สักครั้งนึงในชีวิตที่คิดว่าหลายๆคนคงสนใจการไป Trekking ที่เนปาล ประเทศเล็กๆที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลโดยโดนล้อมรอบไปด้วยประเทศอินเดีย และทิเบต เนปาลเป็นประเทศที่อยู่ทางตอนใต้ของแนวเทือกเขาหิมาลัย แถมยังเป็นดินแดนที่ตั้งของยอดเขาเอเวอร์เรสต์ ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกด้วย คือสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 8,848 เมตร ที่ประเทศเนปาลเป็นแหล่งรวมของการท่องเที่ยวผจญภัย ไม่ว่าจะเป็น การเดินเขา ล่องแก่ง ปีนเขา ดูนก บันจี้จั๊มพ์ ท่องเที่ยวโดยเรือแคนู เล่นเครื่องร่อน บินดูยอดเอเวอร์เรสต์ หรือลอยบอลลูนดูยอดเอเวอร์เรสต์ และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งที่นี่มีความหลากหลายของเชื้อชาติ และชนเผ่ามาก ทำให้มีภาษาพื้นเมืองมากถึง 70 ภาษา

แต่ที่เอาภาพมาอวดนี้เป็นการเดินเขาเพื่อสัมผัสธรรมชาติ ศิลปะ วัฒนธรรม ระยะเวลาทั้งสิ้น 10 วันค่ะ โดยใช้เส้นทางตามวงกลมสีแดงในแผนที่ ซึ่งจะเห็นว่ายังมีเส้นทางอื่นๆให้เลือกเดินอีกหลายเส้นทางเลยค่ะ (เอาไว้คราวหน้าแล้วกันเนอะ )
date of event : 5-15Dec2005

 

 

 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

วันที่ 1 Bangkok-Kathmandu
ออกเดินทางจากกรุงเทพ ถึง กาฐมัณฑุ และเข้าพักในย่านทาเมล ซึ่งเป็นย่านช๊อปปิ้ง เหมือนถนนข้าวสารบ้านเรา คืนนี้เราช๊อปปิ้งกระจายเลยค่ะ ของถูก และสวยสไตล์เซอๆ อิ อิ มัวแต่เดินซื้อของ เลยไม่ได้ถ่ายรูป บ้านช่อง ประตู หน้าต่างสีสวยดีค่ะ
วิวสวยๆ
พ่อค้ามะพร้าวห้าว
จักรยานในย่านทาเมล
พระอาทิตย์อัศดงที่สนามบิน
เดาอารมย์ไม่ออกอ่ะ

 

วันที่ 2 Kathmandu-Pokhara
เราออกเดินทางสู่ Pokhara ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านที่ทุกคนต้องผ่านเพื่อเข้าสู่ Trekking Area เราเดินทางโดยรถบัส ระยะทางประมาณ 200 กม. แต่ด้วยเส้นทางที่แสนจะคดเคี้ยว เลยต้องใช้เวลาเดินทางถึง 6 ชม. แต่วิวข้างทางสวยสุดๆ พยายามเลือกนั่งฝั่งขวานะคะ ทั้งภูเขาสูง และแม่น้ำ Modi ซึ่งเราวิ่งเลียบสายน้ำนี้ไปจนถึง Pokhara ประมาณ บ่าย 4 โมง แดดยังไม่ตกค่ะ เราก็เลยมีเวลาล่องเรือชมทัศนียภาพในทะเลสาบฟีวา ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ กลางทะเลสาบเราเข้าไปนมัสการวัดบาฮาลีกัน พอตกค่ำเราก็เดินช๊อปปิ้งอีกแล้ว คืนนี้อุณหภูมิภายนอกห้องพักอยู่ที่ 8 องศาC ค่ะ

 

วันที่ 3 Pokhara-Tikhedhunga
ต้องรีบตื่นแต่เช้ามาเฝ้าดูพระอาทิตย์ขึ้น เพราะที่เมืองนี้เป็นจุดที่มองเห็นยอดเขา Annapurna South กับ Machchapuchare หรือ Fish Tail และยอดเขาอื่นๆอีก 2-3 ยอด เวลาแสงสีทองสาดลงบนยอดสีขาว สวยมากค่ะ จากนั้น 8 โมงเช้าเรานั่งรถบัส 2 ชม. ไปที่หมู่บ้าน Nayapul ซึ่งอยู่ที่ระดับความสูงเหนือน้ำทะเล 1,050 ม. และเดินเท้าเข้าสู่ Annapurna Conservation Area ที่ Birethanti พอเราเริ่มเข้าเขตเดินเขาเท่านั้นแหละค่ะ วิว 2 ข้างทางเปลี่ยนไปเลย บ้านช่อง guest house ประตู ภูเขา แม่น้ำ สวยจับใจ หลังจากเดินกันไปประมาณ 7 กม. คืนนี้เราเลยนอนกันที่ Tikhedhunga Hill (ความสูงระดับ 1,540 ม.) อุณหภูมินอกที่พัก 8 องศา C ในห้อง 17 องศา C ค่ะ

 

วันที่ 4 Tikhedhunga-Ghorepani 
รีบออกเดินทางตั้งแต่ 7 โมงเช้าดีกว่า วันนี้ต้องเดินกันประมาณ 8 กม. แถมทางเดินเป็นขั้นบันได ราวๆ 3,000 ขั้น สักประมาณตอนเที่ยงพวกเราอยู่กันที่ระดับความสูง 2,300 ม. อากาศเย็นมากค่ะ ต้องนั่งกินข้าวกลางแดด พอสักบ่าย 2 เราอยู่ที่ระดับความสูง 2,500 ม. แนวป่าข้างทางเปลี่ยนเป็นป่าดึกดำบรรพ์แล้วค่ะ มีมอสเขียวชะอุ่มเกาะอยู่ตามต้นไม้ใหญ่ และก้อนหิน เราเดินไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ อากาศเย็นขึ้นมาก สักบ่าย 3 โมงอุณหภูมิอยู่ที่ 10องศาC เราเดินผ่านหมู่บ้านมาหลายหมู่บ้านค่ะสวยๆ น่ารักทั้งนั้น เรามาถึง Ghorepani ประมาณ 5 โมงเย็น ที่ระดับความสูง 2,800 ม. อุณหภูมิอยู่ที่ 5 องศา โชคดีที่นี่มีน้ำอุ่นให้อาบค่ะ คืนนี้เราวัดอุณหภูมินอกห้องได้ -1 องศา ส่วนในห้องโดนไป 5 องศาเองค่ะ หน๊าวววววว หนาววววววว คืนนี้ไกด์นัดแนะ และให้ความรู้กับพวกเราอย่างดี เพราะพรุ่งนี้เราต้องเดินขึ้นยอด Poon Hill ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของ trip นี้ และที่ระดับความสูง 3,200 ม. บางคนอาจเกิดอาการช๊อค (HighAltitude) ได้ค่ะ เนื่องจากร่างการปรับสภาพไม่ทัน ก็เลยต้องเตรียมตัวกันดีหน่อย

 

วันที่ 5 Ghorepani (Poon Hill)-Tadapani
วันนี้ตื่นตั้งแต่ตี 4 ครึ่ง เพื่อลงมาดื่มชาอุ่นๆ และเตรียมตัวออกเดินขึ้นยอด Poon Hill ตอนตี 5 อากาศเย็นม๊ากกกกกกก ทางชัน และมืดด้วย ตลอดทางเราเห็นแม่คะนิ๊งเกาะ ตามใบไม้ ยอดไม้ สวยจริงๆ ก่อนขึ้นถึงยอดเราเห็นแหม่มต่างชาติอายุประมาณ 45 ปี ถูกหิ้วปีกเดินลงมาแหละ ท่าทางไม่ไหว คงเป็นอาการแพ้ระดับความสูง ร่างกายปรับตัวไม่ทันค่ะ น่าเสียดายจัง อุตส่าห์มาถึงที่แล้ว เอ้า...กลับมาที่เรื่องของเรา พอ 6 โมงเช้าเราขึ้นถึงยอด Poon Hill โอ้ววววววว อลังการมากค่ะ ที่ระดับความสูง 3,200 ม. อุณหภูมิ -6 มองเห็นยอดเขาสูงๆต่างๆถึง 10 ยอด แสงสีทองเป็นลำ สาดลงบนยอดเขาสีขาว ตัดกับท้องฟ้าสีน้ำเงิน ดูรูปเอาเองละกันค่ะ จากนั้นสัก 8 โมงครึ่งก็ต้องเดินลงแล้วค่ะ เพราะต้องออกเดินทางต่ออีก 7 กม. เดี๋ยวถึงค่ำเกินไป อาจจะหลงทางได้ สำหรับวันนี้ถือเป็น Highlight ค่ะ เพราะเส้นทางที่เริ่มเดินลงเขาตลอดทั้งวันก็สวยมาก เราเดินเห็นยอดเขาหางปลาทั้งวัน เพียงแต่ทิศทางเปลี่ยนไปเท่านั้นเอง แทบจะเดินวนรอบมันเป็นวงกลมเลยค่ะ ช่วงบ่ายแก่ๆเป็นช่วงที่โหดสุดของการเดินทาง เพราะต้องเดิน Upper Hill นับได้อย่างน้อยก็ประมาณ 200 ขั้นแน่ะค่ะ ที่ไม่ได้นับก็ไม่รู้อีกกี่ขั้น เราถึงที่พักตอน 5 โมงเย็นมืดพอดี หนาวมากด้วย แต่เป็นสุดยอดวิวค่ะ เพราะห้องนอนตั้งเผชิญหน้ากับยอดเขาหางปลาเลย ใกล้มากๆ ใหญ่โต อลังการ จริงๆ คืนนี้อุณหภูมิตอน 2 ทุ่ม หน้าห้องนอนอยู่ที่ -5 องศาค่ะ

 

วันที่ 6 Tadapani-Ghandruk
เช้านี้รีบตื่นไปถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้นบนเนินเขาหลังที่พัก สุดบรรยายค่ะ ดูรูปประกอบเอาเองละกัน จากนั้น 9 โมงครึ่ง เราก็ออกเดินทางลงเขา โดยเดินเลียบไหล่สันเขาไปตลอดทาง วิวเริ่มเปลี่ยนจากยอดเขาสีขาวโพลน ไปเป็นเนินเขาสูงสีเขียวทมึนซ้อนเหลื่อมกันเป็นชั้นๆ แทน แซมไปด้วยหมู่บ้านที่ทำนาขั้นบันได และดอกไม้สีสวยๆ สักตอนเที่ยงครึ่งเราก็ถึงที่พักแล้วค่ะ วันนี้เดินแค่ 5 กม.เอง หลังจากกินข้าวแล้ว พวกเราจะออกไปเดินดูหมู่บ้านกันค่ะ ที่นี่เป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่า Gurung เป็นหมู่บ้านที่น่ารักมาก เนินเขา ดอกไม้ ทุ่งหญ้า ไร่ดอกมัสตาร์ด มีฉากหลังเป็นยอดเขาหางปลา มันยังตามหลอนเรามาถึงนี่แนะค่ะ เอิ๊อกกกกกกก คืนนี้อุณหภูมินอกห้องนอนอยู่ที่ 5 องศา ส่วนในห้อง 11 องศาค่ะ

 

วันที่ 7 Ghandruk-Pokhara
วันนี้เรามุ่งหน้าลงเขาต่อไป ลัดเลาะตามไหล่เขามาหลายลูก ระดับความสูงลดลงเหลือ 1,625 ม. ตอนช่วง 10 โมงครึ่ง อุณหภูมิสูงขึ้นถึง 20 องศา เราเดินลัดเลาะลำธาร น้ำตกไปเรื่อยๆ สัก 5 โมงเย็นเราก็ถึง Birethanti นั่นหมายถึงเรากำลังจะเดินออกจาก Annapurna Conservation Area แล้วค่ะ จากนั้นเราเดินต่ออีก 20 นาที เพื่อมุ่งหน้ากลับหมู่บ้าน Nayapul ที่นี่จะมีรถบัสมารอรับกลับ Pokhara

การ Trekking ของเราสิ้นสุดลงแล้วค่ะ กับ 4 กม. สุดท้ายในวันนี้ นาทีนั้นมีความรู้สึกว่า "เราทำสำเร็จแล้ว" แว๊บขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกภาคภูมิใจค่ะ จากนั้นเราก็กระโดดขึ้นรถกลับ Pokhara กัน ด้วยความปรีเปรม กินข้าวเย็นแล้ว กะแด๋วไปช๊อปปิ้งต่อ อิ อิ อ

 

วันที่ 8 Pokhara
วันนี้เราจะเก็บสถานที่น่าสนใจที่นี่กันค่ะ เริ่มต้นด้วยการไปดูวัดฮินดู Bindha basini ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวฮินดูจะนำสัตว์มาทำพิธีบูชายัญกัน วันนี้เราเห็นคนเอาไก่มาเชือดคอด้วย หวาดเสียวค่ะ บรื๋อออออออ จากนั้นเราไปชมน้ำตกเดวี่ซึ่งเป็นน้ำตกที่ต้องชะโงกหน้าลงไปดูเพราะอยู่ลึกลงไปในเหวถึง 100 ม. เสร็จแล้วเราไปชมศูนย์อพยพชาวทิเบต ซึ่งอพยพลงมาหลังจากจีนเข้าบุกกรุงลาซาล และประกาศให้ทิเบตเป็นส่วนหนึ่งของจีน หลังจากนั้นเราเดินขึ้นเขาสูงชันถึง 45 นาที เพื่อไปนมัสการ Peace Stupa ซึ่งสร้างโดยชาวญี่ปุ่น และชมวิวเมือง Pokhara เหนือทะเลสาบฟีวาค่ะ ไม่ผิดหวังจริงๆ เราเก็บภาพพานอรามามาฝากด้วยค่ะ

 

วันที่ 9 Pokhara-Kathmandhu
วันนี้เราใช้วิธีบินกลับค่ะ (เลือกนั่งฝั่งซ้ายนะคะ วิวสวย) ใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมง ก็ถึง Kathmandhu แล้ว พวกเราไม่รอช้าเที่ยวต่อเลย โดยไปชมมรดกโลก วัดโพธินาถ (Bouddhanath) เป็นสถูปที่มีเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเนปาล ที่นี่เป็นชุมชนชาวพุทธทิเบตค่ะ มีชาวทิเบตหลากหลายชนเผ่าเดินทางมาแสวงบุญกันมากมายทั้งยากจน และมีฐานะ รวมไปถึงฝรั่งชาติตะวันตกที่ศรัทธาในพระพุทธศาสนาก็มาแสวงบุญที่นี่ด้วยค่ะ

จากนั้นเราไปชมพระราชวังหนุมานโธกา (Hanumandhoka หรือ Kathmandhu Durbar Square) ซึ่งเต็มไปด้วยศิลปะ แกะสลักไม้ งดงาม เก่าแก่มากค่ะ ที่นี่ใช้สำหรับกษัตริย์มาทำพิธีกรรมทางศาสนา และงานราชพิธีต่างๆ ในบริเวณใกล้กัน จะมีวัดกุมารี (Temple of Kumari) เป็นที่พักขององค์กุมารี ตัวแทนแห่งเทพบริสุทธิ์ ซึ่งทำหน้าที่เทพแห่งการดำรงค์ชีพ ทุกๆปีกษัตริย์แห่งเนปาลจะต้องมาขอพรจากเธอ เราได้เห็นหน้าเธอแว๊ปเดียวค่ะ น่ารักมากๆเลย อายุแค่ 8 ขวบ รับหน้าที่นี่มาตั้งแต่ตอนอายุ 5 ขวบ เราได้ฟังขั้นตอนการคัดเลือกกุมารีมาแล้วก็อึ้งค่ะ เพราะมันเป็นทั้งไหวพริบ ความฉลาด การเข้าใจภาษาอื่นๆ และ sense ในการตอบคำถามบางเรื่อง จากนั้นเราก็เดินต่อไปดูอาคารไม้เก่าแก่กาฐมาณฑบ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเมืองหลวงค่ะ และก็อีกหลายๆโบราณสถานสวยงาม ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันอีกมากมาย ที่นี่จึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอีกที่หนึ่งค่ะ
 

 

วันที่ 10 Kathmandhu-Bangkok
วันนี้เราต้องบินกลับเมืองไทยตอน 9 โมงเช้าค่ะ แต่ว่าเครื่อง Delay ไปเป็นตอนบ่าย 3 โมง เราก็เลยดีอกดีใจกันใหญ่ เพราะจะได้เที่ยวมรดกโลกต่ออีก 2 ที่ อิ อิ อิ เริ่มกันที่สถูปสวะยัมภูนาถ (Swayambhunath) เป็นเจดีย์ของชาวพุทธ-ฮินดู ว่ากันว่าอายุเก่าแก่ถึง 2,000 ปีเชียวค่ะ ที่นี่มีลิงเยอะมากจนได้ชื่อเรียกอีกชื่อว่าวัดลิง จากนั้นเราเดินทางไปต่อที่วัดปศุปฏินาถ (Pashupatinath Temple) เป็นวัดศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งของศาสนาฮินดู หลังคาทำด้วยทองคำซ้อนกันสองชั้น ส่วนประตูทำด้วยเงิน วัดนี้ใช้สำหรับทำพิธีเผาศพ ตอนที่เราเข้ามาดูนี่ก็กำลังทำพิธีอยู่ 3 ศพ ด้วยความหดหู่เราก็เลยรีบผละออกไปเดินดูโยคี ซึ่งมาใช้ชีวิตอยู่ในวัดนี้เพื่อปฏิบัติธรรม จากนั้นก็รีบเดินทางไปสนามบิน และกลับเมืองไทยค่ะ

เรื่องราว และความรู้สึกต่างๆจากการเที่ยวเนปาลครั้งนี้ ไม่สามารถถ่ายทอดด้วยตัวอักษรค่ะ คงต้องให้ท่านไปสัมผัสเอง ไม่ว่าจะเป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ อลังการ, ชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากจน, ศิลปะวัฒนธรรมจากชนเผ่าที่หลากหลาย, สิ่งก่อสร้างที่วิจิตรตระการตา, สีสันของผู้คน เป็นต้น และฝากถึงผู้ที่ชอบการถ่ายภาพ พลาดไม่ได้จริงๆค่ะ....โดยเฉพาะผู้ที่ชอบแนว portrait

 

Google Search
 
Back  
ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับท่องเที่ยวประเทศเนปาล

 

 


Copyright by Crazythai Ltd, Part. All rights reserved.
April 26, 2006 11:08 AM

Hosted by www.Geocities.ws

1