borobudur
สงกรานต์ที่ผ่านมานั่งเจ้าหางแดงไปลง KL ตอนดึกๆ งานนี้ต้องนอนใน terminal ค่ะ เพื่อรอขึ้นเครื่องตอน 6 โมงเช้า เพื่อต่อไปลงที่เมือง Solo เกาะชวาตอนกลางประเทศอินโดนีเซีย
เมื่อบิน Low Cost เราก็ต้องปฏิบัติแบบงบที่จำกัดค่ะ กริ กริ 
จากสนามบิน KL LCC (มันย่อมาจากคำว่า Kuala lumpur low cost ง่ะ เป็นสนามบินส่วนตั๊ว ส่วนตัวของ Air Asia เค้า) เมื่อจะขึ้น หรือ ลงจากเครื่องก็แล้วแต่ ทุกคนจะต้องเดินค่ะ เดิน เดิน เดิน ตามคนข้างหน้าไปเรื่อย เดินเป็นแถวอย่างมีระเบียบ เค้าไม่มีรถมาคอยรับส่งนะคะ ก็จากจุดที่เครื่องจอดอยู่ ก็ไกลพอสมควร ถือเป็นการเดินชมวิวละกัน
KL LCC airport
Adisumarmo Airport

8:30 เราก็มาถึงสนามบินนานาชาติ Adisumarmo เมือง Solo บนเกาะชวากลาง ประเทศอินโดนีเซียค่ะ ที่นี่เค้าก็เล๊กกกกกกก เล็กค่ะ ซักขนาดสนามบินบุรีรัมย์ ประมาณนั้น (รู้สึกจะปิดไปแว๊ววว) พอเดินเข้าประตูผู้โดยสารขาเข้า ก็เป็นอันกระจุกอยู่นอกประตูเลยค่ะ มันล้นออกมา เพราะ immigration วาง counter ขวางไว้เลย ก๊อ เลยต้องเดินเล่นอยู่บนลานจอดเครื่องบิน

Tips&Trick : ไม่ต้องต่อแถวค่ะ เดินดุ่ยเข้าไปเลย แล้วบอกเจ้าหน้าที่ แถวๆประตู immigration นะแหละว่าเป็นคนต่างชาติ แด๋วพี่แกจัดการลัดคิวให้เอง (ธ่อออออ ดันยืนต่อแถวอยู่ตั้งนาน)

พอหลุดออกไปนอกสนามบิน บรรดา taxi ก็เข้ารุมล้อมปานประหนึ่งว่าเราเป็น super star กริ กริ กริ ทำให้รู้เลยว่าเป็นดาราแล้วมันอึดอัดอย่างนี้นี่เอง....555

เราจะไป Yokjakata ค่ะ (ขอเรียก Yokya นะมันสั้นหน่อยขี้เกียจ key ยาวๆ) แต่มันอยู่ห่างจากเมืองนี้ตั้ง 60 กม.แน่ะ ว่าแล้วเหลือบเห็นหนุ่มหล่อที่นั่งมาด้วยกันจากเมืองไทย คาดว่าจุดหมายเดียวกันแน่นอน ก็เลยชวนเหมารถไปดีก่า (มีคนมาช่วยหารแว๊วววว) แต่....มันแพงง่ะเป็นพันเลยสู้ไม่ไหว ก็เลยชวนกันไปใช้รถประจำทาง....อิ อิ ว่าแล้วก็ขึ้น taxi ไปท่ารถบัส (ค่า taxi แพงชะมัด มันฟาดหัวเราคนละตั้ง 200 บาท แค่ไปท่ารถบัสไม่กี่โล เนี๊ยอ่ะน่ะ)

พอถึงท่ารถบัส นี่แนะมีเก็บค่าธรรมเนียมเอารถเข้าบริเวณด้วย พอเดินเข้าในท่ารถ ฮั่นแน่ะ เก็บค่าธรรมเนียมที่เข้ามาใช้บริการมันอีกแร๊ะ ฟร๊ะ เก็บยุ๊บ เก็บยั๊บ เจงๆ โห....เด็กรถมารุมกันอีกแว๊วววว ช๊านนนน จาไปย๊อกย่า ๆๆๆๆๆๆ ก็ตะโกนบอกไปตลอดทาง เพราะกลัวเค้าหลอกไปขึ้นรถผิดคัน ว่าแล้วเด็กรถก็เชิญขึ้นรถบัส ไม่มีพัดลม เบาะเรียงอัดกันซะแน่นเชี๊ยะ เค้าบอกว่า 3 ชม.ง่ะ ช๊านจาไหวมั๊ยฟร๊ะเนี๊ยยย hot shift lost (ขอโทษค่ะ คำไม่สุภาพ) เริ่มเห็นนรกรำไร มันร้อนอ่ะ รถก็โทรมๆ

พอรถออกตัว คนขายหนังสือพิมพ์ ขนม ถั่ว นักดนตรี ลุยทำมาหากินกัน ดูเพลินเชียว มีเพลงสดๆฟังตลอดทางเลย เอ้า ช่วยเค้าหน่อย คนขายขนมเค้าก็มีวิธีขายที่น่ารักเชียว คือเค้าเดินเอาขนมมาวางไว้ที่ตักเราอะ ไอ้เราก็ตกใจปฏิเสธกันยกใหญ่ แต่เค้าไม่สนใจฟังเราอ่ะ ก็เลยต้องปล่อยให้มันวางไว้ที่เดิมน่ะแหละ คือเค้าก็วางให้ทุกคนแหละทั้งคันรถเลย ซักพักพอชั่งใจแล้วว่าขายไม่ได้แน่นอน เค้าก็เดินเก็บขนมกลับคืน แล้วก็โดดลงรถ วิ่งขึ้นรถคันอื่นๆอีกต่อไป...

เฮ้อ ถึงย๊อกย่าแล้ว กำเจงๆ จากสนามบินนั่ง taxi หัวละตั้ง 200 บาท แต่ดั๊นนนนมาขึ้นรถบัสหัวละ 50 บาท นั่งตั้ง 3 ชม.คุ้มจิงๆ

ด้วยความล้า และร้อนสุดๆ พอลงรถที่เมืองย๊อกย่า เรากับเพื่อนใหม่ตัดสินใจเหมารถเข้า Borobudur ( บรมพุทโธ) กันดีก่า อยู่ห่างจากตัวเมืองไปอีก 40 กม. (กำเจงๆ ทำไมมันไม่ถึงซักทีฟร๊ะ) ค่าเหมารถเที่ยวเดียวคันละ 169,000 Rupia (ประมาณ 600 บาท,1USD ~9,000 Rp.) แค่ชั่วโมงเดียวเราก็ถึงโรงแรม Manohara แล้วค่ะ (จองผ่าน web ติดต่อ manohara@yogyes.com)

ทำไมต้องพักที่โรงแรมนี้

ก็เพราะเป็นโรงแรมเดียวที่ตั้งอยู่ในบริเวณวัดอ่ะค่ะ แบบว่ารั้วติดกันเลย เค้าได้สัมปทานรายเดียวที่แขกของโรงแรมสามารถขึ้นไปบนสถูปได้ตั้งแต่ตี 5 (เวลาทำการคือเปิด 6 โมงเช้าค่ะ) เพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้น และจะเห็น back ground เป็นภูเขาไฟ merapi ที่ยังมีควันพุ่งผุ๋ยๆอยู่เลย

ค่าห้องก็ราคา 351,000 R. (ประมาณ 40 USD) ค่ะ ได้สิทธิในการเดินขึ้น-ลงสถูปตลอดเวลาที่อยู่ในโรงแรม เพราะรั้วติดกันค่ะ

manohra hotel

Tips&Trick : ตอน check in เข้าพัก ถ้า counter reception ถามว่าจะขึ้นยอดก่อน 6 โมงเช้าเพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้นมั๊ย ก็บอกเค้าไปว่าไม่ขึ้น เพราะเค้าจะคิด extra charge แพงมาก ประมาณ 200,000 R. นะคะ ถ้าจำไม่ผิด เอาเป็นว่าพอตื่นเช้าตี 5 ครึ่งขึ้นมา ก็หลับหูหลับเดินขึ้นไปเลยค่ะ ไม่มีใครตรวจตั๋ว เพราะยังไม่เปิดทำการ แต่อาจมีไกด์เดินตาม กริ กริ (เพราะเค้าอยากขายบริการอ่ะค่ะ)

Mt. Merapi

Mt. Merbabu ที่อยู่ถัดจาก Mt. Merapi ค่ะ ยามเช้า 6:15 น. กับทะเลหมอกจากยอดสถูป Borobudur ภาพจริงสวยกว่านี้ แต่ตอนถ่ายกะลังตื่นเต้นหัวใจจะวายเพราะรีบวิ่งขึ้นมาเก็บภาพ
แสงยามเช้าแบบว่าตื่นสายอ่ะ

หมอกหนาตาปกคลุมผืนป่า
เบื้องล่างของ Borobudur ยอดเขา
ไกลๆนั่นเป็นภูเขาไฟ Merapi ค่ะ
อืมมมมม เงาของสถูป มีหลายยอด
แต่เกินปัญญาของกล้องถ่ายรูปอ่ะ
พอขึ้นมาบนลานจะมีสถูปรูปทรงระฆังคว่ำครอบองค์พระพุทธรูปไว้ มี ทั้งหมด 72 องค์ค่ะ แต่มีแค่องค์เดียวนี่แหละที่เปิดฝาครอบออก 

อีกมุมหนึ่ง

พระพุทธรูปรอบๆองค์สถูป ซึ่งลดหลั่นเป็นชั้นๆ
มีเยอะแยะ เลยค่ะ นับไม่ถ้วน

ดูงานปั้นจำลองก่อนนะคะจะได้มองภาพบูโรพุทโธออก

กำแพงผนังมีทั้งหมด 5 ชั้น แต่ละชั้นจะมีทางเดินรอบองค์สถูป บนผนังจะแกะสลักภาพปฏิมากรรมนูนต่ำแสดงภาพพุทธประวัติ ผนังแต่ละด้านกว้างประมาณ 120 ม. ค่ะ ลานด้านบนสุดเป็นที่ตั้งขององค์สถูป 72 องค์ สร้างครอบพระพุทธรูปเอาไว้ และยอดบนสุดจะเป็นสถูปประธานองค์ใหญ่ ส่วนสูงจากฐานชั้นล่างสุด ถึงยอดสถูปประธานคือ 35 ม. ใช้หินจากภูเขาไฟไม่น้อยกว่า 2,000,000 ก้อนเชียว น้ำหนักรวมตำราว่าไว้ประมาณ 3,500,000 ตันค่ะ งานนี้ว่ากันว่าเป็นแหล่งสร้างงานให้ชาวเมืองบนเกาะชวาเกือบทั้งเกาะเชียว เพราะเป็นงานที่ต้องใช้แรงงานเยอะมาก

Model of Burobudur
ผนังกำแพงแต่ละชั้น งานละเอียดอลังการมั๊กกก
ภาพนูนต่ำตามผนังรอบๆ สถูป
ภาพมุมเงยค่ะ

ทางขึ้นสถูปจากด้านหน้าที่ทำการอุทยานฯ
พระพุทธรูปส่วนมากจะไม่มีเศียรค่ะ
ภาพถ่ายจากด้านบนมองเห็นโรงแรมฯ
ความเสียหายต่างๆมักมาจากภูเขาไฟระเบิดค่ะ
สถูปครอบพระพุทธรูปจะอยู่บนลานที่ชั้น 5
ขอสัมผัสด้วยความเลื่อมใสศรัทธา
ด้านหลังเป็นสถูปองค์ประธานค่ะ
ภายในสถูปมีพระพุทธรูปอยู่ด้านใน
ซัก 7 โมงนักเรียนมาทัศนะศึกษากันเต็มเลย หลายคณะด้วย สีสันละลานตามาก  ถ่ายรูปลำบากซะแล้วจิคนเยอะอ่ะ ดูจิกะลังมาอีกคณะนึงแร๊ะเหลืองอ๋อยเลย เผ่นดีก่าได้เวลากลับ Yokya แร๊ะ แด๋วกินข้าวเช้าก่อน หลังจาก check out จากโรงแรมมโนห์รา ซัก 10:00 Taxi ซึ่งเราเหมาเอาไว้ก็มารับพากลับ Yokya และพาเราขับเที่ยวปราสาทปรามบามัน (Prambanan) ด้วย
Prambanan
หลังจากถึงเมือง Yokya แล้วเราก็เข้า check in โรงแรมที่จองเอาไว้ พักแป๊บนึง เราก็ออกไปเที่ยวปราสาท ปรามบามันกันเลยค่ะ กะแด๋วฝนตก ออกจากเมืองไปซัก 25 กม.ก็ถึงแล้ว
Prambanan เป็นวัดฮินดูสร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 นับอายุถึงตอนนี้ก็ประมาณพันกว่าปีมาแล้ว ส่วนบรมพุทโธนั้นสร้างในศตวรรษที่ 8 ค่ะ (ในขณะที่อารยธรรมที่นครวัดนั้นสร้างในช่วงศตวรรษที่ 12-13 นับอายุได้ประมาณ 700-800 ปีเอง ซึ่งน่าจะตรงกับสมัยสุโขทัย-อยุธยา อ่ะค่ะ) Prambanan จะมีทั้งหมด 8 ยอด ยอดที่สูงที่สุดมีความสูง 47 ม. รอบๆบริเวณก็จะมีปราสาทองค์เล็กๆล้อมอีก 250 องค์ค่ะ เนื่องจากเป็นวัดเก่าแก่ และเป็นหนึ่งในความยิ่งใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่นี่ก็เลยได้ขึ้น list เป็น world heritage site ค่ะ

Prambanan
หลังจากเดินเข้าไปไกลพอสมควร ภาพแรกที่เห็นคือ ปราสาทยอดสูงมาก มีอยู่ไม่กี่ยอด วางกระจุกตัวอยู่ในที่เดียวกัน แต่ที่น่าตกใจคือกองหินถล่มเต็มเลยค่ะ ปราสาทบางองค์ก็มีโครงเหล็กค้ำเอาไว้ เพราะอยู่ในช่วงซ่อมแซม หลังแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ปีที่แล้ว

ความสวยงามของสถาปัตยกรรมโบราณ ปฏิมากรรมนูนต่ำ ศิลปะฮินดูเล่าเรื่องราวของศาสนาพบเห็นได้ตามองค์ปราสาทค่ะ  ซึ่งตอนนี้คงเห็นได้ไม่ค่อยชัดนะคะ เนื่องจากเค้าล้อมรั้วกันนัก ท่องเที่ยวไม่ให้เข้าใกล้องค์ปราสาท เนื่องจากอยู่ในช่วงซ่อมแซม หลังถูกภัยธรรมชาติเล่นงาน

ภาพนี้ทำให้เราน้ำตาซึม
เลยทีเดียว องค์ปราสาทบริวาร
โดยรอบที่ถล่มลงมากอง
ท่วมหัวผลจากแผ่นดินไหว
ระดับ 5 และ 8 ริกเตอร์
เมื่อ พค. ปีที่แล้ว

จากภาพสลดใจกลางวัน แต่ในช่วงกลางคืนก็มีการแสดง Ramayana Ballet ซึ่งเป็นการแสดงแสง สี เสียง กลางแจ้งแสนอลังการจากนักแสดงมากกว่า 200 ชีวิต เชียว โดยมีฉากหลังเป็นปราสาท Prambanan ค่ะ ติดต่อซื้อตั๋วได้ตาม Agency Tour หรือซื้อที่นี่เลยก็ได้ 40 USD เอง ฮุ ฮุ ฮุ

Tips & Trick : นักท่องเที่ยวที่เข้าชมปราสาทระหว่างวันต้องซื้อตั๋วราคา 10USD นะคะ แต่สำหรับนักเรียน นักศึกษาสามารถแสดงบัตรยืนยันตัวตน ก็จะได้ตั๋วราคาพิเศษ 6USD ค่ะ รู้แล้วก็เตรียมบัตรไปด้วยนะ ทำขึ้นมาเองก็ได้ ด้วยฝีมือ photoshop ระดับพวกเราแล้ว ก็น่าจะช่วยตบตาพนักงานขายตั๋วได้ อิ อิ อิ แต่หน้าตา อายุก็ต้องสอดคล้องกันด้วยนะ

เดินเล่น ถ่ายรูปอยู่ได้ซักชั่วโมงกว่าๆ ฝนก็ไล่เราซะแว๊วววว กลับโรงแรมก็ได้ อยู่ห่างจากนี่ประมาณ 25 กม. แล้วรอฝนหยุด ค่อยเดินออกมาหาอาหารพื้นเมืองกินกัน อิ อิ

วันรุ่งขึ้นเราต้องกลับ Solo แล้วค่ะ เพื่อขึ้นเครื่องมุ่งหน้ากลับ Kuala Lumpur จะได้ต่อเครื่องกลับ กรุงเทพ ว่าแล้วเราก็เรียก Taxi Meter ให้ไปส่งที่บขส. (ให้บอกว่าไป Terminal Bus นะ แล้วแกจะ get เพราะผู้คนที่นี่ไม่ค่อยเข้าใจภาษาอังกฤษค่ะ สู้คนบาหลีไม่ได้) พอถึงท่ารถ เราก็อาการเหมือนเดิมคือจะมีเด็กรถตะโกนถามว่า "ไปไหนเพ่ๆๆ?" เราก็ตะโกนตอบว่า "ไป Solo ๆๆๆ " เมื่อไม่ใช่ปลายทางของรถเค้า เพ่แกก็ไล่เราเดินไปข้างหน้านู๊นนน มั่วจนเจอแหละ แล้วก็ถูกต้อนขึ้นรถ แต่ในใจเราเข็ดแล้วอ่ะ รถมันร้อน เราอยากไปรถแอร์ พอถามไป "air conditioned bus?????" เพ่แกก็ตอบว่า "no no no" ไรฟร๊ะ ก็ไม่อยากขึ้นอ่ะมันร๊อนนนนนน ฟังไม่ออกรึไง หรือไม่มีกันแน่ฟร๊ะ เออก็ได้ ขึ้นก็ขึ้น เฮ้อ 50 บาทกะระยะทาง 3 ชม. ที่แสนทรมาณ กำ กำ กำ

พอขึ้นไปนั่งเรียบร้อย สำรวจหน้าต่างรถแล้วมันเปิดกระจกไม่ได้ ในใจเริ่มกระเจิง... อ๋อยยยย ในใจหวนนึกไปถึงวันแรกที่นั่งเหงื่อท่วมตัว กับการจอดรับส่งผู้โดยสารทุกป้ายเลย แถมมีพ่อค้าถั่วขึ้นมาขายของบนรถ ประกอบดนตรีแสนเสนาะจากเหล่าวนิพกข้างทาง เฮ้ออออ... ในช่วงที่อารมย์สับสน ก็พลันเหลือบไปเห็นรถทัวร์.....วิ่งผ่านหน้าไป โอ้วววววว์ มีท่ารถทัวร์ด้วยยยยย เห็นสวรรค์รำไร ว่าแล้วฉันก็โดดลงจากรถ ไม่สนใจเสียงร้องเรียกของเด็กรถ ฉันวิ่งตามรถทัวร์ไป แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าภาษาอินโดเรียกรถแอร์ว่า อาเซ่บัส (ไม่รู้สะกดไง) ฉันวิ่งข้าม terminal ไปเจอฝูงรถทัวร์ตรึมรึ๊ยยยย โอว์ รถแอร์ๆๆๆๆๆ ปากก็ตะโกนบอกเด็กรถว่าจะไป Solo พวกเค้าชี้ทางให้ไปที่รถสาย Yokya-Solo-Surabaya ดีใจจัง กระโดดขึ้นรถ ปะทะแอร์เย็นฉ่ำ ยังกะขึ้นสวรรค์ ด้วยค่ารถ 90,000 Rs. (ประมาณ 10 USD) พร้อมกับได้เสพวิว Mt. Merapi ตลอดทาง กับการวิ่งระยะเวลาแค่ 2 ชม. ก็ถึง Solo แว๊วววว

เราค้างที่ Solo คืนหนึ่งค่ะตอนนี้มีเวลาแค่ครึ่งวัน เดินเล่นชมวังสุลตานก็ได้ และเนื่องจากเมือง Solo อยู่ค่อนข้างใกล้กับภูเขาไฟเมราปี ถ้าอากาศดีๆ ก็ลองซื้อ package tour "Ketep Pass" ซึ่งเป็นจุดชมวิว Mt. Merapi ดูนะคะ อยู่ห่างจากตัวเมือง Soloไประมาณ 50 กม.

สรุปเส้นทางโดย AirAsia:

**เที่ยวไป บิน BKK-KL LCC เช้ามืดบิน KL LCC-Solo จากนั้นต่อรถ Solo-Yokya-Borobudur

**เที่ยวกลับ นั่งรถจาก Borobudur-Yokaya-Solo บินต่อ Solo-KL LCC-BKK

หรือ นั่งรถจาก Borobudur-Yokaya แล้วบินไปเที่ยว Surabaya ก็ได้นะ เผื่อใครอยากไปภูเขาไฟ โบรโม่อ่าน link นี้เพื่อต่อไปดูความอลังการของนายโพ เพื่อนใหม่ของเรา กับควันไฟบนปากปล่องได้เล๊ยยยยย

 

Back to all Activities
Home to First Page
ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับท่องเที่ยว เกาะชวากลาง ประเทศอินโดนีเชีย
date of event :13-16Apr2007

©Crazythai Ltd, Part. All rights reserved.
June 3, 2007 10:28 PM

 

Hosted by www.Geocities.ws
GridHoster Web Hosting
1