และแล้ว เช้าตรู่วันเสาร์ ที่ 29 เมย. ตื่นขึ้นมาดูวิวข้างทาง สวยจริงๆ หมอกลงปกคลุมสองข้างทาง สวยสุดๆ นึกว่าหมอกจะมีเฉพาะทางเหนือซะอีก แถมนี่มันเป็นหน้าร้อนภาคใต้นะ แล้วซักพักพระอาทิตย์ก็โผล่ขึ้นมายิ้มให้ อืมมมม อากาศดีจัง สัก 7 โมงเช้าเราก็มาถึงบขส. อ. เมือง กระบี่ อีกครึ่งชั่วโมงถัดมารถตู้ พร้อมสุดยอดมือโปรถ่ายรูปประมาณ 10 คนก็มาถึง จากนั้นพวกเราก็เดินทางสู่ อ. เขาพนม ซึ่งเป็นที่ตั้งของ อุทยานแห่งชาติเขาพนมเบญจา หลังจากติดต่อเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้ว พวกเราพร้อมคนนำทางก็นั่งรถเพื่อไปที่จุดเริ่มต้นเดินขึ้นเขาซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 1 ชม. ค่ะ กว่าจะพร้อมก็ปาเข้าไปเที่ยงครึ่งแล้ว


ด้วยความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 1,397 ม. แต่เส้นทางคดเคียวทำให้เราต้องเดินกันถึง 9 กม. เราต้องรีบทำเวลาค่ะเพราะต้องถึงจุดตั้งแค้มป์ก่อนค่ำ งานนี้ทางชันมากค่ะ ขอบอก ทางชันจริงๆ ย้ำ ชันมากๆ ไม่มีการเดินลงเลย มีแต่ขึ้นอย่างเดียว อากาศก็ร้อนอบอ้าว สักพักฝนก็ตกลงมา ค่อยยังชั่วหน่อย พวกเรายังคงตะลุยท่ามกลางสายฝน และแล้วเราก็ไปถึงจุดที่ตั้งแค็มป์คือลานหินคอนางนอน ตอนหกโมงเย็นพอดี เอาหล่ะรีบหาต้นไม้สำหรับผูกเปลนอนดีกว่า เดี๋ยวมืดแล้วมองไม่เห็น อิ อิ สงสัยใช่มั๊ยว่าทำไมไม่กางเต้นท์ ก็เพราะมันเป็นลานหินค่ะ ลมแรงไม่เหมาะที่จะวางเต้นท์ เพราะตื่นเช้าทั้งคนทั้งเต้นท์อาจจะปลิวไปกองอยู่ที่ริมหน้าผาก็ได้

 

เช้านี้เราจะเดินขึ้นไปเก็บภาพป่าดึกดำบรรพ์ และดอกไม้ป่าสวยๆกันที่ยอดนมขวาค่ะ งงกะชื่อใช่ม่ะ คือว่าเทือกเขานี้ถ้ามองจากตัวเมืองจะเห็นเป็นผู้หญิงนานหงาย ยอดเขาแต่ละลูกจะเป็นรูป หน้าผาก ไล่ลงมาเป็นจมูก ปาก คาง คอ และหน้าอก 2 ข้าง เรานอนกันที่ ลานหินบริเวณคอค่ะ
เอาหละ ออกเดินทางลุยลำธารขึ้นไปด้านบนดีกว่า ชุ่มช่ำจังเลย มอสเกาะก้อนหินสีเขียวสดใส โดนแสงอาทิตย์สวยมาก เดินไป ถ่ายรูปไปตั้งแต่ 9 โมงครึ่ง ถึงหน้าผาของยอดนมขวาตอนเที่ยงตรงพอดี ว๊าวววว มองเห็นทะเลอันดามันด้วย แต่ต้องลุ้นหน่อยนะ หมอกมันวิ่งมาปิดอยู่เรื่อย ฟ้าปิดอ่ะ เห็นไม่ค่อยชัดเลย ลมแรงจริงๆ ขอสูดอากาศบริสุทธิ์สักพัก แล้วกลับลงไปกินข้าวเที่ยงก่อน จากนั้นคนนำทางจะพาพวกเราขึ้นไปชมพระอาทิตย์ตกดินที่ยอดหน้าผาก


ไอ้คำว่าหนังตาหย่อนตอนหนังท้องตึงนี่มันเรื่องจริงเลยนะ ช่วงบ่ายฉันขอนอนเล่นกลางลานคอนางนี่แหละ ไม่ขึ้นแล้วจมูก หน้าผาก เพราะเพียงรู้สึกว่า ตรงนี้แหละสวยที่สุดแล้ว สบายที่สุดแล้ว ฉันพอใจแล้ว (ที่จริงขี้เกียจเดินอ่ะ) กลุ่มนึงก็เลยขึ้นไปถ่ายรูปข้างบน ส่วนที่เหลือเดินถ่ายรูปแถวๆนี้แหละ บางคนก็นั่งพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน อืมมม ดื่มด่ำกับสายหมอก และคนแปลกหน้า ฉันนั่งอยู่บนหน้าผาลานหินนี้ตั้งแต่บ่าย 3 จนถึงหกโมงเย็น หนาวชะมัด ถ่ายรูปแสงทองลับสันเขาดีกว่า พวกที่อยู่ตรงหน้าผากน่าจะได้รูปสวยๆนะ เดี๋ยวคงมีคนลงมาโม้ให้ฟังแน่เลย อิ อิ เสียดายเหมือนกันนะเนี๊ย

วันรุ่งขึ้น พวกเราเดินลงเขาตั้งแต่ 9:30 น. ใช้เวลา 3 ชม.ครึ่ง ก็ถึงพื้นล่างแล้วค่ะ ตัวเหม็นสุดๆ เพราะเหงื่อหมักหมม มา 3 วันเต็มๆ บางวันเปียกฝน บางวันเหงื่อโชก นั่งรถเข้าตัวเมืองขออาบน้ำให้สบายตัวหน่อยเถอะ แต่ก่อนอื่นเข้าเมืองแล้วขอหม่ำก่อนเลย เพราะเสบียงของเราหมดไปตั้งแต่เมื่อวานเย็นแล้ว เช้านี้พอมีกินนิดหน่อยเอง ตอนนี้หิวจนจะกินหัวคนได้แล้ว อ่ะ สำหรับใครที่สนใจอ่าน trip นี้ในอีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่งนำเสนอโดย "หมอกสีเทา" สามารถหาดูได้จากนิตยสาร Travel Tips Magazine ฉบับที่ 32 ประจำเดือน มิย. 2006 ค่ะ

 

Back to all Activities
Home to First Page
ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับท่องเที่ยว จ.กระบี่
date of event :29Apr-1May2006

Copyright by Crazythai Ltd, Part. All rights reserved.
June 9, 2006 7:06 PM

 

Hosted by www.Geocities.ws

1