เมื่อ Tomb Rider ซึ่งนำแสดงโดย Angelina Joli ออกฉายเมื่อหลายปีก่อน ฉันแค่รู้สึกว่าสถานที่ต่างๆที่เห็นเป็นแค่ฉาก
ฉันประเมินต่ำไปเนอะ คิดเพียงว่า Hollywood ชอบเอาฉากมายัดเยียดให้คอหนังแอ็คชั่นดู
แต่เพื่อนฉันบอกว่านั่นของจริง ถ่ายจากสถานที่จริงในเขมร เป็นนครวัด นครธม แล้วก็อยากไปมากด้วย
สักครั้งหนึ่งในชีวิตต้องไปให้ได้ อ้าววววว งั้นฉันขอกลับไปดูหนังใหม่อีกรอบดีก่า
เพราะตอนแรกดูแค่ผ่านๆ แล้วฉันก็ดูอีกหล๊ายยยยย หลายรอบเลยแหละ ไม่ใช่คิดว่าตัวเองเป็นนางเอกนะ
เอิ๊อกกกก แต่เพราะว่า UBC เค้าเอามาฉายหลายรอบ อิ อิ ตั้งแต่นั้นมา ฉันก็เฝ้าหาโอกาสมาตลอดว่าต้องไปให้ได้
ชีวิตนี้ถ้าไม่ได้ไปเยือนมรดกโลก มหานครศิลาทราย ที่ยิ่งใหญ่ ฉันนอนตายตาไม่หลับแน่
(อิ อิ เว่อร์ไปนิด แต่อยากผูกความหมายให้คล่องจองกับคำพูดเด็ดของนักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษที่เค้าเขียนไว้ว่า
"See Angkor and Die")
วันที่หนึ่ง
ว่าแล้วก็ตีตั๋ว Low cost ไปลงเมืองหลวง กรุงพนมเปญประมาณ 3,000 บาท บินชั่วโมงเดียวถึงโน้น
8 โมงเช้า นั่ง Taxi เข้าตัวเมือง 7 US$ ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง เช็คอินโรงแรมกลางเมืองเลยค่ะ
ซึ่งจองผ่าน internet ไว้เรียบร้อยแล้ว หลังจากหาข้าวเช้ากินแล้ว เราก็ปรึกษาพนักงานโรงแรมว่าสถานที่ท่องเที่ยวในกรุงพนมเปญมีอะไรบ้าง
พี่แกก็ควักแผนที่ขึ้นมา วงๆๆๆ จุดท่องเที่ยว แล้วจัดการเรียกตุ๊กตุ๊กหน้าโรงแรมให้
เหมาขับรถพาเที่ยวตามจุดต่างๆ ทั่วเมืองด้วยสนนราคา 15US$ อืมมม ง่ายดี
National Museum เป็นที่ๆเก็บศิลปะเก่าแก่ งานแกะสลักของทุกสมัย
พระพุทธรูปในแต่ละยุค รวมกว่า 5,000 ชิ้น สวยงามมากค่ะ เสียดายเค้าห้ามถ่ายรูป
ก็เลยได้แต่ภาพตัวอาคารภายนอกมาฝาก
Tuol Sleng Genocide
Museum เป็นที่ๆหดหู่ที่สุดเลยค่ะ เดิมเป็นโรงเรียนมัธยม แต่ถูกยึดโดยเขมรแดงและใช้เป็นคุกเรียกว่า
S-21 สำหรับเชลยชาวเขมร คุกถูกแปรสภาพมาเป็นพิพิธภัณฑ์ แต่ยังคงสภาพเดิมไว้บาง
ส่วน เช่นวางเตียงทรมานเชลยไว้ให้ดู พร้อมภาพอธิบายวิธีการทรมาน บางห้องจัดบอร์ดแสดงภาพถ่ายของบรรดานักโทษ
บางภาพไม่น่ามองเอาซะเลย บางห้องแสดงภาพถ่ายของผู้ที่รอดชีวิต และบางห้องก็ใช้เก็บหัวกระโหลก
ไม่ไหว มันแย่มากเลย เศร้าอ่ะ ดูไปน้ำตาก็ซึมไป สงสารที่พวกเค้าต้องมาเจอเรื่องแบบนี้
โดยเฉพาะเด็กๆ ซึ่งเป็นวัยที่ไม่น่าต้องมาถูกใช้แรงงาน และโดนทรมานขนาดนี้ ส่วนข้างนอก
museum ก็หดหู่พอๆกัน ขอทานเยอะมากค่ะ สภาพของแต่ละคนฉันเข้าใจว่าเป็นผลพวงมาจากสงคราม
เพราะขาขาดบ้าง แขนขาดบ้าง หน้าตาพิการจากบาดแผลระเบิดบ้าง เฮ้อออออ ชีวิต......ยังคงต้องสู้ต่อไป
 |
| ที่เขมรนี้ ไม่ต้องแลกเงิน riel หรอกนะคะ ใช้ dollar นี้แหละง่ายดี ใช้จ่ายค่ารถตุ๊กตุ๊ก
จ่ายค่าข้าวแกง ซื้อของตามร้านค้า หรือใช้ซื้อโปสการ์ดที่ไปรษณีย์ก็ได้ ก่อนกลับเข้าโรงแรมอย่าลืมซื้อตั๋วรถทัวร์เพื่อเดินทางไปเสียมเรียบพรุ่งนี้นะคะ
เค้าจะได้ส่งรถมารับที่โรงแรมแต่เช้า หรือไม่ก็ใช้บริการให้โรงแรมติดต่อให้ก็ได้ค่ะ
ค่ารถ 7US$ ใช้เวลาเดินทาง 5 ชม.ครึ่ง ระยะทาง 314 กม. หรือถูกหน่อยก็ 4 US$
ใช้เวลาเดินทาง 8 ชม. แบบว่าหยุดรับผู้โดยสารตลอดทาง |
 |
วันที่สอง
รถตู้มารับไปขึ้นรถทัวร์ตามเวลานัดหมายตรงเวลาเป็ะเลย นั่งชมวิวไปเรื่อยๆ ถึงเสียมเรียบบ่ายโมงตรง
โอ้โห เหล่าบรรดารถรับจ้าง, รถมอเตอร์ไซค์, รถตุ๊กตุ๊ก(เป็นมอเตอร์ไซค์พ่วงกระบะนั่งได้
2 คน เค้าเรียก motocycle trailer) มาห้อมล้อมเสมือนดั่งเราเป็น super star ก็ไม่ปาน
มีคนนึงตรงเข้ามาหาด้วยหน้าตายิ้มแย้ม พร้อมเสนอไปส่งที่โรมแรมในตัวเมือง 500 riel
เอ๊ะทำไมมันถูกหยั่งงี้ล่ะ แค่ 5 บาทเองเหรอ ใน guide book บอกว่าประมาณ 1 US$
ก็เลยขอดูรถเอาให้ชัวร์ว่าเป็น motocycle trailer ไม่ใช้ motocycle เฉยๆ
ด้วยระยะทางประมาณ 4 กม. ก็ถึง guest house ที่เราจองผ่าน internet คืนละ 17US$
ติดเครื่องปรับอากาศ และมีห้องน้ำในตัว อยู่ในย่านใจกลางเมืองเลย พอถึงที่พักเราก็ถามย้ำว่าแค่
500 riel เองเหรอ นายโชเฟอร์ก็เริ่มถามเราว่าเค้าขอให้บริการเป็นสารถีพาไปเที่ยวนครวัด
นครธมได้มั๊ย ฮั่นแน่....ว่าแล้วเชียวมันมีอะไรแอบแฝง ที่จริงเราก็ว่าจะจ้างเหมาเค้าอยู่แล้วแหละ
ดูๆก็เป็นคนที่ฉลาดคนหนึ่งน่าไว้ใจได้ ก็เลยตกลงจ้าง ได้ราคาที่วันละ 10 US$ (จากใน
guide book เฉลี่ยที่ 10-13US$)
 |
งั้นวันนี้เหลือครึ่งวัน จ้างครึ่งนึงละกัน ต้องรีบเข้าไปทำ
Travel Pass ก่อนอ่ะ จะไปเก็บภาพพระอาทิตย์ตกดินที่นครวัด เราก็เลยซื้อตั๋วแบบ
ระยะ 3 วัน ราคา 40 US$ แล้วขอเข้านครวัดก่อนเลย (สำหรับคนที่จะเที่ยวแค่วันเดียว
ราคา 20 US$ ไม่ต้องใช้รูป, ส่วนระยะ 3 วัน 40 US$ และ 7 วัน 60 US$ ต้องใช้รูป
2" ถ้าไม่ได้เตรียมไป ก็สามารถไปเข้าคิวถ่าย digital ได้ค่ะ แต่เสียเวลาหน่อยน่ะ
คนเยอะ ยิ่งถ้าไปชนเข้ากับกรุ๊ปทัวร์ โอ้โห รอหงิกเลย แบบว่าเป็นรถบัสเลยอ่ะ
แต่ส่วนมากเค้าจะมาตอนช่วงเช้าค่ะ) |
เสร็จจากการซื้อตั๋ว ผ่านด่านตรวจ ก็ตรงเข้าเส้นทางมรดกโลก ไม่กี่กิโลหรอกค่ะ
นั่งเพลินๆแป๊บเดียวก็เข้าเขตนครวัด วิ่งเลียบคูน้ำยาวเป็นกิโล แล้วก็มาจอดหน้าวัด
โอ้โห ขนลุก อลังการ กว้างใหญ่ ทางเดินยาวเหยียด มีกำแพงกั้นเป็นชั้นๆ คูน้ำชั้นนอกสุดที่ล้อมปราสาท
ยาวรวมกันประมาณ 5 กม. กว้าง 200 ม. พื้นที่ปราสาทรวมกันประมาณ 1,600,000 ต.ร.ม.
คาดว่าต้องใช้หินทราย ซึ่งล่องแม่น้ำมาจากเทือกเขาพนมกุเลนห่างจากที่นี่ประมาณ
50 กม. โดยใช้ช้างประมาณ 40,000 เชือก แรงงานคนอีกเป็นแสน
| ปราสาทนครวัด (Angkor Wat) สร้างในช่วงต้นถึงกลางพุทธศตวรรษที่
17 เป็นช่วงที่นับถือศาสนาฮินดู บูชาพระวิศณุหรือพระนารายณ์ 8 กร เป็นเทพเจ้าสูงสุด
และมีความเชื่อว่าเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางจักรวาล หรือโลก จึงสะท้อนรูปแบบสถาปัตยกรรมออกมาเป็นปรางค์ประธาน
มีหลังคาซ้อนกัน 7 ชั้น เปรียบเสมือนภูเขา 7 ชั้น ที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ และมีฐานปราสาทอีก
3 ชั้น ซึ่งหมายถึง ดิน น้ำ ลม ส่วนคูน้ำชั้นนอกสุด เปรียบเสมือนมหาสมุทร ที่ล้อมรอบจักรวาล |
    |
พิธีกรรมการกวนเกษียรสมุทรโดยเหล่าเทวดา และยักษ์
เพื่อเอาน้ำอมฤตมาหล่อเลี้ยงโลก ทำให้เกิดนางอัปสรหลายหมื่นแสนตนผุดขึ้นมาเหนือน้ำ
เหล่าเทวดาจึงนำนางมาเป็นผู้รับใช้เทพเจ้าประจำเทวสถาน |
ภายในปราสาทแกะสลักหินทรายไว้ทุกกระเบียดนิ้ว แทบไม่มีที่ว่าง
ด้านนอกของระเบียงมักจะเป็นภาพนางอัปสรรักสวยรักงาม แต่งกายด้วยผ้าลายดอกไม้
และทำผมไม่ค่อยจะเหมือนกัน ยืนเดี่ยวบ้าง เกาะกลุ่มกันบ้าง จับมือกันบ้าง กอดคอกันบ้าง
บ้างก็ถือดอกไม้ บ้างก็ถือกระจก แบบว่าทำผมเหมือนเซรามูนก็มี อิ อิ ทุกนางท่าทางอ่อนช้อย
งดงาม ประมาณ 2,000 นาง แต่มีนางเดียวที่ยิ้มเห็นฟัน 5 ซี่ ซึ่งนับเป็นอารมณ์ขันของช่างแกะสลักโบราณ
ไอ้เรารึก็หาแทบตายเพราะอ่านใน guide book แล้วไม่เข้าใจทิศทางที่ตั้ง สุดท้ายเจอไกด์
TKT ที่เคยไปเดินเนปาลมาด้วยกัน ดีใจสุดๆ เพราะนางอัปสรทีเด็ดนางนี้ต้องเจอะให้ได้
และก็ไม่ผิดหวังเพราะเครื่องแต่งผมสวยมาก ผ้านุ่งก็แกะสลักละเอียดสวยงาม ผนังกำแพงแกะลายช่อดอกไม้เต็มพื้นที่
งานแกะสมบูรณ์ไม่มีร่องรอยชำรุดเลย |
| สำหรับมุมถ่ายภาพสุดคลาสสิกของนครวัดที่ต้องเห็นปรางค์ครบทั้ง
5 องค์ แบบในโปสการ์ด หาไม่ได้จากการตั้งกล้องถ่ายตรงๆจากลานทางเดินด้านหน้านะคะ
เพราะผู้คนบดบังความงามของฐานปรางค์หมด ต้องลงมาที่สระน้ำบริเวณด้านข้างขององค์ประธาน
ซึ่งเป็นบริเวณร้านค้า ร้านขายของที่ระลึก แม้สระน้ำจะแห้งไปซักหน่อย แต่ก็สามารถถ่ายภาพสะท้อนในน้ำของปรางค์ทั้ง
5 ยอด และแนวระเบียงคตได้ครบค่ะ แถมทั้งต้นตาลด้านละ 2 ต้นขนาบทั้ง 2 ฝั่ง
ยิ่งตอนเช้าพระอาทิตย์ขึ้นนี่ พลาดไม่ได้ |
 |
 |
 |
 |
วันที่สาม
รีบตื่นแต่เช้าเลย วันนี้นัดนายวันดา สารถีของเรามารับตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง
คุณสามีไม่รู้สึกตื่นเต้นด้วยกับพระอาทิตย์ยามเช้า งานนี้ก็เลยบินเดี่ยว
เข้านครวัดคนเดียวเพื่อเก็บภาพ Highlight แสงอาทิตย์จับยอดปรางค์ทั้ง 5 องค์
พอไปถึงรีบวิ่งแถบแย่ เพราะพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว สว่างโร่เลย เฮ้อ ทางเดินมันก็ย๊าวววว
ยาว พอไปถึงตรงสระน้ำ เห็นผู้คนมานั่งรอกันอยู่แล้วเพียบเลย มีทั้งมืออาชีพ
มือสมัครเล่นตั้งกล้องรอกันเป็นแถว เช้านี้ต้องไปที่สระน้ำอีกด้านหนึ่ง เพราะเงาสะท้อนยอดปรางค์สวยกว่า
แต่แหม เห็นสระแล้วขำจริงๆ น้ำแห้งขอดติดก้นสระเป็นโคลนเลย กว้างประมาณ 5-7
เมตรเองมั๊งคะ ก็ต้องหามุมเล็งกันใหญ่ ว่ามุมไหนจะเห็นภาพสะท้อนน้ำได้สวยที่สุด |
  |
 |
8 โมงเช้ากลับเข้าเมืองหาข้าวกิน แล้วแวะไปรับคุณสามีเข้านครธมดีก่า
แดดร้อนจังเลยทำไมหน้าฝนมันไม่มีฝนตกเลยหน๊อออออ และแล้วก็ไปหม่ำข้าวแกงแบบร้านอาหารตามสั่งอ่ะ
กับข้าวจานละ 3 US$ แพงชมัด มื้อนั้นไม่รู้กินกันยังไง กับข้าว 2 จาน ข้าวเปล่า
2 จาน โค๊ก 1 กระป๋อง ปาเข้าไปตั้งเกือบ 10 US$ เอิ๊อกกกกก......นี่เล่น charge
ราคาเท่าร้านอาหารหรูๆเลยนะเนี๊ย ฮึมมมมมม มื้อต่อไปเจ้าอย่าหวัง |
เช้านี้เราเข้าชมเมืองพระนครหลวง หรือนครธม (Angkor Thom) นั่นเองค่ะ
นครธมเป็นเมืองหลวงแห่งสุดท้ายของอาณาจักรขอม ถูกสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่
7 ประมาณ พุทธศตวรรษที่ 18 เมืองมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีกำแพงศิลาแลงล้อมรอบทุกด้านความยาวด้านละ
3 กม. ครอบคลุมเนื้อที่ภายในกำแพงเมือง 9 ตรม.ในนี้จะประกอบไปด้วย วัด พระราชวัง
และบ้านเรือนชาวบ้าน สถานที่ตั้งอยู่ห่างจากนครวัดประมาณ 1.5 กม. ประตูที่สวยที่สุดคือ
South Gate เนื่องจากยังคงความสมบูรณ์มาก มองเห็นครั้งแรกอลังการกับยอดสุ้มประตูสูงด้านบนกับสถาปัตยกรรมนูนสูงของหินทรายสีเทาสลักหน้าเกลื่อนรอยยิ้มเมตตาทั้ง
4 ด้าน บ้างก็ว่าเป็นหน้าของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กำลังมองดูสารทุกข์สุกดิบของเหล่าประชาราษฎร์
บ้างก็ว่าเป็นหน้าของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ส่วนด้านล่างเป็นเหล่าเทวดา และยักษ์
กำลังยุดนาคเจ็ดหัวกวนเกษียรสมุทร ฝั่งละ 54 ตนค่ะ มีหัวบ้าง ไม่มีหัวบ้าง คาดว่ารัฐบาลคงเอาไปเก็บไว้ที่พิพิธพันธ์แห่งชาติ
แล้วเอาหัวใหม่มาใส่ให้ แทน สีหินทรายมันก็เลยไม่ค่อยจะเข้ากันอ่ะค่ะ
 |
หลังจากถ่ายภาพกันจนหนำใจ ก็ไปต่อกันที่ปราสาทบายน
(Bayon) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเมืองพระนคร และ ยังเป็นศาสนสถานของพุทธศาสนาด้วย
|
| ปราสาทบายนสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นยุคที่ศาสนาพุทธนิกายมหายานรุ่งเรืองที่สุดในอาณาจักรเขมร
ตัวปราสาทมีทั้งสูงและต่ำ แต่ที่สะดุดตาคือ มียอดถึง 54 ยอดซึ่งแทนเมืองทั้ง
54 เมือง และแต่ละยอดปรากฏใบหน้ายิ้มอย่างอบอุ่น โอบอ้อมอารีย์ ปนความเยือกเย็น
แฝงความเมตตา กรุณา แต่ละยอดจะมี 4 หน้า รวมทั้งสิ้น 216 หน้า โดยหันออก 4
ทิศ และทอดสายตาลงต่ำ เหมือนกับว่ากำลังจ้องมองติดตามดูแลสุขทุกข์ของประชาชนอยู่ตลอดเวลา
รอยยิ้มแบบนี้จึงเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า "ยิ้มแบบบายน" ขนาดของใบหน้ามีตั้งแต่สูง
1.75 ม. ไปจนถึง 2.50 ม. ค่ะ |
 |
 |
มองอยู่ข้างล่างปราสาทก็อลังการอยู่แล้ว เพราะทุกยอดที่ซ้อนๆกันอยู่มีหน้าติดอยู่ทุกยอดๆละ
4 หน้า เป็นตะปุ่มตะป่ำเต็มเลย แต่พอเดินขึ้นไปยืนท่ามกลางกลุ่มปราสาท โอ้โห
แบบยืนประจันหน้ากันเลยอ่ะ ก้อนหินทรายทั้งก้อนวางซ้อนๆประกอบกันเป็นรูปหน้า
สูงบ้าง ต่ำบ้าง เลี่ยๆพื้นก็มี แบบเอื้อมมือจับได้เลย ขนลุก ทึ้งจริงๆ เพราะรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย
ที่จะขนย้ายหินหนักขนาดนี้ ขึ้นมาเรียงกันได้ แถมยังแกะสลักรายละเอียดยิ๊บเลย
|
| จากนั้นก็เดินไปจุดศูนย์กลางของนครธมประมาณ 200 ม. โดยเริ่มจากปราสาทบาปวน
(Baphoun) สร้างขึ้นต้นพุทธศตวรรษที่ 17 เป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู เป็นแค่ปราสาทหลังเดียว
มีภาพสลักการต่อสู้ และการล่าสัตว์ ซึ่งสันนิษฐานว่าจะเป็นต้นแบบของงานภาพสลักที่ปราสาทหินพิมาย
โคราช และปราสาทเมืองต่ำ จ. บุรีรัมย์ ตอนนี้ปราสาทอยู่ในช่วงบูรณะค่ะห้ามเข้าชมด้านใน
สังเกตุจากภาพจะเห็นว่ามีการวางหินทรายใหม่ไว้ด้านบน สีก็เลยไม่เข้ากัน |
 |
 |
เดินลงจากเนินต่อไปไม่ไกลนัก เป็นปราสาทพิมานอากาศ
(Phimeanakas) ซึ่งก็เป็นเทวสถานเหมือนกันแต่สร้างราวต้นพุทธศตวรรษที่ 16 ตัวปราสาทเป็นหินทราย
อยู่บนฐานศิลาแลงที่ซ้อนกัน 3 ชั้น มีเรื่องเล่าว่ากษัตริย์ขอมสมัยนั้นจะต้องมาหลับนอนกับนางนาค
9 เศียรที่นี่ทุกคืน ถ้าเว้นแม้แต่คืนเดียวบ้านเมืองจะถึงกาลวิบัติ เอิ๊อกกกกก.....
|
| จากนั้นเดินไปอีกนิดก็จะเจอลานช้าง
(Terrace of the Elephants) สร้างช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 17 ความยาวของลานประมาณ
350 ม. สูงประมาณ 3 ม. ใช้สำหรับให้พระมหากษัตริย์เสด็จออกทอดพระเนตรการแสดง
หรืองานพระราชพิธี บนลานนี้ดูแล้วก็ธรรมดาค่ะ ตอนแรกหาไม่เจอะ ก็ไม่รู้ว่าตัวเองยืนอยู่บนลานช้างอ่ะค่ะ
แต่พอเดินลงบันไดมา โอ้โหหหหหหห อลังการงานสร้างมั๊กกกก แบบว่าผนังของฐานลานเป็นภาพชุดแกะสลักรูปช้าง
ครุฑ และม้า เต็มผนังเลยค่ะ |
 |
และที่เชื่อมต่อกันคือลานพระเจ้าขี้เรื้อน
(Terrace of the Leper King) ซึ่งรูปที่ฐานของลานจะเป็นพญายักษ์ถือดาบ กับมเหสี
ซ้อนกันเต็มผนังเลยค่ะ ชื่อของลานมาจากการที่มีประติมากรรมลอยตัวรูปคนนั่งชันเข่าขวาสันนิษฐานว่าเป็นพระเจ้าชัยวรมันที่
7 เพราะพระองค์ทรงเป็นโรคเรื้อน บ้างก็ว่าเป็นองค์กุเวนเทพ หรือเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง
บางก็ว่าเป็นยมเทพ หรือเทพแห่งความตายเพราะมีเขี้ยวที่มุมปากด้วย |
| ฝั่งตรงข้ามลานช้างเป็นกลุ่มปราสาทเล็กๆ 12 หลังซึ่งสร้างขึ้นช่วงต้นพุทธศตวรรษที่
18 เรียกว่าปราสาทซัวร์ปรัต (Suor |
| Prat Towers) หรือปราสาท 12 ท้องพระคลังสันนิษฐานว่าเป็นที่สำหรับปล่อยตัวนางรำในงานเฉลิมฉลอง
หรือเป็นที่นั่งรับรองบรรดาฑูตในการชมการแสดง หรือในบันทึกของชาวจีนบอกไว้ว่าเป็นที่พิพากษาโทษ
โดยคู่กรณีจะต้องถูกขังในปราสาท 2-3 วัน ถ้าใครมีอาการไม่สบายก่อน ก็จะถูกพิพากษาว่าเป็นคนผิด
อ้าววววว......ทำไมง่ายงั้นอ่ะ |
 |
|
ช่วงเย็นจะพลาด highlight ได้อย่างไร ว่าแล้วก็ตระกายขึ้นปราสาทพนมบาแค็ง
(Phanom Bakheng) ซึ่งอยู่ใกล้ๆ south gate นครธมนะแหละค่ะ ฮึ ฮึ มีหอบเล็กน้อยเพราะทางขึ้นชันมาก
ที่นี่ถูกสร้างขึ้นกลางพุทธศตวรรษที่ 15 เป็นเทวสถานแห่งแรกของเมืองพระนคร
ตอนนี้สภาพทรุดโทรมมาก แต่ยังเป็นที่นิยม เพราะสร้างบนเนินเขาสูงทำให้มองเห็นวิวนครวัดท่ามกลางป่าไม้
และชมพระอาทิตย์ตกน้ำกลางโตนเลสาบ (ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)
ใครไม่ไหวก็นั่งช้างขึ้นยอดเขาได้ค่ะสนนราคาเที่ยวละ 15US$ แต่สุดท้ายก็ต้องปีนบันไดหินขึ้นยอดปราสาทอยู่ดี
บันไดแต่ละขั้นกว้างแค่คืบเดียวเองอ่ะ แถมยังชันสุดๆ ด้วย ใส่รองเท้าที่เหมาะสมกับการปีนป่ายหน่อยละกันนะ
เห็นบางคนลากส้นสูงขึ้นมา เฮ้อออ... กำ |
|
 |
วันที่สี่
วันนี้เราวิ่งรอบใหญ่ค่ะ เค้าเรียกว่า Grand Tour Circuit ส่วนนครวัด-นครธม
เค้าเรียกว่า Small Tour Circuit วันนี้เราจะออกไปปราสาทรอบนอก เริ่มเช้านี้ที่ ปราสาทธรรมมานน
(Thommanon) ก่อนเลย ที่นี่เป็นวัดหลังเล็กๆ สร้างช่วงปลายพุทธศตวรรษที่
16 ปราสาทหลังนี้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์มาก เนื่องจากได้มีการบูรณะครั้งใหญ่ในปี
พศ. 2503 มีศิลปะแบบเดียวกับนครวัด ยกเว้นนางอับสรหน้าตาไม่ค่อยสวยเหมือนที่นครวัด
มีไว้พุงนิดหน่อย ขาสั้นไปนิด แถมใส่กระโปรงอัดพลี๊ทอีกตั่งหาก  |
|
| ปราสาทตาแก้ว (Ta Keo) สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่
16 สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 เพื่อบูชาพระศิวะ นับเป็นศาสนสถานแห่งแรกของขอมที่สร้างด้วยหินทรายทั้งหลัง
ที่นี่แทบไม่มีลวดลายตามผนังเลย แม้แต่ทับหลังก็ไม่มีลวดลายสลัก สันนิษฐานว่าหินทรายแข็งมากทำให้สลักไม่ได้
บ้างก็บอกว่าหยุดการก่อสร้างเนื่องจาก พระเจ้าชัยวรมันที่ 5 เสด็จสวรรคต |
 |
ปราสาทต่อไปนี้ ทำให้รู้สึกตื่นเต้นอ่ะ อาการเหมือนตอนที่กำลังจะเข้านครวัด
กับปราสาทบายนเลย บรื๋ออออออ ขนลุกๆๆ เพราะว่าต่อไปนี้คือ ปราสาทตาพรม
(Ta Prohm) นั่นเอง สร้างช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 17 จุดเด่นนะเหรอ ก็ภาพติดตาที่เห็นจากเรื่อง
Tomb Rider และก็ Indiana Jones ไง... |
 |
ปราสาทตาพรม เป็นพุทธศาสนสถานที่ใหญ่มาก ดูจากสิ่งก่อสร้างที่มีกุฏิ โบสถ์
วิหาร และหอพระไตรปิฎก รวมถึงสวนที่มีเนื้อที่ถึง 600,000 ตรม. พร้อมกับจารึกว่ามีผู้คนทั้งพระ
และประชาชน อยู่รวมกันในวัดนี้ทั้งสิ้น 79,365 คน จึงนับได้ว่าเป็นเมืองขนาดย่อมๆ
ได้เลยทีเดียว |
 |
 |
ปัจจุบันที่นี่เป็นศูนย์ศึกษาโบราณสถานที่ถูกทำลายด้วยธรรมชาติ
เนื่องจากมีต้นไม้ขึ้นปกคลุม ไม่ว่าจะเป็นต้นไทร หรือต้นสะปง และรากขนาดใหญ่ได้ชอนไชจากฐานไปจนถึงหลังคาปราสาท
บางต้นก็ไปทำลายฐานปราสาท บรรยากาศภายในกำแพงวัด จะมีกองก้อนหินทรายวางซ้อนกันเต็มไปหมด
คล้ายกับมันถล่มลงมา เพราะกองหินมันใหญ่มาก บางจุดก็เป็นภาพรากไม้พันเกี่ยวจนสิ่งก่อสร้างยุบตัว
ระเบียงบิดเอียง เสียโครงสร้าง ดูแล้วมันสลดอ่ะค่ะ สะอื้น น้ำตาตกในเลย (อ่ะจึ๊ยยยยย
อารมย์ไหนเนี๊ย) แต่ก็ทำให้รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ในอดีต ส่วนรากไม้นี่ไม่ต้องพูดถึง
ตอนแรกนึกว่าลำต้น แต่ที่จริงมันเป็นรากต้นสะปงค่ะ ที่เลื้อยพาดผ่านไปตามกำแพง
และหลังคาปราสาท มันหย่ายยยยย จิง จิง ขอบอก |
 |
| ที่นี่มีหินทรายสีออกชมพูค่อนข้างเยอะค่ะ เพราะที่ผ่านมาจะเป็นสีส้มน้ำตาลซึ่งเห็นอยู่ทั่วไป
และสีเทาซึ่งพบมากที่ปราสาทบายน แต่สีชมพูนี่ต้องที่ปราสาทบันทายศรีเท่านั้น
(สร้างปลายพุทธศตวรรษที่ 15 ถือว่าเป็นปราสาทที่เก่าแก่ที่สุด อายุราว 1,000
ปีแล้วค่ะ) ซึ่งเราไม่ได้ไปหรอก เพราะอยู่ห่างจากเสียมเรียบเกือบ 40 กม. ต้องใช้เวลาประมาณครึ่งวันค่ะ
ก็เลยต้องตัดออกจากโปรแกรม เอาไว้ไปเก็บตกคราวหน้า รวมทั้งกะบาลเสบียน และพนมกุเลนด้วย
(2 สถานที่นี้เป็นงานแกะสลักศิวลึงค์เป็นพันๆชิ้นบนก้อนหินในน้ำตกค่ะ) แบบว่าอยู่ไกลๆทั้งนั้นเลย |
 |
 |
ออกจากปราสาทตาพรมนั่งรถต่อไปอีกนิด จะเป็นปราสาทบันทายกเดย
หรือบันทายกุฏิ (Banteay Kdei) สร้างช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 17 เพื่อเป็นพุทธศาสนสถาน
รูปแบบสถาปัตยกรรมจะเหมือนกับปราสาทตาพรม และมีซุ้มประตูทางเข้าแบบศิลปะบายนคือมีหน้าพระโพธิสัตว์
4 ทิศอยู่บนยอดซุ้ม พื้นที่ของปราสาททั้งหมดขนาด 800x400 ม. งานสลักส่วนมากจะเป็นภาพนางรำ
ส่วนบันไดทางขึ้นปราสาทจะมีสิงโต และพญานาค ซึ่งเป็นศิลปะแบบเดียวกับปราสาทหินพนมรุ้ง
จ. บุรีรัมย์ ค่ะ |
| ข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามจะเป็นสระสรง (Sras Srang)
ซึ่งเป็นสระน้ำสำหรับกษัตริย์ สร้างขึ้นปลายพุทธศตวรรษที่ 15 มีขนาด 400x800
ม. ท่าน้ำสร้างด้วยหินทราย มีสิงห์ 2 ตัวอยู่ที่หัวบันได ทางเดินลงสระ เป็นลานรูปกากบาทมีนาค
7 เศียรประดับทุกด้าน คาดว่าจะเป็นสระสำหรับสรงก่อนกษัตริย์จะเสด็จเข้าปราสาทบันทายกเดย |
|

| ถัดไปอีกนิดนึงจะเป็นปราสาทแปรรูป (Pre
Rup) สร้างเมื่อต้นศตวรรษที่ 16 เพื่อเป็นศาสนสถานของฮินดู ที่ปรางค์ประธานชั้นบนพบหีบหินทรายคล้ายหีบศพ
ก็เลยสันนิษฐานว่าหลังจากเผาศพแล้วจะมีการนำขี้เถ้ามาเรียงอัฐิเป็นรูปคนเรียกว่าแปรรูป
ซึ่งตรงกับภาษาไทยว่า แปรอัฐิ |
|
ิ  |
| ไกลออกไปอีกประมาณ 1 กม. จะเป็นปราสาทแม่บุญตะวันออก
(East Mebon) สร้างขึ้นปลายพุทธศตวรรษที่ 15 โดยสร้างไว้กลางอ่างเก็บน้ำที่มีขนาดกว้าง
1.8 กม. ยาว 7 กม. ลึก 4 ม. แต่ปัจจุบันน้ำแห้งหมดแล้ว ก็เลยดูไม่ออกว่าที่จริงเคยมีน้ำล้อมรอบ |
|
| จากนั้นก็ไปต่อกันที่ปราสาทตาสม (Ta
Som) สร้างราวพุทธศตวรรษที่ 18 ถือเป็นพุทธศาสนสถานที่เล็กมาก คือขนาดวัดจากรอบกำแพงกว้างแค่
240 ม. และยาวเพียง 200 ม.เองค่ะ มีซุ้มประตูเหมือนปราสาทบายน แต่ไม่สูงนัก
สถาปัยกรรมของวัดจะเหมือนกับปราสาทตาพรม แต่ขนาดเล็กกว่า ซุ้มประตูบางด้านถูกรากไม้ชอนไชทำลายโครงสร้างเหมือนกัน
ตอนนี้วัดอยู่ในช่วงบูรณะค่ะ ถัดจากวัดนี้ก็ไปต่อกันที่ปราสาทนาคพัน
(Neak Pean) พอไปถึง อื้อหือออออ ต้องเดินเข้าไปที่ตัวสระไกลลลลลลล
มั๊กกกกกก |
|
และแล้วเราก็เดินทางมาถึงที่สุดท้ายแล้วค่ะคือ ปราสาทพระขรรค์
(Preah Khan) สร้างในพุทธศตวรรษที่ 18 ที่นี่พบเจดีย์องค์เล็กๆมากกว่า 20
องค์ ดูแล้วคล้ายสุสาน ชาวเขมรนิยมมาสักการะบูชาเพราะเชื่อว่าที่นี่เป็นสุสานแห่งราชวงค์พระเจ้าชัยวรมันที่
7 นอกจากนั้นยังพบจารึกมากมายที่สรรเสริญพระเกียรติคุณของพระองค์ในฐานะจอมทัพ
และนักปราชญ์จากบันทึกบอกว่าสถานที่บริเวณนี้เป็นสมรภูมิรบที่พระองค์ทรงชนะข้าศึก
จึงได้สร้างปราสาทนี้เพื่อเป็นอนุสรณ์
|
 |
 |
และแล้วก็ครบถ้วนการท่องเที่ยวเยี่ยมเยือนปราสาทที่สำคัญๆ งานนี้เที่ยว
backpack style ไม่ใช้ guide เดินทางโดย Air Asia ไปลงที่พนมเปญ ส่วนขากลับเมืองไทยใช้
Bangkok Airways และใช้รถตุ๊กตุ๊กในการท่องเที่ยวภายในประเทศเขมร ส่วนการเดินทางจากพนมเปญไปเสียมเรียบใช้บริการรถทัวร์
สรุปค่าใช้จ่าย 3 คืน 4 วัน ประมาณ 14,700 บาทต่อคนค่ะ (หารเฉลี่ยจาก 2
คนนะคะ)
คลิ๊ก
ดูรายละเอียดค่าใช้จ่าย |
|
©Crazythai
Ltd, Part. All rights reserved.
July 11, 2006 2:55 PM
|