![]() |
| การเดินทางที่เหมาะ และประหยัดสุดสำหรับนักท่องเที่ยวก็คือ ซื้อตั๋ว Japan Rail Pass เราจะเรียกว่า JR นะ ตั๋วนี้มีหลายราคาค่ะ แบบเหมา 7 วัน ¥28,300, แบบเหมา 14 วัน ¥45,100 และ ¥ 57,700 สำหรับเหมา 21 วันค่ะ ตั๋วนี้ใช้กับรถไฟ Shinkansen ได้ทุกขบวน (หรือที่เค้าเปรียบเทียบว่าเป็นรถไฟ Bullet Trains คือวิ่งเร็วสุดๆ ประมาณ 300 กม./ชม. เทียบกับว่าถ้าเอามาวิ่งสาย กรุงเทพ-เชียงใหม่ คงใช้เวลาประมาณแค่ 3-4 ชม. อะค่ะ) รวมทั้งรถเมย์ และเรือ ที่มีป้ายคำว่า JR ก็สามารถใช้บริการได้ด้วยนะคะ ไม่จำกัดจำนวนครั้งค่ะ ใครที่วางแผนจะใช้ JR ต้องซื้อตั๋วก่อนออกเดินทางนะคะ โดยซื้อจาก Agency ที่ได้รับการแต่งตั้ง ส่วนมากก็จะเป็นสายการบิน และก็บริษัททัวร์สัญชาติญี่ปุ่นค่ะ แล้วค่อยเอาเอกสารพร้อม passport ไปขึ้นตั๋วเมื่อเดินทางถึงประเทศญี่ปุ่น ย้ำชาวต่างชาติไม่สามารถซื้อตั๋ว JR แบบเหมาจ่ายได้ในประเทศญี่ปุ่นนะคะ แต่จะสามารถซื้อได้แบบเที่ยวเดียว ซึ่งแพงม๊ากกกกกกก และเสียเวลาต่อคิวยาวด้วย ไม่สะดวกเลย | ![]() |
![]() |
ทีนี้ก็มาดูกันว่าแต่ละจุดที่เราไปนั้นมีอะไรน่าสนใจบ้าง งานนี้เราเลือกบิน TG แบบไม่แพงคือไม่ได้บินตรง แต่ไปแวะที่มะนิลา ได้ยลโฉมสาวฟิลิปปินส์แป๊ปนึง จากนั้นบินต่อไปลงที่สนามบิน Kansai ที่ Osaka ถึงตอน 3 ทุ่มครึ่ง ขึ้นรถไฟออกจากสนามบิน จากนั้นต่อรถไฟชานเมืองอีกขบวนหนึ่ง เพื่อไปโรงแรมที่พัก จากสนามบินถ้าขึ้นรถไฟถูกต้อง ก็จะใช้เวลาแค่ 11 นาทีเท่านั้น พอลงรถไฟได้เราก็กะเตงกระเป๋าเดินทางเข้าที่พักเดินซักครึ่งกิโลได้ค่ะ
| Day1 ตื่นเช้าลากกระเป๋าไปขึ้นรถไฟเหมือนเมื่อคืนเลยค่ะ นั่งรถชานเมือง ไปต่อ Shinkansen ที่ Osaka เพื่อใช้สายสีฟ้าไป Tokyo ใช้เวลาทั้งสิ้น 3 ชม.ค่ะ พอลงสถานี Tokyo เหอๆๆๆๆ งง สะเด็ด....ช่วงนี้กำลังพยายามทำความเข้าใจ และสร้างความคุ้นเคยกับสถานีรถไฟของเค้าค่ะ คือมันตาลาย มีชานชาลาเยอะมั๊กกกกก (จำไม่ได้แล้วว่ามันมีมากขนาดไหนคิดว่าที่โตเกียวน่าจะมีประมาณ 30 ชานชาลาค่ะ แต่ที่รู้ๆ คือตอนนี้เราขึ้นรถที่ชานชาลา 25 อ่ะค่ะ) แล้วรถมันก็มีทั้งวิ่งไปทางซ้าย ไปทางขวา ต้องไปยืนไล่ดูชื่อสถานีปลายทางว่าจะขึ้นชานชาลาไหนดี งง ง่ะ ซักพักแหละนะ วันแรกนี้ถามพนักงานรถไฟ ก็ไม่มีใครยอมพูดด้วยเลย เซ็งงงง ชี้มือโบ้ยให้ไปข้างหน้าอย่างเดียวรึ๊ยยยยยย ....ฝากไว้ก่อนเถอะลุง.... ลงที่ Tokyo ได้ก็งมโข่งต่อ เพื่อต่อรถอีกขบวนไปสถานี Ueno ที่ซึ่งเราจองโรงแรมผ่าน internet ไว้เรียบร้อยแล้ว เราจะพักที่นี่ 3 คืนค่ะ (เลือกที่ Ueno เพราะมันถูกกว่าไปพักโรงแรมใน Tokyo ค่าห้องคืนละ ¥9,600 = 3,840 บาท สำหรับ 2 คน ซึ่งอยู่ห่างกันแค่สถานีเดียวเอง อิ อิ) |
||
|
||
![]() |
| Day2 เช้านี้เรานั่งรถไฟเข้า Tokyo เดินเที่ยวในเมืองเราเลือกใช้รถไฟใต้ดินบ้าง รถเมย์บ้าง บางทีก็เดินเอาค่ะ เริ่มกันที่ Tsukiji Fish Market เป็นตลาดค้าส่งปลาที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นค่ะ พ่อค้าแม่ค้า จับกังแบกปลา เยอะแยะ เดินไม่ดีก็จะถูกเค้าชนเอา ระมัดระวังด้วยค่ะ พื้นก็แฉะเดี๋ยวลื่นหกล้ม แต่อาหารทะเลสดๆ ประเภทปลา ปู ปลาหมึกยักษ์ ปลาไหลญี่ปุ่น หอยหน้าตาแปลกๆ ตระการตาจริงๆค่ะ มาถึงที่นี่แล้ว เค้าแนะนำให้กินซูชิ ต้นตำหรับ ปลา สดๆ จากทะเล เราจะพลาดได้ไง ก็เลยเดินเข้าร้านแบบดั่งเดิมหน่อย คือมีผ้าปิดหน้าร้าน โต๊ะที่กินเป็นเคาท์เตอร์ สั่งกินเป็นชุด แม่รับ order ลูกชาย (หล่อ....) เป็นคนปั้น เค้าทำให้ดูแล้วเซิอร์ฟตรงนั้นเลย หน้าตาน่ากินมั๊กกกกก เออไม่เห็นมีเมนูอย่างนี้ในบ้านเราเลย อร่อยจริงๆ ยังไม่อิ่มเลยอ่ะ แต่กินมากไม่ได้ แค่ให้ได้ feelก็พอแร๊ะ จากนั้นเราก็เผ่น แบบว่ามันแพง ม๊ากกกกกกกกกกกกกกก
|
| จากนั้นเรานั่ง JR ไปลงแถวๆวัด Engakuji
ซึ่งเป็นวัดพุทธนิกายเซน สร้างเมื่อ คศ. 1282 และเดินต่ออีกไม่กี่วัด หมดแรงค่ะ
คาดว่าวัดคงจะคล้ายๆกันหมด ทั้งที่มีวัดใน Kamakura นี้ถึง 20 วัด แถม Art
Center กับ Museum อีกประมาณ 5 แห่ง เราไม่สามารถจริงๆ ควรจะใช้เวลาซัก 2 วัน
ถึงจะครบ เราก็เลยกลับโตเกียวดีกว่า เพราะใกล้ค่ำแล้ว ตกเย็นเราแวะไปดูแสงสีแถวฮาราจูกุแป๊บนึง มีร้านค้าเปิดกันคึกคัก ผู้คนพลุกพล่านมาก แฟชั่นเด็ดๆ ยังกะหลุดออกมาจากแค็ตตาล๊อกแนะ กลับโรงแรมดีกว่า เมื่อยขามากเลย อยากนอนแล้ว |
![]() |
![]() |
Day3 วันนี้เรานั่ง JR ขึ้นเหนือไปเมือง Nikko ไกลเหมือนกันนะเนี๊ย จากนั้นต่อรถไฟชานเมืองอีกนิดหนึ่ง พอถึงสถานีก็ลงไปยืนงงเหมือนเดิม ไม่รู้จะไปทางไหน อย่าว่าแต่เราคนไทยเลยค่ะ คนญี่ปุ่นเองที่เป็นคนต่างถิ่นเค้ามาเที่ยวเหมือนกันก็งงค่ะ เราก็เลยมองหา Tourist Center ได้ผลค่ะเอารายละเอียดมานั่งศึกษาแป๊บนึง จัดการซื้อ Nikko Free Pass เพราะต้องพึ่งรถบัสค่ะ นั่งไปเรื่อยๆละกันสุดทางแล้วค่อยลง อิ อิ คือยังไงก็ถึงค่ะ เพราะเป็นรถสำหรับเส้นทางนักท่องเที่ยว เมืองนี้เต็มไปด้วยกลิ่นไอของธรรมชาติค่ะ เป็นเมืองที่อยู่ในที่สูง มีภูเขาสูงเป็นฉากหลังของเมืองเชียว และเป็นอุทยานแห่งชาติด้วย ก็เลยมีสถานที่น่าสนใจหลายแห่ง มีทั้ง Spa, ลานสกี, ลานสเก็ต, น้ำพุร้อน, น้ำตก, ทะเลสาบ กระจายอยู่ทั่วทั้งเมือง รวมทั้งวัดเก่าแก่ซึ่งได้รับการปกป้องให้เป็นมรดกโลก ก็พบเห็นได้ทั่วไปค่ะ ที่นี่ก็เลยมีนักท่องเที่ยวเยอะ |
![]() |
| แต่ดูๆแล้วไม่ค่อยเห็นมีชาวต่างชาติเท่าไร อาจเป็นเพราะการเดินทางที่ไม่ค่อยสะดวกค่ะ ส่วนชาวญี่ปุ่นนั้นเป็นเรื่องธรรมดามาก เพราะพวกเค้าชอบเดินป่า ศึกษาธรรมชาติ แล้วก็มาพักผ่อนนอนแช่น้ำพุร้อน หรือมาเล่นสกีกัน เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว |
![]() |
![]() |
| Day4 เช้านี้เราเช็คเอาท์เพื่อเดินทางไป Kyoto ค่ะ แต่เรากะว่าจะแวะกลางทางเที่ยวที่ Hakone ก่อน แล้วค่ำๆ เราค่อยเช็คอินเข้าพักโรงแรมที่เราจองไว้ที่เกียวโต เราก็เลยนั่ง JR จาก Tokyo ลงที่สถานี Odawara ใช้เวลาเดินทาง 1 ชม. แล้วทิ้งกระเป๋าเดินทางไว้ในล๊อกเกอร์ที่สถานีรถไฟ จากนั้นเราซื้อแพ็คเกจ Hakone Free Pass ของ Odakyu ซึ่งเข้าใจว่าเป็นธุรกิจสัมปทานของบริษัทเอกชนที่ลงทุนสร้างเส้นทางรถไฟ และมีรถให้บริการทุกประเภท เราว่าตั๋วเนี๊ยมันจำเป็นมั๊กกกกก แด๋วก็รู้ว่ามันคุ้มยังไงกับราคาแค่ ¥4,700 (1,880 บาท) อิ อิ ที่นี่ ถ้าโชคดีฟ้าเปิด จะทำให้เราได้เห็นยอดสูง 3,776 ม. ของภูเขาไฟฟูจิค่ะซึ่งถือเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของญี่ปุ่น และถ้าเป็นหน้าหนาว ก็จะเห็นยอดที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ แต่...... เราโชคร้ายไง ก็เลยไม่เห็นอะไรเลย เพ่งแล้วววววเพ่งอีก ก็ม่ะเห็น แต่ก็เป็นการเดินทางที่สนุกมากเลยนะ เริ่มจาก ลงรถไฟ ที่ Odawara หรือ Hakone-Yumato ก็ได้ จากนั้นก็จะเข้าเส้นทางตาม |
| Tour Package เลยค่ะซึ่งมันเป็นวงกลม ก็แล้วแต่ว่าจะเลือกวนขวา หรือซ้าย ส่วนเราเลือกวนซ้ายค่ะ เป็นเส้นทางรถบัส เลือกสายสีม่วงดีกว่า สั้นดีใช้เวลา 40 นาทีถึงสถานี Hakonemachi ซึ่งเป็นท่าเรือเพื่อล่องทะเลสาบ Ashi ค่ะ (เส้นทางสีเหลือง) ถ้าฟ้าเปิด จากบริเวณนี้ก็อาจจะมองเห็นภูเขาฟูจิ แล้วพอขึ้นเรือไปซักพักก็จะเป็นอีกจุดที่อาจมองเห็นได้ค่ะ จากท่าเรือเราใช้เวลาประมาณ 40 นาที เพื่อไปต่อกระเช้าไฟฟ้า (Ropeway เส้นทางสีชมพู) ที่สถานี Togendai จากตรงนี้ใครแพ้ความสูง ก็ใช้รถบัสแทนได้นะคะ ส่วนจุดชมวิวภูเขาฟูจิตรงนี้ก็มีตั้งใจมองหาให้ดี เรานั่งมาได้ประมาณ 20 นาที ขอแวะลงที่สถานี Owakudani ก่อน เพราะที่นี้เป็นเส้นทางเดินขึ้นภูเขาไฟ ที่ยังมีควันพวยพุ่งอยู่ตลอดเวลา กลิ่นกำมะถันแรงมาก เส้นทางเดินขึ้นยอดยาวพอสมควร บางช่วงสูงชันพอให้หอบได้เหมือนกัน บางจุดมีน้ำพุร้อนด้วย มีคนต้มไข่กันเพียบเลย จากนั้นเราก็ขึ้นกระเช้าต่ออีก 10 นาทีไปลงที่สถานี Sounzan เพื่อนั่ง Cablecar | ![]() |
| (เส้นทางเขียวลายขาว) ใช้เวลาแค่ 10 นาที ก็ถึงสถานี Gora เราเดินชมวิวซักพัก จากนั้นก็ขึ้นรถไฟ (เส้นสีแดงลายส้ม) กลับมาที่จุดเริ่มต้นคือสถานี Hakone-Yumato โดยใช้เวลาประมาณ 40 นาที .....เป็นไงล่ะ คุ้มสุดๆ ได้นั่งสารพัดรถเลย นั่งกี่รอบก็ได้นะ ไม่จำกัด |
![]() |
| นั่งกระเช้าไปลงที่ Owakudani เพื่อไปดูปล่องภูเขาไฟซึ่งยังคงมีควันคุกรุ่นพ่นกลิ่นซัลเฟอร์ไดอ๊อกไซด์แรงมาก งานนี้เดินขึ้นเขาประมาณ 1 กม.ค่ะ พอขึ้นถึงยอดก็เหงื่อแตกพอดี คือว่ามันร้อนค่ะ เราเที่ยวตามเส้นทางจนครบ แล้วก็นั่งรถไฟกลับไปที่ Odawara ไปเอากระเป๋าที่ล๊อกเกอร์ แล้วนั่ง JR ต่อเพื่อไป Kyoto ค่ะ เราจะพักที่นี่ 4 คืน |
![]() |
Day5
|
| Day6 วันนี้เราจะเที่ยวในเกียวโตค่ะ ที่นี่เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นเมื่อช่วงปี คศ. 794-1868 ก็เลยมีวัดเก่าแก่ที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเยอะมากนับได้ 14 วัดค่ะ คิดว่าคงจะเก็บได้แค่ 4 วัดนะเวลาไม่พออ่ะ งานนี้เราต้องใช้ทั้งรถเมย์ และ รถไฟใต้ดิน ทั้งวันค่ะ ว่าแล้วก็ซื้อตั๋ว Kyoto 2 days pass ดีกว่า ¥2,000 เอง เอาล่ะเช้านี้เริ่มต้นด้วยการไปเที่ยววัด Ginkakuji (Silver pavillion) ซึ่งสร้างเมื่อปี คศ. 1489 และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้วย ที่นี่เคยเป็นที่พักในบั้นปลายชีวิตของโชกุน Ashikaga Yoshimasa สวนของที่นี้แปลกดีค่ะ เป็นสวนที่ปูด้วยทราย แล้วก็กองทรายขนาดใหญ่ พอแสงจันทร์ส่องก็จะ |
![]() |
| สะท้อนแสงจนได้ชื่อว่าเป็น Sea of Silver Sand ส่วนด้านหลังเป็นเนินเขาซึ่งปลูกป่าไว้สวยงาม และทำเส้นทางเดินไว้ชัดเจนเพื่อให้เดินชมป่า ตอนนี้ต้นไม้บางชนิดใบกำลังเปลี่ยนสีพอดีเลยเช่นใบเมเปิ้ล 5 แฉก เฮ้อออ ฝนตกไม่หยุดเลย ไปต่ออีกวัดหนึ่งละกันคือ Rokuon-ji Temple หรือ Kinkakuji (Golden Pavillion) |
![]() |
| Day7 เมื่อวานฝนตกหนัก เที่ยวไม่ได้ตามแผนเลย ไปได้แค่ 2 วัดเองอ่ะ วันนี้เราก็เลยขอเก็บอีกซักที่หนึ่งเหอะ ก่อนที่จะนั่งรถไฟไปเที่ยวเมือง Nara เราก็เลยเลือกไปชมมรดกโลกอีกแห่งคือ Nijo Castle ปราสาทนี้สร้างเมื่อปี คศ. 1603 ด้วยขนาดพื้นที่ 275,000 ตร.ม. แต่เป็นสิ่งก่อสร้างซะ 7,300 ตร.ม. นอกนั้นเป็นพื้นที่สวนหมดเลยค่ะ ในปราสาท Nijo จะมีวัง Nimomaru Palace ด้วยค่ะ ซึ่งในตัวพระราชวังก็จะแบ่งเป็นห้องต่างๆมากมาย ถึง 33 ห้อง กินเนื้อที่ 3,300 ตร.ม. โดยจำลองข้าวของเครื่องใช้ และหุ่นแต่งกายเหมือนจริงของข้าราชการ และโชกุนไว้ให้ดูด้วย |
![]() |
| ปฏิเสธไม่ได้จริงๆนะว่าตื่นตาตื่นใจกับทุกๆที่ ที่เข้าไปดูทั้งๆที่ตัวอาคารจะดูคล้ายๆกันหมด แต่จุดเด่นของศิลปะของเค้าอยู่ที่สวนสไตล์ญี่ปุ่น ซึ่งมีทั้งน้ำ ภูเขา ก้อนหิน ไม้ไผ่ โคมไฟที่มีมอสเกาะ มันเลยดูสวย สดชื่น ช่วงสายๆเรารีบเดินทางไป Nara ดีกว่าค่ะ นั่ง JR ไปประมาณครึ่งชั่วโมง อีกแล้วพอลงสถานีได้ก็ งง งง งง งง.....ไม่ใช่งงเพราะสถานีมันใหญ่โตนะคะ คือมันไม่ใหญ่อ่ะ แต่พอออกจากสถานีแล้วมันไม่รู้จะเดินไปทางไหนไง ไม่มีป้ายบอกทางเลย เวิ้งว้างไปหมด ผู้คนก็ไม่ค่อยมี ลองเดินผิดเดินถูกอยู่พักนึง ก็เจอทางแร๊ะ เฮ้ออออ.... เมือง Nara เป็นศูนย์กลางของศิลปะวัฒนธรรม เคยเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่นเมื่อปี คศ. 710-784 เพราะฉะนั้นวัดหลายๆแห่งที่นี่ก็เลยมีประวัติยาวนาน และขึ้นทะเบียนมรดกโลกถึง 7 วัดแน่ะค่ะ และทั้งหมดก็อยู่ใน Nara Park นี่แหละ งานนี้เราเดินกันไม่รู้กี่กิโล คือเดินกันจนถึงค่ำๆเลยอ่ะค่ะ เก็บมาได้แค่ 3 วัดเอง... |
![]() |
![]() |
![]() |
| ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่สวยมากค่ะ ความเจริญผสมผสานกับศิลปะวัฒนธรรมเก่าแก่ รายล้อมไปด้วยธรรมชาติแสนสวย แหล่งท่องเที่ยวตามต่างจังหวัดเราจะเห็นร้านค้าต่างๆ ตกแต่งสไตล์ท้องถิ่น น่ารักเชียวค่ะ |
![]() |
| ผู้คนในเมืองใหญ่ กับเมืองเล็กๆก็คงแตกต่างกันเหมือนกับประเทศอื่นๆทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว แฟชั่น หน้าตา อิ อิ อยากจะบอกว่าหนุ่มสาวในโตเกียวเนี๊ย น่าร๊ากกกก มั๊กกกก มากกกก แต่ความอบอุ่น อ่อนหวาน คงไม่เท่าผู้คนตามต่างจังหวัดหรอกค่ะ |
![]() |
| ในที่สุดก็หมดเวลาซะแล้ว คืนนี้กลับไปเดินเล่นดูแสงสีที่ Osaka กะ Kyoto ค่ะ พรุ่งนี้กลับกรุงเทพแล๊วววววววว....งานนี้เราประหยัดเงินเที่ยวได้เยอะมั๊กกกกก ค่าที่พัก ¥4,800/หัว/คืน (1,920 x 7 คืน = 13,440 บาท) กับตั๋วเครื่องบินคงไม่ต้องพูดถึง มันเป็นไปตามมาตรฐาน ค่าอาหารซึ่งเราไม่กินหรูค่ะ ฝากท้องไว้กับอาหารกล่องตามสถานีรถไฟ ราคาประมาณ ¥1,000 (ประมาณ 400 บาท/มื้อ แพงงงงงงงง) แต่ที่เจ๋งสุดคือเราไม่ต้องเสียเงินไปซื้อ Package Tour ที่มีขายตามโรงแรม หรือเอเจนซี่ทัวร์ มีทั้งแบบ half day tour และ 1 day tour ซึ่งเค้าก็ให้เราเดินทางด้วยรถไฟเหมือนกัน แถมบาง package ก็ไม่มีไกด์ให้ด้วย เราเลย copy โปรแกรมทัวร์มาเหมือนเปี๊ยบ ซึ่งถ้าเราซื้อทัวร์จะต้องจ่ายประมาณ ¥140,000/หัว (ประมาณ 56,000 บาท) แต่เราใช้วิธีจ่ายแค่ค่า JR Pass เหมา 7 วัน ¥28,300 (11,320 บาท) กับค่า Nikko Free Pass¥4,400 (1,760 บาท) Hakone Free Pass ¥4,700 (1,880 บาท) แล้วก็ Kyoto 2 days Pass ¥2,000 (800 บาท) ราคาค่าตั๋วพวกนี้รวมๆแล้วก็แค่ 15,760 บาทเอง ซึ่งตั๋ว Free Pass เหล่านี้เราใช้ขึ้นรถเมย์ หรือรถไฟของเค้าได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง อนุญาติสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้นค่ะที่ซื้อได้ แค่นี้เราก็เที่ยวได้เท่ากับ package tour แล้ว |
*
สัญญลักษณ์ World Heritage Site |
| Back to all Activities | |
| ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับท่องเที่ยว ประเทศญี่ปุ่น | date of event :14-22Oct2004 |
©Crazythai
Ltd, Part. All rights reserved. October 18, 2006 11:10 AM |