เมื่อได้ยินว่า Air Asia เปิดเส้นทางใหม่ บินตรงจากไทยไปย่างกุ้ง เมืองหลวงของประเทศพม่า แค่ 1 ชม. ค่าเครื่องบินก็แสนถูก แล้วจะไม่ไปเยี่ยมเยือนสักหน่อยหรือไร ว่าแล้วก็เปิด internet จองห้องพัก 2 คืน เที่ยวแบบเต็มๆ 2 วัน ก็คงเดินเก็บได้เฉพาะแค่ในย่างกุ้งเท่านั้นแหละค่ะ ถ้ามีเวลาพอ อาจออกนอกย่างกุ้งไปนิดนึงก็ได้ คงไปได้แค่เมืองสิเรียม หรือที่พม่าเรียกว่า ตันเลียน (Thanlyin) ค่ะ เพื่อไปสักการะวัดกลางแม่น้ำย่างกุ้ง
พม่า เมืองแห่งพระพุทธศาสนา เมืองที่เต็มไปด้วยเจดีย์สีทองเหลืองอร่าม บ้างก็ทองทั้งองค์ บ้างก็เป็นทองคำแท้เฉพาะส่วน แล้วประดับตกแต่งด้วยอัญมนีประเภททับทิม มรกต แท้ๆ ซึ่งจริงๆ แล้ว เราก็ไม่สามารถมองเห็นอ่ะค่ะ เพราะ เครื่องประดับเหล่านี้อยู่ในที่สูง มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ถ้ามีกล้องส่องทางไกลช่วย ก็อาจมองเห็นได้ค่ะ อิ อิ

วันแรก ไปถึงสนามบินนานาชาติเมงกาลาโดงตอน 8 โมงตรง เราต้องมองหาเจ้าหน้าที่ของเอเจนซี่ ที่รับจองห้องพักให้เราเพื่อจ่ายค่าโรงแรมก่อนค่ะ (เพราะที่พม่านี่เราจองตรงกับโรงแรมไม่ได้ ต้องผ่านเอเจนซี่ ) จากนั้นนั่งแท็กซี่ไปโรงแรมระยะทางประมาณ 20 กม. ค่ารถ 5USD ค่ะ และแล้วก็เหมือนกับทุกๆประเทศที่ไปเที่ยว คือแท็กซี่เค้าก็พยายามเสนอบริการรถรับส่งพาเที่ยวตามสถานที่ต่างๆในเมือง แบบเหมารายวัน เราก็เริ่มเอาโปรแกรมที่วางเอาไว้มาดู พูดคุย ต่อรองกันจนสรุปได้ที่ราคาเหมา รับ-ส่งสนามบิน พาเที่ยวทุกที่ๆเราต้องการ รวมทั้งออกนอกย่างกุ้งไปตันเลียน ราคา 70 USD ต่อรองลงมาได้ที่ราคา 50 USD

วัดแรกที่เราเข้าไปนมัสการคือวัดเจ้าดอจี (Chodoorjee) ที่ซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อนแกะสลักใหญ่ที่สุดของประเทศพม่า คือมีน้ำหนักถึง 60 ตัน สูง 37 ฟุต โดยทำการแกะสลักที่มัณฑะเลย์ แล้วล่องเรือมาที่นี่ ในสมัยนายพลขิ่นยุ้นต์ เมื่อประมาณปี 2541

 

ห่างจากวัดเจ้าดอจี 1 กม. เป็นโรงช้างเผือก ที่นี่มีช้างเผือก 3 เชือก ทั้งหมดถูกจับได้ที่เมืองยะไข่อยู่ทางภาคตะวันตกของประเทศ โดยเชือกแรกอายุ 5 ขวบ สูง 5 ฟุต เชือกที่สองตัวผู้อายุ 10 ปี เชือกที่สามเพศเมีย อายุ 26 ปี ทั้งหมดมีลักษณะถูกต้องตามหลักคชศาสตร์ 9 ประการ เป็นช้างมงคลคู่บ้านคู่เมืองของพม่า

ที่นี่ห้ามนักท่องเที่ยวถ่ายภาพช้างนะคะ แต่เค้าจะมีภาพขายให้เป็นที่ระลึก แต่.....กฏ ก็มีไว้แหก เหอ ๆ ๆ ๆ มันช่างท้าทายซะนี่กระไร พอเดินลับหลังโรงช้างมาหน่อย ก็ใช้ซูมตามปัญญาที่กล้องมันจะเอื้ออำนวยให้ และแล้ว...เสียงตะโกนสนั่นปานฟ้าฟาด " N O ....P I C T U R E #@$!&*>!<$#@....." ชะอุ๊ยยย โต่ะจายโหมะรึ๊ยยย มันโผล่มาจากไหนเนี๊ย เฮ้อ ไม่วายโดนจับได้ซะอีก ก็เลยต้องทำหน้าซื่อ แล้ว เซย์ Sorry เค้าไป อิ อิ อิ สาวๆชาวเมียนมาร์ที่เดินอยู่ใกล้ ๆ ก็หัวเราะกันกิ๊กกั๊ก ที่เห็นเราแหกกฏ อิ อิ พวกเธอคงไม่กล้าทำหร๊อกกก กริ กริ กริ

และไม่ไกลจากโรงช้างมากนัก เราไปนมัสการพระเขี้ยวแก้ว* (Buddha Thooth Relic Pagoda) ที่วัดเซดอเมียด (Swe Taw Myat) ที่นี่ตกแต่งด้านในด้วยสีทองอร่าม ทั้งพระพุทธรูป ซุ้มที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว รวมถึงภาพวาดลงรักปิดทองบนเพดาน สวยงามมากค่ะ

* รัฐบาลจีนมอบให้ไว้แก่ประเทศพม่าเมื่อปี 2503


บ่ายโมงตรง เรามาถึงวัดกะบ่าเอ (Kaba Aye Pagoda) ที่นี่สร้างขึ้นหลังจากได้รับเอกราชจากอังกฤษ ประมาณปี พศ. 2493 เป็นที่บรรจุพระบรมธาตุของพระอรหันต์ซึ่งเป็นสาวกองค์สำคัญ 2 พระองค์ นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปหุ้มทองคำองค์เล็กๆอีก 28 องค์ แทนอดีตสาวกของพระพุทธเจ้า ภายในเจดีย์ เก็บพระ และสิ่งมีค่าต่างๆไว้อีกมากในตู้กระจก โดยป้องกันอย่างแน่นหนาด้วยการติดตั้งลูกกรงเหล็กกั้นเอาไว้ แถมด้วยประตูเจดีย์ ยังเป็นบานเหล็กหนาประมาณครึ่งฟุต คล้ายประตูตู้เซฟธนาคารค่ะ

สำหรับด้านนอกองค์เจดีย์ จะมีพระพุทธรูปขนาดสูง 2.4 ม. ห่มจีวรสีทองอร่ามประดิษฐานโดยรอบองค์เจดีย์ โดยจะมีการแต่งกายที่แตกต่างกันไปตามศาสนาพุทธของแต่ละประเทศ โดยสังเกตุได้จากภาพฉากด้านหลังขององค์พระพุทธรูปค่ะ ว่าเป็นการแต่งกาย หรือพุทธะศิลปะของประเทศใด

 
ปากีสถาน
อัฟกานิสถาน
บังคลาเทศ
ศรีลังกา
ลาว
เขมร
อินโดนีเซีย
ไทย
เวียตนาม
จีน
เกาหลี
ญี่ปุ่น
พม่า
พม่า (ตอนใต้)
พม่า (ตะวันตกเฉียงเหนือ)
พม่า (ย่างกุ้ง)
พม่า (อัมมะปุระ)
พม่า (มัณฑะเลย์)
เนปาล
อินเดีย

เนื่องจากที่นี่มีแต่วัดค่ะ พอช่วงบ่ายสองโมง คู่หูเราเริ่มหมดแรงเดิน พร้อมกับเริ่มอิ่มในพระพุทธศาสนา เฮียแกก็ขอกลับไปนอนพัก ที่โรงแรม ส่วนเราก็ยังคงเที่ยวต่อ โดยเข้าชมพิพิธภัณท์สถานแห่งชาติ ค่าเข้าชม 5USD และห้ามนำกล้องถ่ายภาพเข้าเด็ดขาด ก็เลยไม่มีภาพเอามาให้ชมกัน นอกจากภาพที่ได้จากแผ่นพับ

ที่นี่มี 5 ชั้น แต่ละชั้นจะแบ่งออกเป็นห้องแสดงอย่างเป็นหมวดหมู่ เช่นอักขระโบราณ, บันลังค์ว่าราชการของกษัตริย์ ซึ่งเหลือแค่ 1 องค์ จาก 9 องค์ ที่ถูกทำลายช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2, Model จำลองพระราชวังมัณฑะเลย์ (สวยงามมากค่ะ ถ้ามีโอกาสก็ อยากจะไปชมสถานที่จริง ที่เมืองมัณฑะเลย์),

เครื่องใช้ทองคำฝังทับทิม และอัญมณี, เครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับโบราณ, เครื่องดนตรีต่างๆ, ศิลปะโบราณ และร่วมสมัย, ภาพวาด-ภาพถ่าย และ model จำลองวัดสำคัญต่างๆ เป็นต้น

ดูจนพิพิธภัณฑ์ปิด กะว่าจะไปถ่ายภาพมหาเจดีย์ชเวดากองยามอาทิตย์อัศดงซะหน่อย และแล้วสิ่งที่กังวลก็บังเกิด คือฝนตกนะเอง มันไม่ยอมหยุดเลยอ่ะ ก็เลยต้องกลับโรงแรม เอาไว้พรุ่งนี้ละกัน วันนี้เมื่อยมาก เดินเยอะขอพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า ไปเก็บภาพชเวดากองยามเช้า

เช้าวันรุ่งขึ้น รีบเผ่นเลยค่ะตั้งแต่ตี 5 ดูจากแผนที่แล้ว องค์เจดีย์ชเวดากองห่างจากโรงแรมไม่ถึงกิโล ถามทางกับเจ้าหน้าที่โรงแรมดีก่าว่าเดินไปทางไหน อืม ออกจากโรงแรมเลี้ยวขวาเดินไปเรื่อยๆ 10 นาทีก็ถึง นี่ไง เจอแล้ว ว๊าวววววว สวยจริงๆ องค์สีทอง เบ้อเริ้มเทิ้มเลย แล้วเข้าประตูด้านไหนหว่า มืดตึ๊ดตื๋อเลย มีคนวิ่งออกกำลังกายด้วย เดินขึ้นไปเลยละกัน

** ข้อควรระวัง เมื่อก้าวเท้าเข้าวัดพม่า ต้องถอดรองเท้า ถุงเท้า ถุงน่อง ออกเพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อศาสนะสถานค่ะ ห้ามนุ่งกางเกงขาสั้นทั้งชายหญิง ถ้าจำเป็นก็มีบริการโสร่งให้เช่าค่ะ ข้าวของที่จะฝากมีบริการรับฝากนะคะ แล้วขากลับ ไปรับของคืนอย่าลืมบริจาคตามจิตศรัทธาค่ะ

หลังจากเดินขึ้นบันไดกี่ขั้นก็ไม่รู้ สู๊งงงงง สูง (เห็นบันไดเลื่อนเหมือนกันนะ แต่ท่าทางมันจะเจ๊งอ่ะ เอ๊ะ หรือว่ากำลังติดตั้งก็ไม่รู้จิ) ก้าวแรกที่สายตากระทบองค์เจดีย์ โอ้โห....สวย สีทอง อร่าม จับตา เจดีย์องค์เล็ก องค์น้อย ที่อยู่รอบๆ เจดีย์ใหญ่ ก็ทองอะร้า อร่าม ผู้คนไม่หนาตามาก แต่ก็ไม่น้อย มานั่งวิปัสนา สวดมนต์ เดินรอบๆองค์เจดีย์ บ้างก็มาไหว้พระประจำวันเกิด แล้วเราจะเจอมั๊ยเนี๊ย ดูจากคู่มือบอกว่าสัตว์ประจำวันเกิดคือครุฑ ต้องสรงน้ำทั้งพระพุทธรูป และครุฑเท่าอายุตัวเอง และบวกอีก 1 ปี อะจึ๊ยยยยยย งั้นก็เมื่อยมือแย่เลยอ่ะจิ อิ อิ อิ พยายามหน่อยเป็นการไหว้พระเสริมบารมี แต่ช่างมันก่อนเถอะ ตอนนี้ขอเก็บภาพบรรยากาศ กับ เณรน้อยน่ารักก่อน หลังจากปรับตัวได้ ก็ค่อยๆเดินสำรวจไปรอบๆเจดีย์ เพราะตอนนี้ตัวเองดูเป็นกระเหรี่ยงมากเลย ในสายตาชาวพม่า แบบว่านั่งคุกเข่าตะลึงกับความอลังการ นานเลยแหละ กว่าจะจุใจ

ถึงแม้ย่างกุ้งจะเป็นเมืองหลวงนะคะ แต่พอตกค่ำร้านค้าต่างๆก็ปิดซะแล้ว ประเทศพม่าค่อนข้างเป็นประเทศที่ปิด ที่นี่ไม่มีสถานเริงรมย์นอกจากตามโรงแรม เช่นโรงแรมที่เข้าพักนี้จะมีทั้ง ดิสโก้เทค, ฟิตเนสคลับ, International Clinic, สถาบันสอนเต้นลีลาส เพราะฉะนั้นคนที่จะใช้บริการต่างๆเหล่านี้ ก็ต้องมีฐานะกันหน่อย ส่วนรถเก๋งก็ไม่ค่อยมี เนื่องจากภาษีแพงมาก และรัฐบาลจำกัดการเติมน้ำมันเพียง 2 แกลลอนต่อวัน ก็ประมาณ 10 ลิตร เพราะงั้นพวกบรรดารถแท๊กซี่ก็เลยต้องหันไปอุดหนุนน้ำมันผีกัน ซึ่งราคาก็ถูกกว่าของรัฐบาลด้วย

ที่นี่ ปั๊มน้ำมันหายากมากขนาดเที่ยวซะทั่วย่างกุ้งแล้วก็ยังเห็นแค่ปั๊มเดียวเองอ่ะ พอๆกับมินิมาร์ทที่ไม่ค่อยมีเลยมีอยู่ที่เดียวตรงข้าม Scott Market ซึ่งจัดเป็นร้านที่ค่อนข้างใหญ่เป็นแบบกึ่งๆ Shopping Mall แต่มองดูแล้วมันก็ยังดูเป็นแค่ Super Maket มากกว่า ส่วนเรื่องบันเทิงของเค้าก็คงเป็นการดูหนังค่ะ ที่ย่างกุ้งนี้มีโรงหนังมากถึง 60 โรงแน่ะ ส่วนทีวีนั้นเค้าชอบดูหนังเกาหลี กะหนังจีน ส่วน cable TV นั้น ไม่ต้องพูดถึงเลย ค่าติดตั้งแพงมาก ก็เลยไม่เป็นที่นิยม จะมีก็เฉพาะตามโรงแรมเท่านั้นค่ะ

จากนั้นเราเดินทางระยะ 35 กม. ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. (หึ หึ คิดดูว่าถนนมันแย่ขนาดไหน) ข้ามสะพานมิตรภาพจีน-พม่า ผ่านลำน้ำอิระวดีไปเมืองสิเรียม หรือที่พม่าเรียกว่าเมืองตันเลียน (Thanlyin) ไปไหว้พระที่วัดเจ้าตั๋น หรือเจ้าตั๋นพยา หรือเยเลพญา (Yele Paya) ซึ่งสร้างอยู่เป็นเกาะกลางแม่น้ำย่างกุ้ง เราก็ต้องนั่งเรือข้ามฟากเอาค่ะ ประมาณ 200 ม. รอบๆวัดก็สามารถให้อาหารปลาได้นะคะ ปลาดุกยักษ์ตัวเบ้อเริ้มเลยค่ะ

จากนั้นก็เดินทางกลับย่างกุ้ง หาข้าวเที่ยงกินกัน เสร็จแล้วไปต่อที่วัดเจ๊าทัตจี (Gcauk Htat Gyee Reclining Buddha) หรือที่ไทยเราเรียกว่าพระตาหวาน ซึ่งถือเป็นวัดที่เล็กมาก แต่ประดิษฐานพระนอนขนาดยาว 70 ม. ไว้ องค์ขาว ห่มจีวรสีทอง ที่ฝ่าเท้าเป็นลายแกะสลักพุทธะชาติต่างๆทั้ง 108 ชาติ จากนั้นเดินไปดูหน้า อืมมมม ตาหวานจริงๆด้วย ดูแล้วหน้าตาเป็นสุขจริงๆค่ะ สังเกตุที่หน้าผากนะคะ เค้าถอดชิ้นเดิมออกเอาลงมาบูชา และสร้างชิ้นใหม่เป็นทับทิมแท้เม็ดขนาดใหญ่ติดไว้แทนที่ โดยวัดนี้ใช้งบประมาณสร้างถึง 70,000USD เชียวค่ะ


รุ่งเช้า วันนี้ต้องเดินทางกลับตอน 8.30 น. ค่ะ แต่ว่าช่วงเช้าจะทิ้งไปทำไมยังถ่ายภาพได้ไม่จุใจ ขอไปชื่นชมชเวดากองอีกครั้งก่อนกลับละกัน ว่าแล้วก็แบกกล้องกะขาตั้งกล้องไปตั้งแต่ตี 4 วันนี้โชคร้ายจังประตูตะวันตกที่เคยเดินเข้าเมื่อวาน เค้าไม่ให้ผ่านก็เลยต้องเดินอ้อมวงใหญ่เลย โดยไปเข้าด้านตะวันออก ก็เลยสังเกตุเห็นว่ารอบๆภายในบริเวณวัดมีอาคารที่พักสำหรับฆารวาสมากมายเรียงรายเป็นแถว โดยมีทั้งผู้หญิง และผู้ชายมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่

6 โมงครึ่งต้องรีบเผ่นแล้วค่ะ ขอกินข้าวเช้าหน่อยก่อนเดินทางกลับ ขึ้นเครื่องตอน 8.30 น. ถึงเมืองไทย 10.30 น. กลับเมืองไทยเท้าเปื่อยรึ๊ยยยย แบบว่าถอดรองเท้าเข้าวัดเกือบทั้งวัน แถมฝนตกเฉอะแฉะอีกด้วย แนะนำว่าถ้าเที่ยวหน้าฝนให้ใช้รองเท้าฟองน้ำ ง่ายสุดค่ะ อิ อิ

 

Back to all Activities
Home to First Page
ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับท่องเที่ยว ประเทศพม่า
date of event :18-20Aug2006

 


©Crazythai Ltd, Part. All rights reserved.
September 3, 2006 5:10 PM

 

Hosted by www.Geocities.ws

1