![]() |
| ย้อนกลับไป trip Europe 10 ประเทศ นึกโมโหว่าเสียตังค์ซื้อชะโงกทัวร์ทำไม
เค้าเล่นพาเรานั่งรถข้ามประเทศวันละ 2 ประเทศ เฮ้อออ ได้แต่ดูทุ่งหญ้า วัว
แกะ กระท่อม และก็ถนนหลวง บทเรียนนี้เข็ดสุดๆ ทำให้กลายเป็น Backpacker ตั้งแต่นั้นมา Trip นี้ก็เลยเป็น trip ล้างตาโดยเลือกเที่ยวเฉพาะโรม ฟรอเร้นซ์ เวโรน่า กับเวนิส ประเทศอิตาลี่ และข้ามไปอินสบรูค กับเวียนนา ประเทศออสเตรีย เอาแค่นี้ก็เที่ยวไม่ครบแล้ว โดยใช้รถไฟข้ามประเทศเป็นยานพาหนะค่ะ |
มาถึงกรุงโรม เมืองหลวงของประเทศอิตาลี่ เกือบค่ำแล้ว เรากางแผนที่เดินหาโรงแรมที่จองผ่าน internet จนเจอะ เดินไกลไม่ใช่เล่น (ที่ไม่เลือกกลางเมืองก็เพราะมันถูกค่ะ) แต่ยังไงเราก็ยังนิยมอยู่ใกล้ๆสถานีรถไฟอยู่ดี (ห่างประมาณกิโลนึง เอิ๊อกกกก) เพราะเราจะใช้เจ้านี่เป็นยานพาหนะแสนประหยัดในการเดินทางท่องเที่ยว ที่พักก็เป็น guest house เล็กๆ เจ้าของเป็นตายายแก่ๆคู่นึง ฝีมือชงคาปูชิโน สุดยอดต้นฉบับอิตาลี่เลยก็ว่าได้ อร่อยมั๊ก |
| Day1-2-3 เริ่มต้นกันแต่เช้า เดินไปสถานีรถไฟ ระหว่างทางก็เดินผ่าน Aurelian Walls ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี 270 เพื่อเป็นปราการ ป้องกันข้าศึก ในอดีตมีความยาวถึง 12.5 ไมล์ ตอนนี้มันพังไปเยอะก็เลยไม่รู้ว่าเหลือความยาวเท่าไรแร๊ะ บริเวณนี้มีปิรามิด (The Pyramid of Caius Cestius) ตั้งอยู่ด้านหน้าอยู่กลางถนนเลย เป็นปิรามิดอิฐฉาบปูนปิดด้วยหินอ่อนสีขาว สูงประมาณ 27 ม. เป็นหลุมศพของนักบวชที่สำคัญ 1 ใน 4 ของชาวโรมัน ตรงนี้เป็นเส้นทางที่เดินผ่านทุกวันค่ะ |
![]() |
| ช่วงเช้านี้ขอทำความคุ้นเคยกันซะก่อนด้วยการนั่งรถเมย์ชมเมืองค่ะ นั่งรอบใหญ่ๆเลย แล้วเช็คกับแผนที่ว่าอะไรมันอยู่ตรงไหน จากนั้นแวะลงตามจุดที่สนใจ แต่หลักๆแล้วเราไปเที่ยว Roman Forum เป็น Forum ที่ใหญ่ที่สุด ของยุคโรมัน เป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจ การเมือง กระบวนการยุติธรรม วัฒนธรรม และแหล่งบันเทิง ถ้านึกไม่ออกว่าเป็นไง ก็ให้ลองนึกถึงเรื่อง Alexander มหาราชก็ได้ค่ะ บริเวณบันไดที่บรรดานักปราชญ์ ข้าราชการ ทั้งหลายมายืนเกาะกลุ่มพูดคุยทักทายกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน บางทีก็ทะเลาะกันก็มี |
![]() |
|
เดินในบริเวณนั้นก็เหลือบไปเห็นซุ้มเหมือนประตูชัยที่ปารีส แต่เล็กกว่ามาก เรียกว่า Arch of Titus เป็นประตูชัยของกษัตริย์ Titus ในช่วง คศ. 79-81 ลวดลายผนังด้านในสวยงามมากค่ะ ส่วนเสาทั้งสองด้านเรียบๆ ไม่มีการแกะลวดลาย ซึ่งต่างจากประตูชัยที่ปารีสค่ะ |
บริเวณใกล้กันเป็น Colosseum
ค่ะ ที่นี่เป็นสนามประลองของนักสู้ที่เรียกว่า Gladiator ซึ่งถูกฝึกมาให้ต่อสู้กับสัตว์
ถือเป็นสิ่งบันเทิงของคนในยุคโรมันค่ะ สนามนี่จุคนได้ถึง 50,000 คน พังลงมาหลายครั้งเพราะถูกฟ้าผ่า
แล้วก็แผ่นดินไหว |
![]() |
| จากนั้นไปต่อที่ย่าน Piazza di Spagna ประมาณว่าย่าน spain อ่ะค่ะ แถวนี้มีร้านค้า แหล่งทองของนักช๊อปเพียบ แต่เราไม่สนค่ะ ไม่มีตังค์ ไปเดินดู Spanish Steps ดีกว่า | ![]() |
| ไปต่อกันที่น้ำพุเทรวี่ ที่ซึ่งในสมัยโบราณชาวโรมันใช้ประโยชน์เกี่ยวกับแหล่งน้ำกินน้ำใช้
Trevi Fountain ขนาดสูงประมาณ 29 ม. กว้าง 20 ม. ตอนนี้ช่วงบ่ายแสงอาทิตย์สาดลงมาที่ตัวหินอ่อน แล้วเป็นเงามืดที่นายแบบ นางแบบ ถ่ายรูปยากจัง ดูจิผู้คนเยอะแยะมากเลย แล้วในบ่อก็มีเหรียญเยอะมากด้วย คาดว่านักท่องเที่ยวเกือบทุกคน คงจะโยนเหรียญลงบ่อน้ำพร้อมอธิษฐานหาโชคลาภ แล้วเราจะพลาดได้อย่างไร ใช้เหรียญบาทคงไม่ว่ากันนะ อิ อิ โอมขอให้ได้มาเที่ยวอีก เพี๊ยงงงงงงง.. |
![]() |
| Piazza Venezia สุสานทหารนิรนาม เป็นจตุรัสที่สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี 1455 สร้างด้วยหินอ่อน บริเวณนี้แออัดไปด้วยรถรา เพราะมีถนนล้อมรอบ จากจุดนี้จะมีอีกหลายๆจตุรัสล้อมรอบเลยค่ะ ดูไม่ครบหรอกมันเยอะถ้าจะเอาให้ครบทุกจตุรัสคงต้องใช้เวลาประมาณ 4 ชม. อีกอย่างดูคล้ายกันไปหมดก็เลยพอแค่นี้แหละค่ะ |
![]() |
![]() |
Piazza Signoria |
| Day4 Florence มีประวัติศาสตร์มาตั้งแต่ยุค Julius Caesar เลยเชียว The Historic Center ของที่นี่ขึ้นทะเบียนเป็น World Heritage Site ค่ะ จุดเด่นของที่นี่คือ หอระฆัง และ โดม The Basilica di Santa Maria del Fiore (Basilica of Saint Mary of the Flower) ที่จริงโบสถ์เค้าสวยมากเลย แต่ถ่ายภาพวัตถุสีขาวนี่ยากจริงๆ วัดแสงลำบากค่ะ รายละเอียดหายหมดเลย เอาภาพจากโปสการ์ดมาให้ดูประกอบก็แล้วกัน แล้วก็เดินไปเจอหนุ่มโป๊รูปหล่อสูง 5 ม. นะเอง David (the Biblical King David) ผลงานของ Micheal Angelo วางอยู่หน้า Palazzo Vecchio ที่จริงยังมีตัว copy อีกเกือบ 10 ตัวค่ะ ส่วนมากอยู่ที่อเมริกา |
![]() |
| Day5 เราเดินทางถึง Verona ลงรถไฟเกือบเที่ยงคืน พอออกจากสถานีแล้วเดินต่อไม่ถูก มีปัญหาเรื่องชื่อถนนค่ะ แบบว่าไม่มีป้ายภาษาอังกฤษให้อ่านเลย แล้วคนของเค้าใช้ได้แค่ภาษาสวิส อิตาเลี่ยน กับฝรั่งเศษ คุยกันไม่รู้เรื่อง ตอนนี้อากาศหนาวมากค่ะ พื้นถนนมีสะเก็ดน้ำแข็งเกาะด้วย ลื้นพอสมควร เราตัดสินใจลากกระเป๋าเดินไปตามแยกต่างๆของถนน ดูแผนที่แล้วเสี่ยงเอา สุดท้ายเราก็เจอะโรงแรมที่จองไว้ค่ะ อู้หู....จ่ายราคาเดียวกันกับที่โรมเลย แต่ห้องพักที่นี่หรูกว่ามั๊ก |
![]() |
รุ่งเช้าเราเดินทางด้วยเรือเมย์เพื่อไปเที่ยว Venice ค่ะ เกาะที่ตั้งอยู่บนลากูน ติดทะเล อะเดรียติก เราไปลงที่ Grand Canel ลำคลองรูปตัวเอสที่พาดผ่านเกาะจนแยกออกเป็นสองฝั่ง เป็นลำคลองสายหลักของเวนิส ที่นี่ไม่มีถนน มีแต่ลำน้ำ บ้านช่องหนาแน่น มีตรอกซอกซอยเยอะมากแต่เนื่องจาก ตั้งอยู่บนลำคลองก็เลยต้องสัญจรทางเรือ ทั้งเรือช้า เรือแจว เรือเร็ว ภาพสวยๆที่ชาวโลกคุ้นตาคือ ภาพเรือกอนโดล่า ที่มีฝีพายสวมเสื้อลายขวางขาว-ดำ กำลังล่องช้าๆพานักท่องเที่ยวชมวิวบ้านช่องที่ยังคงเอกลักษณ์โบราณไว้ เราไม่ได้จ้างเรือกอนโดล่าหรอกค่ะ อากาศมันหนาวมาก ย้ำหนาวจริงๆ แถมฝนตกด้วย ลมโกรกมาทีสะท้านเลย เราก็เลยซื้อตั๋ว Canel Cruise นั่งชมวิวไปเรื่อยๆ ประมาณ sight seeing ค่ะ |
![]() |
| เรือก็จะพาเราไปตามเส้นทางคดเคี้ยว มีแยกเยอะมาก จำได้ไงเนี๊ยมันคล้ายกันหมด บางแยกถือว่าเป็นโค้งปราบเซียนจริงๆ เพราะเรือมันยาวค่ะ เวลาจะเลี้ยวลอดใต้สะพาน ก็ให้มีลุ้น เพราะตั้งลำแล้วหางมันไม่พ้น บางช่วงเราก็เดินเอาค่ะ เดินไปเรื่อยๆตามแผนที่ น่ากลัวหลงเหมือนกันนะ เพราะมันคล้ายๆกันหมดเลย มีสะพานยอะมาก ประมาณ 400 สะพาน ทั้งลำคลอง และตึกเก่าๆ ดูแล้วสับสน ก็อาศัยอ่านป้ายเอาค่ะ สถานที่หลักๆที่น่าสนใจก็มี St. Mark's Square ซึ่งถือเป็นจตุรัสหลักของ Venice ค่ะมีสิ่งก่อสร้างมากมายบนจตุรัสนี้ เช่น St. Mark's Basilica ซึ่งเป็นโบสถ์บาเซนไทน์ที่สวยที่สุดใน Venice, Dodges's Palace เป็นสถานที่ทำการของหน่วยงานราชการ นอกจากนี้ก็มีร้านค้ามากมาย ประมาณว่าเป็นย่าน downtown งั้นเถอะ เป็นต้น, The Bridge of Sighs และก็อีกเยอะเลย ได้แต่มอง แล้วก็ผ่านไป เพราะจดจำไม่ไหวแล้ว แบบว่า สวยทั้งเมือง แล้วก็มาจบที่การ shopping ภาพเขียนสีน้ำสวยๆ วางขายเต็มไปหมด, งานแก้วสี (Venetian Glass) ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ของ Venice เราได้นาฬิกาข้อมือมาเรือนนึงบนหน้าปัดจะใช้แก้วสีประดับน่ารักมาก แล้วก็หน้ากาก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญญลักษณ์ของที่นี่ก็ว่าได้ คือ Venetian Carnival Mask คือเป็นหน้ากากแฟนซี เขียนสีสันต์สดใสประดับกากเพชร และขนนก ขนาดก็แตกต่างกันไป | ![]() |
![]() |
| Day6 วันนี้เราเดินเล่นที่ Verona ค่ะ เมื่อคืนฝนตก เช้านี้บนพื้นก็เลยมีเกร็ดน้ำแข็งเกาะ ลื่นมาก หนาวมั๊กกก ที่นี่มี The Verona Arena สำหรับการแสดง gladiator เหมือนคอลอสเซียมค่ะ มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 จุคนดูได้ 25,000 คน เราเดินชมอาคารบ้านเมืองไปเรื่อยๆ แล้วก็ชมตลาดของเค้า เป็นตลาดนัดอ่ะค่ะ บ้างก็ขายบนแผง บ้างก็วางขายบนพื้น ที่น่าสนใจคงเป็นผลไม้สด ส่วนพวกของที่ระลึก หรือเสื้อผ้า คงต้องตาถึงกันหน่อย ตาดีได้ ตาร้ายเสีย แต่โดยรวมแล้วราคาไม่แพงค่ะ เราซื้อ Over Coath แบบถูกๆตัวนึง เพราะคาดว่าเราต้องตายแน่ๆถ้าขึ้นไปถึงออสเตรียแล้วไม่มีเสื้อหนาวเพิ่มอีกตัว ส่วน design ไม่ต้องพูดถึงนะ อิ อิ เชยสนิท รึ๊ยยยย แบบว่า ประหยัด และมีประโยชน์ ความสวยไม่ต้องสนใจ |
![]() |
| Day7-8-9 เราออกเดินทางโดยรถไฟข้ามเทือกเขา Alps เพื่อไป Innsbruck ประเทศออสเตรีย ซึ่งอยู่ติดชายแดนอิตาลี่ค่ะ และเมืองนี้ก็ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยว top 3 ของประเทศเชียว เรามาถึงตอนเย็น ลงรถไฟได้ก็เดินลากกระเป๋าเข้าที่พัก โซนที่เราพักเป็นปราสาทเก่าอยู่บนเขาสูงค่ะ แบบว่าอยากได้บรรยากาศเมืองเก่า เหอๆๆๆๆ มันไกลพอสมควรจนสงสัยว่ามาถูกทางรึป่าว เดินตั้งนานก็ยังไม่เจอะ เราเดินเป็นกิโลเลยค่ะ ถามใครเค้าก็คุยกะเราไม่รู้เรื่อง เพราะที่นี่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษ พอดีได้นักศึกษาคนนึง ช่วยอธิบายเส้นทางให้ น้ำใจงดงามแต้ๆ แถมรูปหล่ออีกด้วย ซู๊ดดดดด.... |
![]() |
| พอถึง sales office ก็ให้ดีจายสุดๆ เพราะเดินมาเมื่อยมาก พอเช็คอินเสร็จ
เค้าเอากุญแจให้ แล้วชี้ให้เดินไปห้องพัก อ้าวมันไม่ได้อยู่ด้านหลังรึคะคุณขา?......หึ
หึ หึ เดินขึ้นเขาไปโน้นเลยครับ ..โอ้วววววว ทั่นผู้อ่าน มันชันมากขอบอก เดินผ่านบ้านช่องมาหลายช่วงตึกเลย
ลากขาเดินตามถนนขึ้นเนินไปเรื่อยๆ มองเห็น St. Nicolus แล้ว งั้นก็ถึงแล้วแหละ
ตึกสูงๆ ประตูไม้แบบประตูปราสาทอ่ะ เดินบันไดวนขึ้นไป 4 ชั้น พอขึ้นไปถึง มันเป็นห้องไม้
แบบไม้เก่า เดินลั่นเอียดแอ๊ด ๆ แล้วหนาวมากเลย heater โบราณด้วย กังวลว่ามันจะ
OK รึป่าว ก็ได้บรรยากาสดีค่ะ สมจายยยยยอยากกกกก เอิ๊อกกกก.... ตื่นเช้าเราลงมากินข้าวที่ห้องอาหารของสำนักงานโรงแรม ก็น่ารักดีนะ ต้อนรับกันแบบครอบครัว อบอุ่นดี จากนั้นเราก็เดินชมวิว ที่นี่สวยทุกซอกมุมค่ะ มองไปทางไหนก็เจอะต้นไม้ สายน้ำ ภูเขาที่มีหิมะปกคลุมขาวจั๊วะ เมื่อมาถึงแล้ว เราจะไม่ขึ้นไปเยือนลานสกีได้อย่างไร ที่นี่ถือเป็นสถานที่ขึ้นชื่อที่สุดแล้วค่ะ เป็น Olympic Ski Jump เราขึ้น Cable Car ไต่ระดับขึ้นไป ผ่านป่าสนที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ และมองลงมาเห็นเมืองทั้งเมืองเลยค่ะ เราไปเดินเล่นบนลานสกีพักใหญ่ๆ ที่นี่เปิดสอนการสกีด้วยค่ะ เห็นเด็กๆต่อแถวฝึกกันเต็มเลย บางคนมาเป็นกลุ่มเพื่อมาเล่นสกีกัน |
![]() |
| รุ่งขึ้นไปเที่ยว Vienna ซึ่งเป็นเมืองหลวงของออสเตรีย ที่นี่มีกลิ่นอายของดินแดนศิลปินชัดเจนมากค่ะ แบบไม่ใช่ว่าตัวเองดูออกหรอกนะคะ แต่สังเกตุว่าจะมีโปสเตอร์โฆษณาโปรแกรมการแสดงสดเยอะม๊ากกกกก ไม่ว่าจะเป็นละครเวที, การแสดงดนตรีคลาสสิค, งานแสดงศิลปะ ฯลฯ อืมมม ก็เป็นธรรมดาของประเทศที่เป็นต้นกำเนิดของกวีหลายท่าน จากนั้นเราไปเดินเล่นที่แม่น้ำดานูบ แม่น้ำที่ยาวที่สุดในทวีปยุโรป ชม Museum of Fine Arts, ที่นี่ถนนหนทางมีแต่รูปปั้นใหญ่โต ส่วนมากจะเป็นภาพผู้หญิงในชุดออกรบค่ะ คงเป็นเพราะตั้งแต่โบราณที่มีราชินีเป็นผู้ปกครองประเทศ, อาคารรัฐสภา, Schoenbrunn Palace, Holfburg (Imperial's Palace), St. Stephen Cathedral, เสียดาย Maximilian's Golden Roof ที่ไม่ได้ไปดู เวลาไม่พอค่ะ |
![]() |
![]() |
| Day10 วันนี้เดินทางกลับกรุงโรมค่ะ เพื่อขึ้นเครื่องกลับเมืองไทยตอนเย็น เวลามีพอก็เลยขอแวะเที่ยว Vatican Museum และ St. Peter's Square (Piazza San Pietro) หรือ Holy See ที่ State of Vatican City ก่อน นครวาติกันถือเป็นรัฐที่เล็กที่สุดในโลกค่ะ แต่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมล้นหลามแน่นขนัดทีเดียวเชียว เพราะที่นี่ถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวโรมันแคทอลิกก็ว่าได้ ก่อนกลับเราได้มีโอกาสถ่ายภาพองค์สันตะปาปา จอห์น พอล ที่ 1 ด้วยค่ะ ตอนแรกเราก็ไม่รู้หรอกว่าผู้คนเค้ายืนรออะไรกัน พอสังเกตุการณ์ได้ซักพักก็รู้ว่าเดี๋ยว pope จะออกมาโบกมือทักทาย เราก็เลยได้ภาพมาด้วย ระยะไกลมั๊กกกกกมาก โชคดีจริงๆ และที่ดีใจสุดก็คือเราได้ส่ง postcard ที่ไปรษณีย์วาติกันด้วย แบบว่าที่นี่เป็นรัฐอิสระไง อยากได้ตราประทับอ่ะ มีที่นี่ที่เดียว อิ อิ นครวาติกัน มีกำแพงแบ่งเขตชัดเจนตั้งอยู่กลางกรุงโรมเป็นไข่ดาวเลย สำหรับคนชอบเก็บ highlight อย่าลืม และถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาดในนครวาติกันเลย นั่นคือ Swiss Guard ค่ะเป็นทหารรักษาความปลอดภัยในวาติกัน สีสดใสดีจัง |
![]() |
| Back to all Activities | |
| ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับท่องเที่ยว อิตาลี่, ออสเตรีย |
date of event :29 Dec
2000-7 Jan 2001 |
©Crazythai
Ltd, Part. All rights reserved. October 17, 2006 3:43 PM |