ลดความเสี่ยงในการทำร้ายเด็ก

อนุบาล

ลดความเสี่ยง เลี่ยงทำร้ายเด็ก

ความ รุนแรงต่อเด็กเกิดขึ้นเรื่อยๆ และดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด มีเหตุปัจจัยใดบ้างที่เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้ใหญ่ที่ดูแลเด็กบางคน กลายเป็นผู้ร้ายทำร้ายเด็กเสียเอง ผศ. ดร.สมบัติ ตาปัญญา ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงปัจจัยเสริมที่มีส่วนในการกระตุ้นให้เกิดการทำร้ายเด็ก มีหลายปัจจัยทั้งด้านวัฒนธรรม สังคม สิ่งแวด ล้อม และครอบครัว หาก ปัจจัยเหล่านี้มีอยู่มากเพียงใด ความเสี่ยงที่จะเกิดการทารุณกรรมและละเลยทอดทิ้งเด็กก็จะยิ่งมีสูงยิ่งขึ้น เราจึงจำเป็นต้องสังเกตให้เห็นและพยายามลดหรือกำจัดให้ได้มากที่สุด ปัจจัยแรก คือ อิทธิพลทางวัฒนธรรม ได้แก่ - วัฒนธรรม ของการใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งแสดงผ่านสื่อต่างๆ เช่น ภาพยนตร์ โทรทัศน์ หนังสือการ์ตูน นวนิยาย นิตยสาร หนังสือ พิมพ์รายวัน ฯลฯ มักจะปลูกฝังความเชื่อหรือค่านิยมว่า เมื่อมีปัญหาหรือสถานการณ์ที่ไม่น่าพึงพอใจเกิดขึ้น การแก้ไขจะทำได้โดยใช้ความรุนแรงเท่านั้น - ทัศนคติ ที่เห็นว่าการลงโทษเด็ก ด้วยการตีหรือทำร้ายร่างกายให้เจ็บปวดนั้นเป็นสิ่งที่ปกติและยอมรับได้ การลงโทษเด็กด้วยพฤติกรรมรุนแรงนี้ เป็นการซึมซับความเชื่อให้เด็กอย่างช้าๆ แต่ในที่สุดก็จะฝังรากลึกของความเชื่อที่ว่า ผู้ที่มีกำลังอำนาจเหนือกว่าย่อมได้เปรียบและใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่ อ่อนแอกว่า เมื่อ เด็กที่ผ่านประสบการณ์เช่นนี้โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ก็ย่อมมีความโน้มเอียงที่จะใช้พฤติกรรมเช่นนี้กับผู้อื่นต่อไป เช่น การทารุณทำร้ายคู่สมรสหรือลูกของตัวเอง หรือใช้ความรุนแรงต่อคนอื่นๆ ในชีวิตเมื่อมีปัญหา นอก จากนี้ ยังพบว่าการลงโทษเด็กด้วยความรุนแรง ยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายต่อสุขภาพกายและจิตของเด็กด้วย หากการลงโทษนั้นเกิดจากอารมณ์โกรธแค้น มักจะเพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเกินเลย เช่น ยั้งมือไม่อยู่ หรือยั้งอารมณ์ไม่อยู่ ใน ด้านจิตใจ เด็กจะสับสนไม่เข้าใจว่าพ่อแม่หรือผู้ปกครอง ซึ่งควรจะรักและเมตตา คุ้มครองตนเองไม่ให้ได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ทำไมถึงมาทำร้ายตนเองได้ และทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กและผู้ปกครองเสียไป และเด็กก็จะเริ่มมีทัศนคติไม่ดีต่อคนใกล้ชิดหรือมีปัญหาในการมีความสัมพันธ์ กับคนอื่นๆในชีวิตต่อไปอีก

- การ มองว่าเด็กคือทรัพย์สินส่วนตัวของพ่อแม่ ดังนั้น พ่อแม่จึงมีสิทธิ์จะทำอย่างไรกับชีวิตของเด็กก็ได้ เช่น การส่งลูกไปทำงานในสถานที่ที่ใช้แรงงานเด็กอย่างทารุณ ให้ลูกมาขอทานหรือเป็นโสเภณีเด็ก เพื่อให้ได้เงินมาใช้จ่ายในครอบครัว - การ มองว่าการทารุณทำร้ายกันในครอบครัวเป็นเรื่องส่วนตัว คนอื่นไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยว ความเชื่อเช่นนี้ ทำให้เพื่อนบ้าน ชุมชน หรือแม้กระทั่งผู้รักษากฎหมายเอง ลังเลใจที่จะเข้าไปแทรกแซงหรือแจ้งเบาะแส เมื่อสงสัยว่าจะมีการทารุณทำร้ายเด็กขึ้น ส่งผลให้เด็กถูกทำร้ายต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เป็นเวลานาน จนกว่าจะมีใครทนดูต่อไปไม่ไหวแล้ว จึงจะมีการแจ้งข่าว - การ ที่เด็กมักได้รับการอบรมสั่งสอนว่าต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของ ผู้ใหญ่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร เหมาะสมหรือไม่ การไม่สอนให้เด็กคิดอย่างวิพากษ์วิจารณ์แต่ให้เชื่อผู้ใหญ่ไว้ก่อน ทำให้เด็กมีโอกาสถูกชักจูงหรือบังคับได้ง่าย ปัจจัยที่ 2 ปัจจัยทางสังคมและสภาพแวดล้อม - การ ทำร้ายเด็กอาจเกิดจากความเครียดของพ่อแม่ ที่ตกงาน เงินไม่พอใช้ อยู่ในบ้านหรือชุมชนที่แออัดหรือสภาพเสื่อมโทรม แปลกแยกหรือไม่มีส่วนร่วมในชุมชน ทำงานหนักเกินไปจนไม่มีเวลาพัก นอนไม่พอ ไม่มีอาหารกินอย่างเพียงพอ หรือเป็นเหยื่อของความรุนแรงจากสังคมด้วย - การทารุณกรรมเด็กมักจะเกิดขึ้นในขณะที่ครอบครัวหรือสังคมตกอยู่ในภาวะวิกฤต ปัจจัยที่ 3 คือ ปัจจัยทางกายภาพ - ลักษณะ ทางบุคลิกภาพบางอย่างของผู้ปกครองเด็ก เช่น ลักษณะซึมเศร้า ซึ่งมักนำไปสู่การละเลย ไม่เอาใจใส่เด็ก เนื่องจากพ่อหรือแม่มีอาการซึมเศร้า ไม่สนใจในสิ่งรอบตัว เลยทำให้ไม่สนใจในความรับผิดชอบต่อการเลี้ยงดูลูกของตนไปด้วย - การ ดื่มสุรา เพราะการดื่มสุราทำให้การยับยั้งชั่งใจหรือการควบคุมตัวเองลดลง ในขณะที่ความก้าวร้าวเพิ่มสูงขึ้น จึงเกิดการทำร้ายร่างกายกันได้

- สภาพความพิการหรือร่างกายไม่สมประกอบของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นแต่กำเนิดหรือเกิดขึ้นภายหลัง มักจะทำให้ถูกทารุณทำร้ายหรือทอดทิ้งมากขึ้น - พ่อแม่ที่ปัญญาอ่อนหรือเชาว์ปัญญาต่ำ จะมีโอกาสที่จะทารุณหรือทอดทิ้งลูกมากขึ้น ปัจจัยที่ 4 คือ ครอบครัวไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ - ครอบ ครัวที่มีประวัติว่าพ่อแม่เคยถูกทารุณทำ ร้ายหรือละเลยทอดทิ้งมาก่อนในตอนที่ยังเป็นเด็ก หรือมีประวัติการขาดแคลนทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ได้เห็นตัวอย่างของพฤติกรรมแบบนี้มาตั้งแต่เด็กจนโต เลยถือเอาเป็นแบบอย่างในการดูแลเด็กไปด้วย - พ่อแม่ที่ทำร้ายลูกมักจะเติบโตขึ้นมาโดยมีภาพลักษณ์ในใจว่า ตนเองเป็นคนไม่ดี - ครอบ ครัวที่มีบทบาทผิดแผกไปจากควรจะเป็น เช่น มีพ่อหรือแม่ที่ขาดความรับผิดชอบ เล่นการพนัน ติดเหล้าหรือยาเสพติด ปล่อยให้ลูกคนโตทำหน้าที่ดูแลลูกคนเล็ก หรือลูกต้องดูแลพ่อแม่ - ครอบครัวที่สามีภรรยา มีความขัดแข้งหรือไม่ลงรอยกัน หรือไม่สนับสนุนให้กำลังใจซึ่งกันและกัน - มี เด็กที่แม่มองว่าเป็นเด็กเลี้ยงยาก ไม่น่ารัก ทำให้แม่ผิดหวัง ซึ่งเป็นการคิดไปเองโดยไม่ได้เป็นจริงอย่างนั้น แต่อาจจะเกิดจากการที่แม่มีความคาดหวังต่อลูกอย่างเกินความเป็นจริง - ตำหนิเด็กว่าเกิดมาแล้วเป็นสาเหตุให้พ่อแม่มีปัญหาหรือทำอะไรไม่ได้ตามคาดหวังของพ่อแม่ การ จะทำให้ปัญหาความรุนแรงต่อเด็กลดลง ควร มีการสร้างและกระตุ้นให้เกิดปัจจัยที่มีส่วนคุ้มครอง หรือต้านทานต่อความเสี่ยง ทั้งในครอบครัว โรงเรียน กลุ่มเพื่อนของเด็ก หรือในชุมชนที่เด็กอาศัยอยู่ เพราะ ปัจจัยเหล่านี้จะทำหน้าที่คล้ายภูมิคุ้มกันที่ช่วยลดโอกาสหรือความโน้มเอียง ที่เด็กจะถูกทำร้ายหรือทอดทิ้งให้น้อยลง ถือเป็นส่วนที่สำคัญของงานป้องกันการทารุณกรรมเด็ก คือต้องพยายามส่งเสริมหรือกระตุ้นให้มีปัจจัยเหล่านี้ในระดับสูงขึ้น ได้แก่ 1.การมีภาพลักษณ์ในด้านดีเกี่ยวกับตนเอง เช่นการที่พ่อแม่และเด็กมีความภาคภูมิใจในคุณค่า หรือความสำคัญของตนเองสูง รู้สึกวามีอำนาจในการควบคุมจัดการชีวิตของตนเองได้ดี ขณะ เดียวกัน การที่เด็กมีความรู้สึกว่าได้รับความรัก และการยอมรับโดยไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าตัวเองจะเป็นอย่างไรก็เชื่อว่าพ่อแม่จะรักและยอมรับตลอดไป 2.การมีทักษะทางสังคม ได้แก่ พ่อ แม่ที่ดูแลเอาใจใส่ โอบอุ้มคุ้มครอง มีทักษะในการเลี้ยงดูเด็ก พ่อแม่ที่ควบคุมตนเอง เช่น รู้ว่าเมื่อโกรธควรทำอย่างไร ควรแก้ปัญหาอย่างไร มีทักษะในการสื่อสาร สร้างความสัมพันธ์กับคนอื่น เข้าถึงจิตใจหรือเข้าถึงความทุกข์สุข ความต้องการของผู้อื่น 3.ความรู้ ความเข้าใจ พ่อ แม่ที่เข้าใจเรื่องการเลี้ยงดูเด็กหรือพัฒนาการเด็ก ลักษณะพื้นฐานของการมีปฏิสัมพันธ์ในครอบ ครัว และมีแหล่งให้ความรู้หรือความช่วยเหลือแก่เด็ก 4.ความช่วยเหลือต่างๆ จากสังคมหรือชุมชนมี การเกื้อหนุนทางสังคมเพื่อลดภาวะโดดเดี่ยว มีกลุ่มสนับสนุนหรือกลุ่มช่วยเหลือกันเอง เช่น กลุ่มพ่อแม่ที่มีปัญหา (คือ การจัดให้พ่อแม่ที่มีปัญหาคล้ายกันได้พบปะกันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กำลังใจและช่วยเหลือกัน) มีเครือข่ายสังคมที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เช่น การมีความสัมพันธ์ที่ดีในชุมชน ปัจจัย ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อการที่เด็กจะถูกทารุณกรรม และปัจจัยที่ช่วยคุ้มครองป้องกันนั้นมีอยู่หลากหลายและมีความซับซ้อน เกี่ยวข้องโยงใยกันไปทั้งหมด การที่จะป้องกันการทารุณกรรรมและทอดทิ้งเด็ก จึงต้องเริ่มด้วยความตระหนักถึงภาพรวมเช่นนี้เสียก่อน แล้วจึงพยายามใช้วิธีการต่างๆ ในการที่จะลดปัจจัยเสี่ยง และเพิ่มปัจจัยคุ้มครองหรือต้านทานให้ครอบคลุมทั้งหมด จะเน้นเพียงจุดใดจุดหนึ่งเท่านั้นคงไม่เพียงพอและต้องอาศัยความร่วมมือจาก ทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง

นสพ.ข่าวสด 3/10/51

อนุบาล

My Favorite Links:
krabi thailand hotels, luxury phuket hotels, resort krabi
diy solar panels, earth4energy
koh samui, koh samui hotels, koh samui thailand
shopping mall centers
best hdtv
pet store
กระเป๋าผ้า ถุงผ้า ถุงผ้าดิบ ถุงผ้าลดโลกร้อน
เครื่องสำอาง เครื่องสำอางเกาหลี เครื่องสำอางแบรนด์เนม
อนุบาล
เสื้อผ้าแฟชั่น เสื้อผ้าเกาหลี
สัญญาณกันขโมย กันขโมยบ้าน กันขโมย
งานราชการ หางาน สมัคร งาน
ตกแต่งภายใน แต่งบ้าน แต่งคอนโด
หางาน รายได้พิเศษ งานนอกเวลา งาน Part time
ฟังวิทยุออนไลน์ ฟังเพลงออนไลน์
Hosted by www.Geocities.ws

1