ระบบสารสนเทศสำนักงาน (Workplace IT
Infrastructure)
Workflow IT
Infrastructure
โครงสร้างพื้นฐานของ
Workflow ด้าน Information Technology นั้นประกอบด้วย
·
Client / Server
·
Internet เป็นระบบเครือข่ายภายในองค์กร
·
Extranet อย่างเช่น
Vendor Manage
Inventory
·
Business Process
System เช่น ERP, MRP, SAP
·
System for other
specific purposes
·
Security System
เช่น IPS
ประวัติของ Workflow
Workflow เริ่มมีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1987
โดยมีแนวคิดมุ่งเน้นไปที่การส่งมอบแบบอัตโนมัติ (Automated Delivery) ต่อมาได้มีการก่อตั้งกลุ่มความร่วมมือการจัดการด้าน Workflow กันขึ้นในปี ค.ศ. 1993 ซึ่งเรียกว่า Workflow
Management Coalition (WfMC) หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1996 จึงได้มีการอ้างถึงรูปแบบของ Terminology & Workflow อย่างเป็นทางการ และท้ายที่สุดจึงได้เกิดเป็น Workflow Reference
Model ในปี ค.ศ. 1998 ซึ่ง ณ
ปัจจุบันนี้มีแนวคิดมุ่งเน้นไปที่การทำให้เกิดกระบวนอย่างเป็นอัตโนมัติ
(Automated the Process) ดังคำกล่าวที่ว่า The
automation of business process ซึ่ง Workflow นี้จะเปรียบเสมือนเครื่องยนต์ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนกระบวนการทำงาน และจะมี
Workflow Management System (WMS) เป็นระบบที่คอยควบคุม
Workflow อีกทีหนึ่ง
Workflow Components (องค์ประกอบของ Workflow)
Workflow นั้นประกอบไปด้วย ขั้นตอน
ต่างๆในการปฏิบัติงาน โดยแต่ละขั้นตอนถูกเรียกว่า กิจกรรม หรือ Activity ซึ่ง
Activity นี้จะมีผลต่อ User หรือ
Workflow ที่เกี่ยวข้อง
และจะถูกจัดการให้สำเร็จด้วยการใช้ทรัพยากรที่เป็นตัวจักรกล (Machine
Resource) ก่อนที่จะมีการใช้ Workflow นั้น
กระบวนการทำงานจะเป็นแบบ Manual ซึ่งผลก็คือ
งานดำเนินไปอย่างล่าช้า
การทำงานเป็นลักษณะเชิงเส้นกล่าวคือจะมีการทำงานที่เป็นขั้นตอนหากขั้นตอนก่อนหน้ายังไม่แล้วเสร็จจะไม่สามารถเริ่มทำงานในขั้นตอนต่อไปได้
เกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย และยากในการติดตามสถานะของงาน แต่เมื่อมีการนำ
Workflow เข้ามาใช้แล้วกระบวนการทำงานจะเป็นไปอย่างอัตโนมัติ
ส่งผลให้งานดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วขึ้น
มีการทำงานควบคู่กันไปในลักษณะคู่ขนานข้อผิดพลาดที่จะอาจเกิดขึ้นลดลง
และสามารถติดตามสถานะงานได้อย่างสะดวก ซึ่งข้อแตกต่างระหว่างการทำงานแบบ
Manual และการทำงานแบบใช้ Workflow นั้น
แสดงดังตารางที่ 3.1
ตารางที่
3.1 แสดงการเปรียบเทียบระหว่างการทำงานแบบ Manual และการทำงานโดยนำ Workflow เข้ามาใช้
|
Manual
Process |
Automated
Process |
|
· ช้า |
· รวดเร็ว |
|
·
ทำการเป็นขั้นบันได (Linear)ถ้า Step ก่อนหน้ายังไม่เสร็จจะไม่สามารถเริ่มทำ Step ถัดไปได้ |
·
สามารถทำพร้อมๆ กันได้
(Parallel) |
|
· เกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย |
·
ลดความผิดพลาด
(Effective) |
|
· ยากในติดตามตรวจสอบสถานะ |
· สามารถติดตามตรวจสอบสถานะได้ง่าย |
Improvement Summary
ผลที่ได้จากการนำ Workflow เข้ามาใช้นั้นสามารถสรุปได้เป็น 2 ลักษณะ ดังตารางที่
3.2
ตารางที่
3.2 แสดงประโยชน์ที่ได้จากการนำ Workflow เข้ามาใช้
|
Tangible
Benefit |
Intangible
Benefit |
|
·
Reduce
Operation Costs ·
Improvement
Productivity ·
Faster
Processing Time |
·
Improve
Service ·
Improve
Conditions for Employees ·
Improve
Change Management ·
Quality ·
Improve
Communication ·
Decision
Support ·
Improve
Planning Capability |
ประเภทของ
Workflow
Workflow
นั้นสามารถแบ่งประเภทออกได้เป็น 4 ประเภทหลักๆ
ดังต่อไปนี้
1.
Product : เหมาะสำหรับงานประจำที่มีปริมาณมากๆ และไม่มีความซับซ้อนเท่าไรนัก ซึ่ง
Product Workflow นี้ยังแบ่งย่อยออกได้เป็น 2 แบบดังนี้
·
Autonomous
Workflow Engines : คือ Software
หลายๆ ตัวที่ทำงานร่วมกันซึ่งแต่ละตัวจะทำงานเฉพาะทางโดยมี
Workflow เป็นตัวควบคุม
·
Embedded Workflow : คือ Workflow ที่ฝังตัวอยู่ใน Program อื่น ดังนั้น
Embedded Workflow จึงไม่สามารถ Run ด้วยตัวมันเองได้ แต่จำเป็นต้องทำงานร่วมกับ Software ที่เรียกว่า Surrounding เช่น ERP เป็นต้น
2.
Administrative
: เหมาะสำหรับงานที่มีปริมาณน้อยๆ และไม่ใช่ Routine แต่ค่อนข้างมีความซับซ้อนมาก
3.
Collaborative
: เหมาะสำหรับงานที่มีการทำงานร่วมกัน เช่น Share Information หรือที่เรียกว่า Groupware
4.
Ad-Hoc : เป็น Workflow ง่ายๆที่ User สามารถนำมาใช้งานเองได้ เช่น
E-Mail เป็นต้น
Workflow Reference
Model
WfMC
ได้กำหนดรูปแบบมาตรฐานการอ้างอิงสำหรับ Workflow ที่ประกอบไปด้วย 5 Interfaces ซึ่งมีหน้าที่หลักๆ ดังต่อไปนี้
·
Interface 1 : Process Definition คือ การนำเอา
Process ออกมาวิเคราะห์และแปลงให้เป็น Workflow ที่จะนำไปใช้ได้โดยใช้ Tool ต่างๆ
ช่วย
·
Interface 2
& 3 : Workflow Client Application and Invoked
Applications มีส่วนที่สำคัญอยู่ 2 ส่วนดังนี้
1. Workflow Systems
Integrators (WfSi) เป็นการดำเนินการทางด้าน Font-End ให้
Workflow Management Engine สามารถเข้าถึง Front-End
Application Function ได้
2. The Workflow API (WAPI)
เป็น Interface ที่เชื่อมให้ Workflow
สามารถติดต่อกับ Application ภายนอกได้
·
Interface 4 : Workflow Engine(s) คือ Interface
ที่ทำให้ Workflow แต่ละตัวสามารถติดต่อและรับ Status ระหว่างกันได้ว่า
Process นั้น Complete หรือไม่
·
Interface 5 : Audit and Monitoring คือ Interface
ที่ทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบการทำงานของ Workflow ว่าเป็นอย่างไร
·
Business Process
Management (BPM)
เป็นส่วนขยายของ Workflow ที่เน้นในเรื่องของการทำงานที่เป็นอัตโนมัติ และการปฏิสัมพันธ์กันใน
Business Process ซึ่งในการพัฒนา BPM
นั้นจะต้องใช้ Business Process Modeling Language
(BPML) เข้ามาจัดการกระบวนการดังต่อไปนี้
·
Process
Design
·
Process
Automation
·
Process
Optimization
·
Continuous
Improvement
Groupware
นิยามของ Groupware หมายถึง กลุ่มของ Process หรือการนำ Software
เข้ามาใช้ทำงานร่วมกันให้กับ Collaborative Workflow เพื่อเพิ่ม Productivity ซึ่งการแยกประเภท
Groupware นั้นสามารถแบ่งได้ดังตารางที่
3.3
ตารางที่
3.3แสดง Workflow Taxonomy
|
|
Same
Place |
Different
Place |
|
Synchronization |
ด้านที่หนึ่ง
เป็นด้านที่มีการใช้งานพร้อมๆ กัน ณ สถานที่เดียวกัน เช่น Face to
Face |
ด้านที่สอง
เป็นด้านที่การใช้งานพร้อมๆ กันแต่ต่างสถานที่กัน เช่น Chat, Instant message
หรือ Conferencing เป็นต้น |
|
Asynchronization |
ด้านที่สาม
เป็นด้านที่มีการใช้งานต่างเวลากัน แต่ในสถานที่เดียวกัน เช่น Web board เป็นต้น |
ด้านที่สี่
เป็นด้านที่มีการใช้งานที่ต่างกันทั้งเวลาและสถานที่ เช่น E-mail เป็นต้น |
ตัวอย่างGroupware
Application
นั้นมีดังต่อไปนี้
·
Electronics Mail
and Messaging เช่น Cc : mail,
Notes, Microsoft Exchange
·
Group
Calendaring เช่น Lotus Organizer,
Synchronize
·
Electronic
Meeting System (
·
Non-Real Time
Conferencing เช่น Lotus Notes, InterOffice
·
Group Document
Handling เช่น Face to-Face, Documentum
·
Workflow บางตัว เช่น Staffware for Windows,
Flowmark
·
Document Management System
จุดประสงค์หลักของ
Document
Management System คือการลดปริมาณกระดาษหรือการทำให้เป็น
Paperless และการควบคุมสิทธิการเข้าถึงเอกสาร
ซึ่งมีกระบวนการทำงานที่เริ่มจากการนำเอกสารกระดาษมาแปลงให้อยู่ในรูปของเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แล้วจัดเก็บลงยัง
Database เพื่อให้การจัดเก็บเอกสารเป็นระบบระเบียบและสามารถสืบค้นเอกสารที่ต้องการออกมาใช้งานได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว
ซึ่งอุปกรณ์ที่สำคัญสำหรับ Document Management System นั้นประกอบด้วย
1.
Scanner and OCR
System ซึ่งใช้สำหรับแปลงเอกสารจากเอกสารกระดาษเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์
2.
Database
ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสำหรับจัดเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่แปลงมาแล้ว
ประเภทของ Application
Server
·
Web
Server
·
Proxy Server
·
Email
Server
·
DHCP Server
(Server ซึ่งทำหน้าที่แจก IP ให้แก่ Client ที่ Login เข้าสู่ระบบ)
·
Firewall Server
·
Wireless
Application Gateway
Server ประเภทอื่นๆ
·
Groupware
Server
·
News
Server
·
Fax
Server
·
RAS (Remote
Access Service)
·
Business
Integration Server (Server ที่ช่วยให้
Application ที่มี Plat Form ต่างกันให้สามารถคุยกันได้)