เทียบขนาดกับที่ห้อยพวงกุญแจ


ตามหาดอกไม้ยักษ์ "ราชาแห่งป่าฝน"


เมื่อหลายเดือนก่อนฉันไปเดินงานท่องเที่ยวทั่วไทยที่ศูนย์สิริกิตติ์ จุดประสงค์คือไปเดินหาหนังสือท่องเที่ยวฉบับย้อนหลัง ซึ่งก็ได้ผลฉันได้หนังสือดีๆมาประมาณ 10 กว่าเล่ม ฉบับที่สะดุดตาที่สุดคือหน้าปกดอกไม้ยักษ์สีแดงฉาน ข้างๆดอกไม้เป็นเด็กชายอายุประมาณ 8 ขวบนั่งอ้าแขนออกเพื่อวัดขนาดความกว้างของดอกไม้ เออ....ช่างใหญ่โตอะไรปานนี้ แล้วมันคือดอกอะไรเนี๊ย แล้วจะไปหาดูได้ที่ไหน ฉันพลิกเข้าไปดูรายละเอียดในเล่ม อ๋อ...ดอกบัวผุด มีอยู่เฉพาะในป่าดิบชื้นเท่านั้น ไม่มีลำต้น เป็นพวกกาฝากที่มีดอกใหญ่ที่สุดในโลก เวลาออกดอก ก็จะปุดออกมาจากเถาวัลย์ โอ้ว.....เส้นผ่านศูนย์กลางตั้ง 70 ซม.แน่ะ อ่ะ อ่ะ ไม่ได้แล้ว ต้องไปดู แล้วมันอยู่ไหนล่ะ ....อืมมมมม อุทยานแห่งชาติเขาสก จ.สุราษฎร์ธานี ที่ กม. 111 ทางหลวงสาย 401 โอ้ พระเจ้า แล้วฉันจะไปเดินถ่อมๆ คนเดียวได้ไง มันเป็นป่าดงดิบนะนั่น เป็นป่าดิบฝนด้วย แล้วช่วงที่เหมาะคือ พย.-พค. นี่ก็เดือนเมย.ต้องรีบซะแล้ว ....คิดไม่ออกจึงเปิด web เพื่อหาข้อมูลการเดินทาง โทรคุยกับททท. โทรคุยกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ สุดท้ายฉันก็เจอกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งซึ่งมักจะจัดท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ฉันรีบตัดสินใจขอร่วมเดินทางไปด้วยทันที มีเวลาเหลือแค่เดือนเดียวเท่านั้นก่อนที่จะหมดฤดูกาลชมบัวผุดนั้นคือภายในเดือนเมษายน เพราะเดือนพฤษภาคมเริ่มมีฝนแล้วบัวผุดจะเริ่มตั้งท้องรอบใหม่ จะได้ดูอีกครั้งก็โน้นนนน เดือนมกราคมแน่ะ (เฮ้อออ ระยะตั้ง ท้องเท่าคนเลย) และการเดินทางหน้าฝนจะลำบากมากเนื่องจากต้องเดินป่าขึ้นเขาสูงชันไป-กลับ ประมาณ 6 กม. จากนั้นฉันเริ่มชักชวนเพื่อนไปด้วย การหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์นี้มันช่างยากเย็นเหลือเกิน ฉันชวนเพื่อนใน ที่ทำงาน นับได้ก็ประมาณ 100 คน ไม่มีใครไปด้วยเลย โอ้ววววว สถิติเป็น 0% สุดท้ายไปเจอเพื่อนเก่า ฉันใช้วิชาเปิด และปิดการขายอย่างระมัดระวัง นำเสนอไม่ดี ไม่มีจุดสนใจ แถมเดินทางลำบาก อาจทำให้ฉันแห้วอีก จึงเริ่มด้วยการชักชวนพูดคุยเรื่องการไปเดินป่า, ไปล่องแก่ง, ไปปีนเขา เออ..ดูท่าเพื่อนฉันคนนี้จะชอบแห่ะ สุดท้ายฉันปิดการขายด้วยการเสนอ 2 trip เพื่อให้เลือกเที่ยวคือปีนผาหาดไร่เลที่ จ.กระบี่ หรือเดินป่าหาบัวผุดที่สุราษฎร์ พร้อมภาพประกอบเพื่อกระตุ้นความสนใจ อุ๊ย...ได้ผลแห่ะ เพื่อนฉันตาแทบถล่น เมื่อเห็นภาพดอกบัวผุด โอ้ววววว มันช่างใหญ่โตอลังการซะขนาดนี้ ไม่ไปไม่ได้แล้ว งานนี้ฉันก็เลยได้เพื่อนร่วมแก๊งอีก 2 คนร่วมอุดมการณ์ , 3 สาวอายุ และน้ำหนักรวมกัน 250 พอดี อิ อิ อิ

 

หลังจากนั้นเราก็ไปฟิตร่างกายตั้งตารอวันเดินทาง เราเดินทางตอนกลางคืนค่ะ แล้วไปถึงอุทยานแห่งชาติคลองพนมตอนเช้ามืด จากนั้นเดินทางต่อไปถึงอุทยานแห่งชาติเขาสก บริเวณ กม. 111 ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นการเดินเท้าตามหาบัวผุด ก่อนออกเดินทางฉันพยายามไม่ตั้งความหวังว่าจะได้พบดอกบัวผุด เพราะหลาย trip ที่เดินทางมาก่อนหน้าเราไม่มีใครได้พบเจ้าดอกบัวยักษ์นี้เลย แถมเจ้าหน้าที่อุทยานฯยังบอกอีกว่าอาจจะไม่เจอ เพราะปกติชาวบ้านที่มีอาชีพหาของป่าขายจะช่วยส่งข่าวว่าพบเห็นบัวผุดอยู่บริเวณไหนบ้าง เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว ก็ต้องทำใจค่ะ เฮ้อออ!!! ธ่อ.... มันมาลำบากมากเลยนะ จะไม่เจอเลยเหรอ?

 

เอ้า...เริ่มต้นเดินกัน ฉันเดินป่า ซึ่งก็ไม่ใช่ป่าปกติที่เดินกันตามแนวราบ แต่เป็นป่าฝน ป่าดิบชื้น ที่ต้องเดินไต่ระดับขึ้นไปเลยๆ เพื่อตามหาดอกไม้ยักษ์ ซึ่งมักจะชอบขึ้นในระดับความสูง 350-1,400 เมตรจากระดับน้ำทะเล นี่ฉันเดินขึ้นยอดเขามาประมาณ 5 ลูกแล้วนะ น่าจะเดินมาได้ซัก 3-4 กม. แล้วหล่ะ ยังไม่มีวี่แววว่าจะเจอบัวผุดเลย ทั้งร้อน ทั้งเหนื่อยล้า รู้สึกผิดหวังที่ยังไม่พบสักดอกทั้งๆที่เราเดินเข้ามาถึงจุดที่เป็นดงบัวผุดแล้ว “ดอกนี้มันเน่าไปแล้วครับ” เสียงเจ้าหน้าที่อุทยานฯเรียกให้ดู เฮ้อ....เศร้าอ่ะ เอาเหอะ ถ่ายรูปเจ้าดอกดำๆนี้ก็ได้ อีกดอกอาการหนักกว่าอีก เน่าจนแห้งเหี่ยว ราขึ้นเป็นคราบขาวๆ เหมือนบ๊วยเลย ส่วนอีกดอกก็ยังเป็นทารกอยู่ ขนาดเท่าลูกปิงปอง ไม่รู้ว่าอีกกี่เดือนถึงจะบาน หรือไม่ก็คงเน่าตายไปเลยเพราะจะเข้าหน้าฝนแล้ว มันคงทนแฉะไม่ไหว ฉันเริ่มเดินต่อไปด้วยหวังว่าจะเจอสักดอก พระเจ้าช่วยประทานมาให้ฉันสักดอกเถอะนะ อุตส่าห์ดั้นด้นมาตั้งขนาดนี้ เฮ้ออ เดินกันจนรองเท้าขาด (น่าสงสารเพื่อนเราจัง เดินเท้าเปล่าตลอดทางเลย)

 

ฉันเดินไปได้สักพักใหญ่ๆ ได้ยินเจ้าหน้าที่นำทางตะโกนลั่นป่า “เจอแล้วววววว...ทางนี้ครับบบบบ” ฉันและเพื่อนๆหูผึ่ง ท่ามกลางหัวใจที่ห่อเหี่ยว เสียงนี้มันช่างกระชากอารมย์ซะจริงเชียว พวกฉันดีใจจนเนื้อเต้น ต่างพุ่งตัวออก ไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต ฉันและเพื่อนวิ่งลงเนินเขา กิ่งไม้แห้ง หนามต้นหวาย หนามกิ่งไผ่ไม่มีผลกับพวกเราเลย (ผิวหนาม๊ากกกก)

และแล้วฉันก็ได้เห็น โอ้....ช่างใหญ่โตเหลือเกิน สีแดงฉาน มีกลีบดอก 5 กลีบสีแดงส้มผิว หนา แข็ง ขรุขระเป็นตะปุ่มตะป่ำ เกสรเหมือนบาตรพระวางหงายขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ฟุต ด้านในเกสรมีหนามแหลมๆสีเหลืองส้มมากมาย (เหมือนพิซซ่าแป้งหนานุ่มหน้าปลาปักเป้า เอิ๊อกกกก…) วางอยู่ในก้นบาตร ลวดลายของผนังด้านในที่ฉันเรียกว่าบาตรพระช่างสวยเหลือเกินเป็นลายจุดกลมๆสีขาวบนพื้นแดง

 


ฉันลองก้มลงไปดมเพื่อพิสูจย์ว่ากลิ่นเหม็นตามที่ตำราบอกไว้หรือเปล่า อืมมมมม ใช่เลย มิน่ามีแมลงวันหัวเขียวตอมด้วย กลิ่นเหมือนซากเน่าเลย พวกฉันรุมถ่ายรูปมันอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง มันจะเฉาตายไหมเนี๊ย (เพราะทนแสงแฟลชไม่ไหว ยิงแหลก!) แถมมันขึ้นบนเนินด้วย พวกเราอาจจะพลั้งพลาดสะดุดมันหลุดจากขั้วก็ได้ แถมพวกเราเองก็อาจพลาดกลิ้งลงเขาด้วย

ฉันจำต้องอำลาเจ้าดอกไม้ยักษ์ ราชาแห่งป่าฝน เดินลงเขากลับ ที่พักด้วยหัวใจพองโต และรู้สึกภาคภูมิใจเหลือเกินกับการเป็น 1 ในเหล่านักท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่สามารถดั้นด้นขึ้นเขามาหาดอกไม้ ซึ่งเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ไม่เคยรู้จักดอกไม้ชนิดนี้ โชคดีที่คนไทยไม่จำเป็นต้องบินไปดูทีมาเลเซีย หรือ อินโดนีเซีย เมืองเรานี่แหละสวรรค์ของนักท่องเที่ยว


เย็นวันนี้เราเป็นทาร์ซานค่ะ เข้าพักที่ Tree Top ซึ่งเป็นบ้านต้นไม้ สุดยอดดดดดดดดด ดูรูปเอาเองค่ะ จะเห็นว่ามันสูงมั๊กๆๆๆ

 

เขื่อนเชี่ยวหลาน "กุ้ยหลินเมืองไทย"

เช้าวันนี้ เราลงเรือมุ่งหน้าแพนางไพรเพื่อไปหม่ำข้าวเที่ยง และคืนนี้นอนกันที่แพโตนเตยค่ะ ที่จริงฉันไม่คาดคิดเลยว่าจะได้มีโอกาสนั่งเรือล่องเขื่อนรัชชประภา หรือเขื่อนเชี่ยวหลาน หรือสมญานามว่ากุ้ยหลินเมืองไทย ฉันไม่เคยเห็นแอ่งน้ำใดจะกว้างสุดลูกหูลูกตาขนาดนี้ เอ๊ะนึกว่านั่งเรืออยู่กลางทะเลซะอีก ฉันไม่เคยเห็นแหล่งน้ำใดสีเขียวมรกตขนาดนี้ นี่มันคือน้ำจืดในเขื่อนนะไม่ใช่น้ำทะเล สีเขียวฟ้าสีสดใสเหลือเกิน จากการสอบถามเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ฉันจึงได้ความรู้มาว่า ภูเขาที่ล้อมรอบเขื่อนนี้เป็นเขาหินปูนซึ่งแร่ธาตุต่างๆ มากมายที่ตกตะกอนมีผลทำให้น้ำในเขื่อนเป็นสีเขียวเข้ม ฉันมองรอบตัว 360’ มีแต่เขาหินปูนล้อมรอบสุดลูกหูลูกตา รูปทรงของภูเขาใหญ่บ้าง เล็กบ้าง สูงบ้าง เตี้ยบ้าง ร่องรอยการสึกกร่อนตามธรรมชาติ ต้นไม้เล็กๆที่ยืนตระหง่านอยู่บนเขา ช่างสวยสมกับที่ถูกขนานนามว่ากุ้ยหลินจริงๆ สำหรับคนที่ชอบถ่ายภาพฉันขอท้าพิสูจน์ เพราะตลอดการเดินทางเรือ มีซากต้นไม้ยืนตาย แผ่กิ่งก้านสาขา เรียงรายอย่างเป็นศิลปะตลอดทาง ฉันก้มลงมองในน้ำ อ่ะๆ นี่ฉันกำลังนั่งเรืออยู่บนยอดเขาสินะ เพราะฉันมองเห็นซากต้นไม้จมอยู่ในน้ำเต็มไปหมดตื้นบ้าง ลึกบ้าง อืมมม คนขับเรือต้องค่อนข้างชำนาญนะ ไม่อย่างนั้นอาจขับเรือชนตอไม้ใต้น้ำได้ ฉันนั่งเรือถึงแพนางไพร ซึ่งเป็นหน่วยพิทักษ์อุทยาน ขส.3 เพื่อหม่ำข้าวเที่ยง
จากนั้นเราล่องเรือต่อไปแวะจุดชม
วิวคลองหว่าง งานนี้เราเดินเท้า
ขึ้นเขาหินปูนค่ะ ช่วงสุดท้ายต้อง
ปีนยอดเขาชันมาก

และหินก็คมมากด้วย ถุงมือคู่ละ 10 บาทนี่ช่วยได้เยอะเลย พอขึ้นถึงยอด หึ หึ ดูรูปเอาเอง สวยม๊ากกกก ป่าดิบที่ล้อมรอบเขื่อน และยอดเขาในเขื่อนมองดูเหมือนเกาะใหญ่น้อยกว่า 200 เกาะ คุ้มจริงๆ นั่งชมวิวจนพอใจ ก็ตะเกียกตะกายลงเขาอย่างรวดเร็ว เพราะฝนตก แล้วก็หนีไม่ทัน ฝนตกทำให้เกิดคลื่นแรงมากในเขื่อน เราต้องจอดเรือเหนือผิวน้ำหลบคลื่นจนกว่าจะเดินทางต่อได้ค่ะ ก็แป๊บเดียว แต่หวาดเสียวดี ฮุ ฮุ ฮุ ช่วงนี้ก็เป็นกำลังใจให้เพื่อนนั่งเด็ดทากออกจากเรียวขาค่ะ อิ อิ อิ

 

และแล้วเราก็ถึงแพโตนเตย ซึ่งเป็นหน่วยพิทักษ์อุทยาน ขส.4 อันเป็นที่พักสำหรับคืนนี้ค่ะ ว้าาวววว สวยจังเลย แพปลูกอย่างเป็นธรรมชาติ เรียงรายเป็นแถวประมาณ 10 กว่าห้อง ฝาห้องพักสานด้วยไม้เป็นลายไทย พื้นแพเป็นไม้ชิ้นกว้างประมาณ 3 นิ้ว วางห่างกันเป็นระยะๆ เผยให้เห็นน้ำสีเขียวมรกตข้างใต้แพ แพตั้งอยู่ในซอกเขา รอบๆแพเป็นป่าดิบชื้น กลางคืนได้ยินเสียงสัตว์ร้องลั่นป่าเลยค่ะ โดยเฉพาะนกเงือกกรามช้าง ว่าแล้วก่อนจะมืดซะก่อนขอโดดน้ำเล่นดีกว่า กินข้าวเย็นแล้ว คืนนี้เราจะเอาเรือออกไปส่องสัตว์กัน ส่วนพรุ่งนี้ฉันต้องตื้นแต่เช้าเพื่อนั่งเรือไปที่เวิ้งหน้าที่พัก ไปชมทะเลหมอกท่ามกลางขุนเขา เหล่าต้นไม้ยืนตาย และสายน้ำสีเขียวมรกต เก็บภาพสวยๆมาฝากด้วยแหละ


เดินป่า ลุยลำธาร เกาะเชือกว่ายน้ำในถ้ำน้ำหลุ
มาถึงนี่แล้ว มีถ้ำน่าสนใจให้ไปผจญภัย ถ้าไม่ลุยก็เหมือนมันค้างคาใจ ว่าแล้วพวกเราก็ลงเรือล่องไปตามคลองแปะ 15 นาที แล้วเดินเข้าป่า ไปอีก 6 กม. เดินสลับกันไป เป็นป่าบ้าง เป็นลำธารบ้าง งานนี้เดินลุยผ่านลำธารไป 13 ครั้งค่ะ นำทางโดยชาวบ้านที่ชำนาญเส้นทางซึ่งเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้จัดให้ (ขอโทษจริงๆ ลืมชื่อไปแล้วอ่ะ) แล้วก็ถึงถ้ำน้ำทะลุ หรือเรียกแบบชาวใต้ว่าถ้ำน้ำหลุ ถ้ำนี้กว้างประมาณ 15 ม. ยาวประมาณ 800 ม. มีลำธารไหลผ่านจนทะลุอีกด้านของถ้ำ เราก็เลยต้องเดินลุยน้ำเข้าไปค่ะ ในถ้ำมืดมาก มากขนาดที่เวลาถ่ายรูปก็มองไม่เห็น อาศัยยิงมั่วๆไป เดี๋ยว flash ออก ก็คงติดภาพมาเองแหละ ในนี้มี หินงอก หินย้อย เวลาผลึกหินกระทบแสงไฟสวยมากค่ะ สัตว์ก็เยอะ ทั้งค้างคาว งู ปลา แมลงหน้าตาแปลกๆ บางช่วงน้ำตื้น แต่บางช่วงน้ำลึกมาก ขนาดต้องเกาะเชือกพยุงตัวเข้าไป พอทะลุปากถ้ำ ก็เป็นเส้นทางที่บรรจบกับเส้นทางขามา พอดี ดีจังไม่ต้องเดินย้อนกลับ หวาดเจี๋ยวอ่ะ อารมย์ตอนเดินไปถึงจุดที่น้ำลึกที่สุด มันน่ากลัวค่ะ เพราะขาแตะไม่ถึงพื้น เป็นซอกหินร่องน้ำลึก น้ำท่วมถึงหัว แล้วมันก็มืดมาก ก็มีแค่เชือกเท่านั้นค่ะ ที่อาศัยเกาะไม่ให้ลื่นล้มจมลงไป

 

Back to all Activities
Home to First Page
ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับท่องเที่ยว จ.สุราษฎร์ธานี
date of event :1-3Apr2005

Copyright by Crazythai Ltd, Part. All rights reserved.
May 21, 2006 10:53 PM

 

Hosted by www.Geocities.ws

1