มืองหลวงพระบาง หัวใจของอาณาจักรล้านช้าง ครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของสยามประเทศ ปัจจุบัน ยูเนสโก ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เมื่อปี 2538 "จากการที่เป็นเมืองที่อนุรักษ์ความเก่าแก่ดั้งเดิมไว้ได้ดีที่สุดในเอเซียตะวันออก เฉียงใต้" (The Best Preserved City in South-East Asia) เมืองที่ฉันเองก็ไม่เคยคาดคิดว่าจะพบวิถีที่งดงาม น่าประทับใจขนาดนี้ เพียงเพราะคิดแค่ว่า มันจะต่างอะไรกับจังหวัดแถบอีสานบ้านเรา แต่ฉันขอท้าให้ทุกคนไปเยือนซัก ครั้งหนึ่งในชีวิต แล้วคุณจะรัก "เมืองหลวงพระบาง"

การเดินทางครั้งนี้ฉันพาหม่อมแม่ไปด้วย เนื่องจากต้องการให้เป็นของขวัญวันปีใหม่ ดังนั้นการเดินทางแบบ Backpacker คงไม่เหมาะแน่นอน อีกอย่างเวลาก็มีจำกัด อาจจะทำให้เที่ยวไม่ทั่วถึง ฉันก็เลยไปกับทีมงานคนแบกเป้ (WWW.khonbaakpae.com) ซึ่งเป็นทัวร์ลักษณะหารเฉลี่ยค่ะ แต่ถ้าจะเดินทางเองก็สามารถทำได้ด้วยการนั่งรถทัวร์ จากหมอชิต ไปถึงหนองคายตอนเช้า จากนั้น ต่อรถทัวร์หนองคาย-เวียงจันทน์ ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว รถจะเข้าจอดที่ขนส่งสายเหนือของเมืองเวียงจันทน์ ที่นี่มีรถบัสเพื่อเดินทางตรงเข้าหลวงพระบางได้เลยค่ะ ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้นประมาณ 7-8 ชั่วโมง ด้วยระยะทางแค่ 386 กม. เอิ๊อกกกก เนื่องจากเส้นทางคดเคี้ยวขึ้นเขาสูง ตลอดทาง โดยเฉพาะหลังจากผ่านชั่วโมงที่ 4 ไปแล้ว ใครที่ทนไม่ไหวก็กินยาแก้เมารถได้เลยค่ะ แบบว่าเลี้ยวหักศอกทุก 10 เมตร แต่ถ้าใครไม่เมารถ ก็จะได้เสพความงดงามจากวิวทิวทัศน์สองข้างทางอย่างหนำจายยยยเลย เพราะมียอดเขา สูงใหญ่ขนาดเกือบ 2,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ตลอดทาง แถมด้วยชุมชนชาวเขาหลายเผ่าที่สร้างบ้านอยู่บนไหล่ ทางทั้งสองฝาก ของถนนมีให้เห็นตลอดทางจนถึงหลวงพระบางเลยทีเดียว

วันแรกในเมืองลาว.......

เช้านี้เราถึงหนองคายตอนเช้ามืดเลย ก่อนอื่นต้องปฏิบัติตาม slogan ของ website เราก่อนคือ มองหาเพื่อนใหม่....อิ อิ เรามองไว้ 2 รายเพราะเห็นถือกล้องถ่ายรูปอยู่ ขาเดียวกันตีสนิทง่าย ซึ่งก็จริง ฉันเดินเข้าไปทักทายก่อนแล้วก็สำเร็จ....อิ อิ อิ ได้แก๊งถ่ายรูปแร๊ะ.....สักตี 5 ครึ่งก็หาอาหารเช้ากินกัน ที่พลาดไม่ได้เลยก็คือไข่กะทะ กับขนมปังฝรั่งเศสสอดใส้หมูยอ และกุนเชียง อร่อยเหมือนกันค่ะ โดยเฉพาะไข่ หอมเนยมากเลย สัก 7 โมงครึ่งรถตู้ซึ่งจะต้องอยู่กับเราตลอด 5 วันก็มารับ โดยพลขับเป็นหนุ่มลาวรูปหล่อ แสนสุภาพ ชื่ออ้ายเกนค่ะ แค่ 20 นาทีเราก็ถึงด่านข้ามแดนแล้ว ที่นี่ถ้าคนไทยจะเที่ยวแค่ในเวียงจันทน์ไม่ต้องขอวีซ่านะคะใช้ Border Pass แทน ส่วนถ้าออกไปไกลกว่านั้น ก็สามารถขอ Visa on Arrival ได้เลยที่ด่านนี้ค่ะโดยเราจะได้วีซ่าท่องเที่ยวเมืองลาวระยะ 30 วัน

 

 

 

 

 
 

เรียบร้อยแล้วเราเข้าเมืองเวียงจันทน์ซึ่งเป็นเมืองหลวงค่ะ โดยไปนมัสการวัดพระธาตุหลวงก่อน จากนั้นก็ไปดูประตูชัย ชื่นชมเมืองหลวง พอหอมปากหอมคอ แวะกินมื้อเที่ยงก่อนเดินทางต่อ มื้อนี้เป็นอาหารลาวจริงๆแล้วหล่ะ ฉันเลือกกินข้าวเปียก ส่วนหม่อมแม่เลือกเฝ๋อ ทั้ง 2 ชาม (ขนาดยักษ์มั๊กๆ) ก็คือก๋วยเตี๋ยวนั่นเอง แต่เส้นไม่เหมือน บ้านเรา ซึ่ง....รสชาติไม่ถูกปากเล๊ย ขอบอก จากนั้นเราออกเดินทาง โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 13 ค่ะ เพียงแค่ 1 ชั่วโมงกับ 45 นาทีเราข้ามแม่น้ำลิก สวยซะจนทนไม่ไหว ต้องขอให้จอดรถแป๊บนึง จะลงไปถ่ายรูป (พอดีมีแนวร่วม ก็เลยกล้าขอ อิ อิ)

ซัก 4 โมงเย็น เราก็มาถึงวังเวียงค่ะ ที่ซึ่งบรรดา Backpacker ต้องแวะพัก และดูดดื่ม (เอ๊ะ...หรือดื่มด่ำหว่าาาา) กับแนวเทือกเขาหินปูนสูงใหญ่ เป็นฉากหลังของลำน้ำซอง ส่วนสองฝากของน้ำซอง ก็จะเป็นเพิงร้านค้าสำหรับ นักท่องเที่ยวนั่งดื่ม หรือไม่ก็นอนอาบแดด ถือเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวจริงๆ ทำให้นึกถึงเมืองปายบ้านเรา ว่าแล้วไม่รอช้า ก่อนที่แสงจะหมด เราก็เริงร่ายิง shutter กระหน่ำไม่ยั้ง ถ่ายรูปไปก็ลุ้นบรรดานักท่องเที่ยวไปค่ะ เพราะบนสายน้ำซองขึ้นชื่อ ในกีฬาทางน้ำ ประเภทพายคายัค แล้วก็ล่องห่วงยางอ่ะค่ะ ที่บอกว่าลุ้นพวกเค้าก็เพราะ จุดที่เรายืนนี้เป็นสะพานไม้ปราบเซียน ใครบังคับเรือไม่ได้ก็จะเข้าไปติดเสาใต้สะพานค่ะ อิ อิ พอหลุดจาก เสาสะพานไปได้ แรงน้ำก็จะพัดพาไปเกยตื้นตามเนินดิน เนินหินอีก ขำค่ะ สนุกดี ฝรั่งแถวนี้ก็หล่อๆ สวยๆทั้งนั้น ดูเพลินรึ๊ยยย.... พอค่ำๆเราก็เดินเล่นตามท้องถนน ดูแสงสี ขนาดของเมือง มีหย่อมเดียวเหมือนเมืองปายบ้านเราค่ะ
 
วันที่ 2 กับธรรมชาติแห่งลาวเหนือ.....

พอตื่นเช้าเราก็ออกไปเดินแถวสายน้ำซองอีก โดยเลือกไปตามเส้นทางที่ไม่ซ้ำกับเมื่อวาน เช้านี้เงียบสนิทผิดจากเมื่อวาน ราวฟ้ากับดิน เจ้าของเกสเฮ้าส์เริ่มออกมาเตรียมข้าวของ ส่วนฝรั่งบางคนคงคลานกลับเฮือนพักไม่ไหว ก็เลยนอนหลับ กลางแจ้งซะงั้นเลย ได้บรรยากาศดีเน๊อะ นอนข้างกองไฟ มีทิวไผ่ล้อมรอบ.... แถมขวดเบยลาวเป็นกอง เอิ๊อกกกก โผ๊มมม ม่ายยยย ด้ายยย มาวววว...
 
 

สายๆเราก็ออกจากวังเวียงแล้วค่ะ ไกด์แนะนำว่าให้กินยาแก้แพ้ถ้าคิดว่าตัวเองเมารถแหงๆ เพราะเส้นทางคดเคี้ยวมาก แถมได้สูตรจาก อ้ายเกนว่าให้เอาพลาสเตอร์ยาแปะปิดสะดือ รับประกันไม่เมารถแน่นอน ดูผลได้จากลูกทัวร์หลายทริป แล้ว ก็เลยมีการวิ่งหา พลาสเตอร์ยากันใหญ่ หม่อมแม่ของฉันก็เอาด้วย ส่วนฉันแค่อยากวัดร่างกายตัวเองเท่านั้นว่าแกร่ง แค่ไหน ก็เลยไม่ได้กินยาแก้แพ้ สบายบรื่อเลยค่ะ ได้นั่งชมวิวตลอดทาง ในขณะที่ อีกหลายคนต้องหลับไปเพราะฤทธิ์ยา

 

เนื่องจากช่วงนี้เป็นเทศกาลขึ้นปีใหม่ ชาวเขาหลายเผ่าจะมีการละเล่นโยนลูกบอลกัน (เรียกว่างานอะไรก็ไม่รุ๊ จดใส่เศษกระดาษมาแล้วมันหายไป เฮ้อ...กำ) ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอกว่าจุดไหนบ้าง และวันไหนที่เค้าจะออกมาละเล่นกัน .....ระหว่างที่นั่งรถลัดเลาะไปตามไหล่เขา พวกเราก็เหลือบเห็นกลุ่มชาวเขาแต่งตัวประจำเผ่า สีฉูดฉาด เอ้า นั่นไงงาน ปีใหม่ของพวกเค้า ธ่ออออ อยากถ่ายรูปจัง.....แต่แล้วก็ต้องวิ่งผ่านไป สักพักใหญ่ๆ คุณกัณฑ์ไกด์ของเราเริ่มรู้สึกว่าลืม อะไรสักอย่างไว้ที่เมืองกาสี ซึ่งเราแวะกินข้าวเที่ยงกันเมื่อสักพักใหญ่ๆ และแล้วฟ้าก็ประทาน โอกาสมาให้เราได้ย้อนกลับ ไปค่ะ เพราะพี่แกลืมกล้องทั้งกระเป๋าเลยไว้ที่ร้านอาหาร พวกเราก็เลยขอแวะลงที่หมู่บ้านชาวเขา ที่เขากำลังเล่นโยน ลูกบอลกันอยู่ เอาเป็นว่าพวกเราขอรออยู่ตรงนี้ละกัน แล้วเราก็ไปขอร่วมเล่นกับพวกเค้า ระหว่างเล่นก็พูดคุยไปด้วย ได้ความว่าเป็นการ ละเล่นเพื่อจะได้รู้จักเพื่อนใหม่ ๆ บางคนก็บอกว่า มันเป็นการเล่นเพื่อหาคู่ บางเผ่า แม่เด็กจะพา ลูกสาวมาให้รู้จักกับชายหนุ่ม และยืนดูลูกสาวตัวเองเล่นโยนลูกบอลกัน.....อิ อิเราก็ไปขอเล่นด้วยนะ แต่ไปโยนเล่นกะ สาวๆ อ่ะค่ะ

จะเห็นว่าในงานฉลองปีใหม่ เป็นการรวมหลายชนเผ่า
เข้าด้วยกัน สังเกตุที่เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ไม่ว่าจะเป็น
หมวก กระโปรง ลวดลาย
บนผ้า จะไม่เหมือนกันค่ะ
 

บ่ายแก่ๆ พวกเราก็มาถึงเมืองหลวงพระบาง เมืองที่เป็นแหลมที่บรรจบกันของแม่น้ำโขง และแม่น้ำคาน เราเข้าพักที่เฮือนเมรี (Marry Guesthouse) อยู่ติดลำน้ำคานเลยค่ะอากาศเย็นกำลังดี หลังจากศึกษาแผนที่กันเรียบร้อย แล้ว เราก็แยกย้ายกันออกเดินเล่นเลยค่ะ แบบว่าแสงกำลังสวย ซึ่งเราก็ไปไม่ได้ไกลหรอก พอเดินออกจากที่พักแคไม่ถึง ครึ่งกิโล ก็เจอวัดวิชุน (หรือที่ชาวลาวจะออกเสียงว่าวิซุน เพราะเค้าไม่มีอักษร ช.ช้างค่ะ) ซะแล้ว ที่นี่มีเจดีย์หมากโมเป็น รูปเหมือนแตงโมคว่ำ มีประวัติยาวนาน (ซึ่งเกือบทุกวัดที่นี่ก็มีอายุเป็นร้อยๆปีทั้งนั้น) วิ่งถ่ายรูปอยู่ตรงนี้จนค่ำเลยค่ะ จากนั้นก็กลับไปรวมตัวกันเพื่อไปกินข้าวเย็น พูดถึงมื้อเย็นนี่ พวกเรากินกันแบบราชาทุกมื้อเลยค่ะ อาหารอร่อย แบบสูตรชาวหลวงพระบาง ที่ขาดไม่ได้คือจะมีสลัดผักน้ำทุกมื้อ ซึ่งอร่อยมากๆ ผักของเค้าสดมาก ชาวบ้านมักจะปลูกไว้ ตามริมน้ำ เป็นผืนเขียวๆ มองดูสบายตาจัง....

 
   
 

วันนี้เป็นวันที่ 3 แว๊วววว........

เช้านี้ตื่นตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง เพราะจะต้องให้ทันใส่บาตรข้าวเหนียวค่ะ โดยเราก็จะมีกระติ๊บข้าวเหนียวเล็กๆกอดเอาไว้ มือขวาปั้นเป็นก้อนเล็กๆ แล้วดีดใส่ลงบาตร ชาวหลวงพระบางเค้าไม่ใส่กับข้าวนะคะ ใส่เฉพาะข้าวเหนียวเท่านั้น ส่วนกับข้าวนั้นทางวัดจะมีการเตรียมให้พระเองค่ะ แล้วพระที่นี่ก็มีเย๊อะ เยอะ เดินบิณฑบาตรเป็นแถวยาวเหยียดเลย เดินก็เร๊ว เร็ว ดีดข้าวเหนียวไม่หลุดอ่ะ มันติดนิ้ว แถมติดในเล็บด้วย ต้องดีดออกจากซอกเล็บ อิ อิ ไม่รู้ขี้เล็บ ติดก้อนข้าวเหนียวลงบาตรไปด้วย รึป่าวววว...... หลังจากพระหมดแล้ว พวกเราก็รีบจ้ำอ้าวไปถนนสีสะหว่างวง อันเป็นย่านใจกลางเมือง ซึ่งเป็นจุดที่พระทั้งหลวงพระ บางจะมารวมตัวเดินบิณฑบาตร เพื่อให้ชาวต่างชาติได้ทำบุญค่ะ ภาพที่เห็นนี่ สุดๆเลยค่ะ พระประมาณ 300 รูป เดินกันแถวยาว เหยียดเลยอ่ะ นักท่องเที่ยววิ่งถ่ายรูปกันวุ่นวาย ฉันเกือบมีวางมวยกะฝรั่งพุงใหญ่คนนึงแล้ว พี่แกดันตะโกนใส่ แถมเขี่ยเราให้หลบ มันจะถ่ายรูปพระ เราดันมายืน บังมัน ไรฟร๊ะ....เราก็จะถ่ายอ่ะ แล้วไงช๊านนนต้องหลบมันด้วยล่ะ เจ็บจายวุ๊ยยยย.... เดินไปถ่ายข้าง หน้าโน๊นก็ได้ฟร๊ะ ..ฝากไว้ก่อนเหอะตาหนวด

 

การแต่งกายที่ถูกต้องสำหรับไป
ทำบุญคือ ผู้หญิงต้องนุ่งผ้าซิ่น และจะต้อง มีผ้าสะไบพาดไหล่ งานนี้นักท่องเที่ยว ก็ควรปฏิบัติตามนะคะ
เพื่อคงประเพณีอันดีงามนี้เอาไว้

 
 

หลังจากหายตื่นเต้นกับคลื่นมหาชน และขบวนพระสงค์แล้ว พวกเราก็เดินชมบ้านเมืองยามเช้าตรู่ ซึ่งต่างกับตอนกลาง คืน ราวฟ้ากับดินเลยค่ะ บนถนนสีสะหว่างวงนี้ เมื่อสมัยก่อนเป็นย่านค้าขายของคนจีนค่ะ เค้าก็เลยเรียกว่าย่านบ้านเจ๊ก ทำให้มีโอกาสเห็นตึกรามบ้านช่องที่เค้าอนุรักษ์เอาไว้ จะเห็นว่าทุกอาคารจะระบุปีที่สร้างไว้ด้วยค่ะ บางตึกเพิ่งสร้าง ปีที่แล้วก็มี อืมมมม อีกสัก 50 ปี มันก็คงจะเป็นตึกโบราณค่ะ อิ อิ

 

ถึงที่นี่จะอนุรักษ์ศิลปะวัฒนธรรมได้
อย่างดี จนถึงขั้น Unesco ประกาศ
ขึ้นทะเบียน แต่เทคโนโลยี มือถือ และ Internet รวมถึง Game online ก็มีให้เห็นอยู่ตลอดแนวของถนนค่ะ ที่เห็นด้านซ้ายเป็นแผ่นโฆษณาผู้ให้
บริการมือถือ 3 ยี่ห้อ คือ ETL, Tango และ M phone
 
หลังจากกินข้าวเช้าแล้ว วันนี้เราออกเที่ยวรอบนอกหลวงพระบางค่ะ โดยออกไปประมาณ 5 กม. ที่หมู่บ้านผานมซึ่ง เป็นแหล่งผลิตผ้าทอกี่กระตุกแบบดั่งเดิมของชาวไทลื้อฝีมือระดับราชสำนักเลยค่ะ ที่นี่ก็จะมีผ้าไหมสีสันสดใส ลายสวยๆ วางขายในราคาที่ต่อรองได้ โดยสีที่เน้นๆ ก็คือสีออกโทนร้อนค่ะ นอกจากผ้านุ่งแล้ว ก็จะเป็นผ้าคลุมเตียง ผ้าปูโต๊ะ ผ้ารองจาน เป็นต้น ผ้าบางชนิดจะปักลายเป็นเรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวสัตว์ป่า เรื่องวิถีชีวิตของชาว บ้าน ซึ่งน่าสนใจดีค่ะ ออกจากหมู่บ้านนี้ประมาณ 25 กม. เราตรงไปบ้านซ่างไห ซึ่งขึ้นชื่อในด้านการต้มเหล้าพื้นเมือง ซึ่งบรรดาพวกเราหนุ่มสาว ต่างก็เดินชิม กรึ๊บเหล้าตามคำเชื้อเชิญของแม่ค้าสาวสวย กันจนโซซัด โซเซ หน้าแดงกล่ำ ร้อนคอผ่าวๆ กันเป็นแถว งานนี้ ชิมกานนนน โจนนนน มาวววว... เอิ๊อกกกกก ก ก ก
 

ผ้าทอมือลายวิถีชีวิตชาวบ้าน
  จากบ้านซ่างไหเลียบลำน้ำโขงไป 10 กม. เป็นปากน้ำฮู ซึ่งเป็นจุดบรรจบของแม่น้ำโขง กับแม่น้ำฮู เราลงเรือข้ามฝากไปถ้ำติ่ง ค่ะ ห่างจากหมู่บ้านออกไปประมาณ 200 ม. ในถ้ำจะมีหินงอกหินย้อยมากมาย ก็เลยเป็นที่มาของชื่อถ้ำ ที่นี่มี 2 ถ้ำค่ะ แต่ที่น่าสนใจคือในถ้ำมีพระไม้มากมายเกือบ 4,000 องค์ ซึ่งชาวบ้านมักนำมาถวายเป็นพุทธบูชา เพื่อสืบต่อ ศาสนาให้ยืนยาวค่ะ  

ทางเดินขึ้นถ้ำติ่ง

พระพุทธรูปของเค้าจะแขนยาว
อ่อนช้อย งดงามมากค่ะ
ช่วงบ่ายแก่ๆ เราเดินทางกลับเข้าเมือง แสงแดดสวยๆอย่างนี้ ก็ต้องเดินขึ้น พระธาตุจอมภูสี สิคะ ซึ่งองค์พระธาตุจะ ถูกหุ้มด้วยแผ่นทองเหลือง ฉาบทองคำ สูง 21 ม.เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ คู่บ้าน คู่เมืองหลวงพระบาง สร้างขึ้นมาตั้งแต่ พศ. ๒๓๔๗ อยู่บนเนินเขา สูงจากพื้นประมาณ 100 ม. ถ้าเดินอยู่ตามถนน ก็จะเห็นองค์พระธาตุสะท้อนแสงแดด เป็นสีทอง อร่ามเลยค่ะ ส่วนกลางคืนก็จะมีการประดับไฟ สวยเชียว งานนี้ก็ต้องเดินขึ้นบันไดกันประมาณ 330 ขั้นค่ะ เพื่อขึ้นนมัส การองค์พระ มีหอบแฮกๆ แต่วิวข้างบนสุดคุ้มค่าเหนื่อยค่ะ เห็นเมืองหลวงพระบางทั้งเมืองเลย  

 

คืนนี้หลังกินข้าวเย็นอย่างราชาแล้ว พวกเราแยกย้ายกันไปเดิน ตลาดมืด ค่ะ ฟังแล้วไม่ต้องตกใจนะมันไม่ใช่ Black Market อย่างที่เราเข้าใจนะคะ แต่มันคือ Night Market ค่ะ แบบว่าภาษาลาวเนี๊ย คำว่ามืดก็คือกลางคืนนั่นเอง... โดยเค้าจะปิดถนนสีสะหว่างวงให้คนเดินทุกคืนค่ะเพื่อให้ชาวบ้าน ชาวเขาเอาผลิตภัณฑ์มาวางขายเหมือนถนนคนเดิน ของเชียงใหม่ แหละค่ะ แต่ว่าราคานี่ซิ มันถูกกกกก มั๊กกม๊ากกก เดินกันเพลินทุกคืนเลยค่ะ การใช้เงินของที่นี่สะดวก มั๊กๆ เพราะเค้ายินดีรับเงินบาท อัตราแลกเปลี่ยนเงินกีป (kip) 250 kip = 1 บาทค่ะ เพราะงั้นอาจปวดหัวได้เมื่อต้อง นับเงินจ่ายค่า shopping เป็นหมื่น เป็นแสนกีป ก็เอาให้ง่ายๆเข้าไว้ จ่ายเป็นเงินไทยละกันค่ะ  
 
วันที่ 4 ขอส่งท้ายปีเก่า....ณ หลวงพระบาง

เช้านี้ตื่นเช้าเหมือนเคย เพราะเป็นวันส่งท้ายปีเก่าก็เลยอยากใส่บาตรค่ะ อากาศหนาวจังเลย วันนี้หมอกลงหนามาก กว่าเมื่อวาน ซะอีก ใส่บาตรเรียบร้อย ก็ชวนหม่อมแม่ออกไปเดินเล่นชมเมืองยามเช้าค่ะ เพราะเป็นวันสุดท้ายแล้ว แต่ยังไม่ได้ไปเดินตลาดเช้าเลย เปิด Guidebook ดูแล้วจะพลาดได้อย่างไร ว่าแล้วก็เดินไปตามแผนที่ แป๊บเดียวถึงตลาด แร๊ะ ผู้คนมากมายทั้งชาวบ้าน และนักท่องเที่ยวต่างเดินดูของแปลกๆ ที่ชาวเขาเค้าเอามาวางขายค่ะ มีทั้งจมูกวัว, ปูตัวแดงๆ, ปลากระเบน, กบ เขียด, ผัก ผลไม้สด, ของป่าก็มี ของบางอย่างก็ดูไม่ออกว่าเป็นอะไร ดูรูปเอาเองละกันนะ
 
   
  จากนั้นก็รีบวิ่งกลับไปรวมตัวกันที่โรงแรม เพราะวันนี้จะเป็นการทัวร์วัดสำคัญๆทั้งวันเลยค่ะ  
เริ่มกันที่หอพิพิธภัณฑ์ ก่อนเลย ที่นี่เคยเป็นพระราชวังหลวงมาก่อนค่ะ สร้างขึ้น เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๙ หลังเปลี่ยน ระบบการปกครอง ในปี ๒๕๑๘ ได้ 1 ปี ก็ได้เปิดเป็นหอพิพิธภัณฑ์เพื่อแสดง ข้าวของ เครื่องใช้ของเจ้าชีวิต และเป็นที่ ประดิษฐานองค์พระบางซึ่งเป็นพระคู่เมือง ส่วนด้านหน้า ทางเข้าหอฯ จะเป็น หอพระบาง สร้างไว้เพื่อเป็นที่ประดิษฐาน องค์พระบาง ซึ่งสร้างมานานแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๐๓ จนปัจจุบันก็ยังสร้างไม่เสร็จ เรียบร้อยค่ะ ด้านในนั้นสวยอลังการมากๆ โดยเฉพาะตามผนังอุโบสถด้านใน เป็นงานปิดทอง เล่าเรื่องราวพุทธประวัติ
และก็ติดๆกัน มีแค่ซอยคั้นกลาง ก็คือ วัดใหม่สุวัน นะพูมาราม สร้างขึ้น เมื่อปีพ.ศ. ๒๓๓๗ วัดนี้เคยเป็นที่ประทับของพระ สังฆราช องค์สุดท้าย ของลาว ทุกๆ ปีจะมีการ อัญเชิญ พระบาง มาเพื่อให้ประชาชน สรงน้ำ ในวัน สงกรานต์ 3 วัน ปัจจุบันเรียกชือ สั้นๆว่า วัดใหม่ ค่ะ
จากนั้นเราไป วัดเชียงทอง วัดเก่าแก่สร้างขึ้นประมาณปี พศ. ๒๑๐๒ สุดยอดสถาปัตยกรรมศิลปะล้านช้างเลยค่ะ ภาพที่เคยเห็นจาก Guidebook ที่เป็นวัดผนังสีชมพู มีลวดลายประดับกระจกสี ต้องที่นี่ เลยค่ะ พลาดไม่ได้ สิ่งก่อสร้างสะดุดตาจนแทบจะถือเป็น สัญลักษณ์ ของเมือง หลวงพระบางก็คือ สิม (อุโบสถ) เป็นรูปแบบ ศิลปะล้าน ช้างที่สมบูณร์แบบที่สุด ทั้งด้านนอก และด้านในลงรักปิดทองทั้ง หลัง ส่วนด้านหลัง ก็สะดุดตา ด้วยภาพ ต้นทอง (หรือต้นงิ้วในภาษา ไทย) เป็นภาพต้นไม้ใหญ่ เป็นที่อยู่ อาศัยของสัตว์ต่างๆ และเป็น ที่มาของชื่อวัดด้วยค่ะ เพราะสมัยก่อนบริเวณนี้ เป็นป่าต้นทอง ส่วนด้านหลังของสิม จะมีหออยู่ 2 หอ คือหอพระม่าน ปกติจะปิด ใส่กุญแจตลอดเวลาค่ะ แต่โชคดีวันที่เราไปเค้าเปิดให้เข้าชมพอดี "พระม่าน" ถือเป็นพระพุทธรูปสำคัญ 1 ใน 3 ของลาวนะคะ (มีพระบาง พระม่าน และพระเจ้าองค์แสน) สำหรับพระม่านนี้เชื่อ กันว่าใครมีลูกยาก ถ้ามาบนบานแล้วจะได้ผลทุกราย และอีกหอ หนึ่งคือ หอพระพุทธไสยยาสน์ ซึ่งเปิดให้มากราบไหว้ตลอดเวลา เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์ อายุ ประมาณ 400 ปี อีกสิ่งก่อสร้างที่สะดุดตาคือ โรงเมี๊ยนโกศ เป็นที่เก็บอัฐิของเจ้าชีวิต ค่ะผนังด้านหน้าเป็นงานไม้แกะสลักปิดทอง เล่าเรื่องรามเกียรต์ หลายตอน ส่วนด้านในตามผนังจะเป็นงานศิลปะติดกระจกสี เล่าเรื่องราวพุทธประวัติและวิถีชีวิตของชาวบ้านค่ะ ในนี้เป็น ที่เก็บพระพุทธรูปไม้ไว้เยอะเลย ใครที่ชอบถ่ายภาพ ศิลปะวัฒนะ ธรรม ห้ามพลาดเด็ดขาดเอาขาตั้งกล้องมาด้วยนะคะ ด้านในแสง ไม่พอค่ะ
วัดเชียงทอง
วัดวิซุน
เอาหล่ะ ย้อนกลับไปแถวๆที่พัก หลังจากที่วันแรกเราไปเดินเล่นที่วัดวิชุน เจดีย์หมากโมมาแล้ว วันนี้ก็ถือเป็น การชม วัดอย่างเป็นทางการค่ะ วัดนี้สร้างเมื่อปี พศ. ๒๐๔๖ ในสมัยก่อนเคย เป็น ที่ประดิษฐาน พระบาง และเคยเป็นพิพิธภัณฑ์มาก่อน ภายในสิมก็เลยมีพระไม้ พระสำริด และวัตถุ โบราณมากมาย
เรือนมรดกโลก
คืนนี้หลังจากเดินตลาดมืดเสร็จแล้ว สิ่งที่ไม่ควรพลาดอีกอย่างคือ นั่งรถกระป๊อ 20 บาท ไปเธคดาวฟ้าสถานบันเทิงสุดหรูที่เดียวในหลวงพระบาง จ่ายค่า drink ไป 60 บาท แลกเบยลาวได้ขวดใหญ่ จากนั้นเราก็ตั้งหน้าตั้งตารอ highlight ของค่ำคืนนี้ แบบว่าขึ้นชื่อมากเลยเรื่องการเต้นบาสล๊อปเนี๊ย อธิบายให้เข้าใจยากมากว่ามันเต้นยังไง แต่ขอบอกว่ามันน่ารัก น่ารักจริงๆ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของหลวงพระบางเลย และก็เชยสุดๆๆๆๆๆๆ ด้วยขอบอก กริๆๆๆๆ นักท่องเที่ยวบางคนจะมาที่นี่ มีการซ้อมเต้นมาด้วยนะจะบอกให้ คือมันอึดอัดค่ะถ้าเต้นไม่ได้ แต่เพื่อนพ้องชาวลาว ซึ่งทนดูไม่ไหวเค้าก็ช่วยแนะนำอ่ะค่ะ แต่ไม่สำเร็จ เหยียบเท้ากันกระจุยเลย อิ อิ อิ มาที่นี่เราร้องเพลงเค้าได้หมดเลยนะ เพราะว่าเค้าร้องแต่เพลงไทยอ่ะ หาเพลงลาวฟังไม่ได้เลย เค้านิยมร้องแต่เพลงอินเตอร์ อิ อิ เพลงไทยของเรานะเอง.... เอาหล่ะ พอหอมปากหอมคอแร๊ะ กลับไปนอนดีก่า พรุ่งนี้ต้องออกเดินทางแต่เช้า ยิงรวดเดียว 9 ชม. ถึงเวียงจันทร์ค่ะ ถึงแม้มันจะย๊าววววยาวไกล แต่สองข้างทางก็ยังสวยพาเพลินอยู่ดีแหละ.....เฮ้อเริ่มคิดถึงเมืองไทยซะแว๊วววว เย๊ๆๆๆๆ ข้ามแดนขัวมิตรภาพแร๊ะ พร้อมกับข่าวสะเทือนจายยยย ระเบิด 9 จุดกลางกรุงเทพ...เฮ้อ กำ นี่ถ้าไม่มาเที่ยวลาว ก็คงสังเวยความเสียวอยู่แถวๆแยกราชประสงค์เหมือนกันนะเนี๊ยยย....เฮ้อออออ ชีวิต หวุดหวิดทุกปี ช่วงซึนามิยังเสียวไม่หายรึ๊ยยยย

 

 

Back to all Activities
Home to First Page
ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับท่องเที่ยว ประเทศลาว
date of event :28-1Jan2007

©Crazythai Ltd, Part. All rights reserved.
April 8, 2007 6:11 PM

 

 

Hosted by www.Geocities.ws

1