้นกำลังพลในเหล่าทัพอื่นก็สามารถใช้ประโยชน์ในการอ้างอิงโดยปรับรายชื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสม

 

ลักษณะของทุนการศึกษา

            ทุนการศึกษาระดับหลังปริญญาตรี (Post Graduate)ในโครงการ เป็นหนึ่งในจำนวนหลายๆ หลักสูตรการฝึกศึกษา ในโครงการ DC ซึ่งเป็นโครงการภายใต้การกำกับดูแลของ International Policy Division อันเป็นหน่วยงานหนึ่งของกองบัญชาการกระทรวงกลาโหม อต. วัตถุประสงค์ของโครงการนี้คือให้ความช่วยเหลือทางทหารโดยเฉพาะการฝึกศึกษาทั้งหลักสูตรทางทหารและพลเรือนแก่มิตรประเทศของอต. ในปี 1997-98 (..97-มิ..98) โครงการ DC ได้รับงบประมาณ $63.4 ล้าน คิดเป็น 0.6% ของงบประมาณทั้งสิ้น $10,415.4 ล้าน สำหรับปีงบประมาณ 1999-2000 ได้ตั้งงบประมาณไว้ $55.8 ล้าน เป็นส่วนของไทย $4.6 ล้าน ก่อนหน้านี้ทุนระดับ Post Graduate จะจำกัดอยู่เพียงสาขาวิชา Strategic หรือ Defence Studies ปีละไม่กี่ทุนเท่านั้น แต่ในปี 1998 ได้มีการเสนอ โครงการ Australian Defence Cooperation Scholarship แก่ประเทศ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ปาปัวนิวกีนี สิงคโปร์ ประเทศในย่านเซ้าท์เวสท์แปซิฟิก และประเทศไทย และได้ขยายขอบเขตวิชาออกไปรวมถึงวิชา Management, Engineering และ Information Science คุณสมบัติขั้นต้นของผู้รับทุนไทย จะต้องเป็นนายทหารสัญญาบัตรระดับกลาง (ยศ พ..-..) มีประสบการณ์ทำงานโดยตรง หรือเกี่ยวข้อง ในสาขาวิชาที่ประสงค์จะศึกษา คุณสมบัติประการสำคัญของผู้สมัคร คือต้องมีความสามารถใช้ภาษาอังกฤษตามการทดสอบ IELTS (International English Language Testing System) ไม่ต่ำกว่า 6.5 หรือ TOEFL ในระดับ 600 (หรือ 250 ในระบบการวัดผลแบบใหม่) แต่เนื่องจาก IELTS ทดสอบความสามารถทางภาษาทั้งการฟัง พูด อ่าน และเขียน ส่วน TOEFL สอบการฟังเป็นหลัก ผู้ที่ต้องการใช้ TOEFL ประกอบการสอบอาจต้องมีการทดสอบทักษะทางภาษาด้านอื่นเพิ่มเติม อนี่งการทดสอบภาษาอังกฤษอาจเปลี่ยนแปลงจาก IELTS มาเป็นการทดสอบ ADFELPS ซึ่งเป็นการทดสอบภาษาอังกฤษทางทหารที่ทดสอบทักษะทั้ง 4 ด้านเช่นกัน ดังนั้นผู้สนใจจึงควรเตรียมตัวด้านภาษาล่วงหน้าพอสมควร ทั้งการฟัง พูด อ่าน เขียน และสามารถสมัครสอบ IELTS ได้ที่สำนักงาน IDP (International Development Program) อาคาร ซีพีทาวเวอร์ สีลม หรือ ที่สถานทูตอังกฤษ ส่วน TOEFL สอบถามรายละเอียดที่ AUA เมื่อได้รับผลสอบแล้วให้รอเรื่องรับสมัครจาก แผนกศึกษาต่างประเทศ ยศ.ทบ. โทร. 2414053 ประมาณเดือน พ..-มิ.. ต่อไป

            ทุนการศึกษานี้เป็นทุนแบบให้เปล่า และเสนอให้กองทัพไทยเป็นส่วนรวม มิได้ระบุเฉพาะเจาะจงว่าเป็นของหน่วยใดหน่วยหนึ่ง ผู้รับทุนจึงไม่มีข้อผูกมัดว่าจะต้องกลับมารับราชการในหน่วยใดหน่วยหนึ่งเพราะไม่มีหน่วยใดเป็นเจ้าของทุน อย่างไรก็ตามผู้รับทุนมีฐานะเป็นข้าราชการกองทัพบก มีข้อผูกมัดต้องกลับมารับราชการในกองทัพบกอย่างน้อยเป็นเวลา 2เท่า ของเวลาที่ใช้ในการศึกษา ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เวลาศึกษาประมาณ 1-1.5 ปี แล้วแต่ระดับของหลักสูตร หรือสาขาวิชา ที่ผ่านมากองทัพบกยังไม่มีแผนการบรรจุกำลังพลที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทจากโครงการ DC ที่ชัดเจน ในทางปฏิบัติจึงทำเพียงส่งตัวกลับหน่วยเดิมก่อนเดินทางไปศึกษาเท่านั้น ดังนั้นหากทบ.ประสงค์ที่จะใช้ทรัพยากรบุคคลที่ได้รับการพัฒนาแบบให้เปล่าเหล่านี้อย่างคุ้มค่า ควรมีแผนการบรรจุรองรับโดยการปรับย้ายไปรับราชการในหน่วยที่จะได้ใช้วิชาความรู้ที่ได้รับการศึกษามา เช่นผู้ที่สำเร็จการศึกษา Defence Studies จะมีความรู้ด้านการเมืองและการทหารระหว่างประเทศอาจบรรจุใน ขว.ทบ. เพื่อปฏิบัติงาน หรือ ในสบส. เพื่อสอน ส่วนผู้ที่สำเร็จการศึกษาด้าน Management Studies จะมีความรู้ด้านการบริหารโครงการและการบริหารงานการจัดหา อาจพิจารณาบรรจุใน สปช.ทบ., กบ.ทบ. เพื่อปฏิบัติงาน หรือใน สบส.เพื่อสอน เป็นต้น ทั้งนี้อาจสอบถามความสมัครใจไปยังผู้ที่กำลังศึกษาอยู่โดยตรงเช่นเดียวกับการพิจารณาหน่วยเริ่มรับราชการแก่ นนร.ที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันทางทหารจากต่างประเทศก็ได้

ในการไปศึกษาด้วยทุนนี้ กองทัพออสเตรเลียจะออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้ผู้รับทุนนำครอบครัว ได้แก่ ภรรยา หรือสามี และ บุตร รวมทั้งผู้อยู่ในอุปการะ (Independence) เดินทางไปร่วมพำนักระหว่างศึกษาได้ (แต่ไม่เป็นเหตุผลให้ได้รับเบี้ยเลี้ยงเพิ่ม) หรือหากไม่ประสงค์จะนำครอบครัวไปด้วย จะได้รับค่าเดินทางให้กลับมาเยี่ยมครอบครัวได้หนึ่งครั้ง

            นับตั้งแต่ปี 2541 รัฐบาลไทยงดช่วยเหลือค่าใช้จ่ายต่างๆอันได้แก่เบี้ยเลี้ยง ค่าเสื้อผ้า ค่าคอมพิวเตอร์ ค่าธรรมเนียมสนามบิน(จ่ายเอง) และอื่นๆ ค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นจึงได้รับจากทางออสเตรเลียด้านเดียว ส่วนประเทศอื่นๆในกลุ่มอาเซียนได้แก่ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ก็ใช้นโยบายเดียวกับไทย เว้นเพียงฟิลิปปินส์ ที่ยังคงจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้นายทหารนักเรียนเช่นเดิม

 

การพิจารณาผู้รับทุน

การพิจารณาแบ่งเป็นสองขั้นตอน คือขั้นตอนแรกโดยสำนักงานผู้ช่วยทูตทหารออสเตรเลียประจำประเทศไทยจะพิจารณาคุณสมบัติและความเหมาะสมโดยทั่วไป และในขั้นตอนที่สองคือการพิจารณาความเหมาะสมในการศึกษาต่อในสาขาวิชาที่สมัครโดย University College, University of New South Wales ซึ่งเป็นสถาบันที่ได้รับสัมปทานการให้บริการการศึกษาระดับอุดมศึกษาแก่นักเรียนนายร้อยทั้งสามเหล่าทัพของกองทัพ อต. ADFA ซึ่งนอกจากจะสอนนักเรียนนายร้อยในเวลากลางวันแล้ว ยังได้เปิดสอนระดับอนุปริญญาหลังปริญญาตรี (Post Graduate Diploma) และปริญญาโท (Master) ในภาคค่ำอีกด้วย (Post Graduate Diploma เป็นการศึกษาระหว่าง ปริญญาตรีและปริญญาโท)

อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครที่สนใจศึกษาสาขาวิชาอื่น ณ สถาบันการศึกษาอื่นๆ นอกจาก ADFA ภายในขอบเขตของทุนที่เสนอให้ สามารถต่อรองกับผู้ช่วยทูตทหารออสเตรเลียประจำประเทศไทยเป็นเฉพาะกรณีได้

เนื่องจากการพิจารณามีหลายขั้นตอน ดังนั้นผู้สมัครจึงควรกรอกใบสมัครด้วยการพิมพ์ หรือเขียนด้วยลายมือให้บรรจง ชัดเจน ครบถ้วน เพื่อประโยชน์ในการพิจารณา

 

การดำเนินกรรมวิธีก่อนเดินทาง

เมื่อได้รับการคัดเลือก จะต้องดำเนินกรรมวิธีทำหนังสือเดินทาง หรือต่ออายุหนังสือเดินทาง และทำสัญญากับกองทัพบกที่ แผนกศึกษาต่างประเทศ กองการศึกษา ยศ.ทบ. นอกจากนี้ต้องไปตรวจร่างกายตาม รพ.ที่กำหนดเพื่อนำผลการตรวจร่างกายเป็นหลักฐานประกอบการขออนุญาตเข้าเมือง (VISA) สำหรับผู้ที่ประสงค์จะนำครอบครัวไปด้วย ให้ไปตรวจร่างกายพร้อมกัน แล้วนำหนังสือเดินทาง และผลการตรวจร่างกายไปให้เจ้าหน้าที่ สำนักงานผู้ช่วยทูตทหารออสเตรเลียประจำประเทศไทย ดำเนินการขอ VISA ให้

ผู้เขียนและครอบครัว และผู้ที่เดินทางไปศึกษาในปี 2541 ได้รับ VISA ประเภท นักเรียน (Student) ส่วนผู้ที่เดินทางไปศึกษาในปี 2542 ได้รับ VISA ประเภทอนุญาตให้อยู่อาศัยชั่วคราว (Temporary Resident) ทั้งสองประเภทมีข้อดีข้อเสียต่างกันคือ VISA ประเภทนักเรียน จะได้รับการประกันสุขภาพกับ บริษัท Medibank Private แต่บุตรจะสามารถเข้าเรียนได้ฟรีเฉพาะในเขตCanberra ไม่รวมถึงเมือง Queanbeyan (เมืองในรัฐ New South Wales ที่ใกล้ Canberra ที่สุด ห่างจากใจกลางเมืองไปทางตะวันออกประมาณ 10 กม. แต่มีค่าครองชีพถูกกว่า) และภรรยาสามารถทำงานได้ไม่เกิน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ส่วนผู้ได้รับ VISA ประเภทอนุญาตให้อยู่อาศัยชั่วคราว บุตรสามารถเข้าเรียนได้ทุกที่ ภรรยาสามารถทำงานได้ไม่มีข้อจำกัด แต่รายละเอียดการช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นลักษณะใด

                ตามระเบียบ ทบ.จะออกคำสั่งให้ผู้รับทุนมีตำแหน่ง ประจำ ยศ.ทบ.ตั้งแต่เริ่มเดินทางไปศึกษา จนกระทั่งเดินทางกลับ ระหว่างนี้จะไม่มีการพิจารณาความดีความชอบหรือเลื่อนยศใดๆทั้งสิ้น

 

การเตรียมตัวก่อนเดินทางและการเดินทาง

                ผู้รับทุนซึ่งต่อไปจะใช้คำว่า "นักศึกษา" ควรจัดการเรื่องทางธุรการส่วนตัวให้เรียบร้อย รวมทั้งการสมัครขอใช้บัตรเครดิตกับธนาคารทหารไทย หรือธนาคารอื่นที่รับเงินเดือนผ่าน เพื่อประโยชน์ในการใช้จ่ายเงินจากบัญชีเงินเดือนหากเงินเบี้ยเลี้ยงที่ได้รับไม่เพียงพอ เนื่องจากขณะนี้นักศึกษาจะไม่ได้รับเบี้ยเลี้ยงจากรัฐบาลไทย โดยเฉพาะผู้ที่ประสงค์จะนำภรรยาและบุตรไปด้วย เบี้ยเลี้ยงจากออสเตรเลียอย่างเดียวจะไม่เพียงพออย่างแน่นอน   นอกจากนี้ควรจัดเตรียมเสื้อผ้าสำหรับกันหนาวไปให้เพียงพอ เพราะราคาจะค่อนข้างแพง และฤดูหนาวที่ Canberra จะยาวนาน อุณหภูมิบางคืนอาจลดต่ำถึง ลบ 10 องศาเซลเซียส สำหรับกลางวันฤดูหนาวจะประมาณ 5-10 องศา เครื่องแบบจะใช้ระหว่างการศึกษาภาษาอังกฤษที่ Defence International Training Centre (DITC) เท่านั้น การศึกษาที่ ADFA จะแต่งกายพลเรือน สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าหากจะเตรียมไปก็ได้เนื่องจากที่ อต.ใช้ไฟฟ้าระบบเดียวกับไทย ต่างกันที่แบบของขาปลั๊กไฟที่ อต.จะเป็นแบบแบนที่เฉียงทำมุมกัน 60 องศา (ของไทยเป็นแบบแบน แต่ขนานกัน) ดังนั้นหากจะนำเครื่องใช้ไฟฟ้าจากประเทศไทยไปควรเตรียมปลั๊กสามตามาด้วยแล้วดัดแปลงโดยใช้คีมดัดให้ทำมุมกันตามที่ต้องการก็ใช้ได้ การเตรียมตัวที่สำคัญอีกประการได้แก่การทำความคุ้นเคยกับการพิมพ์ภาษาอังกฤษโดยการใช้คอมพิวเตอร์ Microsoft Word และPower Point เนื่องจากต้องพิมพ์รายงาน และ บรรยายสรุปเกือบทุกวิชาที่เรียน หากมีเครื่องคอมพิวเตอร์ให้นำไปด้วย จะช่วยให้สามารถทำงานที่บ้าน ได้อนึ่งหากต้องการใช้เวลาว่างระหว่างปิดเทอมในการเดินทางท่องเที่ยวให้ได้ประโยชน์สูงสุด นักศึกษาไม่ควรลืมหาซื้อคู่มือท่องเที่ยวออสเตรเลียมาด้วยสัก 1 เล่ม นอกจากนี้ควรเตรียมของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆไว้เพื่อแสดงความขอบคุณสถาบันและเจ้าหน้าที่ในโอกาสต่างๆ เช่นการจบการศึกษา

            เจ้าหน้าที่สำนักงานผู้ช่วยทูตทหารออสเตรเลียจะกำหนดวันเดินทางและจองตั๋วโดยสารสายการบิน Qantas ซึ่งเป็นสายการบินประจำชาติออสเตรเลีย เพื่อเข้ารับการศึกษาภาษาอังกฤษเพื่อความคุ้นเคยกับกองทัพออสเตรเลีย (AUSTFAMIL) และภาษาอังกฤษขั้นก้าวหน้า (Advanced Australian English Language Course - AAELC) DITC ซึ่งเป็นศูนย์ฝึกอบรมภาษาอังกฤษ ในค่ายทหารอากาศวิลเลี่ยมส์ (RAFF Williams) เมืองLaverton รัฐ Victory อย่างไรก็ตามขณะนี้สายการบินต่างๆได้รวมตัวเป็นกลุ่มให้บริการ โดยในกลุ่ม World Alliance มี Qantas, British Airways และสายการบินอื่นๆอีก 7 สายการบิน ดังนั้นท่านอาจได้เดินทางกับสายการบินอื่นในกลุ่มก็ได้ ผู้โดยสารเครื่องบินระหว่างประเทศชั้นประหยัด (Economy) จะสามารถนำสัมภาระไปด้วย (Checked Baggage) เป็นกระเป๋าเดินทางได้ 2 ชิ้น น้ำหนักรวมกันไม่เกิน 20 กก. และกระเป๋าของใช้ส่วนตัวถือขึ้นเครื่องอีก 1 ใบ น้ำหนักประมาณ 5 กก. นอกจากนี้ท่านจะได้รับคูปองสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการส่งของอีกประมาณ 5,000 บาท ซึ่งสามารถนำไปจ่ายเป็นค่า Checked Baggage ส่วนเกินได้เพิ่มอีกประมาณ 15 กก. (สัมภาระส่วนเกินจาก 20 กก. สายการบินจะคิดค่าใช้จ่าย กก.ละประมาณ 300 บาท) หรืออาจนำไปเป็นค่าส่งของแบบ Unaccompanied Baggage โดยติดต่อบริษัท Thai Airport Ground Service (TAGS) ที่ดอนเมือง โทร.996-9064-93 เป็นผู้ส่งให้โดยนำสัมภาระพร้อมหนังสือเดินทางและตั๋วโดยสารไปที่อาคารคลังสินค้าที่ 4 อาจส่งได้ประมาณ 50-100 กก.ขึ้นกับอัตราค่าขนส่งขณะนั้น แต่มีข้อเสียคือต้องเสียค่าบริการคลังสินค้า (Terminal Charge) ค่าดำเนินพิธีการศุลกากรประมาณ 500 บาท (เงินสด ไม่รับคูปอง) และต้องเสียเวลาไปรับและนำของออกจากศุลกากร ณ ปลายทาง คือที่ Melbourne ซึ่งแม้จะมีขั้นตอนง่ายกว่าที่ไทย แต่ต้องเสียค่า Terminal Charge อีก $20 เป็นเงินสดอีกเช่นกัน

            ข้อพึงระวังได้แก่การไม่นำของต้องห้ามอันได้แก่ผลิตภัณท์จากพืชและสัตว์ รวมทั้งอาหารสดแห้งทุกชนิดติดตัวไป เนื่องจากออสเตรเลียเกรงว่าจะเป็นการนำโรคและแมลงแปลกปลอมเข้าประเทศไปทำลายพืชและสัตว์พื้นเมือง อย่างไรก็ตามหากต้องการจะนำอาหารและยาที่จำเป็นไปด้วยก็สามารถทำได้ โดยการเขียนชี้แจงแล้วเปิดให้เจ้าหน้าที่ตรวจที่ด่านตรวจศุลกากรเมื่อเดินทางถึง ถ้าผ่านการพิจารณาก็สามารถนำเข้าไปได้ ถ้าไม่ผ่านเจ้าหน้าที่จะยึดแล้วนำไปทำลายโดยไม่มีความผิด แต่ถ้าลักลอบนำเข้าโดยไม่ชี้แจงแล้วเจ้าหน้าที่สุ่มตรวจเจอจะถือเป็นความผิดร้ายแรง

            เมื่อถึงวันเดินทางควรไปถึงสนามบินล่วงหน้าอย่างน้อย 2 ชม. และตรวจสอบให้แน่ใจว่าไป Check in ที่สนามบินเก่าหรือใหม่ (Terminal 1 หรือ 2) เมื่อไปถึงแล้วให้ตรวจสอบจากจอโทรทัศน์ในสนามบินว่าเที่ยวบินขาออกที่จะเดินทางนั้น Check in ที่ ช่อง(Row) ไหน ให้นำกระเป๋าสัมภาระไปผ่านเครื่อง X-Ray แล้วเข้าแถว Check in ที่ช่องนั้น โดยเตรียมหนังสือเดินทาง บัตรโดยสารเครื่องบิน และค่าธรรมเนียมสนามบิน (อาจจ่ายที่เครื่องอัตโนมัติได้) เจ้าหน้าที่จะรับกระเป๋าและจ่ายบัตรที่นั่งบนเครื่องบิน (Boarding Pass) และแบบบันทึกบุคคลเดินทางเข้า-ออกเมือง ให้กรอกรายละเอียดในส่วนขาออกแล้วผ่านด่านตรวจ เพื่อไปรอในห้องพักรอเรียกขึ้นเครื่อง ณ ประตูที่กำหนด ระหว่างนี้อาจมีเวลาว่างสำหรับซื้อของที่ร้านสินค้าปลอดภาษี ควรซื้อสุรา หรือบุหรี่ตามสิทธิเพราะที่ ออสเตรเลียจะแพงมาก เช่นบุหรี่ยี่ห้อพื้นเมืองมีหลายขนาด (ห่อละ 30, 40 หรือ 50 มวน) ห่อละ 30 มวนราคาประมาณ $6.50 สำหรับบุหรี่ต่างประเทศยิ่งแพงมากกว่า ถ้าท่านไม่สูบบุหรี่ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อ แต่ก็อาจเตรียมไว้เป็นของชำร่วยสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ให้การสนับสนุนท่านในระหว่างการศึกษาก็ได้ อย่างไรก็ตามประตูขึ้นเครื่องในท่าอากาศยานกรุงเทพมีมากเกือบ 100 ประตูและอาจห่างจากร้านปลอดภาษีถึง 500 เมตร จึงควรแน่ใจว่าที่สามารถเดินทางไปขึ้นเครื่องได้ทันตามกำหนด เมื่อได้เวลาประมาณ 30 นาทีก่อนเวลาออกเดินทาง เจ้าหน้าที่จะเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่องตามลำดับจากท้ายเครื่องบิน (เลขที่นั่งมาก) มายังหัวเครื่องบิน (เลขที่นั่งน้อย) เมื่อพร้อมแล้วเครื่องบินจะออกเดินทาง โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 ชม. ระยะทางประมาณ 8,000 กม. ก็จะเดินทางถึง ให้กรอกรายละเอียดในแบบตรวจคนเข้าเมือง และแบบตรวจของศุลกากร ผ่านการตรวจคนเข้าเมือง รอรับสัมภาระเพื่อนำผ่านด่านศุลกากร แล้วออกไปรอพบเจ้าหน้าที่ ที่มารอรับ แต่ถ้าเครื่องลงดึกมากอาจมีรถแท็กซี่ที่ DITC จ้างให้มารอรับแล้วนำไปส่งที่ DITC ก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ DITC หรือแท็กซี่ จะถือป้ายชื่อของท่าน เมื่อพบแล้วควรรีบเข้าไปทักทายแสดงตัวทันที

 

เรื่องธุระการ ณ DITC

            เมื่อเดินทางถึง DITC ไม่ว่าจะเป็นเวลาใด จะมีเจ้าหน้าที่รอรับเพื่อชี้แจงเบื้องต้นแล้วนำเข้าที่พัก ซึ่งเป็นอาคารชั้นเดียว 4 ห้องนอน เรียกว่า Block ปัจจุบันมี 18 Blocks แต่ละ Block จะมีห้องน้ำ เครื่องซักผ้า อบผ้า เตารีด ตู้เย็น อุปกรณ์ชงชากาแฟและห้องพักผ่อนร่วมกัน ห้ามนักศึกษาประกอบอาหารอื่นใดใน Block เพราะหากเกิดควันไฟจนสัญญาณดับเพลิงดัง และเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเดินทางมาตรวจสอบ อาจถูกปรับเป็นพันเหรียญ ถ้าต้องการประกอบอาหารให้ไปใช้ห้องครัวใน Common Room ซึ่งเป็นห้องพักผ่อนรวมในอาคารเรียน และมีเครื่องครัวพร้อม อย่างไรก็ตาม นักศึกษาสามารถเดินไปรับประทานอาหารฟรีทั้ง 3 มื้อ ได้ที่ Officer Mess โดยแสดงบัตรอาหารที่ DITC มอบให้ ในวันถัดไปจะเป็นการดำเนินงานทางธุระการเช่นจ่ายเครื่องแบบ เช่นถุงเท้า เสื้อแจ๊กเก็ต เสื้อกันหนาว ถุงเท้า อุปกรณ์การศึกษา เช่นแฟ้ม กระดาษ ปากกา ค่าใช้จ่ายได้แก่ค่าเสื้อผ้า $463.40 ค่าตั้งตัว $226.00 เบี้ยเลี้ยงวันละ $19.00 รวมทั้งการปฐมนิเทศ นักศึกษาจะได้รับการแนะนำให้เปิดบัญชีธนาคารกับ DEFCREDIT ซึ่งเป็นคล้าย สหกรณ์ออมทรัพย์ของกองทัพ อต. และมีสาขาใน RAFF Williams ควรขอทำบัตรเครดิต VISA ซึ่งสามารถใช้เป็นบัตร ATM ได้ด้วย โดยสามารถใช้เบิกเงินจากตู้ ATM ได้ทุกธนาคารทั่วประเทศเดือนละไม่เกิน 6 ครั้ง หากเกิน 6 ครั้งจะเสียค่าธรรมเนียมครั้งละ $1.50 และจะต้องเสียค่าธรรมเนียม $1 ทุกครั้งที่กดรหัสผิดหรือกดเบิกเงินโดยที่เงินในบัญชีไม่พอให้เบิก เมื่อเปิดบัญชีแล้วให้นำหมายเลขบัญชีไปแจ้งเจ้าหน้าที่ธุระการเพื่อจะได้โอนเบี้ยเลี้ยงเข้าบัญชี ซึ่งจะจ่ายเบี้ยเลี้ยงในวันพฤหัสบดี ทุก 14 วัน (Fortnight) และเมื่อไปศึกษาที่ ADFA ก็สามารถใช้บัญชีเดิมได้เนื่องจากมีสาขา DEFCREDIT ที่ ADFA เช่นกัน

            DITC จะมีนายทหารไทย 1 นาย ส่วนใหญ่จะเป็นนายทหารหญิงซึ่งมีความเชี่ยวชาญทางภาษา ประจำอยู่ในตำแหน่ง Australian English Language Methods Officer (AELMO) ซึ่งนายทหารผู้นี้มีหน้าที่ช่วยเหลือ นทน.ไทย และช่วยสอนภาษา ทั้งภาษาอังกฤษที่ DITC และ ภาษาไทย ที่ รร.ภาษา ณ Point Cook ซึ่งอยู่ห่างจาก RAFF Williams ไปประมาณ 15 กม. AELMO จะให้คำแนะนำการปฏิบัติโดยทั่วไป สามารถส่งเอกสารรายงานตัวไปยัง ผชท.ทบ.ผ่าน AELMO ได้

            การโทรศัพท์ติดต่อกลับไทยในเรื่องส่วนตัวสามารถใช้โทรศัพท์สาธารณะได้ทุกเครื่อง ใช้ได้ทั้งหยอดเหรียญ บัตรโทรศัพท์แบบ Smart Card และบัตรโทรศัพท์แบบ Pin Number แต่ถ้าใช้แบบ Pin Number ซึ่งมีหลายบริษัทเช่น Easy Call, Onetel, Unidial แล้วโทรหลัง 1800 ซึ่งเป็นเวลาประหยัด จะถูกกว่ามาก ประมาณเพียงนาทีละ $0.90-1.00 นอกจากนี้ยังสะดวกกว่าเนื่องจากสามารถโทรออกจากโทรศัพท์ใน Block ได้ ส่วนการโทรจากเครื่องสาธารณะเพื่อติดต่อในเมืองเดียวกันเสียค่าโทร ครั้งละ $0.40

             เมื่อมีเวลาว่างโดยเฉพาะวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ นักศึกษาสามารถเดินทางเข้าเมือง Melbourne ได้ โดยรถไฟ The Met Train ซึ่งเป็นเครือข่ายรถไฟใต้ดิน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที เขตบริการแบ่งเป็น Zone ค่าโดยสารมี 2 ประเภท คือ ประเภท 2 ชม. $2.20 หรือทั้งวัน $4.30 ใน Zone เดียวกัน แต่ถ้าข้าม Zone ราคาจะเพิ่มขึ้น สามารถซื้อตั๋วโดยสารได้จากเครื่องขายตั๋วทุกสถานี แต่ก่อนขึ้นรถต้องเสียบบัตรให้เครื่องอ่านตั๋ว (Validate) ก่อน มิเช่นนั้นเครื่องกั้นตรวจตั๋วเวลาจะออกจากสถานีจะไม่เปิดให้ออก ข้อดีของระบบขนส่งของ Melbourne คือตั๋วโดยสารสามารถใช้ได้ทั้งขึ้นรถไฟ และรถราง แต่ถ้าซื้อตั๋วบนรถรางจะมีประเภท Short Trip คือขึ้นได้ครั้งเดียว $1.5 และ 2 ชม. $2.20 แต่ไม่มีตั๋วประเภททั้งวัน

                ระหว่างศึกษาภาษาอังกฤษอาจมีการเดินทางไปศึกษาดูงานนอกสถานที่ จะได้รับเบี้ยเลี้ยงเพิ่มอีกวันละ $15.59 ถึง $26.25 นอกจากนี้ระหว่างเทศกาลที่มีวันหยุดหลายวัน เช่น Easter หรือ Christmas นักศึกษาจะได้รับสิทธิการลาไปพักผ่อนนอกค่ายโดยได้รับค่าใช้จ่ายเพิ่ม (รวมเป็นเบี้ยเลี้ยงวันละ $61.80) แต่ทั้งนี้ต้องออกไปพักติดต่อกันเกินกว่า 72 ชม. หากมีแผนที่จะเดินทางท่องเที่ยวควรเตรียมการแต่เนิ่นๆ ทั้งเรื่องการจองที่พัก บัตรโดยสารรถ หรือจองรถเช่า เนื่องจากช่วงเทศกาลจะมีการเดินทางมาก อนึ่งนักศึกษาควรระมัดระวังไม่แสวงประโยชน์จากค่าใช้จ่ายในการลาพักนี้ โดยการทุจริตเช่นเบิกค่าใช้จ่ายแล้วไม่ออกไปตามแผนการลา เนื่องจากถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

 

การศึกษาภาษาอังกฤษ

                หลังจากดำเนินการทางธุระการเรียบร้อยแล้ว นักศึกษาจะเริ่มศึกษาภาษาอังกฤษ โดยการศึกษาหลักสูตร AUSTFAMIL ระยะเวลา 15 วัน (3 สัปดาห์) หลักสูตรนี้จะเน้นการใช้ภาษาอังกฤษแบบ อต. เพื่อการใช้งานในการติดต่อสื่อสารเบื้องต้น เสริมด้วยเรื่องขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม อต. รวมทั้งการนำเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ เพื่อความคุ้นเคย

            เมื่อจบ AUSTFAMIL แล้วจะต่อด้วยหลักสูตร AAELC ซึ่งมีระยะเวลาเรียน 80 วัน (16 สัปดาห์) หลักสูตรนี้เน้นทักษะการใช้ภาษาระดับสูง ทั้งการ ฟัง พูด อ่าน และเขียน ทางวิชาการ เพื่อเตรียมความพร้อมในการศึกษาระดับสูงซึ่งต้องการความชำนาญการใช้ภาษาอย่างมาก จะมีการสอนเทคนิคการฟัง และจับใจความ พูดโต้ตอบซักถาม และนำการสัมมนา เทคนิคการอ่านโดยจับเวลา เพื่อตอบคำถาม เขียนเรียงความตั้งแต่ 500-2,500 คำ บรรยายสรุป และฝึกทำข้อสอบแบบบรรยาย เป็นต้น ในหลักสูตรนี้ จะมีการนำไปเยี่ยมชม ADFA ด้วย ระหว่างที่ศึกษาภาษาอังกฤษนี้ นักศึกษาสามารถเลือกซื้อ Dictionary โดยความเห็นชอบของนายทหารกำกับหลักสูตร ภายในวงเงินปีละ $270.00 ซึ่งวงเงินนี้ต้องนำไปใช้ซื้อตำราเรียนระหว่างการศึกษาปริญญาโทในปีแรกด้วย จึงควรซื้อเท่าที่จำเป็น เช่น Dictionary 1 เล่ม ราคาประมาณ $30.00 ก็น่าจะเพียงพอ

เวลาประมาณ 4 เดือนของการศึกษาภาษาอังกฤษ ณ DITC นักศึกษาจะได้ประโยชน์อย่างมากในการเพิ่มพูนทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน เพื่อการศึกษาในวิชาที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังได้เรียนรู้ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมทางทหารออสเตรเลีย ในระหว่างนี้ครอบครัวจะยังไม่ได้เดินทางมา จนกว่าจบหลักสูตรภาษา

 

การซื้อรถยนต์

            รถยนต์ เป็นพาหนะที่จำเป็นระหว่างการศึกษาที่ ADFA โดยเฉพาะผู้ที่มีบุตร เนื่องจากต้องใช้รับส่งบุตรไปโรงเรียนหากโรงเรียนไม่อยู่ในระยะทางที่จะสามารถเดินไปได้ ดังนั้นหากต้องการจะซื้อรถยนต์ตั้งแต่ ขณะศึกษา ณ DITC ก็สามารถทำได้และจะได้ใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าตั้งแต่ต้น เช่นใช้ท่องเที่ยวในรัฐ Victoria ในช่วงวันหยุด หรือใช้เดินทางไป Canberra เมื่อจบหลักสูตร AAELC โดยอาจขอให้ครอบครัวเดินทางไปที่ Melbourne แล้วร่วมเดินทางไป Canberra ด้วยกันก็ได้ ซึ่งหากประสงค์จะเดินทางไป Canberra ด้วยตนเอง ทาง DITC จะจ่ายค่าเดินทางให้ไม่เกินค่าโดยสารเครื่องบิน Melbourne - Canberra 1 เที่ยว พร้อมเบี้ยเลี้ยงเดินทางรวมเป็นเงินประมาณ $230

            ก่อนซื้อรถยนต์ ต้องมีใบขับขี่ ซึ่งสามารถทำได้โดยการแปลใบขับขี่ของไทย แล้วให้เจ้าหน้าที่ DITC รับรองแล้วขอหนังสือนำจาก ผบ. DITC กับให้เจ้าหน้าที่ DITC พาไปดำเนินการที่ Vicroads (กองทะเบียนยานพาหนะของรัฐ Victoria) ซึ่งจะใช้เวลากรอกแบบฟอร์มแล้วถ่ายรูปทำบัตร จ่ายค่าธรรมเนียม $ 39 ใช้เวลารวมกันไม่เกิน 1ชม.ก็จะได้ใบขับขี่ไว้ใช้ 3 ปี โดยไม่ต้องทดสอบ การขับรถในออสเตรเลียขับบนถนนด้านซ้ายเหมือนประเทศไทยแต่สภาพถนนและวินัยการขับรถแตกต่างกันมาก

            การซื้อรถสามารถซื้อได้ทั้งรถเก่า รถใหม่ ซื้อจากเจ้าของเดิมโดยตรง หรือซื้อจากร้านขายรถ บางร้านจะขายแต่รถอย่างเดียว ผู้ซื้อต้องนำไปตรวจสภาพ รวมทั้งซ่อมให้ผ่านการตรวจสภาพ (Road Worthy Condition- RWC) แล้วจึงจะนำไปจดทะเบียนโอนชื่อเจ้าของรถได้ บางร้านขายรถพร้อมกับช่วยดำเนินการโอนรถให้ คือจะนำรถไปตรวจสภาพ และซ่อมให้ภายในราคาที่ตกลง พร้อมกับทำเรื่องโอนให้ (กฏหมายรัฐ Victoria กำหนดให้ผู้ขาย ขายรถที่มีใบตรวจสภาพ ต่างจาก Canberra ที่ผู้ซื้อมีหน้าที่นำรถไปตรวจสภาพและโอน) ผู้ซื้อต้องเสียอากรประมาณ 4.5 % ของราคาซื้อ และค่าโอน $25 ส่วนค่าทะเบียนประจำปีถ้าทะเบียนเดิมยังไม่หมดอายุจะสามารถใช้รถได้ต่อไปจนกว่าจะหมดอายุจึงจะต่อทะเบียนใหม่ ค่าต่อทะเบียนประมาณปีละ $ 400-500 โดยที่ค่าต่อทะเบียนจะรวมค่าประกันภัยบุคคลที่สามแล้ว การต่อทะเบียนหลังจากโอนรถแล้วทาง Vicroads จะส่ง Sticker และเอกสารการต่อทะเบียนมาให้ตามที่อยู่เมื่อทะเบียนรถใกล้จะหมดอายุ เจ้าของรถเพียงแต่นำเอกสารไปจ่ายค่าต่อทะเบียนที่ธนาคารที่กำหนดซึ่งเมื่อธนาคารประทับตราบน Sticker ก็นำไปติดรถใช้ได้ตามกฎหมาย ทั้งนี้หากไม่มีการโอนรถก็ไม่ต้องมีการตรวจสภาพอีกในปีต่อๆไป แต่อาจมีการสุ่มตรวจสภาพรถบนถนนเป็นครั้งคราว หากรถไม่มีสภาพดีพออาจถูกปรับได้

            การซื้อรถเก่าหากไม่มีความรู้ในการดูสภาพรถอาจผิดหวังในภายหลัง เพื่อความแน่ใจควรจ้างช่างที่มีความชำนาญให้มาตรวจสภาพรถยนต์ที่ต้องการ แล้วให้ออกรายงาน Pre-Purchase Test Report ให้ ซึ่งช่างจะตรวจสภาพให้โดยละเอียดทั้งเครื่องยนต์ ช่วงล่าง ตัวถัง และลองขับ พร้อมออกรายงานรายการตรวจเช็คต่างๆประมาณ 100 กว่ารายการรวมทั้งรายการที่ต้องซ่อมเพื่อให้ผ่านการตรวจสภาพ ใช้เวลาตรวจประมาณ 2 ชม. ค่าบริการประมาณ $100 เมื่อได้รับรายงานแล้ว ค่อยตัดสินใจหรือต่อรองให้ร้านรถซ่อมให้ตามรายการที่ช่างแนะนำ

            เมื่อซื้อรถแล้วควรสมัครเป็นสมาชิก Royal Auto Club Victoria - RACV ซึ่งเป็นสมาคมรถยนต์ของรัฐVictoria และทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายร่วมกับสมาคมรถยนต์รัฐอื่นๆ ในการช่วยเหลือสมาชิกที่มีปัญหาการใช้รถ และเดินทาง ไม่ว่าจะรถเสีย บริการให้ข้อมูลข่าวสารการเดินทาง แจกแผนที่ จองที่พัก ประกันภัย ให้กู้เงิน โดยสมาชิกพื้นฐานประมาณปีละ $80 จะสามารถเรียกใช้บริการเมื่อรถเสียได้ถึง 4 ครั้ง นับว่าคุ้มค่าและมั่นใจว่าถ้ารถเสียทุกที่ใน อต. จะมีผู้มาช่วยเหลือโดยไม่ต้องจ่ายค่าช่าง หรือค่าลากรถซึ่งแพงนับเป็น $100 หากจะซื้อรถใน Canberra ก็ให้สมัครเป็นสมาชิก NRMA (National Road and Motor Association) ซึ่งมีพื้นที่บริการทั่วรัฐ New South Wales และ Canberra

            ผู้เขียนขอให้ข้อมูลร้านขายรถเก่า ชื่อ 500 Autos, Elizabeth St ในเมือง Melbourne ตรงข้าม Victoria Market จะมีรถเก่าให้เลือกราคาตั้งแต่ $2,000 ขึ้นไป พร้อม RWC และ ถ้าจะใช้บริการช่างก็เรียก Melbourne Auto Check โทร. 9890 5000 แต่ถ้าไม่รีบนัก ควรไปซื้อรถที่ Canberra อย่างน้อยจะมีผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ หรือเจ้าหน้าที่ สน.ผชท.ทบ. ช่วยเหลือแนะนำ

 

การเดินทางไป Canberra

                เมื่อจบการศึกษาภาษาอังกฤษ AAELC แล้ว DITC จะส่งตัวนักศึกษาไป Canberra ประมาณ 3 สัปดาห์ก่อนเปิดการศึกษา นักศึกษาสามารถเลือกที่จะเดินทางตามที่ DITC จัดให้โดยการโดยสารเครื่องบินซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชม. หรือหากเดินจะทางเองก็สามารถทำได้ โดยจะได้รับค่าเดินทางและเบี้ยเลี้ยงเดินทางรวมแล้ว ประมาณ $ 230 สำหรับผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจซื้อรถก็สามารถเช่ารถรวมกัน 2-3 คนขับไปด้วยกับระยะทางจาก Melbourne ถึง Canberra ประมาณ 700 กม. มี 2 เส้นทางให้เลือกคือ Hume Hiway เป็นเส้นทางตรงลัดกว่า สภาพถนนดีกว่า และ Princes Hiway เป็นเส้นทางเลียบชายฝั่งทะเล เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการท่องเที่ยว นักศึกษาอาจแวะพักระหว่างทางตาม Motel หรือ Caravan Park (Tourist Park) ซึ่งจะมีที่พักแบบบังกาโล ราคาย่อมเยากว่าโรงแรม (ประมาณคืนละ $40-90) และมีห้องครัวในตัว นอกจากนี้ยังมี Camp Site หรือที่กางเต้นท์ใน Caravan Park ซึ่งคิดค่าบริการคืนละ $15-25 และมีห้องน้ำรวมที่สะอาด ห้องซักรีด และห้องครัวอีกด้วย เมื่อเดินทางถึง Canberra หน่วยงาน IDP ซึ่งเป็นหน่วยงานบริการด้านการศึกษาแก่นักศึกษาจากต่างประเทศ จะดำเนินการช่วยเหลือจัดการที่พักโดยในขั้นต้นจะให้พักในโรงแรม เพื่อให้นักศึกษาได้ใช้เวลาในการติดต่อหาที่พัก  ซื้อรถ ลงทะเบียนเรียน ติดต่อโรงเรียนบุตร และ เตรียมเรื่องธุรการอื่นๆ ให้เรียบร้อยก่อนเริ่มเรียน

             

Canberra

Canberra เป็นเมืองที่ได้ชื่อว่ามีการวางผังเมืองที่เป็นระบบที่สุดในโลก มีต้นไม้มากจนได้รับการขนานนามว่าเมืองหลวงในป่า บริเวณย่านชุมชนมีลักษณะพื้นที่คล้ายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ความยาว เหนือ-ใต้ ประมาณ 40 กม. ตะวันออก-ตะวันตก ประมาณ20 กม. ใจกลางเมือง อยู่ที่ Capital Hill ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารรัฐสภา ตั้งอยู่ระหว่าง Sydney และ Melbourne ห่างจาก Sydney 300 กม. ห่างจาก Melbourne 700 กม. Canberra ถูกล้อมรอบด้วยพื้นที่ของรัฐ New South Wales เมืองในรัฐ New South Wales ที่ใกล้ Canberra ที่สุด คือเมือง Queanbeyan ซึ่งห่างจาก Capital Hill ไปทางตะวันออกประมาณ 10 กม.

Canberra จัดการปกครองเป็น Suburb อาจเรียกได้ว่าเป็นระดับหมู่บ้านหรือตำบลเล็กๆมีพื้นที่เพียง 2-4 ตร.กม. ขณะนี้มีประมาณ 90 กว่าแห่ง ในSuburb ขนาดเล็ก จะมีตลาด (Shop) ซึ่งอย่างน้อยจะมี Super Market เล็กๆคล้าย Mini Mart ร้านขายหนังสือพิมพ์ และร้านขายยา ส่วน Suburb ขนาดกลาง จะมี Shopping Centre ที่มี Super Market ขนาดใหญ่ เช่นWoolworths หรือ Coles ร้านขายหนังสือพิมพ์ และร้านขายยา ร้านหมอ (Professional Centre) ตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Agent) ห้องสมุดประชาชน ฯลฯ และ ในSuburbขนาดใหญ่ขณะนี้มี 4 แห่ง ได้แก่ Belconnen, Civic, Woden และ Tuggernong จะมี Shopping Mall ขนาดใหญ่ที่เป็นศูนย์รวมธุรกิจทุกประเภท

การเดินทางใน Canberra อาจใช้ระบบขนส่งมวลชนซึ่ง มีทั้ง Taxi และ รถประจำทาง โดยเฉพาะรถประจำทาง เพิ่งปรับปรุงระบบใหม่โดยแบ่งเป็นเขต เดินรถตามเวลา โดยทั่วไปจะเสียค่าโดยสารเป็นเที่ยว ครั้งละ $2 นักเรียนและผู้มีสิทธิลดหย่อนเสียเพียงครึ่งราคา สำหรับผู้ที่มีรถ จะสามารถขับรถได้โดยสะดวก ไม่มีปัญหารถติด หากเลือกเดินทางบนเส้นทางหลักจะสามารถเดินทางจากเหนือสุด ไปใต้สุดได้ภายในเวลาไม่เกิน 30 นาที อย่างไรก็ตามการจอดรถในย่านใจกลางเมืองจะต้องเสียค่าจอดรถสำหรับที่จอดรถสาธารณะ ชม.ละ $1 ย่านรอบใจกลางเมือง ชม.ละ $0.50 ส่วนSuburb รอบนอกไม่เสียค่าจอดรถ การเก็บค่าจอดรถจัดเก็บตามเวลาธุรกิจ ได้แก่ 0830-1730 วันจันทร์ - พฤหัสบดี ส่วนวันศุกร์เก็บค่าจอดรถถึง 2100 และวันเสาร์เก็บถึง 1230 สำหรับวันอาทิตย์เละเวลานอกจากนั้นจอดฟรี การจ่ายค่าจอดรถตามริมถนนจะใช้วิธีหยอดเหรียญใน Meter นั้นๆโดยตรง แต่ในลานจอดรถ (Car Park) จะใช้วิธีจ่ายกับเครื่อง ซึ่งเครื่องจะพิมพ์ใบเสร็จบอกเวลาที่ค่าจอดรถจะหมด ให้นำใบเสร็จนี้ไปวางไว้หน้ารถ จะมีเจ้าหน้าที่เดินตรวจตลอดเวลาเพื่อให้ใบสั่ง ค่าปรับอาจสูงถึง $100 ตามแต่ลักษณะความผิด นอกจากนี้จะสามารถจอดรถได้ในที่จอดรถเอกชนหรือศูนย์การค้า โดยจ่ายค่าจอดเมื่อเวลานำรถออกจากที่จอด โดยทั่วไป Super Market ขนาดใหญ่ เช่น Woolworths จะเปิดบริการถึง 2400 แต่หากไม่ประสงค์จะซื้อรถก็อาจเดินทางโดยรถจักรยาน หรือ ใช้Skate ไปตามเส้นทางจักรยาน ซึ่งสร้างขนานไปกันถนน และตัดเข้าไปในสวนสาธารณะ ไว้ให้ประชาชนใช้เพื่อสันทนาการ และออกกำลังกายอยู่โดยทั่วไปทุกพื้นที่ เพื่อประโยชน์ในการเดินทางใน Canberra ควรซื้อแผนที่ 1 ฉบับ หรือถ้าเป็นสมาชิกสมาคมรถยนต์ จะขอได้ฟรี แต่ถ้าไม่ซื้อและไม่เป็นสมาชิกสมาคมรถก็สามารถดูแผนที่ Canberra โดยละเอียดได้ในสมุดโทรศัพท์หน้าเหลืองของ Canberra

ใน Canberra มีสวนสาธารณะหลายแห่ง กระจายอยู่โดยทั่วไป โดยเฉพาะโดยรอบทะเลสาบ Griffin ซึ่งอยู่กลางเมือง จะมีที่เล่นน้ำ และเล่นกีฬาทางน้ำ รวมทั้งตกปลาได้ ในสวนแต่ละแห่ง จะมี สนามเด็กเล่น ห้องสุขา โต๊ะรับประทานอาหารแบบ Picnic เตาย่างเนื้อไฟฟ้าแบบบาร์บีคิว สำหรับให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้โดยไม่ต้องเสียค่าบริการแต่อย่างใด

ระบบการศึกษาใน Canberra เริ่มตั้งแต่วัยก่อนเรียนคือเด็กอ่อน จะมี Child Care Centre รับเลี้ยงเด็กเล็กถึงวัยก่อนอนุบาลคือก่อน 4 ขวบ อนุบาล(Pre School), Primary School, Secondary School, College และ University ซึ่งสถาบันการศึกษาเหล่านี้มีหลายแห่งกระจายอยู่ทั่วไป สมัครเข้าเรียนโดยง่าย ไม่ต้องมีการสอบแข่งขัน เนื่องจากจำนวนนักเรียนมีน้อย สถาบันการศึกษามีมาก สำหรับนักศึกษาทุน DC หากบุตรมีความพร้อมด้านภาษา สามารถส่งบุตรเข้าเรียนในระดับ Primary School และ Secondary School ได้ฟรีทันที แต่หากไม่พร้อมต้องส่งเข้าเรียนภาษา ได้ 3แห่งคือ เด็กเล็ก ที่ North Ainslie หรือที่ Hughes ส่วนเด็กโตถึงอายุ 12-19 ปี ส่งเข้าเรียนที่ Secondary Introductory English Centre (SIEC) ที่ Dickson College โทร 6205-6334 ได้ฟรีเช่นกัน ทั้งนี้อาจบริจาคช่วยเหลือโรงเรียนโดยสมัครใจ ซึ่งเมื่อทางโรงเรียนภาษาเห็นว่ามีความพร้อมด้านภาษาแล้ว จะอำนวยความสะดวกในการติดต่อสถาบันการศึกษาขั้นต่อไปให้อีกด้วย สำหรับการศึกษาระดับอุดมศึกษา ต้องเสียค่าเล่าเรียนเอง

Canberra มีห้องสมุดประชาชน 8 แห่งผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ใน Canberra สามารถสมัครใช้บริการได้ฟรี โดยนำหลักฐานเช่นใบเสร็จค่าเช่าบ้านเพื่อแสดงว่าอยู่อาศัยใน Canberra จริงพร้อมทั้งบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายไปแสดง หนังสือมีทุกประเภทสำหรับทุกวัย รวมทั้ง วีดีโอ และ ซีดี การยืมและส่ง สามารถทำได้ที่ทุกสาขา นอกจากนี้จะมีการเล่านิทานและกิจกรรมสำหรับเด็กสัปดาห์ละ 2 วัน ดังนั้นผู้ที่มีเด็กเล็กวัยก่อนเรียน ควรจะได้แสวงประโยชน์มากจากกิจกรรมนี้ของห้องสมุด

            สถานพยาบาล มีโรงพยาบาล 3แห่ง คือ Canberra Hospital ที่ Yamba Drive, Garran โทร 6244 2222 ,Calvary Public Hospital ที่ Haydon Drive, Bruce โทร 6201 6111 และQueen Elizabeth II Hospital ที่ Alinga Street โทร 6248 0813 ซึ่งเป็น รพ.แม่และเด็ก นอกจากนี้บาง Suburb ขนาดกลางถึงใหญ่ จะมี ร้านหมอ (Professional Centre) หรือสถานอนามัย (Health Centre) และศูนย์การรักษาพยาบาลเฉพาะทาง ระบบการรักษาพยาบาลต้องเป็นไปตามลำดับคือ ถ้าไม่ใช่เหตุฉุกเฉินควรผ่านการตรวจรักษาพยาบาล จากร้านหมอ ซึ่งถ้าเกินขีดความสามารถของหมอที่ร้านหมอ หรือต้องการรักษาโดยหมอเฉพาะทาง ร้านหมอจะส่งตัวไปรักษาตามลำดับต่อไป ค่าธรรมเนียมร้านหมอครั้งละ $38 แต่ร้านหมอจะไม่จ่ายยาให้ต้องนำใบสั่งไปซื้อจากร้านขายยาเอง ในกรณีฉุกเฉิน หรือนอกเวลาทำงานของร้านหมอ ต้องไปที่แผนกฉุกเฉินของ รพ.ทั้ง 3 แห่ง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายขั้นต้นประมาณ $115

            นักศึกษาและครอบครัวจะได้รับการประกันสุขภาพ โดยโครงการ DC จะจ่ายเบี้ยประกันให้ เมื่อเจ็บป่วยให้ทดรองจ่าย แล้วนำไปเบิกคืนจากบริษัทประกัน หรือให้สถานพยาบาลเรียกเก็บค่าบริการจากบริษัทประกันโดยตรงก็ได้ แต่สำหรับตัวนักศึกษาเอง สามารถรับบริการได้จากหน่วยตรวจโรคของกองทัพ Canberra Area Medical Unit ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณ ADFA ได้อีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ตามการช่วยเหลือด้านการรักษาพยาบาลของครอบครัวนักศึกษาที่ได้รับ Visa ต่างประเภท ยังไม่ชัดเจนตาม จึงควรสอบถามจากเจ้าหน้าที่การเงินของ ADFA เมื่อเดินทาง Canberra แล้ว

            ควรรีบจัดซื้อยาประเภทยาสามัญประจำบ้านไว้แต่เนิ่นๆ ร้านขายยาแต่ละแห่งมีเวลาเปิดและปิดแตกต่างกันบางร้านที่เปิดใกล้ Supermarket อาจเปิดถึง 2200 แต่โดยมากจะปิด 1730 ซึ่งหากมีเหตุฉุกเฉิน เช่นปวดหัว ตัวร้อน แล้วหายาไม่ได้ก็จำเป็นต้องไปเป็นคนไข้ฉุกเฉินของโรงพยาบาล และอาจต้องจ่ายค่ายาพาราเซตามอล แพงถึงคู่ละ $115

 

การเลือกที่พัก

ADFA ตั้งอยู่ใน Suburb Duntroon  ห่างจาก Capital Hill ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 4 กม. ดังนั้นการเลือกที่พักควรพิจารณา ไม่ให้ไกล  ADFA  เกินไปนัก เพื่อสะดวกแก่การเดินทาง และประหยัดค่าน้ำมันรถ  (ลิตรละประมาณ 70-75 cents) แต่ทั้งนี้ย่อมขึ้นกับความจำเป็นของแต่ละบุคคล ผู้มีบุตรอาจจะต้องเลือกสถานที่ใกล้โรงเรียนบุตร ร้านค้า หรือสถานพยาบาล สำหรับผู้ที่ไม่มีครอบครัวควรพิจารณาที่พักใน Queanbeyan ด้วย เพราะอยู่ห่างจาก ADFA เพียงประมาณ 10 กม. และราคาที่พักค่อนข้างจะถูกกว่าใน Canberra แต่ไม่เหมะกับผู้ที่มีบุตรเพราะยังไม่มีการเตรียมการรองรับเรื่องการศึกษาฟรีของบุตร เช่นใน Canberra

ที่พักอาจเป็น บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ อพาร์ทเมนท์ หรือ ยูนิต ก็ได้ ซึ่งมีทั้งแบบที่มีเฟอร์นิเจอร์และสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม หรือบ้านเปล่าต้องเช่าเฟอร์นิเจอร์เข้ามาเอง โครงการ DC กำหนดค่าการเช่าที่พัก ให้ไม่เกิน  $ 306.25 ต่อสัปดาห์ หรือไม่เกิน $1,327.00 ต่อเดือน เงินจำนวนนี้เป็นทั้งค่าเช่าที่พักรวมทั้งค่าเช่าเฟอร์นิเจอร์และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ สำหรับเฟอร์นิเจอร์นั้นอาจรวมทั้งคอมพิวเตอร์ด้วยก็ได้ ถ้าเช่าต่ำกว่าวงเงิน ก็จะจ่ายเพียงเท่าที่เช่าจริง ไม่คืนส่วนที่เหลือให้ แต่ถ้าเช่าเกินเล็กน้อย ก็อนุโลมให้ได้ ข้อมูลบ้านเช่าหาได้จาก นสพ.  Canberra Times ฉบับวันพุธและวันเสาร์ ซึ่งจะมีข้อมูลบ้านเช่าของทั้ง Real Estate Agency เเละ ที่เจ้าของประกาศให้เช่าเอง ขนาดของบ้านก็ขึ้นกับขนาดครอบครัว บ้านที่อยู่ห่างจากใจกลางเมืองจะมีสภาพใหม่กว่าและราคาถูกกว่า เครื่องทำความร้อนในบ้านแต่ละหลังจะไม่เหมือนกัน อาจจะเป็นแบบแก๊สรวม (Ducted Gas Heater) ซึ่งจะมีท่อพ่นความร้อนขึ้นมาตามพื้นในห้องทุกห้อง หรือเป็นแบบไฟฟ้าเฉพาะจุด แต่ละอย่างจะมีข้อดีข้อเสียต่างกัน แบบแก๊สอาจให้ความอบอุ่นได้ทั่วถึงกว่า (การส่งแก๊สส่งไปตามท่อคล้ายส่งน้ำประปา) เครื่องปรับอากาศบางเครื่องอาจเป็นได้ทั้ง Heater และ Air Conditioned แต่ฤดูร้อนค่อนข้างสั้นฤดูหนาว จะยาวนานกว่า จึงควรพิจารณาตามความต้องการ และความเหมาะสม

เมื่อเลือกที่พักได้แล้ว ต้องทำสัญญาและวางมัดจำล่วงหน้าเป็นค่าเช่า ๔ สัปดาห์ ซึ่งเงินค่ามัดจำนี้สามารถยืมได้จาก เจ้าหน้าที่การเงิน แล้วผ่อนชำระโดยหักจากเบี้ยเลี้ยงทุกงวดจ่าย สัญญาควรทำระยะสั้นเพียง 6 เดือนก่อนเพื่อจะได้เปลี่ยนแปลงได้หากไม่พอใจกับที่พักนั้นๆ หากพอใจก็ขอต่อสัญญาไปอีกได้ และควรทำสัญญาจ่ายค่าที่พักเป็นรายเดือน ข้อสำคัญควรตรวจสอบเอกสารแนบสัญญาเช่า ซึ่งจะมีรายละเอียดสภาพของบ้าน ควรทำบันทึกหมายเหตุรายการชำรุดเสียหายที่ตรวจพบไว้เป็นหลักฐานเพื่อประโยชน์เมื่อครบสัญญาเช่าต้องส่งคืนบ้าน มิฉนั้นท่านอาจต้องจ่ายค่าซ่อมแซม หากเช่าที่พักเปล่าต้องไปติดต่อเช่าเฟอร์นิเจอร์ และสิ่งอำนวยความสะดวกเอง ดังนั้นในขั้นต้นควรจัดทำรายการว่าต้องการเช่าสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรบ้าง แล้วนำไปต่อรองกับร้านให้เช่าเฟอร์นิเจอร์ให้จัดสิ่งของตามรายการดังกล่าวให้ในวงเงินที่มี (เหลือจากค่าเช่าบ้าน) รายการเครื่องใช้ที่จำเป็น เช่น ตู้ โต๊ะ เก้าอี้ เตียง ที่นอน ผ้าปูที่นอน หมอน ผ้าห่ม เครื่องครัว ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า เครื่องล้างจาน เตาอบไมโครเวฟ โทรทัศน์ เครื่องเล่นวีดีโอ เครื่องเสียง ชุดรับแขก หากเป็นไปได้ควรมีรายการ Heater ไฟฟ้าแบบเคลื่อนย้ายได้ จะมีประโยชน์เวลาหนาวสำหรับบางพื้นที่ในที่ที่ความร้อนไม่เพียงพอ เช่นในห้องน้ำ และพัดลมสำหรับที่พักที่ไม่มีแอร์เนื่องจากในฤดูร้อนแม้จะสั้นแต่บางวันอาจร้อนจัดถึง 40 องศาเซลเซียส และหากเป็นบ้านเดี่ยวที่มีสนามหญ้าอย่าลืมรายการเครื่องตัดหญ้าด้วย

ร้านให้เช่าเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าได้แก่ร้าน  Rentlo  โทร 13 23 11 หรือร้าน Furniture Trade Centre & Rentals 6280-4477 ทั้งสองแห่งจะมีบริการส่งและติดตั้งถึงบ้าน

หลังจากเช่าบ้านและเฟอร์นิเจอร์แล้ว หากมีความจำเป็นเพิ่มเติมก็สามารถหาซื้อสินค้าใช้แล้วจากร้าน Cash-Converter ที่ Woden และ Civic หรือซื้อจากตลาดวันหยุดที่ Jamison, Woden หรือ Fyshwick

เมื่อทำสัญญาเช่าเรียบร้อยแล้ว ให้ถ่ายเอกสารสัญญาไปให้เจ้าหน้าที่การเงินเพื่อจะได้โอนเงินเข้าบัญชี เมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าเช่าตามสัญญา การนำค่าเช่าไปชำระเป็นหน้าที่ของผู้เช่า คือตัวนักศึกษาเอง ระหว่างนี้ Real Estate Agency จะมาตรวจสภาพบ้านตามเวลาแล้วแต่จะกำหนด บ้านใหม่อาจมาทุกเดือน บ้านเก่าอาจมาทุก 6 เดือน

ที่กล่าวมาข้างต้นคือวิธีการเช่าจาก Real Estate Agency ซึ่งจะมีขั้นตอนคล้ายคลึงกันโดยผู้เช่าทำสัญญากับ Real Estate Agency แล้วค่อยเช่าเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้าน พร้อมกับติดต่อขอติดตั้งสาธารณูปโภคในนามผู้เช่าเอง แต่ถ้าสามารถติดต่อเช่าโดยตรงจากเจ้าของบ้านได้ และขอให้รวมค่าน้ำ ไฟฟ้า แก๊ส ไว้ในค่าเช่าด้วย ก็จะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้เดือนละ $100-300 โดยเฉพาะบ้านในย่าน Suburb รอบนอกใจกลางเมืองซึ่งค่าเช่าถูกกว่าจะสามารถทำได้

ควรรีบรายงานการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ให้ สน.ผชท.ทบ.ทราบโดยเร็ว

 

การขอติดตั้งสาธารณูปโภค

การติดตั้งสาธารณูปโภคทุกประเภทสามารถทำได้ง่ายๆ โดยการโทรศัพท์ไปแจ้ง ชื่อ ที่อยู่ บริษัทที่ทำสัญญาเช่า เลขที่ใบขับขี่ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เสร็จสิ้นในเดี๋ยวนั้น บางประเภทอาจจะส่งแบบฟอร์มทางไปรษณีย์มาให้กรอกรายละเอียดส่งกลับไป ทุกประเภทอาจมีค่าธรรมเนียม บางประเภทมีค่ามัดจำ การเก็บค่าบริการจะเรียกเก็บทุก 3 เดือน การจ่ายค่าบริการทุกประเภท จะสามารถจ่ายได้ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทุกแห่ง

โทรศัพท์ ติดต่อ Telstra โทร 13 22 00 เสียค่าธรรมเนียมต่อสาย $50 ค่าเช่าเครื่องเดือนละ $2.50 ค่าเช่าคู่สายเดือนละ$11.65 ค่าโทร.ท้องถิ่นครั้งละ $0.25 หากต้องการโทรต่างประเทศควรสมัครใช้บริการ AAPT Smart Chat (ซึ่งเป็นบริษัทบริการโทรทางไกล) โทร. 1300 65 1414 จะสามารถโทรกลับไทยได้เพียงนาทีละ $0.78 ตลอดวัน แต่ต้องเสียค่าบริการครั้งละ $0.15 แต่เมื่อเทียบกับ Telstra นาทีละ $2.40 แล้วก็นับว่าถูกกว่ามาก AAPT จะเรียกเก็บค่าบริการทางไกลทั้งในและต่างประเทศแยกจาก Telstra

น้ำและไฟฟ้า ติดต่อ ACTEW โทร 13 14 93 เสียค่าธรรมเนียมต่อไฟฟ้า $34 เดิมกฏหมายกำหนดให้เจ้าของบ้านจ่ายค่าน้ำ แต่ได้มีกฎหมายใหม่ออกมาให้ผู้เช่าจ่ายค่าน้ำเองแล้ว (ยังไม่ทราบรายละเอียดค่าธรรมเนียม)

            แก๊ส ติดต่อ AGL โทร 13 17 07 เสียค่าธรรมเนียม $20 และค่ามัดจำ $100

            ค่าไฟฟ้าและค่าแก๊สในหน้าหนาวจะค่อนข้างสูง เพราะต้องใช้น้ำร้อนมาก ต้องอบผ้า และทำความอบอุ่นในบ้าน ในครอบครัวปานกลางอาจต้องจ่ายค่าไฟฟ้าและแก๊สรวมกันถึงเดือนละ $200 ในหน้าหนาว ส่วนในหน้าร้อนอาจจ่ายเพียงเดือนละ $80

 

การซื้ออาหารและของใช้ประจำวัน

อาหารสดหาซื้อได้ตาม Super Market เช่น Woolworths, Coles, Supabarn (ที่ Civic Centre) อาหารประเภทเนื้อสัตว์และ เบเกอร์รี่ จะมีการลดราคาก่อนอาหารหมดอายุประมาณ 2-3 วัน (Reduce For Quick Sale) โดยจะลด $1-3 จึงควรเลือกซื้อหลัง 2000 ของทุกวันซึ่งเป็นเวลา Mark Down ราคา นอกจากนี้ควรติดตามรายการส่งเสริมการขายซึ่ง Woolworths และ Coles จะจัดหมุนเวียนทุกสัปดาห์โดยส่งโบร์ชัวร์ไปตามบ้าน แล้วเลือกซื้อเฉพาะสินค้าที่ลดราคา สำหรับผลไม้ควรเลือกซื้อผลไม้ตามฤดูกาลจะได้ราคาดี โดยทั่วไปผลไม้ใดที่ราคาถูกกว่า กก.ละ$1.00 ถือว่ามีราคาถูก อนึ่งตลาดวันหยุด ในวันเสาร์-อาทิตย์ โดยเฉพาะอาทิตย์หลัง 1500 โมง จะโละขายผัก ผลไม้ในราคาถูกมาก นอกจากนี้อาหารบางอย่าง เช่น เห็ด ถั่วฝักยาว หากซื้อแบบกระป๋อง หรือแบบแช่แข็ง อาจถูกกว่าซื้อแบบสด สำหรับนม ถ้าซื้อแบบ UHT กล่อง 1 ลิตร (ยี่ห้อ Homebrand ใน Woolworths กล่องละ $0.81) 2 กล่อง จะถูกกว่าซื้อนมสดขวดละ 2 ลิตร(ขวดละ$2.25)

อาหารทั่วไปและของใช้ประจำวันยี่ห้อที่ราคาถูก ได้แก่ยี่ห้อ Home Brand วางขายใน Woolworths ยี่ห้อBlack and Gold วางขายใน Supabarn และยี่ห้อ Savings วางขายใน Coles

ร้านขายสินค้าเอเชียมีหลายแห่ง ราคาถูกแพงแตกต่างกัน ทุกร้านจะมีสินค้าเกือบทุกประเภทอาหารกระป๋องและอาหารแห้งทุกชนิดจากไทย แต่ไม่มีร้านใดมีเจ้าของเป็นคนไทย ที่ Supabarn ใน Civic มีร้านของคนลาว 1 ร้าน ที่ Mawson มีร้านคนลาวอยู่ 2 ร้าน ที่ Dickson มีร้าน Saigon ของคนเวียตนาม 1 ร้าน และร้าน Asian Food ของคนจีน 1 ร้าน ที่ Westfield Shopping Mall, Belconnen มีร้าน Angkorwhat ของคนเขมร 1 ร้าน สินค้าบางอย่างเช่น น้ำปลา น้ำจิ้มไก่ น้ำพริกแกงสำเร็จรูป กะทิกระป๋อง อาจมีขายใน Woolworths, Coles และ Supabarn ในราคาที่ถูกกว่าซื้อจากร้านขายสินค้าเอเชีย จึงควรสำรวจตลาดและเลือกซื้อสินค้าให้ดี

            ห้างสรรพสินค้าชั้นนำได้แก่ David Jones, Target, Kmart และ Big W ซึ่งมีราคาสูงสุดและย่อมเยาสุดตามตามลำดับ สินค้าส่วนมากผลิตจากจีน ราคาแพงกว่าสินค้าประเภทเดียวกันที่หาซื้อได้ในประเทศไทย สำหรับเสื้อผ้าอาจเลือกซื้อที่ใช้แล้วแต่มีสภาพดีเหมือนใหม่ในราคาที่ถูกกว่าครึ่งจากร้านค้าของสมาคมหรือมูลนิธิเช่นร้าน Salvation Army (สมาคมช่วยเหลือทหารผ่านศึก) หรือจากตลาดวันหยุด

 

การศึกษาที่ ADFA

            ADFA เป็นหน่วยขึ้นตรงของกองทัพ อต. มีหน้าที่ให้การฝึกศึกษาแก่นักเรียนนายร้อยทั้งสามเหล่า แต่การให้การศึกษาทางวิชาการ ดำเนินการโดยสัมปทานของ University College ซึ่งเป็นวิทยาเขต หรือสาขาของUniversity of New South Wales ดังนั้น ADFA ซึ่งเปรียบเสมือนโรงเรียนรวมเหล่าจึงมีผู้บัญชาการ เป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบการฝึก วินัย และการปกครองของนักเรียนนายร้อย รวมทั้งอาคารสถานที่ แต่ในด้านวิชาการ จะมีอธิการบดี (Rector) ของ University College เป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งจะรับผิดชอบการเรียนการสอน และสิ่งอุปกรณ์เพื่อการเรียนการสอนเช่นโต๊ะ เก้าอี้ คอมพิวเตอร์ เครื่องฉายแผ่นใส ฯลฯ เมื่อนักเรียนนายร้อยสำเร็จการศึกษารับปริญญาแล้วจึงส่งไปฝึกวิชาทหารตามเหล่าทัพ เช่นเหล่า ทบ.ส่งไปฝึกที่ Duntroon ซึ่งเคยเป็นโรงเรียนนายร้อยเป็นเวลา 1 ปี ก่อนแต่งตั้งยศเป็น ร..

            University College มีหลายคณะคล้ายมหาวิทยาลัยทั่วไป ซึ่ง Defence Studies Centre และ School of Economics and Management ถือเป็นคณะ 2 คณะของ University College การสอนนักเรียนนายร้อยจะดำเนินการในเวลากลางวัน ส่วนการสอนระดับปริญญาโทจะดำเนินการในภาคค่ำ ทั้งนี้เป็นการใช้อาคาร สถานที่และบุคลากรอย่างคุ้มค่า และยังเปิดโอกาสให้ข้าราชการทหาร และข้าราชการพลเรือนในกระทรวงกลาโหมได้มีโอกาสเพิ่มพูนความรู้หลังเวลาราชการ โดยการศึกษาฟรี อย่างไรก็ตามบุคคลภายนอกสามารถสมัครเข้าศึกษาใน University College ได้โดยเสียค่าธรรมเนียมตามที่กำหนด

 

ปฏิทินการศึกษาปี 1999

1 มี..                เปิด เทอม 1

1-16 ..           ปิดกลางเทอม 1

18 มิ..              วันสุดท้ายของการเรียนเทอม 1

21 มิ.. - 3 ..   สอบไล่เทอม 1

4 - 18 ..         ปิดเทอมกลางปี

19 ..              เปิดเทอม 2

25 .. - 4 ..   ปิดกลางเทอม 2

22 ..              วันสุดท้ายของการเรียนเทอม 2

25 .. - 12 .. สอบไล่เทอม 2

8 ..                พิธีมอบปริญญาบัตร

 

เจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้อง ที่ ADFA

                ในวันลงทะเบียนเรียน จะได้รับแจกเอกสาร Student Guide to University College Staff จะมีรายชื่อ รูปภาพ และหมายเลขโทรศัพท์ของเจ้าหน้าที่ ควรเก็บไว้เพื่อการอ้างอิง เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยตรงได้แก่

            Ms Peta Kennedy ตำแหน่ง Postgraduate Executive Officer อยู่ที่ชั้น 2 อาคาร Administration *โทร. 8730 รับผิดชอบการบริหารโครงการปริญญาโททั้งหมด

            Ms Lyndall Young ตำแหน่ง Defence Studies/ International Student Administrator อยู่ที่ชั้น 1 อาคาร Defence Studies Centre โทร. 6274 มีหน้าที่บริหารโครงการ Defence Studies และดูแลนักศึกษาต่างชาติเป็นส่วนรวม

            Ms Sharon Johns ตำแหน่ง Management Administrator อยู่ที่ชั้น 1 อาคาร Economics and Management โทร.8240 (ทำงานครึ่งวัน 0900-1230) มีหน้าที่บริหารโครงการ Management Studies

            Mr John Mazengarb ตำแหน่ง Finance Officer อยู่ที่ชั้น 3 อาคาร Administration โทร.8626 มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องการเงินทั้งสิ้น

            *โทรศัพท์ภายใน สามารถหมุน 4 ตัวติดต่อกันได้ หากโทรจากภายนอกให้เพิ่ม 6268 ไปข้างหน้า

 

การลงทะเบียน และวิชาที่ควรพิจารณาเรียน

                Lyndall Young จะประสานงานเพื่อประชุมชี้แจงการปฏิบัติ ควรไปลงทะเบียนตามวันและเวลาที่กำหนด โดยกรอกแบบฟอร์มขึ้นทะเบียนนักศึกษา แบบลงทะเบียนโดยเลือกวิชาที่ต้องการลงทะเบียนเรียน จากนั้นนำแบบฟอร์มทั้งสองไปให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบลงนาม แล้วนำไปลงรายละเอียดในคอมพิวเตอร์เอง เป็นอันเสร็จกรรมวิธี

            Defence Studies Program ดำเนินการโดย Defence Studies Centre กำหนดให้ศึกษา 6 วิชาจึงครบหลักสูตร แต่ในปีการศึกษา 2000 เป็นต้นไปจะเปลี่ยนเป็น 8 วิชา โดยปกตินักศึกษาแบบเต็มเวลา (Full time student) จะใช้เวลาศึกษาเพียง 1 ปี หรือ 2 เทอม ดังนั้นหากมีเวลาศึกษา 1 ปีครึ่ง สามารถลงทะเบียนได้เทอมละ 2-3 วิชา วิชาที่ศึกษา เปิดสอนโดย School of Politics, School of History, School of Economics and Management และ School of Geography and Oceanography วิชาที่น่าสนใจได้แก่ (ข้อมูลจาก พ..พรพิพัฒน์)

Politics in the United Nations โดย Dr.Williams Maley เป็นคนที่มีความรู้ดี อ่อนตัวในเรื่องการส่งงาน และให้ความเมตตาแก่ นักเรียนต่างชาติ

Law& Moral in International Conflicts โดย Dr.Huge Smith เป็นคนสุภาพ ให้คะแนนง่าย หากสอนวิชาอื่นใดอีก ก็ควรลงเรียนด้วย

วิชาของ Dr.John McCarthy เป็นคนร่าเริง ไม่เน้นความถูกต้องด้านภาษาเขียน ขอให้มีเหตุผลในการวิเคราะห์ให้ละเอียด ลึกซึ้งก็จะได้คะแนนดี

Changing Concepts of Security โดย Dr.Paul Keal เป็นวิชาที่น่าสนใจแม้ผู้สอนจะไม่คล่องนัก และระดับการให้คะแนนอยู่ในระดับต่ำ ถึงปานกลาง

โดยทั่วไปจะเป็นการเรียนแบบสัมมนา แต่ละวิชาจะมีหัวข้อสัมมนาแต่ละวันตาม Course guide จึงควรเตรียมตัวศึกษาล่วงหน้า และเลือกหัวข้อที่จะเขียน Paper แต่เนิ่นๆ ทุกคนต้อง Present งานตามเรื่องที่เลือกในวันเวลาที่กำหนด ประมาณ 10-20 นาที จากนั้นนักศึกษารวมทั้งผู้สอนจะซักถาม หรือโต้แย้ง แล้วผู้สอนจะสรุปในตอนท้าย เอกสารตามหัวข้อที่เลือกประมาณวิชาละ 2-3 เรื่อง ความยาว 2,000-3,000 คำ 2 ฉบับ และ 5,000 คำอีก 1 ฉบับ การพิมพ์เอกสารต้องอ้างอิงให้ถูกต้อง พึงระลึกว่าผู้สอนเป็นผู้เชี่ยวชาญ อ่านหนังสือและบทความต่างๆ อย่างกว้างขวาง จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการคัดลอกข้อความ หรือแนวคิดของผู้อื่นมาเสนอเป็นของตน แล้วไม่อ้างอิง โดยผู้สอนไม่ทราบ ความผิดฐานลอกเลียนบทความ ความคิดผู้อื่นแล้วไม่อ้างอิงถือเป็นเรื่องร้ายแรงในทางวิชาการ ดังนั้นหากไม่แน่ใจควรอ้างอิงทุกสิ่งที่สงสัย ยิ่งอ้างอิงมาก ยิ่งดีถือว่าอ่านมาก ค้นคว้ามาก Paper ที่มีการวิเคราะห์ โต้แย้งมาก มักได้คะแนนดี กว่าการเขียนแบบบรรยายความ ความสวยงามและความถูกต้องด้านไวยากรณ์ เป็นความพอใจของผู้สอนแต่ละท่านจึงควรทำความเข้าใจ ในผู้สอนแต่ละคน ทุกวิชาจะมีการสอบไล่ คิดเป็น 40% ของคะแนนทั้งหมด โดยให้ทำสอบ 3-4 ข้อภายใน 3 ชม. เนื้อเรื่องตามหัวข้อสัมมนา แต่ผู้สอนอาจถามในแง่มุมอื่นจึงควรลองตั้งคำถาม แล้วหาคำตอบเผื่อไว้บ้าง ตอบข้อละประมาณ 1,000-1,500 คำ หรือหากทำไม่ได้จริงๆให้เขียนขีดนำเป็นข้อประเด็นต่างๆออกมาก็น่าจะได้คะแนนบ้าง

สำหรับวิชาที่เปิดสอนในปี 1999 ได้แก่

School of Politics (คณะรัฐศาสตร์)

Australian Foreign Policy: Contemporary Issues

Legal and Moral Problems of International Violence

The Vietnam War, 1954-75: American, Australian and Vietnamese Perspectives

Global Security

Australian Defence and Security After The Cold War

Armed Forces and Society

Politics of the United Nations

Occasional Elective: Politics and Society in Indonesia

International Security Regimes

The Politics of China's Military

Regionalisation, Globalisation and the Asia Pacific

 

School of History (คณะประวัติศาสตร์)

Australian Defence and Foreign Policy since 1941

A History of Pre-Nuclear Military Thought

Contemporary Warfare

The ASEAN States, the SW Pacific & Australia: Political & Defence Issues since 1945

The Mystique of Air Power

Intelligence and National Security

Twentieth Century Naval History and Strategy

 

School of Economics and Management (คณะเศรษฐศาสตร์และการบริหาร)

Asia-Pacific Political Economy: Security & Defence Perspectives

 

School of Geography and Oceanography (คณะภูมิศาสตร์และอุทกศาสตร์)

Strategic Geographical Issues in Australia's Neighbourhood

Geographic Information Systems for Resource Assessment

Resource and Environmental Evolution

 

Management Studies Program วิชาส่วนใหญ่เปิดสอนโดย School of Economics and Management แต่มีบางวิชาที่เปิดสอนโดย School of Civil Engineering, School of Computer Science และ ATSOC (Australian Technical Staff Officer Course) ซึ่งเป็นหลักสูตรฝึกอบรมนายทหารบกยศ ร..อาวุโสด้านเทคนิคของอาวุธยุทโธปกรณ์ และการบริหารโครงการ เพื่อเตรียมบรรจุเป็นนายทหารโครงการจัดหาในหน่วยจัดหา (Defence Acquisition Organisation) หรือหน่วย Force Development และ Capability Development ในกระทรวงกลาโหม การเลือกวิชาเรียนขึ้นกับว่าเป็นการศึกษาระดับ Graduate Diploma หรือระดับ Master Degree และสาขาวิชารองเป็น Project Management, Logistics Management, Human Resource Management, Technology Management หรือ Military Technology (จะสำเร็จการศึกษาในสาขาวิชารองใด ต้องเรียนวิชาบังคับในสาขาวิชารองนั้น 4 วิชา) โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ที่เลือกสาขาวิชารอง Military Technology (คือนทน.ที่ศึกษาหลักสูตร ATSOC) จะต้องลงเรียนในสาขาวิชารองอื่นๆอีก 1 สาขา

หากเรียนระดับ Graduate Diploma จะต้องเรียนวิชา Level 1 ซึ่งถือเป็นวิชาพื้นฐาน จำนวน 3 วิชา และวิชา Level 2 อีก 5 วิชาจึงจะครบหลักสูตร

หากเรียนระดับ Master Degree ผู้ที่เคยศึกษาหรือมีประสบการณ์จากการทำงานในวิชาที่เทียบเท่ากับวิชาใน Level 1 จะสามารถเข้าเรียนวิชา Level 2 จำนวน 10 วิชาได้เลย โดยต้องเรียนวิชาบังคับของแต่ละสาขาวิชารองอย่างน้อย 4 วิชา สำหรับผู้ที่ได้รับการเลื่อนระดับจาก Graduate Diploma มาเป็น Master Degree ก็สามารถเรียน Level 2 เพิ่มเติมได้เลยอีก 5 วิชา อย่างไรก็ตาม ในปี 2000 จำนวนวิชาของ Management Studies Program ระดับ Master Degree จะลดลงจาก Level 2 จำนวน 10 วิชา เป็นเพียง 8 วิชา เช่นเดียวกับปริญญาโทสาขาอื่นๆ

ในเทอมแรกควรพิจารณาเรียนวิชาพื้นฐานทั่วไป รวมทั้งวิชาหลักของแต่ละสาขาวิชาบ้าง วิชาที่ผู้เขียนเลือกเรียนดังนี้

Project Management Body of Knowledge .. Alan MacLucas จาก School of Civil Engineering จะสอนแบบบรรยายเชิงสัมมนาเกี่ยวกับองค์ความรู้ที่จำเป็นสำหรับการบริหารโครงการ โดยเฉพาะโครงการจัดหาของกองทัพ ได้แก่การบริหารคน งาน และงบประมาณ ให้โครงการสำเร็จตรงตามเวลาเละงบประมาณที่กำหนด มีงาน 3 ชิ้น ชิ้นแรกเป็นแนวความคิดในการจัดการโครงการหนึ่งเช่นโครงการเคลื่อนย้ายสำนักงานเข้าสู่ที่ตั้งใหม่ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปเช่น Microsoft Project หรือ CA Super Project ช่วย ความยาวของรายงานประมาณ 3,000 คำ งานที่สองได้แก่การควบคุมโครงการให้สำเร็จในเวลาและงบประมาณ โดยเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของเครื่องมือและวิธีการที่นำมาใช้ ความยาวไม่เกิน 7,500 คำ และงานชิ้นสุดท้าย เป็นการจัดทำคู่มือสำหรับบริหารโครงการหนึ่งตามแต่นักศึกษาจะเลือก งานนี้แม้ผู้เขียนจะเคยเป็นฝ่ายเสนาธิการ กกบ.สส.ระยะหนึ่ง เคยกำกับดูแลโครงการจัดหาบางโครงการ แต่เนื่องจากเห็นว่าไม่สมควรที่จะนำโครงการเหล่านั้นมาเปิดเผย จึงแจ้งผู้สอนขอให้ช่วยเหลือ ผู้สอนได้แนะนำให้รู้จักกับผู้อำนวยการจัดหาระบบอิเลคโทรนิคส์ของ Defence Acquisition Organisation ซึ่งเป็นหน่วยจัดหาร่วม ได้มอบงานหนึ่งในโครงการ Battle Field Command Support System มาให้ จึงเป็นโอกาสดีที่ได้ศึกษาโครงการหนึ่งของกองทัพ อต.ไปด้วย วิชานี้ไม่มีการสอบไล่ ปัจจุบัน Alan MacLucas ได้ลาออกจากราชการไปทำงานงานในภาคเอกชน ขณะนี้วิชานี้สอนโดย Mr Alan White จาก School of Civil Engineering เช่นกัน แต่ได้ปรับปรุงแนวการสอนให้สามารถใช้สอนแบบทางไกล (Distance Education - คล้ายการศึกษากับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช) ได้ด้วย โดยแบ่งงานออกเป็นงานย่อยๆประมาณ 11 ชิ้นและไม่มีการสอบเช่นเดิม

Logistics Management โดย Dr Stefan Markowski เป็นชาวโปแลนด์ ถือสัญชาติอังกฤษ ตำแหน่ง Senior Lecturer ในคณะ เศรษฐศาสตร์และการบริหาร มีความรอบรู้ในเรื่องที่สอนรวมทั้งวิชาอื่นๆ ในคณะเป็นอย่างดี สอนแบบบรรยายเชิงสัมมนาในเรื่องหลักการบริหารการส่งกำลังบำรุงเชิงวิศวะ (Logistic Engineering) โดยเริ่มตั้งแต่การกำหนดความต้องการ สป. และคิดสนับสนุนสป.นั้นๆ ตั้งแต่เริ่มออกแบบ จนกระทั่งจัดหามาใช้งาน และจำหน่ายจากความรับผิดชอบ (แนวคิดแบบThrough Life Cycle Support) ในวิชานี้จะมีเรื่องการบรรยายเรื่องบริหารการขนส่ง โดย Ms Elizabeth Barber ซึ่งเป็นผู้บรรยายอีกผู้หนึ่งในคณะ ทั้งสองคนจะสนใจให้เวลาบรรยายพิเศษเพิ่มเติมนอกเวลาแก่นักศึกษาต่างชาติตามต้องการ วิชานี้มี รายงาน ส่วนบุคคลความยาว 2,000 คำเรื่องแนวความคิดในการส่งกำลังบำรุง สป.อะไรก็ได้ที่นักศึกษาเลือก และ รายงาน กลุ่ม ๆละ 2-3 คน ความยาว 5,000 คำ เรื่องตามที่ผู้สอนกำหนดให้เลือก ซึ่งจะต้องมีการ Present ทั้งสองรายงาน นอกจากนี้ยังมีการสอบไล่อีก 4 ข้อ โดยเลือกจาก 8 ข้อ ในเวลา 3 ชม.

Technology Management โดย Associate Professor Peter Hall ซึ่งเป็นคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และการบริหาร (Head of School) ปัจจุบันรักษาการ อธิการบดี (Rector) สอนเรื่องพัฒนาการ และการบริหารเทคโนโลยีในแง่มุมต่างๆ ทั้งเทคโนโลยีทั่วไป และเทคโนโลยีทางทหาร ต้องทำรายงานและ Present เพียงชิ้นเดียว ความยาว 5,000 คำ เรื่องเกี่ยวกับหน่วยงานอะไรก็ได้ที่นักศึกษาคุ้นเคยในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับผลของเทคโนโลยีต่อการปรับปรุงงานของหน่วยงานนั้นๆ นอกจากนี้ยังมีการสอบไล่จำนวน 3 ข้อ ใน 3 ชม. โดยเลือกจาก 7 ข้อ ทั้งนี้ผู้สอนจะให้ข้อสอบทั้ง 7 แก่นักศึกษาประมาณเดือนสุดท้ายของการสอนเพื่อให้เตรียมการได้อย่างอิสระ

System Dynamic Modelling โดย Mr Keith Linard ตำแหน่ง Senior Lecturer ใน School of Civil Engineering สอนเรื่องการแก้ปัญหาโดยการทำความเข้าใจกับพื้นฐานของปัญหาต่างๆ แล้วจำลองปัญหาลงในโปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อการแก้ปัญหา โดยโปรแกรมที่ใช้ได้แก่ Powersim วิชานี้มีการบ้าน 2 ชิ้นเกี่ยวข้องกับการฝึกใช้โปรแกรม และงาน Project หลักคือการเลือกแก้ไขปัญหาให้องค์กรต่างๆทั้งภาครัฐ และเอกชนที่กำหนด นักศึกษาต้องทำงานเป็นกลุ่มประมาณไม่เกิน 3 คน เมื่อเลือกองค์กรที่จะแก้ปัญหาได้แล้ว ต้องเข้าไปศึกษาระบบงาน หาปัญหาข้อขัดข้อง และจำลองระบบงานโดยใช้โปรแกรม แล้วหาทางแก้ปัญหาให้ได้ จากนั้น Present งานแล้วส่งรายงานรวม ความยาวคนละ 3,000 คำ วิชานี้สอนในวันเสาร์ เวลา 0900-1700 ติดต่อกัน 5 สัปดาห์ก็หมดการสอน นักศึกษาต้องดำรงการติดต่อกับผู้สอนเพื่อเสนอความก้าวหน้าของงานหลัก และเสนอผลงานหลังจากนั้น ไม่มีการสอบไล่ในวิชานี้ อนึ่งทางคณะ Computer Science กำลังพิจารณาเปิดสอนวิชานี้ในเทอม 2/99 โดยจะสอนหลักการ แต่ไม่เน้นการใช้โปรแกรมใดโปรแกรมหนึ่งในการแก้ปัญหา

Strategic Public Sector Procurement and Capability Development โดย Mr Sidney Knell อดีตนายทหารยศ พ.. ใน School of Economics and Management วิชานี้เป็นวิชาใหม่ เริ่มสอนครั้งแรกในเทอม 1/99 สาระสำคัญเป็นการสอนทฤษฎีและแนวทางปฏิบัติในการจัดหายุทโธปกรณ์เพื่อพัฒนาศักยภาพกองทัพ ช่วงแรกเป็นการบรรยายโดยผู้สอนในเรื่องทฤษฎีและหลักการ ช่วงหลังบรรยายโดยวิทยากรรับเชิญจากบุคลากรของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงกลาโหม และภาคเอกชน เนื่องจากเป็นวิชาใหม่และสาระของวิชาเกี่ยวข้องกับงานในหน้าที่ของหน่วยงานในกระทรวงกลาโหมหลายหน่วย ประกอบกับมีนักศึกษาจากต่างชาติหลายคน ผู้เขียนจึงเสนอผู้สอนขอให้นำนักศึกษาต่างชาติเยี่ยมชมหน่วยงานเหล่านั้น ซึ่งได้รับการตอบสนองจากผู้สอนเป็นอย่างดี ในขั้นต้นมีแผนที่จะนำนักศึกษาต่างชาติเยี่ยมชมหน่วยหน่วยที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนและหน่วยปฏิบัติทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมทั้งบริษัทคู่สัญญากับกระทรวงกลาโหม แต่เนื่องจากขัดข้องด้านเวลาและงบประมาณ จึงได้เยี่ยมชมเพียงหน่วยในส่วนกลางที่สำคัญ 2 หน่วยคือ Capability Development Division ซึ่งเป็นหน่วยวางแผนพัฒนาศักยภาพกองทัพร่วม เพื่อเสนอความต้องการอาวุธยุทโธปกรณ์แก่ทั้งสามเหล่าทัพ และ Defence Acquisition Organisation ซึ่งเป็นหน่วยจัดหาร่วม นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสร่วมสัมมนา Defence Procurement '99 จัดโดย Defence Acquisition Organisation เพื่อแถลงนโยบายและโครงการจัดหาสำคัญๆในอนาคต อีกทั้งเป็นการระดมความคิดในการพัฒนาการจัดหาให้ดียิ่งขึ้น วิชานี้มีรายงาน 2 ชิ้นคือ ชิ้นแรกความยาว 2,000 คำเกี่ยวกับเรื่องการจ้างเอกชนให้บริการ (Outsourcing) และ รายงานอีกฉบับยาว 2,500 คำ เกี่ยวกับการปรับปรุง Major Capital Acquisition Process และ/หรือ Capability Development Process และสอบโดยเลือกทำ 4 ข้อจาก 6 ข้อ

Legal Process and Procedure เป็นวิชาของ School of Economics and Management สอนโดย Mr Saul Fridman นักวิชาการและนักกฏหมายจากภายนอก สอนเรื่องกฏหมายธุรกิจโดยเน้นการทำสัญญา โดยการบรรยายและให้นักศึกษาฝึกศาลจำลอง (Moot Court) แบ่งเป็นทนายฝ่ายโจทย์ และจำเลยโต้แย้งกัน นักศึกษาที่ไม่ได้ฝึกในวันนั้นจะได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ซักถาม และให้คะแนน จำนวนครั้งการฝึกขึ้นกับจำนวนนักศึกษา หากเทอมใดนักศึกษามากจะได้ฝึกคนละครั้ง หากนักศึกษาน้อย อาจได้มากครั้งขึ้น ครั้งสุดท้ายของการเรียนจะเป็นการสอบข้อเขียนโดยเลือก 3 ใน 5 ข้อ

Strategic Management เป็นวิชาของ School of Economics and Management สอนโดย Dr Paul Robertson สอนเรื่องการบริหารเชิงกลยุทธโดยทั่วไป หนังสือประกอบการสอนเป็นหนังสือของสหรัฐอเมริกา จึงมีกรณีศึกษาจำนวนมากจากบริษัทสำคัญๆในสหรัฐฯ รวมทั้งญี่ปุ่น และยุโรป มีรายงาน 2 ชิ้นคืองานกลุ่มๆละไม่เกิน 4 คนความยาว 3,000 คำ และงานส่วนตัวความยาว 2,500 คำ โดยจะมีหัวข้อเรื่องให้เลือกทำประมาณ 5 หัวข้อ วิชานี้มีสอบ โดยเลือก 3 จาก 5 ข้อ แต่จะมีการบอกข้อสอบจำนวน 8 ข้อล่วงหน้า หลังจากสอนเทอม 1/99 แล้ว Dr Paul Robertson ได้ลาออกไปดำรงตำแหน่ง Professor ณ มหาวิทยาลัยอื่น ยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้สอนแทน

Human Resource Management เป็นวิชาของ School of Economics and Management สอนโดย Dr Hock-Beng Cheah เดิมเป็นชาวสิงคโปร์ สอนเรื่องการบริหารทรัพยากรมนุษย์เริ่มจากการเปรียบเทียบหลักการบริหารแบบอเมริกัน เยอรมัน ญี่ปุ่น และ ออสเตรเลีย โดยเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละประเทศ แล้วจึงสอนในรายละเอียดของวงรอบการบริหารทรัพยากรมนุษย์จาก การวางแผน รับสมัคร คัดเลือก ฝึกอบรม เลื่อนตำแหน่ง สิ่งจูงใจ เลิกจ้าง ฯลฯ มีการสอบในห้องเมื่อจบภาคแรกคือการบริหารเชิงเปรียบเทียบ และงานกลุ่มโดยฝึกแสดงบทบาทของผู้จัดการฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ในบริษัทหนึ่งในขั้นตอนต่างๆของวงรอบการบริหารทรัพยากรมนุษย์ นอกจากนี้ยังมีงานส่วนตัวโดยเลือกทำรายงานการบริหารทรัพยากรมนุษย์ขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนขอทำเรื่องระบบการฝึกศึกษาของนายทหารเปรียบเทียบระหว่าง ทบ.อต. กับ ทบ.ไทย ทำให้ทราบรายละเอียดมากมาย วิชานี้มีสอบโดยเลือก 4 ข้อ จาก 6 ข้อ ไม่มีการแนะแนวข้อสอบแต่จะแจกข้อสอบเก่ามาให้ดูเป็นแนวทาง

Facility and Property Management โดย Mr Alan White จาก School of Civil Engineering สอนเรื่องการบริหารอาคาร สำนักงานโดยเน้นการนำ Software หลายชิ้นมาช่วยจัดการ เช่นการวางแผนจัดและปรับปรุงองค์กร การวางแผนการจัดสำนักงาน การเลือกจุดก่อสร้างให้ได้ประโยชน์สูงสุด และการออกแบบสำนักงาน มีรายงาน 5 ชิ้น แต่ไม่มีสอบ ในเทอม 2/99 วิชานี้จะเปิดสอนแบบ Distance Education ด้วย

ผู้เขียนเลือกเรียนสาขาวิชารอง Project Management โดยเรียนเพียง 9 วิชา เนื่องจากขอโอนวิชาจากการศึกษาปริญญาโทบริหารธุรกิจภาคปกติ ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาประกอบได้ 1 วิชา อย่างไรก็ตามหากนักศึกษาวางแผนการศึกษาให้เหมาะสมอาจสำเร็จการศึกษาในสาขาวิชารองได้ 2 สาขา คือ เรียนสาขาวิชารอง 2 สาขา รวม 8 วิชา ก็จะครบโครงสร้างหลักสูตรที่ปรับปรุงใหม่ตั้งแต่ปี 2000

หลักการทำ รายงาน และอ้างอิง ของ Management Studies คงคล้ายกับการเรียน Defence Studies

           

วิชาที่เปิดสอนในปี 1999

                Level 1

            Introduction to Applied Statistics

            Microeconomics for Managers

            Organisational Behaviour

            Introduction to Information Systems and Technology

            Introduction to Management Science

 

               

Level 2: วิชาทั่วไป

                Organisation Development and Change

            Australian Government Process

            Introduction to Project Management

            Finance and Investment Appraisal

 

                สาขาHuman Resource Management

            Strategic Management

            Human Resource Management

            Leadership in Organisation

            Case Studies in Public Sector HRM

 

                สาขาLogistics Management

                Strategic Management

            Logistics Management

            Engineering Logistics

            Information System for Logistics

 

                สาขาTechnology Management

            Strategic Management

            Technology Management: Innovation Theory and Economics Analysis

Technology Management: Technology Strategy and HRM Aspects

Technology Management: Case Study

Strategic Public Sector Procurement and Capability Development

 

สาขาProject Management

Legal Process and Procedure

Project Management Body of Knowledge

Facility and Property Management

Project Systems Modelling

System Dynamics Modelling

 

สาขาMilitary Technology

Fire Power

Vehicles and Mobility

Communication and Information Systems

Fundamental of Surveillance Technology

 

การซื้อตำราเรียน

ตำราเรียนจะซื้อได้จากร้านขายหนังสือใน ADFA ซึ่งอยู่ในครือข่ายสหกรณ์ร้านหนังสือ ดังนั้นหากสมัครเป็นสมาชิกโดยเสียค่าสมัคร $20 จะได้รับส่วนลดในการซื้อหนังสือประมาณ 15 % รวมทั้งผลประโยชน์อื่นๆ อย่างไรก็ตามสามารถยืมบัตรผู้อื่น หรือฝากให้ผู้ที่เป็นสมาชิกซื้อให้ก็ได้ เมื่อซื้อแล้วก็นำใบเสร็จรับเงินไปขอเบิกคืนจาก John Mazengarb ได้ ไม่เกินปีละ $270 แต่บางวิชาอาจจำเป็นต้องซื้อ Software ซึ่งมีราคาแพง จึงต้องชี้แจงขอเพิ่มเป็นกรณีไป ที่ผ่านมาขอเพิ่มได้ปีละ $400 ผู้เขียนเคยเขียนรายงานขอให้สนับสนุนค่าตำราตามจ่ายจริงแต่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง เนื่องจากการเรียน Management ต้องใช้ตำราเกือบทุกวิชา บางวิชาใช้หลายเล่ม ราคาเล่มละ $50-80 ตำราส่วนใหญ่พิมพ์ใหม่ทุก 2-3 ปี ต้องซื้อใหม่ บางวิชาเปลี่ยนผู้สอนจึงต้องเปลี่ยนตำราใหม่ แม้ผู้สอนเดิมบางครั้งก็เปลี่ยนตำราใหม่ บางวิชาต้องซื้อ Software ถึง $250 การเรียน 2 เทอม ผู้เขียนจ่ายค่าตำรามากกว่า $1,000 แต่เบิกได้ $400 สำหรับ Defence Studies ใช้ตำราและบทความประกอบมาก แต่ไม่จำเป็นต้องซื้อสามารถยืมหรือถ่ายเอกสารได้ จึงไม่มีปัญหาเรื่องค่าตำรา

 

การทำบัตรประจำตัวนักศึกษา

บัตรประจำตัวนักศึกษาสามารถทำ และรับได้ภายในวันเดียว ที่ Information Technology Service Centre ควรตรวจสอบให้ข้อความแสดงสถานะแบบ Full Time (ไม่ใช่Part Time) ปรากฏบนบัตร เพราะจะสามารถแสดงบัตรเพื่อใช้บริการในโรงยิม และรับส่วนลดในการโดยสารรถประจำทาง และส่วนลดอื่นๆ ที่นักเรียนพึงได้รับ บัตรนี้จะใช้ยืมหนังสือจากห้องสมุด และใช้เป็นบัตรผ่านอิเลคโทรนิคส์เข้าไปในบางอาคารเพื่อใช้คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เนท หลังเวลาทำการได้ จึงควรจำรหัสที่ให้ไว้กับบัตรด้วย

 

การใช้ห้องสมุด

                ให้นำบัตรประจำตัวไปให้เจ้าหน้าที่ห้องสมุดดำเนินกรรมวิธีก่อน จึงจะสามารถใช้ยืมหนังสือได้ หนังสือทุกเล่มจะมี Bar Code การยืมจึงทำได้ง่ายๆโดยการ Scan บัตรประจำตัวและ แถบ Bar Code ที่หนังสือเท่านั้น หนังสือทั่วไปยืมได้ไม่จำกัดจำนวนตลอดเทอม แต่ถ้ามีผู้อื่นต้องการยืมหนังสือเล่มใด ทางห้องสมุดจะมีหนังสือเรียกคืน และต้องส่งคืนภายในเวลาที่กำหนด มิฉนั้นอาจถูกปรับได้ หนังสือสำรองยืมไม่ได้ วัสดุประเภท วีดีโอ และแผ่น ซีดี ซึ่งมีทั้งเป็นภาพยนต์ทั่วไปและสารคดี สามารถยืมได้เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ไม่เกิน 3 ม้วน การค้นหาหนังสือทำโดยผ่านคอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เนท และสามารถยืมหนังสือข้ามห้องสมุดไปยังห้องสมุดอื่นๆ ได้ บนห้องสมุดชั้น 2 จะมีห้องอ่านหนังสือส่วนตัว สงวนไว้สำหรับนักศึกษาปริญญาโทจำนวน 12 ห้อง ควรจองไว้ หากว่างจะได้ใช้เป็นส่วนตัวตลอดไปจนกว่าจะจบ ในช่วงสัปดาห์แรกๆจะมีการแนะนำการใช้บริการห้องสมุด ควรสนใจรับการแนะนำจะได้ประโยชน์จากการใช้ห้องสมุดอย่างคุ้มค่า อนึ่ง ณ บริเวณถ่ายเอกสารในห้องสมุด จะมีการรวบรวมตัวอย่างข้อสอบเก่าๆไว้ ควรพิจารณานำมาศึกษาล่วงหน้าระหว่างการเรียนจะทำให้ทราบแนวข้อสอบได้

 

การใช้อินเทอร์เนท และ อีเมล์

                นักศึกษาสามารถใช้ Internet เพื่อการค้นคว้าได้ตลอดเวลาหลายแห่ง ทั้งในห้องสมุด Common Room หรือห้องทำงาน และโดยทั่วไปแต่ละคนจะได้รับ address ของ ADFA ด้วย อย่างไรก็ตาม E-mail address นั้นจะหมดไปเมื่อหมดสภาพการเป็นนักศึกษา จึงควรสมัครใช้ E-mail กับบริการฟรีของเอกชน เช่น Hot mail ซึ่งจะใช้ได้ตลอดไป E - Mail จะมีความสำคัญในการติดต่อสื่อสาร รวมทั้งสามารถใช้ส่งงานกับ อาจารย์ผู้สอนได้ด้วย นอกจากนี้หากมีเครื่องคอมพิวเตอร์และต้องการใช้ Internet ที่บ้านก็สามารถสมัครใช้บริการได้กับ Ozemail ในราคานักศึกษาเดือนละ $20 ใช้ได้ไม่เกิน 30 ชม.

สถานออกกำลังกาย (Gymnasium)

            ใน ADFA มี Gymnasium 1 แห่ง มีสะว่ายน้ำ สนามเทนนิส สคว๊อช และอุปกรณ์ อื่นๆ มาก นักเรียน Full Time และข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และครอบครัวสามารถไปใช้บริการได้ โดยลงนาม ก่อน และหลังการเข้าใช้ โดยปกติเจ้าจะไม่มีหน้าที่คอยตรวจบัตร

 

ห้อง Common Room สำหรับนักศึกษาต่างชาติ

                ห้อง Common Room หรือห้องทำงาน/ พักผ่อนส่วนรวมของนักศึกษาต่างชาติ อยู่ที่ชั้น 1 อาคาร Defence Studies Centre มีโต๊ะ เก้าอี้ ตู้เย็น อุปกรณ์ชงกาแฟ เตาอบไมโครเวฟ เครื่องถ่ายเอกสาร คอมพิวเตอร์ที่ต่อเชื่อมอินเทอร์เนท 6 เครื่อง และเครื่องพิมพ์ 1 เครื่อง นักศึกษาจะได้รับลูกกุญแจเข้าห้อง คนละ 1 ชุด

            นักศึกษา Management Studies มีห้องทำงานส่วนรวมที่คณะอีก 2 ห้อง มีเครื่องถ่ายเอกสาร 1 เครื่อง นอกจากนี้ยังสามารถเข้าใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ และ เครื่องพิมพ์ในห้องปฏิบัติการ (Management training Lab) ในขณะไม่มีการเรียนการสอน ซึ่งมีเครื่องประมาณ 20 เครื่องได้อีกด้วย ทางSchool of Economics and Management จะสนับสนุนกระดาษ หมึกพิมพ์ และหมึกถ่ายเอกสารตลอด เมื่อ สป.ดังกล่าวหมด ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ธุระการของคณะ นักศึกษา Management Studies จะได้รับบัตรผ่านอาคาร ทำให้สามารถเข้าใช้สิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารได้ 24 ชม.

            นักศึกษา Defence Studies ก็จะได้รับการจัดห้องทำงานให้เช่นเดียวกัน

 

การติดตามประเมินผลโดย IDP

                ประมาณกลางเทอม สำนักงาน IDP ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการศึกษาของนักศึกษาต่างชาติ จะเข้ามาติดตามประเมินผลการศึกษา รวมทั้งเรื่องอื่นๆ นักศึกษาสามารถให้ข้อมูลหรือ ร้องเรียนในเรื่องที่ต้องการได้ โดย IDP จะประสานงานกับหน่วยที่เกี่ยวข้องให้

 

การสอบ

                สำหรับวิชาที่มีการสอบ จะทำการสอบในห้วงการสอบที่กำหนด โดยการกำหนดตารางเวลาสอบ แล้วจัดสอบในสถานที่ 2 แห่งคือ ในอาคารโรงยิม และ Assembly Hall โดยอาจสอบพร้อมกันหลายวิชา และสอบรวมกับ นักเรียนนายร้อยด้วย นักศึกษาควรไปถึงสถานที่สอบก่อนเวลาและนำเฉพะสิ่งที่กำหนดให้นำเข้าห้องสอบได้ เข้าไปในห้องสอบเท่านั้น

 

การประกาศผลสอบ

                จะประกาศรวมพร้อมกันทุกวิชาอย่างเป็นทางการ ณ ป้ายปิดประกาศตามที่จะกำหนด นอกจากนี้จะมีการส่งผลสอบไปตามที่อยู่ของนักศึกษาแต่ละคนด้วย เมื่อได้ทราบผลสอบแล้วควรรีบรายงานให้ สน.ผชท.ทบ. ทราบโดยเร็ว

 

กิจกรรมระหว่างยามว่าง

                เวลาว่างระหว่างเทอม 1 และ 2 ในเดือน กรกฎาคม จะมีประมาณ 2 สัปดาห์ ส่วนเวลาว่างระหว่างเทอม 2 และ เทอม 1 ของปีถัดไปจะมีประมาณ 4 เดือน คือระหว่าง พฤศจิกายน ถึง กุมภาพันธ์ สำหรับผู้ที่ไม่นำครอบครัวมาด้วยอาจเป็นโอกาสดีที่จะได้กลับไปเยี่ยมครอบครัว โดยจัดการเรื่องค่าเช่าบ้านและค่าเช่าเฟอร์นิเจอร์ให้เรียบร้อยก็จะสามารถเดินทางกลับบ้านได้เป็นเวลานาน แม้ตามข้อตกลงทาง อต.จะกำหนดให้ค่าเดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัวได้ 1 ครั้ง แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถทำได้ เนื่องจากหากลากลับเป็นทางการ จะต้องมีการตัดเบี้ยเลี้ยงและค่าเช่าที่พัก จะเป็นปัญหาในการขนย้ายข้าวของ และไม่สะดวกหากทำสัญญาเช่าที่พักระยะยาว ในทางปฏิบัติจึงต้องรับผิดชอบตนเองในการเดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัว สำหรับผู้ที่นำครอบครัวมาด้วยก็จะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพักผ่อนและท่องเที่ยวในต่างประเทศระยะยาว โดยมีค่าเดินทางสนับสนุนอย่างน้อย $304 อย่างไรก็ตามกองทัพ อต.อาจจะจัดให้นักศึกษาเข้าร่วมสัมมนา Defence Manage Seminar ประมาณต้นปีของทุกปี ซึ่งนักศึกษาจะได้รับประโยชน์ในการเรียนรู้เทคนิคการบริหารกองทัพ อต.เป็นอย่างมาก

            การขับรถท่องเที่ยวใน อต.สามารถทำได้โดยสะดวก เนื่องจากถนนมีสภาพดีมาก ทุกเมืองจะมี Visitor Information Centre ซึ่งจะให้ข้อมูลข่าวสารของเมืองนั้นรวมทั้งเมืองอื่นๆได้เป็นอย่างดี เอกสารนำเที่ยวทุกเมืองพิมพ์ด้วยกระดาษสีอย่างดีแจกฟรี บนถนนจะมีป้ายบอกเส้นทาง และระยะทางโดยตลอด จำนวนรถมีน้อย จึงมีความปลอดภัยสูง ที่พักก็หาได้โดยง่ายและมีให้เลือกหลายลักษณะดังที่กล่าวในเรื่อง     "การเดินทางไป Canberra"

            หากไม่ต้องการขับรถก็อาจเดินทางท่องเที่ยวโดยทางรถประจำทาง หรือรถไฟ ซึ่งจะจัดเป็น Package Tour ไปตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ทั้งภายในรัฐ หรือระหว่างรัฐ หรือจัดตารางการท่องเที่ยวเองก็ได้ หากจะท่องเที่ยวทางรถไฟควรขอบัตรประจำตัวนักศึกษานาๆชาติ (International Student Identification Card -ISIC) โดยนำรูปถ่าย 1 รูปพร้อมบัตรประจำตัว ADFA ไปสมัครที่ STA Travel ซึ่งเป็นบริษัทท่องเที่ยวเสียค่าสมัคร $15 ก็จะนำมาใช้ลดราคาค่าโดยสารรถไฟได้ถึง 40% (รถไฟไม่รับบัตรนักศึกษา) การเดินทางโดยรถประจำทาง เช่น Greyhound รับบัตรนักศึกษา (Full time) ได้ลด 10%   

ในขั้นต้นควรท่องเที่ยวในเขต Canberra ให้ครบถ้วน รายละเอียดสถานที่ท่องเที่ยวและแผนที่เมือง Canberra โดยละเอียดอาจดูได้จากสมุดโทรศัพท์หน้าเหลือง

ควรไปที่ Information Centre บนถนน Northbourne Ave. เพื่อหาข้อมูลการท่องเที่ยวที่ต้องการ สำหรับรัฐ New South Wales(NSW) อาจแบ่งตามเขตการท่องเที่ยวได้เป็นเขตต่างๆ ดังนี้

เขต Sydney ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐ NSW มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เช่น Harbour Bridge, Opera House, Sydney tower, Taronga Zoo, Oceanworld, Aquarium, Sega World, Wonderland

เขต North Coast และ เขตSouth Coast ซึ่งเป็นชายฝั่งด้านเหนือ และใต้ของ Sydney เป็นชายฝั่งทะเลที่สวยงาม มีทั้งชายหาดนับเป็นร้อยๆหาด มีปะการังใต้น้ำ อ่าว ทะเลสาบชายฝั่ง น้ำทะเลเขียวสะอาด เหมาะแก่การเล่นน้ำ ดำน้ำ ตกปลา

เขตในแผ่นดินตอนกลางที่น่าสนใจได้แก่เขต Riverina ซึ่งเป็นแหล่งปลูกผลไม้ (Fruit Bowl)ที่สำคัญของประเทศ

เขต Blue Mountain เป็นทิวเขาสวยงาม มีหินผาสูง สามารถขึ้นกระเช้าลอยฟ้า และรถไฟ ชมภูมิประเทศได้ อีกทั้งยังมีน้ำตก และถ้ำที่สวยงามอีกหลายแห่ง

เขต Snowy Mountain เป็นเทือกเขาสูงสุด ใน อต. ฤดูเล่นสกีกลางเดือนมิถุนายน ถึง กันยายน จะมีหิมะและเป็นแหล่งเล่นสกีแห่งหนึ่งในจำนวนไม่กี่แห่งของ อต. สามารถไปกลับได้ภายใน 1 วันระยะทางไปกลับ 450 กม. จะขับรถไปเองหรือซื้อบริการไปกับบริษัทนำเที่ยวก็ได้ หากขับรถไปต้องเสียค่าเข้าวนอุทยาน $14 ต่อรถต่อวัน

เขต Out Back ภายในสุดของรัฐ เป็นที่แห้งแล้ง แต่ก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

ทั้งนี้หากเดินทางท่องเที่ยวให้ครบตามที่กล่าวมา อาจไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยังต่างรัฐเลยก็จะได้สัมผัสบรรยากาศเช่นเดียวกับการไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในรัฐอื่นเช่น Gold Coast หรือ Ayers Rock แต่หากมีเวลาและงบประมาน ก็ควรไปเที่ยวชมเกาะปะการัง (Great Barrier Reef) 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ทางตะวันออกของรัฐ Queensland

สำหรับผู้ที่ต้องการหารายได้เสริมระหว่างปิดเทอม โดยเฉพาะผู้มีความชำนาญเฉพาะเช่น พยาบาล กฎหมาย บัญชี การเงิน ก็อาจทำได้ เนื่องจาก Visa ไม่ห้ามการทำงาน แต่ต้องรู้แหล่งงาน และสถานที่ติดต่อ อย่างไรก็ตาม ชาวสวน อต.ในเขต Riverina ต้องการแรงงานสูงในฤดูเก็บเกี่ยวผลไม้ จึงเปิดรับแรงงานอพยพประเภทนักท่องเที่ยว และนักศึกษา ในช่วงดังกล่าว ซึ่งอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการใช้เวลาช่วงปิดเทอมให้คุ้มค่า

 

การส่งคืนบ้าน

เมื่อสำเร็จการศึกษา ต้องส่งคืนบ้านต้องนัดหมายวันตรวจ และทำความสะอาดอย่างดี โดยเฉพาะพรมต้องซักด้วยเครื่องซักไอน้ำพร้อมแสดงใบเสร็จค่าจ้างซัก การตรวจจะละเอียดมากไม่เว้นแม้แต่รอยนิ้วมือบนกระจกหรือฝาผนัง หยากไย่ใยแมงมุม ของเสียหรือชำรุดตามสภาพต้องซ่อมคืนสภาพ แต่ถ้าเสียตามสภาพการใช้งานอาจอนุโลมให้ หากไม่ผ่านการตรวจจะหักค่าใช้จ่ายจากค่ามัดจำที่จ่ายไว้ ทางที่ดีหากไม่ต้องการเหนื่อยฟรีควรทำความสะอาดแต่พอควรแล้วเตรียมจ่ายค่าซักพรม $90 กับค่าทำความสะอาดทั่วไปอีก ชม.ละ $55 ให้ Real Estate Agency ไปดำเนินการเอง ก็น่าจะเพียงพอ เมื่อผ่านการตรวจแล้ว Real Estate Agency จะให้เอกสารเพื่อไปขอคืนค่ามัดจำที่ Bond Office ซึ่งเป็นสำนักงานของรัฐที่ดูแลค่ามัดจำ จะให้โอนเข้าบัญชีธนาคารหรือรับเป็นเช็คก็ได้ หากรับเป็นเช็คก็นำไปขึ้นเงินกับ Reserve Bank ได้ทันที หลังคืนบ้าน จะจัดให้เข้าพักในโรงแรมหรืออพาร์ทเมนท์ชั่วคราวจนกว่าจะเดินทางกลับ ระหว่างนี้อาจขอต่อรองไปพักที่ต่างรัฐ นอก Canberra เพื่อพักผ่อนท่องเที่ยวก็อาจกระทำได้

การยกเลิกบริการสาธารณูปโภคทำได้โดยโทรศัพท์ไปแจ้งว่าต้องการยกเลิกเมื่อใด พร้อมกับแจ้งว่าจะให้ส่งใบเรียกเก็บเงินไปที่ใด ข้อแนะนำก็คือควรสอบถามค่าบริการที่ค้างชำระถึงวันยกเลิกบริการแล้วแจ้งให้ส่งไปที่ที่อยู่ของผู้ที่ยังศึกษาอยู่และไว้วางใจได้พร้อมกับฝากเงินไว้ให้ชำระแทน แต่ถ้าไม่มีใครที่ไว้วางใจได้ก็อาจแจ้งให้เรียกเก็บไปยังที่อยู่ในไทยได้

 

การขอบัตรโดยสารเครื่องบินขากลับและส่งของกลับ

            ควรไปประสานกับ Movement Cell โทร.8619 ซึ่งมี เจ้าหน้าที่ยศ Warrant Officer และ Corporal เป็นเจ้าหน้าที่ประมาณ 1 เดือนก่อนเดินทางกลับ เจ้าหน้าที่จะจองเที่ยวบิน และที่พักให้ พร้อมกับออกคูปองมูลค่า $540 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการส่งของกลับ ให้นำของใช้ส่วนตัวและหนังสือบรรจุกล่องกระดาษไม่ควรหนักเกินกล่องละ 30 กก. แล้วติดต่อ Qantas Express โทร.62805999 เพื่อประสานงานแล้วนำไปส่ง โดยใช้หลักฐานหนังสือเดินทาง และ ตั๋วเครื่องบิน จะส่งของได้ประมาณ 200 กก. ซึ่งทาง Qantas Express จะมัดรวมเป็นห่อเดียวแล้วส่งให้ถึงไทยในเวลาที่ใกล้เคียงกับนักศึกษาเดินทางถึงเพื่อจะได้ไม่ต้องเสียค่าเก็บรักษามาก การส่งของจากออสเตรเลียไม่มีขั้นตอนยุ่งยากและไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด การรับของออกจากคลังสินค้าและด่านศุลกากรที่กรุงเทพ โดยบริษัท TAGS จะแจ้งว่าของมาถึงแล้วให้ไปติดต่อที่คลังสินค้า 1 ชั้น 2 โทร. 996-8064-93 ต่อ 534-538 เพื่อรับเอกสาร ต้องจ่ายค่า terminal charge & deliverly fee 428 บาท แล้วจึงไปดำเนินพิธีการศุลกากร มีขั้นตอน และเอกสารมากมาย ควรนำหนังสือเดินทางพร้อมถ่ายเอกสารไปด้วยสัก 5 แผ่น หากจะดำเนินเรื่องเองก็ได้ แต่ถ้าจะใช้บริการ Shipping ซึ่งจะรู้ขั้นตอนดี ควรตกลงค่าบริการก่อน ประมาณ 500-700 บาท ใช้เวลาทั้งสิ้น 4 ชม. ควรรีบนำของออกโดยเร็วเพราะหากเกิน 3 วันจะต้องเสียค่าเก็บรักษา 50 บาท ต่อ 50 กก. ต่อวัน อย่างต่ำ 100 บาท

 

การขายรถ

            การขายรถสามารถทำได้หลายวิธี เช่น ลงโฆษณาใน นสพ. Canberra Times ข้อความ 3 บรรทัด ในวันเสาร์และอาทิตย์ ราคาประมาณ $30 หรือนำไปจอดขายในตลาดนัดรถยนต์วันหยุด ระยะเวลา 3 เดือนราคา $60 และวิธีที่ได้ผลที่สุด คือต้องผูกมิตรกับนายทหารที่ทำงานใน บก.กห.แล้วขอให้ประกาศผ่านเครือข่าย Intranet ซึ่งเป็นระบบสื่อสารภายในที่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ บก.กห.จำนวน 2,400 คนจะได้รับข่าวนี้ในเวลาเดียวกัน บริการนี้ฟรี และได้ผลเร็วมาก สำหรับรถที่จดทะเบียนใน Canberra จะสามารถกรอกรายละเอียดในแบบฟอร์มในใบทะเบียนแล้วให้ผู้ซื้อนำไปตรวจสภาพ แล้วทำเรื่องโอนเองได้เลย หากซื้อรถมาจาก Melbourne ใบทะเบียนจะไม่มีแบบฟอร์ม ต้องทำใบเสร็จรับเงินแทนหนังสือสำคัญแสดงการซื้อขาย ลงนามแล้วมอบให้ผู้ซื้อนำไปดำเนินการต่อ ขั้นตอนเหล่านี้ไม่ยุ่งยากมากนักสามารถดำเนินการเองได้ง่ายภายในวันเดียว

 

สรุปค่าใช้จ่ายสำหรับ นทน./นักศึกษา ทุน DC

ตั้งแต่ 1.. 2542 (เหรียญ อต.)

1. เบี้ยเลี้ยง ที่ DITC วันละ                         

19.00

2. เบี้ยเลี้ยง ที่ ADFA วันละ

36.45

3. ค่าตั้งตัว (Establishment) จ่ายครั้งเดียว

266.00

4. ค่าเสื้อผ้า จ่ายครั้งเดียว

463.40

5. ค่าหนังสือ ปีละ (ตั้งแต่เทอม ๒/๙๘ )

270.00

6. ค่าลาพักผ่อน (อย่างน้อย ๗๒ ชม.) วันละ

61.80

7. ค่าเดินทางท่องเที่ยว (ค่าเช่ารถ/น้ำมันรถ/โดยสารรถ) ปีละ

304.00

8. ค่าเช่าที่พัก สัปดาห์/เดือนละ

306.25/1327

 

            หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจ ไม่มากก็น้อย หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ  พ..ชยันต์ เดชศร ได้ที่ 51/247 หมู่ 7 .หลักหก อ.เมือง ปทุมธานี 12000 โทร.997-2061 ยินดีให้คำแนะนำเพิ่มเติม

 

29 .. 42

**************************

Hosted by www.Geocities.ws

1