|
|
บริษัทจะปรับปรุงระบบการทำงานใหม่
โดยจะนำแนวความคิด เพื่อ
การเพิ่มผลผลิต มาใช้ ความหมายของการเพิ่มผลผลิต หรือ Productivity มี 2 แนวคิด คือ 1.แนวคิดในเชิงเทคนิค หมาย ถึงการทำงานหรือดำเนินกิจกรรมต่างๆ ด้วยการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าสูงสุด ทั้ง คน เวลา และเครื่องจักร-อุปกรณ์ต่างๆ ด้วยตระหนักเสมอว่าทำสิ่งที่ถูกต้อง (right thing) ด้วยวิธีการที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ (rightly) ตั้งแต่ครั้งแรกเพื่อลดความสูญเสีย สำหรับแนวคิดที่ 2. แนวคิดด้านปรัชญา หมายถึงจิตสำนึกใน การปรับปรุง สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้นเสมอ ด้วยความเชื่อมั่นว่า เราสามารถทำวันนี้ให้ดีกว่าเมื่อ วาน และพรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้ เพราะฉะนั้นหากองค์การใดดำเนินธุรกิจตามแนวคิดของการเพิ่มผล ผลิตข้างต้น ก็จะช่วยให้องค์การมีความได้เปรียบในการแข่งขันเนื่องจากต้นทุนต่ำ และสามารถพัฒนา ได้อย่างยั่งยืน |
| ทำไมต้องเพิ่มผลผลิต ทำไมต้องใช้หลักการเพิ่มผลผลิตให้วุ่นวายอีก เพราะกิจการที่ทำอยู่ตอนนี้ก็ยังมีกำไรอยู่บ้าง และตอนนี้เศรษฐกิจชะลอตัว บริษัทอื่น ก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน ..เหตุผลที่ต้องทำการปรับปรุงการเพิ่มเพิ่มผลผลิต 1 การเพิ่มผลผลิตจะเป็นเครื่องมือที่ทำให้สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดนั้น ได้ อย่างคุ้มค่าได้ประโยชน์สูงสุดและสูญเสียน้อยที่สุด โดยการเลือกใช้เครื่องมือ หรือเทคนิคการปรับ ปรุงการเพิ่มผลผลิตที่เหมาะสม เช่น 5 ส QCC.. 2 นอกจากนี้การเพิ่มผลผลิตยังเป็นเครื่องช่วยในการ วางแผน ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต อย่างเช่นการกำหนดผลิตผลในสัดส่วนที่เหมาะสมกับความ ต้องการ แทนที่จะผลิตออกมาเกินจนเกิดการสูญเปล่าของทรัพยากร.. 3 และสาเหตุสำคัญอีกข้อหนึ่งก็ คือ ทุกวันนี้การแข่งขันสูงขึ้น บริษัทต่าง ๆ จะอยู่รอดได้ก็ต้องมีการปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอ การเพิ่ม ผลผลิตซึ่งเป็นแนวทางในการปรับปรุงประสิทธิภาพ คุณภาพ และช่วยลดต้นทุน จะทำให้สามารถต่อสู้ กับคู่แข่งได้.. แนวคิดการเพิ่มผลผลิต นอกจากจะช่วยให้องค์การเข้มแข็งและก้าวหน้าในยามเศรษฐกิจดีแล้ว ใน ยามเศรษฐกิจชะลอตัว ก็จะช่วยให้เจ็บตัวน้อยกว่าบริษัทอื่นๆ เรียกว่าช่วยพัฒนาได้อย่างยั่งยืน Top |
|
| เราจะเพิ่มผลผลิตได้อย่างไร การเพิ่มผลผลิตจะได้ผลดี ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคนในองค์การ แตกต่างกันไปตามสถานภาพ ระดับพนักงาน ก็ต้องทำความเข้าใจเป้าหมายและนโยบายของหน่วยงาน เพื่อจะได้ปฏิบัติงานตรงกับความต้องการหน่วยงาน หมั่นปรับปรุงงานอยู่เสมอ เช่น รู้จักวางแผนและใช้เวลาทำงานให้คุ้มค่า ทำงานอย่างทุ่มเท ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด มีมนุษยสัมพันธ์ดี เป็นต้น. ระดับหัวหน้า ก็ต้องมีความเป็นผู้นำ รู้จักสร้างขวัญและกำลังใจให้ลูกน้อง เช่นสอนงานได้ถูกต้อง เป็นที่ปรึกษาที่ดี เปิดโอกาสให้ลูกน้องได้พัฒนาความสามารถ และที่สำคัญต้องพัฒนาความรู้ความสามารถของตัวเองอย่างสม่ำเสมอด้วย... ระดับผู้บริหาร จะต้องส่งเสริมให้มีการพัฒนาพนักงานอย่างต่อเนื่อง เป็นกำลังใจให้พนักงาน จัดหาเครื่องมือ-อุปกรณ์ที่เหมาะสม ดูแลลูกค้า ต้องคอยกระตุ้นให้มีการปรับปรุงการเพิ่มผลผลิต และต้องมีความสามารถในการจัดการที่ดี.. หากทุกคนปฏิบัติได้ดังกล่าวก็จะช่วยให้การเพิ่มผลผลิต (Productivity) ในองค์การสูงขึ้นได้ Top |
|
| ใครรับผิดชอบการเพิ่มผลผลิต การปรับปรุงการเพิ่มผลผลิตไม่ใช่หน้าที่ของผู้บริหาร หรือใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น แต่หมายถึงความรับผิดชอบของทุกคนในองค์การ โดยผู้บริหารควรเข้าใจและใส่ใจกับการเพิ่มผลผลิตและส่งเสริม สนับสนุนให้ดำเนินกิจกรรมเพื่อปรับปรุงการเพิ่มผลผลิตอย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกันพนักงานเองก็ต้องให้ความร่วมมือ ทำงานอย่างเต็มความสามารถและเพิ่มทักษะการทำงานให้สูงขึ้น. ..หากทุกฝ่ายสามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติในการทำงานได้ ตามแนวคิดในการเพิ่มผลผลิต ย่อมสร้างประสิทธิภาพและยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการได้ในที่สุด Top |
|
| P-D-C-A ...วงจรการปรับปรุง P-D-C-A วงจรการปรับปรุง ซึ่งย่อมาจาก Plan, Do, Check และ Act .. Plan ก็คือวางแผน วิเคราะห์สาเหตุของปัญหา และกำหนดวิธีแก้ไข Do คือปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ เช่นพัฒนาทักษะ เมื่อปฏิบัติแล้ว ก็ต้อง Check คือตรวจสอบผลการปฏิบัติงาน ว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้หรือไม่ แก้ไขงานน้อยลงหรือเปล่า แล้วบันทึกเพื่อนำไปวิเคราะห์เพิ่มเติมต่อไป Act คือดำเนินการให้เหมาะสม ถ้าวิธีการใหม่ที่ได้ ใช้ได้ผล ก็ให้ยึดเป็นแนวทางในการทำงานต่อไป และปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ แต่หากวิธีการใหม่ที่ได้ ยังไม่ช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น ก็ต้องหาทางปรับปรุงต่อไปอีก... ลองนำไปใช้ดู จะช่วยห่านทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น Top |
|
![]() |
|
| Benchmarking...เปรียบเทียบเพื่อปรับปรุง วิเคราะห์ว่าเราอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับคู่แข่ง? ใครทำได้ดีที่สุด? เขาทำได้อย่างไร? และเราจะทำให้ดีกว่าเขาได้อย่างไร? เช่น เรากำหนดจะปรับปรุงกระบวนการส่งมอบชิ้นงาน จากสายการผลิตหนึ่งไปสู่อีกสายการผลิตหนึ่ง เริ่มต้นจาก ประเมินตนเอง พบว่าใช้เวลาส่งมอบนาน 7 นาที จากนั้นจึงค้นหาข้อมูลว่าหน่วยงานใดมีกระบวนการส่งมอบชิ้นงานน้อยกว่า เมื่อได้แล้วก็คัดเลือกหน่วยงานนั้นขึ้นมาเป็นตัว Benchmark หรือเกณฑ์ที่เราต้องการให้ไปถึง โดยศึกษาว่าเขามีวิธีปฏิบัติ หรือ Best Practices อย่างไร จากนั้นจึงนำมาประยุกต์ใช้กับหน่วยงานของตนเอง จะเห็นว่า Benchmarking ไม่ใช่การลอกเลียนแบบ แต่เป็นการเสาะหาและคัดเลือกวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ หรือ Best Practices จากหน่วยงานอื่นมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมกับการทำงานในหน่วยงานของตนเอง Top |
|
| ระบบ T-P-M ..เพื่อเครื่องจักรและผู้ใช้งาน อย่าปล่อยให้ปัญหาเครื่องจักรมาเป็นตัวทำลายคุณภาพสินค้า ใช้ระบบ T-P-M มาแก้ไขดีกว่า.. T-P-M ย่อมาจาก Total Productive Maintenance คือการบำรุงรักษาทวีผลแบบทุกคนมีส่วนร่วม ปรัชญาของ TPM อยู่ที่การบำรุงรักษาเพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องจักรหยุดหรือเสียก่อนเวลาอันควร ดังนั้น กิจกรรมที่สำคัญของ TPM คือการที่พนักงานทุกคนที่เป็นผู้ใช้เครื่องจักร-อุปกรณ์นั้นๆ มีส่วนร่วมในการดูแลและบำรุงรักษาเครื่องจักร-อุปกรณ์ที่ควบคุมให้อยู่ในสภาพดีอยู่เสมอด้วยตนเอง (Self-Maintenance) เช่นตรวจสอบสภาพเครื่องจักรอุปกรณ์ประจำวัน การหล่อลื่นเครื่องจักรอุปกรณ์ เปลี่ยนอะไหล่ที่หมดอายุการใช้งาน การซ่อมแซมง่ายๆ หมั่นสังเกตค้นหาสิ่งผิดปกติ ตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครื่องจักร และทำความสะอาดเบื้องต้น เป็นต้น .. ระบบ T-P-M จะช่วยลดปัญหาเครื่องจักรขัดข้อง พร้อมกับขจัดปัญหาการผลิตงานที่ไม่ได้คุณภาพให้หมดไปได้.. Top |
|
| KAIZEN..ปรับปรุงงานเพื่อการเพิ่มผลผลิต KAIZEN เป็นศัพท์ภาษาญี่ปุ่น แปลว่า "การปรับปรุง" ซึ่งเป็นแนวคิดที่สามารถนำมาใช้ในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิผล โดยมุ่งเน้นให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในการแสวงหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อปรับปรุงวิธีการทำงาน และสภาพแวดล้อมในการทำงานให้ดีขึ้นอยู่เสมอ หัวใจสำคัญของหลักการ KAIZEN คือการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด โดยการใช้ความรู้ความสามารถของพนักงานมาคิดปรับปรุงงาน ด้วยการลงทุนเพียงเล็กน้อย และก่อให้เกิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงทีละน้อย ๆ แต่ค่อยๆเพิ่มพูนขึ้นอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากตัวเองจากนั้นจึงค่อยเปลี่ยนแปลงสิ่งอื่น เพื่อให้การทำงานง่ายขึ้น เช่นในกรณีของคุณจุ๋ม แต่ก่อน คุณจุ๋มต้องอาศัยแรงงานผู้ชายกำยำถึง 2 คนในการเคลื่อนย้ายตู้เอกสารขนาดใหญ่เข้าไปเก็บในสำนักงานเมื่อถึงเวลาเลิกงาน แต่เดี๋ยวนี้คุณจุ๋มนำหลักการ KAIZEN มาใช้ในบริษัท ทำให้เธอค้นพบวิธีที่ดีกว่า ไม่ต้องอาศัยแรงงานผู้ชายในการเคลื่อนย้ายตู้อีกต่อไป โดยการปรับปรุงใส่ลูกล้อให้กับตู้เอกสาร ทำให้ทุกคนสามารถเคลื่อนย้ายตู้เอกสารได้ง่ายขึ้น และยังช่วยประหยัดพลังงานได้มากขึ้นด้วยการเคลื่อนย้ายตู้ให้ง่ายขึ้น โดยการใส่ลูกล้อให้กับตู้เอกสาร ทำให้ทุกคนสามารถเคลื่อนย้ายตู้เอกสารได้ง่ายขึ้น และยังช่วยประหยัดพลังงานได้มากขึ้นด้วย Top |
|
| 5 ส
เพื่อการเพิ่มผลผลิต กิจกรรม 5 ส เป็นแนวคิดจัดการความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสถานที่ทำงาน เพื่อให้เกิดสภาพการทำงานที่ดี ปลอดภัย และมีระเบียบ.. 5 ส ประกอบด้วย 1..สะสาง คือการแยกของที่จำเป็นออกจากของที่ไม่จำเป็น และขจัดของที่ไม่จำเป็นออกไป 2..สะดวก คือการจัดวางหรือจัดเก็บสิ่งของต่างๆอย่างเป็นระบบ เพื่อความสะดวกและปลอดภัย 3..สะอาด คือการทำความสะอาด เครื่องจักร อุปกรณ์ และสถานที่ทำงาน 4..สุขลักษณะ คือการรักษามาตรฐานการปฏิบัติ 3 ส แรกที่ดีไว้ และค้นหาสาเหตุต่างๆเพื่อยกระดับมาตรฐานให้สูงขึ้น 5..สร้างนิสัย คือการปฏิบัติตามมาตรฐาน 5ส ของหน่วยงานอย่างสม่ำเสมอ จนกลายเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ผลที่ได้จากการทำกิจกรรม 5 ส ก็คือ สถานที่ทำงานจะสะอาดและเป็นระเบียบ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้สูงขึ้น มีคุณภาพดีขึ้น ต้นทุนลดลง ส่งมอบสินค้าได้ทันเวลา และมีความปลอดภัยในการทำงานด้วย Top |
|
| SAFTY FIRST ความปลอดภัยในการทำงานเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องให้ความใส่ใจ เพื่อคุณภาพชีวิตการทำงานที่ดีของพนักงาน ผู้บริหารควรหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุหรือภาวะที่ไม่ปลอดภัยในการทำงานโดยกระตุ้นให้พนักงานทุกคนคำนึงถึงความปลอดภัยโดยใช้หลัก 3 E E ตัวแรกคือ..Engineering คือการใช้วิชาการทางวิศวกรรมสาขาต่างๆ เช่น ออกแบบอาคาร เครื่องจักร วัสดุอุปกรณ์ และกระบวนการทำงานอย่างปลอดภัย... E ตัวที่สองคือ Education คือการให้ความรู้ความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ที่ต้องทำงานกับเครื่องจักร เช่นอบรมให้ทราบถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ และเสริมสร้างความปลอดภัย รวมทั้งสร้างจิตสำนึกของพนักงานไม่ให้ประมาทในการทำงานอีกด้วย ส่วน E ตัวสุดท้ายคือ Enforcement คือการออกกฎเกณฑ์หรือระเบียบเพื่อการทำงานอย่างปลอดภัย เช่นมีข้อกำหนดที่ให้ทำและห้ามทำ รวมทั้งการปฏิบัติตามกฎหมายของทางราชการเพื่อความปลอดภัยในการทำงาน Top |
|
![]() |
ย่ำอยู่กับที่.....มีหรือจะก้าวหน้า คนทำงานที่กลัวการเปลี่ยนแปลงระบบการปฏิบัติงาน หรือมีความคิดต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสะสมอยู่ในจิตใจนั้น จะไม่มีโอกาสได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาการทำงานของตนให้ดีขึ้น ในที่สุดจะถูกคนอื่นแซงหน้าไป ฉะนั้นถ้าอยากมีความก้าวหน้าต้องหมั่นเตือนตนเองอยู่เสมอว่า สิ่งที่เราทำอยู่ในปัจจุบันยังไม่ดีพอ ต้องปรับปรุงให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ ต้องเชื่อมั่นว่าตนเองสามารถทำได้ และยอมรับนับถือในคุณค่าของตนเอง.... แนะนำให้เริ่มเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ง่ายๆก่อน แล้วค่อยไปสู่สิ่งที่ยากขึ้น เพราะถ้าเป็นเรื่องง่ายก็จะเปลี่ยนแปลงให้สำเร็จได้ไม่ยาก ซึ่งคนเราเมื่อทำครั้งแรกแล้วประสบความสำเร็จ ก็จะเกิดกำลังใจที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งอื่นๆ ให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ต่อไปในอนาคต... อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่าการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงต้องทำอย่างต่อเนื่อง หยุดนิ่งไม่ได้ เพราะการย่ำอยู่กับที่ ในขณะที่ผู้อื่นก้าวไปข้างหน้า ก็เท่ากับเรากำลังถอยหลังลงไปทุกวัน Top กลับสู่หน้าแรก |