การติดเชื้อไวรัส

  การติดเชื้อไวรัสในช่องปากเกิดได้บ่อย ง่าย ทุกเพศวัย มีเชื้อไวรัสหลายชนิดที่เป็นสาเหตุ โรคติดเชื้อไวรัสช่องปาก รวมทั้งมีปัจจัยเสริมหรือชักนำการติดเชื้อไวรัสหลายประการ

เชื้อไวรัสคืออะไร

            ไวรัสจัดเป็นจุลินทรีย์อีกชนิดหนึ่ง ที่ก่อโรคแก่มนุษย์ เช่นเดียวกับเชื้อแบคทีเรีย  หน่วยของไวรัสเองจะมีรหัสกรดนิวคลีอิคที่เป็น ดีเอ็นเอ [DNA] หรือ อาร์เอนเอ [ RNA ] ก็ได้แล้วแต่ชนิดของไวรัสนั้น  หน่วยของไวรัสไม่มีเครื่องมือสำหรับการแบ่งตัวสร้างหน่วยใหม่โดยตัวเอง  มันจึงจำเป็นต้องอาศัยเซลที่มีชีวิตอื่นเพื่อทำการยังชีพ และเพิ่มจำนวนตัวเอง  อีกนัยหนึ่งตามความหมายที่ว่านี้ ไวรัสจึงคล้ายๆพยาธิที่คอยเกาะกินเซลมีชีวิต เช่น เซลร่างกายมนุษย์ และเพิ่มจำนวน  ในการเข้าสิงสู่อาศัยในเซลร่างกายมนุษย์ บางเซลมนุษย์อาจถูกทำลายลง แต่บางเซลที่ไวรัสอาศัยอยู่ก็ไม่ถูกทำลาย ตกอยู่ในสภาพการเกาะกินอย่างเรื้อรังยาวนาน เช่น พวกไวรัสโรคเฮอร์ปีส์ [ Hepesvirus ] หรือไวรัสบางพวกเลียนแบบเซลปกติของร่างกายก่อให้เกิดการแบ่งตัวจนกลายเป็นเนื้องอกขึ้นมาได้

            และเนื่องมาจากการสิงสู่ในเซล การเลียนแบบเซลปกติของมนุษย์นี่เอง ทำให้การค้นหาเชื้อ การวินิจฉัย รวมทั้งการใช้ยารักษาทำลายเชื้อจึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก

โรคติดเชื้อไวรัสในช่องปากที่พบบ่อย

โรคติดเชื้อเฮอร์ปีส์ หรือ เริม [ Herpes Simplex Infections ]

        ลักษณะที่พบ      เท่าที่พบกันมี 3 ลักษณะ คือ

                         แบบแรกพบในเด็กมาก อาจพบในผู้ใหญ่ที่ไม่เคยมีภูมิต้านทานเชื้อไวรัสตัวนี้มาก่อน  เป็นตุ่มน้ำใสขนาดเล็ก เกิดตามผิวหนัง ริมฝีปาก มุมปาก เยื่อบุช่องปากทุกตำแหน่ง  ซึ่งการเกิดตุ่มที่เยื่อบุในแบบแรกนี้จะแตกต่างไปจากแบบที่เกิดซ้ำ เพราะแบบที่เกิดติดเชื้อซ้ำอีกนั้นจะเกิดเฉพาะที่เพดานปากและเหงือก  เด็กที่ติดเชื้อไวรัสแบบนี้ จะมีไข้ ปวดศีรษะ เหนื่อยอ่อน  อาจปวดตามข้อ และมักมีต่อมน้ำเหลืองที่ใต้คางโต อาการจะดีขึ้นเอง และตุ่มใสจะหายไปในเวลาประมาณ 7-10 วัน             

                   แบบที่สอง เป็นชนิดกำเริบขึ้นมาอีก คนที่มีการติดเชื้อแบบนี้ จะเคยได้รับเชื้อไวรัสชนิดนี้มาก่อน เคยป่วยด้วยโรคนี้มาก่อน เชื่อกันว่าประมาณ ร้อยละ 90 ของประชากรเคยได้รับเชื้อนี้มาก่อน และในจำนวนนี้ ร้อยละ 40 จะมีการติดเชื้อซ้ำแล้วซ้ำอีก ว่ากันว่าก่อนที่ผู้ป่วยจะมีตุ่มใสเกิดขึ้น จะรู้สึกแสบร้อนหรือปวด ในบริเวณผิวที่จะเกิดตุ่มใสนั้น จากนั้นอีกไม่นานจะมีตุ่มน้ำใสเกิดขึ้นและอีกไม่นานตุ่มจะแตกเป็นแผลตื้นๆคล้ายแผลถลอก เป็นแถบๆ และหายได้เองในเวลาประมาณ 7-14 วัน ผู้ป่วยที่เคยติดเชื้อแบบนี้ จะเกิดได้อีกซ้ำๆ และบางคนเชื่อว่ามีความสัมพันธ์กับภาวะตึงเครียดทางอารมณ์ด้วย

                        แบบที่สาม มีรอยโรคติดเชื้อไวรัสที่ช่องปากและนิ้วมือด้วย ผู้ป่วยจะมีอาการปวด บวม แดงจัดรอบๆรอยโรค ตุ่มน้ำใสหรือหนองจะแตกเป็นแผลเจ็บ ระยะเวลาการป่วยจะนานเป็น 4-6 สัปดาห์

โรคงูสวัด

                               ชาวบ้านเรียกว่า "งูสวัด" เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ในสายพันธุ์ Herpetoviridae มีชื่อของตนเองว่า Herpes virus varicellae หรือเรียกว่า  Varicella-zoster virus เชื่อไวรัสตัวนี้ทำให้เกิด ไข้อีสุกอีใส [ chickenpox ] และงูสวัด  [ shingel หรือ zoster ]  ในผู้ป่วยที่ไม่เคยติดเชื้อไวรัสชนิดนี้นั้น เมื่อได้รับเชื้อครั้งแรกจะเป็นไข้อีสุกอีใสก่อน จากนั้นเมื่อหายแล้วต่อมาจะมีโอกาสเป็นงูสวัดได้อีก และเมื่อเป็นงูสวัดแล้วมักจะไม่เป็นซ้ำอีก แต่จะมีอาการของเส้นประสาทที่เคยติดเชื้อในเวลาต่อมาได้ 

                                           งูสวัด  พบบ่อยแถวลำตัวหรือบริเวณศีรษะและคอ เกิดตามเส้นประสาทรับความรู้สึก

                                            อาการเริ่มแรกคือ ปวด บริเวณที่เป็นตุ่มหรือก้อนตามผิวหนังอาจมีไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ คอแข็ง และต่อมน้ำเหลืองโต  อาการเลห่านี้จะลดลง เมื่อมีตุ่มมากขึ้น  ลักษณะตุ่มที่ขึ้นจะเป็นตุ่มสีแดงเป็นกลุ่มๆหย่อมๆ จากนั้นภายใน 12-24 ชั่วโมงจะกลายเป็นตุ่มน้ำใส และต่อมาใน 72 ชั่วโมงจะกลายเป็นตุ่มหนองในที่สุด ตุ่มเหล่านี้จะเกิดขึ้นตามแนวเส้นประสาทรับความรู้สึกของผิวหนังหรือเยื่อบุช่องปาก

                                            หลังจากตุ่มหนองขึ้นมาแล้ว รอยแดงรอบๆตุ่มจะจางลง ตุ่มหนองจะแห้งไปในเวลา 7-8 วัน กลายเป็นสะเก็ดและหลุดไปใน 2-3 อาทิตย์  ในหลายคนเมื่อสะเก็ดหลุดไปแล้ว จะยังมีอาการปวดแสบปวดร้อนตามแนวที่เคยมีตุ่ม ทั้งที่ตุ่มและสะเก็ดหายไปหมดแล้ว

                                            อาการแทรกซ้อนจากงูสวัด ที่พบมากที่สุด คืออาการปวดเส้นประสาทภายหลังจากรอยโรคหายไปแล้ว  และอาการแทรกซ้อนทางตาจากการเป็นงูสวัดที่ตา และที่พบน้อยคืออาการอัมพาต จากการที่งูสวัดเกิดกับเส้นประสาทสั่งการกล้ามเนื้อ ส่วนอาการแทรกซ้อนอื่นที่อาจพบได้ เช่น การติดเชื้อซ้ำซ้อน ฯลฯ

                                            การรักษา  1.ทำความเข้าใจธรรมชาติของโรค ว่า ในที่สุดจะค่อยๆดีขึ้นและหายได้เอง

                                                            2.รักษาอาการ เช่น ประคบแผลด้วยน้ำยาที่ชื่อ Burow's [ 5 % aluminium acetate solution ] ครั้งละ 15 นาที วันละ 3-4 ครั้ง หรือใช้น้ำเกลือธรรมดาแทนก็ได้  ให้ยาแก้ปวดทุก 4-6 ชั่วโมง 

                                                            3.อาจใช้สเตียรอยด์ ซึ่งต้องให้ตามคำแนะนำของแพทย์

                                                            4.ใช้ยาต้านไวรัส เช่น acyclovir ตามคำแนะนำของแพทย์

 

                                        

                                

 

  กลับบ้านหน้าแรก / ประวัติคลินิก / รู้จักกับเรา / กายวิภาคช่องปาก / โรคช่องปากขากรรไกร / การรักษา / เครื่องมือดูแลสุขภาพช่องปาก / ท่านถามเราตอบ / สมัครสมาชิก / WEBSITE COMPUTER

 

 

Hosted by www.Geocities.ws

1