การประยุกต์คอมพิวเตอร์ในธุรกิจ 2
การประยุกต์คอมพิวเตอร์ในยุคแรกๆ
นั้น กลุ่มที่ริเริ่มใช้คอมพิวเตอร์ในงานธุรกิจจะเป็นภาคธุรกิจขนาดใหญ่
เนื่องด้วยเหตุผลที่ว่า คอมพิวเตอร์มีราคาแพง และเทคโนโลยีมีความจำกัดมาก
ดังนั้นการนำมาใช้จึงต้องเน้นใช้กับงานที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงและคุ้มค่า เช่น
ช่วยลดค่าใช้จ่ายหรือช่วยลดจำนวนพนักงานลงได้
ซึ่งการนำคอมพิวเตอร์มาประยุกต์ใช้ในยุคแรกๆ
นั้นได้แก่
·
ระบบสินค้าคงคลัง
เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการควบคุมวัตถุดิบให้เกิดความเหมาะสมที่สุด
และพยายามลด
Shortage หรือจำนวนสินค้าไม่ให้ตกค้างใน Inventory มากเกินไป
·
ระบบบัญชีพื้นฐาน
ทำให้สามารถทราบรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับ บัญชีกระแสเงินสด
ของบริษัทได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว
ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการตัดสินใจสำหรับผู้บริหาร
·
งานจัดเก็บข้อมูลพื้นฐาน
เพื่อให้สามารถจัดเก็บและเรียกใช้ข้อมูลที่จำเป็นได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
ในยุคต่อมาจะเน้นที่การนำข้อมูลต่างๆ
มาจัดทำเป็น MIS
เพื่อนำ IS เข้ามาใช้สนับสนุนการตัดสินใจ
รวมทั้งพยายามที่จะปรับเปลี่ยนงานบางอย่างให้สามารถดำเนินไปได้อย่างเป็นอัตโนมัติมากขึ้นเพื่อลดความผิดพลาดอันอาจเกิดขึ้นได้จากการทำด้วยมือ
ซึ่งรูปแบบของการประยุกต์นั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วนดังนี้
·
การประยุกต์ส่วนหน้า
(Font Office)
เป็นส่วนที่มีการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าโดยตรงและมีการสนองตอบต่อลูกค้าในทันทีแบบ
Interactive เช่น เครื่อง ATM การประยุกต์ในส่วนนี้จะเป็นการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อให้บริการแก่ลูกค้า, บันทึกข้อมูลธุรกรรม,
ประมวลผลข้อมูลเบื้องต้น, ค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง,
และจัดทำรายงานเบื้องต้น ฯลฯ
·
การประยุกต์ส่วนหลัง
(Back Office)
เป็นการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในงานอื่นๆ
ซึ่งบางส่วนอาจเกี่ยวข้องกับข้อมูลธุรกรรมที่ได้จากงานประยุกต์ส่วนหน้าและบางส่วนเป็นการสนับสนุน
เช่นการบันทึกบัญชี, ระบบข้อมูลพนักงาน, ระบบสารบรรณ เป็นต้น การประยุกต์ในส่วนนี้อาจเป็นได้ทั้งแบบ
Interactive และ Batch Processing แล้วแต่ความเหมาะสม
งานหลักของธุรกิจประกอบด้วย
·
งานผลิต
งานด้านการผลิตนี้จะรวมถึงทั้งผลิตภัณฑ์และบริการ
·
งานตลาดและการขาย
เป็นเรื่องของการเจาะตลาด
เช่นการประชาสัมพันธ์เพื่อให้คนทราบและมาซื้อสินค้าหรือบริการที่ผลิตขึ้น
·
งานการเงินและบัญชี
งานด้านนี้จะเกี่ยวข้องกับการดูแลสินทรัพย์และการเงิน
·
การทรัพยากรบุคคล
เป็นเรื่องของการจัดการบุคลากร
การแบ่งงานเป็น 4 ส่วนหลักจะทำให้เห็นภาพของฟังก็ชันงานที่ชัดเจน
ซึ่งการบริหารงานนี้จะเป็นไปตามสายงานที่ตนเองสังกัดอยู่แบบที่เรียกกันว่า
Traditional Organization ดังแสดงให้เห็นปิรามิดของการจัดการในรูปที่
2.1

รูปที่
2.1 แสดงปิรามิดของการจัดการ
ในการจัดฟังก์ชันงานนั้นต้องคำนึงถึงปัจจัยภายนอกที่อาจมีผลต่อการกำหนดองค์กรด้วย
ซึ่งเราเรียกปัจจัยเหล่านี้ว่า สิ่งแวดล้อมขององค์กร โดยสามารถแบ่งได้เป็น
สิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อกิจกรรมของหน่วยงานโดยตรงและทันที
และสิ่งแวดล้อมทั่วไปที่มีผลกระทบต่อองค์กรทั้งหมด
ซึ่งสิ่งแวดล้อมของระบบนั้นพิจารณาได้จากรูปที่ 2.2

การบริหารแบบนี้จะเป็นลักษณะที่มีการสื่อสารรายงานและจัดส่งข้อมูลจากระดับล่างขึ้นไปสู่ระบบบน
จากนั้นผู้บริหารจะทำการวิเคราะห์ข้อมูลและกำหนดทิศทางต่างๆ
แล้วจึงสั่งการลงมายังระดับล่างในแบบที่เรียกว่า Top Down ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการสื่อสารทางเดียว
จะเห็นได้ว่าการบริหารแบบนี้ไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติงานจริงซึ่งต้องมีการทำงานร่วมกันในแต่ละระดับ
ดังนั้นปัจจุบันการบริหารจึงเริ่มเปลี่ยนแปลงไปเป็นลักษณะของการบริหารแบบ
Matrix เพื่อให้มีการประสานงานกันในแต่ละระดับมากขึ้น
ซึ่งการบริหารแบบ Matrix นี้จะเหมาะกับการจัดการโครงการมากกว่าการดำเนินงานตามปกติทั่วไป
จากนั้นสถานการณ์ได้เริ่มเปลี่ยนไปอีกโดย พนักงานมีความรู้สูงขึ้น, ไม่ต้องการทำงานซ้ำซากเหมือนเดิม,
และต้องการทำงานแก้ปัญหาที่ท้าทายมากขึ้น
ทำให้ลักษณะของงานเปลี่ยนไปอีกจากที่เคยใช้แรงงานเป็นการใช้ความรู้
และงานอุตสาหกรรมก็เปลี่ยนเป็นงานด้านบริการมากขึ้น
บริษัทจึงต้องให้พนักงานในระดับปฏิบัติการสามารถตัดสินใจได้เองมากขึ้น
การแข่งขันในปัจจุบันจึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่การแข่งขันระหว่างคน, ผลิตภัณฑ์, หรือระหว่างบริษัทเท่านั้น
หากแต่เป็นการแข่งขันระหว่างกระบวนการทำงานในบริษัท
ดังนั้นแนวความคิดเรื่องกระบวนการจึงเริ่มขยายตัวขึ้นจากหลักการด้าน BPR
(Business Process Reengineering) โดยการปรับกระบวนการตั้งแต่แรกเริ่มจนกระทั่งถึงกระบวนการสุดท้ายดังที่เรียกกันว่า
ยกเครื่องบริษัท เช่น
บริษัทรถยนต์ฟอร์ด
ที่ได้มีการปรับฝ่ายบริการใหม่โดยกำหนดกระบวนการหลักดังนี้
·
แก้ไขปัญหาให้ถูกต้องในครั้งแรก
·
ให้การสนับสนุนแก่ตัวแทนจำหน่ายและลูกค้า
·
ออกแบบรถยนต์ให้ง่ายแก่การบำรุงรักษา
·
ดูแลให้การซ่อมแซมแก้ไขรวดเร็วกว่าเดิม
ในการปรับกระบวนการนั้นบริษัทจะต้องพิจารณาเพื่อตอบคำถามดังต่อไปนี้
·
·
Vision : ต้องการเป็นอะไรในอนาคต
·
Value
:
เชื่อมั่นในสิ่งใด
และต้องการให้ทุกคนคิดถึงเราอย่างไร
·
Goals and Objectives : อะไรคือความสำเร็จทั้งในระยะสั้นและระยะยาวที่จะทำให้บรรลุเป้าหมาย
·
Policy : จะแนะแนวทางอะไรให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในบริษัท
·
Methodology
: จะใช้วิธีการใดเพื่อที่จะสามารถก้าวไปสู่วิสัยทัศน์และบรรลุวัตถุประสงค์ได้
จากที่ได้กล่าวมาแล้วว่าธุรกิจในปัจจุบันนั้นจะเป็นการแข่งขันในเรื่องของกระบวนการ
(Process) ดังนั้นองค์กรจึงต้องมีความเข้าใจในกระบวนการตลอดจนสามารถจำแนกและกำหนดได้ว่าภายในองค์กรนั้นประกอบไปด้วยกระบวนการอะไรบ้าง
ซึ่งประเภทของกระบวนการนั้นสามารถจำแนกได้เป็นประเภทดังต่อไปนี้
·
Design And
Development เป็นกระบวนการที่รวบรวมความจำเป็น, ความต้องการ ,
และความคาดหวังของลูกค้า
เพื่อผลิตสินค้าหรือบริการตามที่ลูกค้าต้องการ
·
Marketing and
Sales เป็นกระบวนการด้านโฆษณาและกิจกรรมส่งเสริมการขาย
รวมทั้งการตั้งราคาสินค้า, การบรรจุหีบห่อ, และการจัดทำเอกสารด้วย
·
Purchasing
เป็นกระบวนการจัดหาวัตถุดิบเพื่อการผลิตสินค้าหรือบริการ
·
Production
เป็นกระบวนการเปลี่ยนวัตถุดิบที่ได้จากการจัดซื้อให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าเพื่อส่งไปจำหน่าย
·
Service เป็นกิจกรรมหลังการขายต่างๆ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการดูแล, ซ่อมแซม, ปรับแต่ง,
และแก้ไขผลิตภัณฑ์ที่ได้ขายออกไปแล้ว
·
Distribution
เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งและนำผลิตภัณฑ์สินค้าไปให้ถึงมือลูกค้า
·
Control เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนยุทธศาสตร์, การวางแผนธุรกิจ,
และการจัดการด้านการเงิน
·
Support
เป็นกระบวนการสำหรับสนับสนุนและช่วยเหลือบุคลากร
ในการกำหนดกระบวนการจะเริ่มจากการกำหนดเป้าหมายก่อน
จากนั้นก็ให้ผู้บริหารระดับสูงทำการเชื่อมโยงงานเข้ากับวัตถุประสงค์ที่ต้องการ
ซึ่งการกำหนดกระบวนการนี้ต้องพิจารณาด้วยว่ากระบวนการใดเป็นกระบวนการหลัก
(Core
Process) และแต่ละกระบวนการหลักสามารถแตกเป็นกระบวนการย่อย
(Sub Process) อะไรได้บ้าง
โดยที่อาจจะใช้วิธีการเขียนแผนภาพหรือตารางเพื่อช่วยแสดงกระบวนการและวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
(ดังแสดงในตารางที่ 2.1) ซึ่งกระบวนการหลักนั้นจะมีคุณลักษณะดังต่อไปนี้
·
มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ มีผลกระทบต่อองค์กร
และมีความสำคัญต่อความสำเร็จ
·
มีผลกระทบต่อลูกค้า
·
เป็นกระบวนการข้ามฟังก์ชัน
ตารางที่
2.1 แสดงตัวอย่างการกำหนดกระบวนการ
|
เป้าหมาย |
กระบวนการหลัก |
กระบวนการย่อย |
|
|
|
|
|
ยกระดับความพอใจ |
|
|
|
ของลูกค้า |
|
|
|
|
|
|