Supply Chain หรือ
ห่วงโซ่อุปทาน คือ ระบบในการกระจายสินค้าหรือบริการไปยังผู้บริโภค
โดยจะเป็นความร่วมมือระหว่างองค์กรที่มีเป้าหมายเดียวกันเนื่องจากใน Chain
นั้นจะประกอบด้วยผู้เกี่ยวข้องหลายส่วนด้วยกัน เช่น
ผู้จัดส่งวัตถุดิบ, ผู้ผลิต,
ผู้จัดส่งสินค้า, ร้านค้าส่ง,
ร้านค้าปลีก, และผู้บริโภค เป็นต้น ซึ่ง Supply Chain
นั้นแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ Supply
Chain ที่ส่งตรงไปยังลูกค้าโดยไม่ผ่านคนกลางดังแสดงในรูปที่
4.1 และ Supply Chain
ที่ผ่านคนกลางเข้ามาเกี่ยงข้องดังแสดงในรูปที่
4.2

รูปที่
4.1 แสดง Supply Chain Direct to
Customer

รูปที่
4.2 แสดง Supply Chain Including Wholesales and
Retailers
การทำ SCM แบ่งออกเป็น
4 ส่วน ดังนี้
1.
Supplier ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดหาวัตถุดิบ โดยจะเริ่มจาก Raw Material
ไปสู่ Sourcer ไปสู่
Supplier และ Manufacturer ตามลำดับ
2.
Manufacturer
ซึ่งเป็นการแปลงวัตถุดิบเป็นผลิตภัณฑ์ โดยเริ่มจาก Supplier
ไปสู่ Manufacturer ไปสู่ Warehouse
และ Direct Customer ตามลำดับ
3.
Distributor
ซึ่งเป็นการกระจายผลิตภัณฑ์ให้แก่ผู้ค้าปลีก โดยเริ่มจาก
Warehouse ไปสู่
4.
จาก 4 ส่วนดังที่ได้กล่าวมาสามารถแสดงเป็น Supply Chain Model ได้ดังรูปที่ 4.3
รูปที่
4.3 แสดง Supply Chain Model
ในกระบวนการของ Supply Chain นั้นจะมีเรื่องของ Logistic Management ซึ่งเป็นการจัดการขนส่งสินค้าไปยังผู้บริโภคเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
โดยที่มีความแตกต่างดังนี้
·
Supply
Chain เป็นการทำ Logistic ระหว่างองค์กร
·
Logistic คือ การขนส่งระหว่างองค์กร
จุดประสงค์ของ Supply Chain Management คือ การส่งสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภคโดยเร็วที่สุด ซึ่งต้องจัดการ 3
ส่วนดังนี้
1.
Procurement
เป็นกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
(Sourcing)
2.
Manufacturing
เป็นกระบวนการผลิตภายในโรงงาน
3.
Fulfillment
เป็นกระบวนการที่ทำให้บรรลุผลสำเร็จ
แม้ว่าในการดำเนินการเรื่อง
SCM นั้นจะทำให้เกิดประโยชน์แก่องค์กรก็ตาม
แต่ก็จำเป็นต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นด้วย
ซึ่งการประโยชน์และความเสี่ยงจากการทำ SCM นั้นแสดงดังรูปที่ 4.4
รูปที่
4.4 แสดง Benefits and Risks of SCM
|
Benefit |
Risk |
|
·
Maximize
Product ·
Minimize
Inventory |
·
Sharing
Violation |
ในการนำ IS/IT มาประยุกต์ใช้ใน SCM เพื่อให้การไหลของข้อมูลใน
Chain ดีขึ้นนั้นแบ่งได้เป็น 3 ส่วนหลักๆ
ดังนี้
·
Production Flow
เป็นเรื่องของการเคลื่อนย้ายสินค้าจาก Suppler ไปสู่
Customer
·
Information Flow
เป็นเรื่องของการถ่ายทอดการสั่งสินค้าและการเช็คสถานะในการส่งสินค้า
·
Finance Flow
เป็นเรื่องของเงื่อนไขในการชำระเงินค่าสินค้า โดยต้องพิจารณา
2 ส่วนคือ Consignment ซึ่งเป็นแบบที่ขายของไม่หมดแล้วสามารถนำคืนได้ และ Ownership
Arrangement ซึ่งเป็นการกำหนดผู้รับผิดชอบในกรณีที่สินค้ามีการเปลี่ยนมือ
ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้
SCM ประสบความสำเร็จ ประกอบด้วย
·
ต้องเข้าใจ Process หรือ
บริการของตนเองอย่างถ่องแท้
·
วิเคราะห์ว่าตนเองอยู่ตรงส่วนใดขององค์กร
·
เลือก
Vendor หรือ Partner ที่ดี
·
ประหยัดค่าใช้จ่าย
·
คัดเลือกกระบวนการที่ดีมาใช้
เช่น EDI (Electronic Data Interchange) ซึ่งจะช่วยในการแลกเปลี่ยนข้อมูล โดย EDI นี้เป็นได้ทั้ง Software และ
Hardware
ประโยชน์ของ EDI นั้นสามารถแบ่งได้เป็นข้อๆ
ดังต่อไปนี้
·
ช่วยลดค่าใช้จ่าย เช่น
ค่ากระดาษ
·
รวดเร็ว
·
มีความถูกต้องแม่นยำสูง
·
มีความปลอดภัยสูง
·
สามารถที่จะ Integrate เข้ากับระบบอื่นได้
·
รองรับระบบ Just In
Time
กลยุทธ์ในการทำ SCM นั้นประกอบด้วย
1. กลยุทธ์ทางด้านการจัดซื้อ อันได้แก่
·
Just In Time
Purchasing เป็นการซื้อเมื่อมีความจำเป็น
·
Quantity เป็นการซื้อน้อยๆ แต่ซื้อบ่อยๆ และทำ Contract ระยะยาวกับ Supplier
·
Quality เป็นการซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ
·
Transportation
เป็นการพิจารณาเลือก Supplier ที่มีสถานที่ตั้งใกล้ที่สุด
·
Improvement เป็นการปรับปรุงให้ทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมาข้างตนอยู่ภายใน Chain
·
IS/IT มีการนำ IS และ IT เข้ามาใช้
เช่น E-Procurement
2. กลยุทธ์ทางด้าน Inventory Management เป็นการจัดการที่เกี่ยวข้องกับ In Store
Process
3. กลยุทธ์ทางด้าน Manufacturing Management เป็นการจัดการเพื่อจัดหาวัตถุดิบมาผลิตสินค้า
4. กลยุทธ์ทางด้าน Warehouse Management เป็นการจัดการเพื่อรักษาระดับปริมาณของสินค้าคงคลัง
5.
กลยุทธ์ทางด้าน Distribution Management เป็นการจัดการในด้านการกระจายสินค้าไปสู่ผู้บริโภค
6.
กลยุทธ์ทางด้าน IS/IT Management เป็นการจัดการด้านสารสนเทศจากภายในสู่ภายนอก