ดอยหลวงเชียงดาว ยอดเขาสูงอันดับ 3 ของไทย ที่ซึ่งมีเทือกเขาหินปูนที่สูงที่สุดในประเทศ ที่ซึ่งมีพืชเมืองหนาวหลายชนิดที่คล้ายเขตเทือกเขาหิมาลัย เช่นกุหลาบดอยเชียงดาว, ดอกเทียนนกแก้ว,ค้อดอย เป็นต้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสังคมพืชกึ่งอัลไพน์ ที่พบแห่งเดียวในประเทศไทย

 

Trip นี้นับว่าเป็นมหัศจรรย์การท่องเที่ยวเลยค่ะ เรื่องมันมีอยู่ว่า เราอยากเดินป่าแต่เพื่อนฝูงไม่คบเนื่องจากมันเป็นการท่องเที่ยวเชิงโหด ชวนใครเค้าก็ไม่สนใจ เราก็เลยเข้า web trekkingthai แล้วเผอิญไปเจอ webboard ต้วมเตี้ยมคลับ ที่ไม่รู้คนในนี้เค้าเป็นไรกัน เที่ยวกระจัดกระจาย แถมถ่ายรูปสวยๆกันทั้งนั้น พอดีไปเจอกระทู้หนึ่ง เค้าจัด photo trip ขึ้นยอดดอยหลวง อช. เชียงดาว จ. เชียงใหม่ น้านนนนนน เอาละซิ มันเป็นยอดดอยในฝันซะด้วย สูงเป็นอันดับ 3 ของไทย คือ 2,195 ม. แต่..... ทำไงไม่รู้จักใครสักคนใน webboard นี้ และแล้ว ความหน้ามืดตามัวทำให้ต้องหาญกล้าลงทะเบียนขอไปเที่ยวกับพวกเค้าด้วย เหอๆๆๆๆๆๆๆ ดูมันกล้าดิ๊ จากนั้นเราก็โอนตังค์ เที่ยวครั้งนี้ 2 คืน 3 วัน เราใช้เงินไม่ถึง 2,000 บาท โอ้ววววว ถูกมั๊กๆๆๆๆ แต่..... เงื่อนไขคือห้ามเป็นภาระคนอื่น ทุกคนต้องแบกของเอง งานนี้เราเกือบตาย แบกเป้ขนาด 65 ลิตร เต้นท์ส่วนตัว ขาตั้งกล้อง และกล้อง 1 ตัว ข้าวสาร 5 ขีด ปลากระป๋อง 2 ป๋อง น้ำส่วนตัว 1-2 ขวดแล้วก็เสบียงสำหรับมื้อเที่ยงที่ทุกคนต้องแบก เอิ๊อกกกกกกพูดไม่ออก ม๊านนนนน หนักกกกก แต่ทุกคนทำได้ เราก็ทำได้...จากนั้นวันที่เรานัดพบกันก็มาถึง เย็นวันที่ 4 พย. นัดขึ้นรถตู้ที่ปั๊ม ปตท. อนุสาวรีย์ชัยฯ เจอหน้ากันแต่ละคนก็ทำหน้างงๆ เพราะไม่รู้จักกัน ซักพักก็เริ่มคุ้นเคย ซักถามชื่อ หน้าที่ การงานกันพอหอมปากหอมคอ แล้วพวกเราก็เริ่มออกเดินทางค่ะ มุ่งหน้า จ.เชียงใหม่ มาตื่นเช้าที่อาเขต รับเจ้าอู๊ดอี๊ด สาวเชียงรายที่มารอโบกรถขอขึ้นยอดดอยด้วย จากนั้นมุ่งหน้า อ.แม่ริม แวะกินข้าวเช้า(วันนี้วันศุกร์ นักเรียนที่นี่เค้าใส่ผ้าไทยกันนุ่งโสร่ง กับเสื้อแขนยาว แต่ละโรงเรียนก็ใช้สีแตกต่างกันไป ทั้งชาย และหญิง สวยงามจริงๆค่ะ เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปมาอวด) แล้วเดินทางต่อขึ้น อ. เชียงดาว ไปทำเรื่องลงทะเบียนที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว เพื่อขออนุญาติเข้าเดินป่า

 

และแล้ว นรกก็บังเกิดตั้งแต่นาทีแรกที่เอาสัมภาระขึ้นแบกเลยค่ะ เดินเซ แซดๆขึ้นเขา คือถ้าเดินพื้นราบมันก็ OK แต่มันเดินขึ้นเขาชัน ย้ำ ชัน โค*ตๆๆ เดินกันตั้งแต่ 11 โมง ไปถึงอ่างสลุงซึ่งเป็นจุดกางเต้นท์ ที่ตีนยอดดอยหลวงประมาณ 1 ทุ่ม โอ้...ชีวิต แค่ 7 กม. เอง ปาเข้าไปตั้ง 8 ชม. มันได้สัจจะธรรมอย่างหนึ่งว่า เมื่อคนเราสู้มาถึงจุดที่ร่างกายทนแทบไม่ไหว จะเริ่มมองหาแพะมารับบาป งานนี้ก็เลยต้องโทษตัวเอง ถามตัวเองว่า กูมาทำไมว่ะ!!! (แบบว่าไม่รู้จะไปโทษใคร เอิ๊อกกก!!!) ยังด่าตัวเองไม่ทันจบ เห็นเด็ก ประถมกลุ่มนึงวิ่งแซงหน้าขึ้นไป เฮ้ยยย มาได้ไงเนี๊ย พ่อแม่เลี้ยงด้วยอะไรมา โหอึดสุดๆ ก็ได้ความว่าเป็นกลุ่มนักเรียนที่มีคุณครูผู้นำที่เน้นการทำกิจกรรมเดินป่าค่ะ พอดีช่วงที่ไปนี้เป็นสัปดาห์แรกของฤดูการเปิดให้ขึ้นดอย ซึ่งก็จะเปิดแค่ 5 เดือน เท่านั้น คือ ตั้งแต่ 1 พย.-31 มีค. คนก็เลยขึ้นมาเยอะมาก จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ เค้าบอกว่ารอบนี้มีขึ้นดอยมาประมาณ 500 คน สัปดาห์ถัดไปก็คงมากกว่านี้อีก อุ๊แม่เจ้าลานกางเต้นท์คงเป็นสลัมแน่เลย ว่าแล้วเราก็ทุลักทุเลลากสังขารขึ้นเขาไปเรื่อยๆ แซงคนอื่นบ้าง แล้วก็ถูกเค้าแซงบ้าง สนุกดีค่ะ ก็เกาะกลุ่มกันไป กลุ่มละ 3-4 คน บางทีก็เหลือคนเดียว อ้าววว มันหายไปไหนหมด อิ อิ เดินกันไป ก็ให้กำลังใจกันไปอ่ะค่ะ เหนื่อยก็หยุดพัก ถ่ายรูป วิวสวยค่ะ แต่ไม่ค่อยได้ชื่นชมหรอก มันเหนื่อย แล้วก็ต้องถึงอ่างสลุงก่อนค่ำ ไม่งั้นหลงกลางป่าแน่ ซึ่งที่จริงก็หลงแล้วแหละ ตอนใกล้ถึงยอด ประมาณ 1 ทุ่มเศษๆ หลงทางกัน 2 คน แบบว่าป่าหญ้ามันสูงท่วมหัว มองไม่เห็นเส้นทางเดิน แล้วไฟฉายก็ออกฤทธิ์ ไม่ยอมทำงาน ต้องตะโกนหาลูกหาบที่เราจ้างเค้าแบกถังน้ำ หม้อไห จานชาม คือใช้วิธีเดินตามเสียงกระทบของหม้อ ไห เอา ให้เค้าช่วยฉายไฟลงมาให้เป็นแนวเส้นทางเดิน อารมย์ตอนนั้นก็เหวอๆ อยู่เหมือนกัน เพราะรอบตัวมันมืดไปหมด แล้วก็เงียบด้วย คนมันหายไปไหนกันหมดฟ่ะ? กลัวเดินตกเขาอีกต่างหาก เพราะมันเป็นสันเขาแล้ว พอเรามาถึงจุดกางเต้นท์ เจอปัญหาใหญ่ค่ะ มีการสื่อสารผิดพลาด ลูกหาบกลุ่มนึงไม่ได้ตามขึ้นมาด้วย เพราะคิดว่าพวกเราจะปักเต้นท์กันที่ป่ากล้วย ซึ่งอยู่กลางทางห่างจากที่นี่ไปถึง 4 ชม. ของใช้จำเป็น และที่สำคัญ เต้นท์อยู่กับพวกเค้าค่ะ โชคดีที่เราถือมาเอง รวมกับของบางคนที่ถือมา ก็ 3 หลังเอง คนตั้ง 20 คนแน่ะ จะนอนกันยังไง กลางคืนก็หนาวมาก น้ำค้างลงหนักมาก พอดี มีเจ้าหน้าที่เค้ามาช่วยแนะนำให้ไปนอนใต้ต้นไทรใหญ่ ซึ่งมีกิ่งก้านแผ่กว้าง พออาศัยนอนได้ไม่เปียกน้ำค้าง เราก็เลยโชคดีมาก และแล้วโดยไม่คาดฝัน มีคนเดินเข้ามาหลายคนเหมือนกัน เอาผ้า ขนม ของกิน รวมทั้งแวะเข้ามาทักทาย เมื่อรู้ว่าพวกเราเจอปัญหา เออ... ที่แท้ก็พวกคนที่รู้จักกันใน webboard นั่นเองเพียงแต่มากันคนละกลุ่ม อบอุ่นดีจัง...นี่แหละน้ำใจเพื่อนในยามที่เราตกยาก

 

คืนนั้นเรานอนอัดกันในเต้นท์ แบบว่าเต้นท์ขนาด 2 คน พวกเราอัดกันซะ 4 คนอ่ะค่ะ ส่วนพวกผู้ชายที่แบกเต้นท์มาเอง เค้าก็เสียสละยกเต้นท์ให้ผู้หญิงนอน ก่อนนอนอย่าลืมไหว้เจ้าที่เจ้าทาง ขอโทษขอโพย และขอให้ช่วยคุ้มครองนะคะ บรื๋อออออ แบบว่าเรานอนกันใต้ต้นไทรใหญ่อ่ะค่ะ เอิ๊อกกกกก...หวาดเจี๋ยววววว งานนี้น้ำก็ไม่มีอาบ ห้องน้ำไม่ต้องพูดถึง ไม่รู้อยู่ตรงไหน กลางทางนะแหละค่ะ พกทิชชูเปียกไปด้วยเยอะๆละกัน มีน้ำให้แปลงฟันก็ดีถมแล้วล่ะ อ้ออออ แล้วช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยนะคะ เศษขยะนำกลับมาทิ้งให้เป็นที่ค่ะ รุ่งเช้าพวกเรารีบตะกายขึ้นยอดกิ่วลม ตั้งแต่ตี 5 เพราะต้องให้ทันพระอาทิตย์ขึ้น และแล้วก็หลงทางอีก เพราะทางแยกเยอะ แล้วก็ไม่มีป้ายบอกทางด้วย ดูภาพล่างขวาสุดสิ ต้องเดินแหวกพงหญ้าสูงท่วมหัวเลยค่ะ ทางบางช่วงชันมากต้องปีนขึ้นไป บางช่วงก็ลื่นเพราะน้ำค้างลงหนัก สนุกจริงๆ และแล้วเราก็ถึงยอดกิ่วลม ไม่ต้องบรรยายค่ะ ดูรูปเอาเอง คุ้มมมม สุดๆๆๆๆ พวกเรานั่งอยู่บนยอดซึมซับความงามกันจนเที่ยงค่ะ แล้วก็เดินกลับไปจุดกางเต้นท์ และแล้วขากลับลงมาก็หลงทางอีกแล้ว หาลานกางเต้นท์ไม่เจอะ สุดท้ายได้น้องรูปหล่อคนนึงช่วยนำทางออกมา เฮ้อออ.... เอ๊ะนั่น พวกลูกหาบที่เหลือตามมาถึงแล้ว เราก็เลยหาจุดกางเต้นท์กันใหม่ กินข้าวกินปลากันก่อน แล้วบ่ายแก่ๆ เราจะเดินขึ้นยอดดอยหลวงกัน ไปรอดูพระอาทิตย์ตกดิน

 

ทุกหนทุกแห่งมีแต่ดอกไม้สวยๆทั้งนั้นเลย มีป้ายชื่อทางพฤกษาศาสตร์ติดเอาไว้ด้วยนะ สำหรับเอาไว้ศึกษาพืชพันธุ์ อย่างที่บอกแหละค่ะ ที่นี่เป็นพืชสังคมกึ่งอัลไพน์ ที่ยอดเขาอื่นๆ ที่สูงกว่านี้ในเมืองไทยก็ไม่พบนะคะ มันมีที่นี่ที่เดียวจริงๆ เพราะงั้นช่วยกันรักษาไว้ให้ดี ห้ามเด็ดดอกไม้ หรือเหยียบย้ำเด็ดขาด เฮ้ออออ พูดแล้วมันก็เศร้า อันนี้เจอมากับตัวเองเลย ตอนขาขึ้นเขาแล้วเจอดงเทียนนกแก้วอะค่ะ 2 วันต่อมาตอนขากลับลงไป เราพบซากดอกเทียนนกแก้วถูกเหยียบย้ำ บอบช้ำมาก เพราะบางคนเดินไม่หลบ กอนกแก้วที่อยู่ตามแนวทางเดินก็เลยหักล้มระเนระนาด น่าสงสารค่ะ มันน่ารักมาก แล้วก็มีที่นี่ที่เดียวด้วย ช่วยกันรักษาเถอะ รวมไปถึงพืช และสัตว์อื่นๆด้วยนะคะ เอาหล่ะ ว่าแล้วเราก็เดินถ่ายรูปต่อ ปีนเขาไป ถ่ายรูปไป ดูรูปขวามือซิคะยอดดอยหลวง อิ อิ เห็นจุดกางเต้นท์จุดเล็กๆ อยู่ข้างล่างด้วย เราเดินขึ้นยอด ไป ตระกายสี่เท้าไปค่ะ มันชันมาก ใช้เวลาซักชั่วโมงนึงก็ถึงยอดแล้วค่ะ แต่เพราะความที่มันเป็นสวรรค์ของคนชอบถ่ายรูปดอกไม้ ก็เลยมักจะใช้เวลามากกว่า 1 ชม. ในการปีนขึ้น คือมัวแต่ถ่ายรูปดอกไม้ แล้วลำบากมากด้วยนะ แบบว่าเอาขาเกี่ยวก้อนหินไว้ แล้วใช้วิธีโน้มตัว โก้งโค้ง ลงไปถ่ายรูปอ่ะค่ะ เอิ๊อกกกก แบบว่าไอ้เจ้าดอกที่ถูกใจมันมักจะไปขึ้น ตรงที่ ที่ไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่ ขอบอกว่าท่านี้ทำมาแล้วจริงๆ หวาดเจี๋ยววววว
อู้วววววว ดอกไม้สวยๆจากทั้ง 2 ยอดดอยค่ะ จำชื่อได้บ้างไม่ได้บ้าง รู้แต่ว่า ดอกสีม่วงรูปสุดท้ายนี่กำลังจะสูญพันธ์ค่ะ ชื่อเพราะมากเหมือนชื่อนางในวรรณคดี แต่จำไม่ได้แล้ว

 

ภาพซ้ายมือจะเห็นนักล่าแสงตะวันตกดินมาจับจองที่เหมาะๆเพื่อเก็บภาพสวยๆค่ะ ตลอดแนวเลย ยาวไปถึงขอบหน้าผาโน้นนนนแน่ะ!!

 

Back to all Activities
Home to First Page
ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับท่องเที่ยว จ. เชียงใหม
date of event :4-6Dec2005

Copyright by Crazythai Ltd, Part. All rights reserved.
May 5, 2006 2:00 PM

 

 

Hosted by www.Geocities.ws

1