การประยุกต์คอมพิวเตอร์ในธุรกิจ
1
การประกอบธุรกิจนั้นมีกันมาช้านานแล้ว
ซึ่งรูปแบบทางธุรกิจก็ได้มีวิวัฒนาการมาเรื่อยๆตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
โดยเราสามารถแบ่งยุคของธุรกิจออกเป็นยุคใหญ่ๆ ได้ 2 ยุค นั่นก็คือ
·
ธุรกิจยุคดั้งเดิม เป็นธุรกรรมในรูปแบบเดิมๆ
ที่สืบทอดกันมาช้านานตั้งแต่มนุษย์เริ่มรู้จักการแลกเปลี่ยนกัน
·
ธุรกิจยุคอิเล็กทรอนิกส์
ในยุคนี้เริ่มที่จะมีการนำเทคโนโลยีด้านสารสนเทศและการสื่อสารเข้ามาประยุกต์ใช้กับธุรกรรมต่างๆ เพื่อขยายช่องทางและโอกาสทางธุรกิจ
ซึ่งหน่วยงานที่เริ่มต้นคือธนาคารพาณิชย์
ลักษณะของธุรกิจทั้งสองแบบข้างต้นสามารถแสดงเปรียบเทียบให้เห็นได้ดังตารางที่
1.1
ตารางที่
1.1 แสดงการเปรียบเทียบลักษณะของธุรกิจยุคดั้งเดิมและธุรกิจยุคอิเล็กทรอนิกส์
|
ธุรกิจยุคดั้งเดิม |
ธุรกิจยุคอิเล็กทรอนิกส์ |
|
·
มีขนาดเล็กจนถึงปานกลาง
แต่เดิมมักเป็นธุรกิจในครัวเรือน เช่น SMEs ·
เน้นการใช้แรงงานมากกว่าใช้เทคโนโลยี
การประเมินจะพิจารณาจาก พื้นที่, คน, และ
วัตถุดิบ ·
ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารพื้นฐาน
คือ จดหมาย, โทรสาร, และโทรศัพท์ ·
การบันทึกข้อมูลจะใช้วิธีการจดจำ
และบันทึกลงสมุด ·
ใช้ระบบเส้นสายในการบริหารงาน
การตัดสินใจมักพิจารณาจากแรงสังหรณ์มากกว่าข้อมูล · ขาดยุทธศาสตร์เชิงรุก |
·
การทำงานเป็นแบบมืออาชีพ
กล่าวคือจะปฏิบัติงานโดยผู้ที่มีความรู้และความชำนาญ ·
ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเข้ามาช่วยในการดำเนินการ ·
ใช้รูปแบบการสื่อสารที่รวดเร็ว
ส่งข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์ทันทีโดยไม่มีการหยุดพัก
จึงสามารถทำงานต่อเนื่องได้ทันที ·
ใช้ฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ในการจัดเก็บข้อมูล ·
บริหารงานด้วยข้อมูลข่าวสาร
การตัดสินใจจะพิจารณาจากข้อมูลเป็นหลัก ·
ใช้ ICT ในการกำหนดยุทธศาสตร์เชิงรุก
โดยเน้นนวัตกรรมที่นำหน้าคู่แข่ง
และมีการมองสถานการณ์ในอนาคต |
ตัวอย่างธุรกรรมของภาคธุรกิจในยุคอิเล็กทรอนิกส์
·
ธนาคาร
เช่น ATM,
E-Banking
·
โรงแรม
เช่น การจองห้องพัก, การจัดเก็บข้อมูลลูกค้าเพื่อการให้บริการในอนาคต
·
บริษัทอุตสาหกรรม เช่น
ออกแบบผลิตภัณฑ์,
คำนวณความต้องการวัตถุดิบและชิ้นส่วน
·
ร้านค้าขนาดเล็ก เช่น
การตัดรายการสินค้าที่ขายแล้วออกจาก Inventory, การทำบัญชี
·
บริษัทขายสินค้าทางอินเทอร์เน็ต
เช่น จัดทำเว็บเพื่อโฆษณาสินค้าทางอินเทอร์เน็ต,
·
ร่วมกับธนาคารรับการชำระเงินผ่านอินเทอร์เน็ต
จะเห็นได้ว่าในยุคนี้ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอะไรก็ตามล้วนแล้วแต่มีการนำไอซีทีเข้ามาใช้ในธุรกรรมแทบทั้งสิ้น เช่น
·
การเก็บข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าและธุรกรรม
·
การนำข้อมูลมาประมวลผลให้เป็นสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการ
เช่น ส่งเสริมการขาย, การวางแผนการดำเนินงานในอนาคต
·
การใช้ไอซีทีในการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการ
เช่นออกแบบผลิตภัณฑ์
·
การทำบัญชีตามข้อกำหนดของราชการ
จากที่ได้กล่าวมาจะเห็นได้ว่ากิจกรรมทางธุรกิจที่เกิดขึ้นในยุคนี้นั้นต่างก็มีการนำไอซีทีเข้ามาประยุกต์ใช้ด้วยกันทั้งนั้น
ซึ่งแสดงให้เห็นตัวอย่างได้ดังต่อไปนี้
·
งานที่เกี่ยวกับลูกค้า ได้แก่
การรับคำสั่งซื้อจากลูกค้า, การรับชำระเงินและออกใบเสร็จรับเงิน,
การรับคืนของจากลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญในเรื่องของการควบคุมสินค้าคงคลัง,
การทำบัญชีลูกหนี้และการทวงหนี้
·
งานที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์
ได้แก่ การวิเคราะห์การขายและความต้องการของลูกค้า, การออกแบบผลิตภัณฑ์, การสั่งซื้อ จัดเก็บ
และเบิกวัตถุดิบและชิ้นส่วน
·
งานที่เกี่ยวกับการขายปลีก
ได้แก่ การสำรวจตลาดและความต้องการ, การบันทึกการขายและ การรับชำระเงิน, การวิเคราะห์การขาย
·
งานที่เกี่ยวการบริหาร ได้แก่
งานสื่อสาร เช่นการจัดทำหมายเลข Extension, งานบริหารบุคคล, งานบริหารยานพาหนะ
เช่นการควบคุมการใช้จ่ายน้ำมัน
·
งานบริหารไอซีที ได้แก่
การวางแผนไอซีทีซึ่งควรมีตั้งแต่ระดับเล็กไปจนถึงระดับประเทศและในการพัฒนาระบบไอซีทีนั้นต้องมีลำดับความสำคัญที่ชัดเจนเพราะระบบงานไอซีทีมีความหลากหลายมาก
ในการที่จะประยุกต์ใช้ไอซีทีให้ประสบความสำเร็จได้นั้นต้องพิจารณาปัจจัยที่สำคัญดังต่อไปนี้
·
การประยุกต์ควรเน้นที่กระบวนการ
และความต้องการของบริษัทเป็นอันดับแรก และของผู้บริหารเป็นระดับต่อมา เพราะผู้บริหารอาจจะลาออกได้
ในบริษัทมีหลายแผนกแต่ละแผนกมีความต้องการไม่เหมือนกัน
ดังนั้นจะต้องพัฒนาระบบให้ตรงความต้องการของแต่ละแผนก
ถ้าในกรณีที่ยังไม่เข้าความต้องการที่ชัดเจน ก็ไม่ควรพัฒนาระบบเพราะอาจจะได้
MIS ที่ไม่คุณภาพ และการนำเสนอข้อมูลให้กับผู้บริหารควรเป็นข้อมูลที่ดูง่าย
เช่นเป็นกราฟ ตาราง
·
การนำเทคโนโลยีมาใช้ควรต้องพิสูจน์ว่ามีผลดีชัดเจน
แล้วจึงนำมาใช้เพราะการลงทุนทางด้านไอซีทีนั้นมีราคาสูงถ้าระบบล้มเหลว
·
ในปัจจุบันนิยมใช้ระบบสำเร็จ
เพราะไม่ต้องเสียเวลานานในการพัฒนา
และเป็นระบบมาตรฐานที่ตรงกับธุรกิจส่วนใหญ่
·
การที่เราจะทราบได้ว่าการประยุกต์ใช้ไอซีทีนั้นประสบความสำเร็จหรือไม่สามารถพิจารณาได้จากมุมมองในด้านต่างๆ
ดังต่อไปนี้
·
ในด้านการให้บริการไอซีที
ได้แก่ ความพึงพอใจในระบบของผู้ใช้, ลูกค้าพอใจกับการให้บริการที่ถูกต้องรวดเร็ว, ผู้บริหารได้รับ MIS ที่ถูกต้อ
และนำไปใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา
·
ในด้านการปฎิบัติงาน ได้แก่
ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการปฎิบัติงานโดยรวม, ช่วยลดพนักงาน, ช่วยให้กระบวนการทำงานสะดวกขึ้น
·
ในด้านพนักงาน ได้แก่
ช่วยลดการปฏิบัติงานประจำลงได้,
ผลงานถูกต้อง, เอกสารไม่สูญหาย,
การส่งรายงานและข้อมูลสามารถกระทำได้รวดเร็วขึ้น
·
ในด้านผู้บริหาร ได้แก่
ช่วยให้สามารถตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างมั่นใจ, แก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว, บริหารการเงินได้อย่างถูกต้อง
·
ในด้านลูกค้า ได้แก่
ช่วยให้ได้รับข่าวสารที่น่าสนใจจากบริษัทตลอดเวลา, แก้ไขปัญหาในการใช้สินค้าหรือบริการได้
บทสรุป
การประยุกต์คอมพิวเตอร์ในงานธุรกิจเป็นเรื่องสำคัญ
เพราะปัจจุบันบริษัทส่วนใหญ่มีการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยทำให้งานมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
เช่นกระบวนการผลิตเร็วขึ้น ความเสียจากการผลิตลดลง
ถ้าเราไม่นำคอมพิวเตอร์เข้าประยุกต์ใช้เราก็จะไม่สามารถที่จะแข่งขันในตลาดได้
เช่นกระบวนการผลิตเราใช้เวลามากกว่าคู่แข่ง
เมื่อผลิตภัณฑ์เราออกช้ากว่าคู่แข่งนั้นหมายความว่าโอกาสทางการตลาดเราก็น้อยลงไปด้วย
ทำให้มีโอกาสที่จะเสียเปรียบคู่แข่ง
แต่ในประยุกต์ใช้ไอซีทีก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดังนั้นจะต้องการวางแผนที่ดี
ผู้บริหารระดับสูงต้องให้ความสำคัญและติดตามความคืบหน้าตลอดเวลา
ถ้าเราไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่กล่าวมาอาจส่งผลให้เกิดโอกาสที่การประยุกต์ใช้ไอซีทีล้มเหลวได้