ที่นี่เจียงฮาย.. สุดยอดแดนสยามเจ้า
Home | Gallery | Search | Link | Guestbook | About us
Songkran : The water festival

The word songkran menas a passage or couse and refers to the position of the sun within the solar system. As the sun enters each of the houses of the Zodiac constellation, a songkran cycle is completed . Over time, the use of the term has become more generic and Songkran is more commonly associated with the period when the sun enters Aries, in April.

 


There are three aspects to Songkran,. On the first day, April 13th , various activities are undertaken to "send off" the outgoing year. In the morning, merit -making rituals are performed and offerings are made to the Buddhist monks. Spring-cleaning and personal cleansing are also part of this "renewal" process.Later in the day, Buddha images are bathed with lustral water in a gesture of respect. The religious ceremonies include a procession of Buddha images through the city streets offering an opportunity for residents of the community to take part in the bathing rites. An annual "Miss Songkran" parade and floral floats are part of the popular festivities held to greet the Thai new year.

On April 14th, the day when the position of the sun is mid-way between Pisces and Aries, merit-making continues in the morning with offerings being made to Buddhist monks. The world-famous Songkran water splashing festive fun takes place all day helping revellers to beat the summer heat. In the evening, sand is brought to the temples for the building of sand castles which are then decorated with colourful flags and flowers.The practice reflects and ancient belief that when an individuals walks away from a temple, particles of sand from the temple grounds are inadvertently carried away on one's shoes or sandals. The building of sand castles for the temple is seen to be a practical way of replacing the sand lost and a merit-making act through which blessings are earned

Go Top

During this time, the sun is equidistant to the earth so there are an equal number of hours during the day and night, a phenomenon known as "mahasongkran" the supreme cycle". This marks the beginning of the Thai new year.

The Thai New Year fails on April 15th. Typocal merit-making rites performed on this day include the presentation of food and other offerings to Buddhist monks at the temples : donations are made.: fishes and birds are released : and a bathing ritual is observed whereby lustral water is poured over respected elders in a gesture of respect and reverence. The seeking of their blessing or forgiveness for past wrong-doing is also implied. Additionally it is believed that through these acts of merit-making, loved ones, long departed are endowed with blessings and good fortune.

The religious ceremonies and folk rituals associated with Songkran are principally performed to bring good luck and prosperity. The rituals are also acts of gratitude and indebtedness undertaken in the memory of those who have passed on to another world.

The Songkran activities that take place in various locations around the kingdom are culturally unique and reflect local beliefs and practices. Each offers varying elements of interest. For example, in the North, gunshots are fired to ward away evil spirits and jinxes. While on New Year's Day, residents of the comunity prop up banyan trees in the temple grounds or the surrounding area with wooden structures.

 

เทศกาลสงกรานต์
.......คำว่า "สงกรานต์ " มาจากภาษาสันสกฤต แปลว่า การผ่าน หรือ การย้าย หมายถึงเวลาที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนจากราศีหนึ่งไปสู่อีกราศีหนึ่งทุกๆ เดือน ยกเว้นเมื่อย้ายจากราศีมีนสู่ราศีเมษ จะเรียกชื่อพิเศษว่า"มหาสงกรานต์" (ตามความ เชื่อของ อินเดียฝ่ายเหนือ)

โดยการนับ ระยะเวลาที่ เส้นทางของดวงอาทิตย์ โคจรผ่านกลุ่มดาวฤกษ์จักราศีทั้ง 12 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มดาวราศี เมษ พฤษภ เมถุน กรกฎ สิงห์ กันย์ ตุลย์ พิจิก ธนู มังกรกุมภ์ และ มีน การโคจรผ่านผ่านกลุ่มดาวแต่ละกลุ่ม จะใช้ระยะเวลา ประมาณ 30 วัน เมื่อ ดวงอาทิตย์โคจรผ่าน กลุ่มดาวเหล่านี้ครบทั้ง 12 กลุ่ม ก็จะได้ระยะเวลา 1 ปี พอดี เป็นวิธีการนับเดือนที่ใช้กันใน ประเทศอินเดีย และกลุ่มประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งรับอิทธิพล ทางวัฒนธรรมมาจากอินเดียเช่น ไทย พม่า เขมร ลาว เป็นต้น วันที่ 13 เมษายน เป็นวัน"มหาสงกรานต์" หรือ วันเริ่มต้นปีใหม่ ทั้งนี้เป็นเพราะเป็นจากช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์ โคจรผ่านจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษนั้น โลกโคจรเป็นมุมฉากกับดวงอาทิตย์ จึงมีกลางวันและกลางคืนยาวเท่ากันพอดี วันสงกรานต์เป็นวันทำบุญใหญ่ประจำปี มี 3 วันคือวันมหาสงกรานต์หรือวันส่งท้ายปีเก่า(วันที่ 13 เมษายน) วันกลางหรือวันเนา (วันที่ 14 เมษายน) วันขึ้นปีใหม่ หรือวันเถลิงศก (วันที่ 15 เมษายน)

การกำหนดวันขึ้นปีใหม่แต่เดิมของไทย ใช้วิธีนับ ทางจันทรคติ ดังนั้นแต่ละปีจะไม่ตรงกันจนลุถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ได้กำหนดให้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ตั้งแต่ป ีพ.ศ.2432 และได้เปลี่ยน แปลงอีกครั้ง ในปี พ.ศ.2484 โดยกำหนดวันขึ้น ปีใหม่ ตรงกับวันที่ 1 มกราคม ตามหลักสากล

นางสงกรานต์ อ่านตำนาน
.......เมื่อวันสงกรานต์ตรงกับวันใดในแต่ละปี ก็จะมีนางสงกรานต์ประจำวันนั้นๆ
: วันอาทิตย์ นางสงกรานต์ชื่อ ทุงษ
: วันจันทร์ นางสงกรานต์ชื่อ โคราค
: วันอังคาร นางสงกรานต์ชื่อ
: วันพุธ นางสงกรานต์ชื่อ นางมณฑา
: วันพฤหัสบดี นางสงกรานต์ชื่อ กิริณี
: วันศุกร์ นางสงกรานต์ชื่อ กิทิมา
: วันเสาร์ นางสงกรานต์ชื่อ มโหธร

.......ประเพณีสงกรานต์ถือเป็นประเพณีการเฉลิมฉลอง วันขึ้นปีใหม่ของไทยที่ยึดถือปฏิบัติมาแต่โบราณ ช่วงวันสงกรานต์จึงเป็นวันแห่งความเอื้ออาทร ความรัก ความผูกพัน ที่มีต่อกันทั้งครอบครัว ชุมชน สังคม และศาสนา ทำให้สมาชิกของครอบครัวได้มีโอกาสมาอยู่ร่วมกันเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตเช่น ลูกหลานนำสิ่งของมา เยี่ยมเยียน และรดน้ำขอพรจาก บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย รวมทั้งแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อบรรพบุรุษ ที่ล่วงลับไปแล้ว ด้วยการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ การสร้างความสมัครสมานสามัคคีในชุมชน ได้แก่ การร่วมกันทำบุญให้ทาน การก่อพระเจดีย์ทรายและเป็น การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา การเล่นสาดน้ำเพื่อความสนุกสนานรื่นเริงร่วมกัน นอกจากนี้ ยังสร้างความรู้สึกผูก พันกลมเกลียวต่อบุคคลในสังคมเดียวกัน และสร้างความรู้สึก หวงแหนในสาธารณสมบัติของสังคม และสิ่งแวด ล้อมโดยการช่วยกันทำความสะอาดบ้านเรือน วัดวาอาราม ตลอดจากอาคารสถานที่สถานที่ต่างๆ

ภาคเหนือ
.......วันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวไทยเหนือถือกันว่าเป็นวันสังขารล่อง (อายุสังขาร คืออายุของมนุษย์ ได้ล่วงเลยไปอีก 1 ปี และเป็นวันที่สุดของศักราชเก่า เป็นวันส่งท้ายปีเก่า ตอนเช้ามีการยิงปืนขับไล่เสนียดจัญไร การทำความสะอาดบ้านเรือน การชำระล้างร่างกาย การสระผม แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสะอาด หลังจากนั้น ก็ไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ เรียกว่า "ไปแอ่วปีใหม่" ในวันนี้ เริ่มมีการเล่นรดน้ำกันแล้ว วันรุ่งขึ้นเป็นวันเนาว์หรือวันดา มีการตระเตรียมข้าวของสำหรับทำบุญ ตอนบ่ายมีการขนทรายจากแม่น้ำนำไปไว้ที่วัดใกล้บ้าน แล้วร่วมกันก่อพระเจดีย์ทรายตามลานวัด ตกแต่งด้วยตุงหรือธงชายอย่างสวยงาม มีการเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน วันที่สามเป็นวันพญาวันหรือวันเถลิงศก ตอนเช้ามีการเตรียมอาหารคาวหวานไปถวายพระที่วัด เพื่อทำบุญและนำอาหารไปให้แก่ผู้เฒ่าผู้แก่ที่เคารพนับถือ ตลอดจนนำไปถวายทานเพื่ออุทิศส่วนกุศล แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เรียกว่าไปทานขันข้าว เสร็จจากการทานขันข้าว ก็มีการถวายทานเจดีย์ทราย ปล่อยนกปล่อยปลาการสรงน้ำพระเจดีย์ การค้ำต้นโพธิ์ภายในวัดและหมู่บ้านการสรงน้ำพระพุทธ รูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองในวันนี้จะมีการไปดำหัว เพื่อการไปสุมาคารวะ โดยลูกหลานจะพากันไปขอขมาลาโทษ ในความผิดต่างๆ ที่เคยกระทำต่อญาติผู้ใหญ่ การดำหัวจะทำไปเรื่อยๆ จนถึงวันปากปี ในวันปากปีจะมีการจัดขบวนแห่ดำหัวซึ่งแต่งกายด้วยชุดพื้นเมือง และมีการจัดต้นดอก (พุ่มดอกไม้) อย่างสวยงามมีการฟ้อนนำขบวนไปดำหัวพระผู้ใหญ่ เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด (เจ้าเมือง) เป็นต้นในวันนี้ก็จะมีการดำหัวกู่ คือ การไปดำหัวอนุสาวรีย์บรรพบุรุษของตระกูลของตน การดำหัวเป็นวัฒนธรรมอันสูงยิ่งของภาคเหนือ เป็นการแสดงออกถึงการขออภัย การให้อภัย การแสดง ความเคารพนับถือกันและกันและจิตใจอันเปี่ยมไปด้วยคารวะไมตรี ความรักใคร่สามัคคีในหมู่คณะการเล่น สงกรานต์ที่มีชื่อเสียงของภาคเหนือ ได้แก่ งานประเพณีปี๋ใหม่เมือง จังหวัดเชียงใหม่

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
มี"ฮีตสิบสอง" ซึ่งมักจะเป็นงานบุญที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเป็นหลัก และในเดือนห้า ก็เป็นการทำบุญสงกรานต์ โดยกำหนดทำกันในวันที่ 13 14 15 เมษายน พิธีการของแต่ละท้องถิ่นอาจแตกต่างกันในข้อปลีกย่อย แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือการสรงน้ำพุทธรูปบางที่ใช้ศาลาการเปรียญ แต่บางที่จะจัดสร้างหอสรงแล้วอัญเชิญพระพุทธรูปมา ประดิษฐานในหอสรงเพื่อสรงน้ำในวันสงกรานต์ นอกจากนั้นก็มีการเล่นสาดน้ำกัน หลังจากวันสงกรานต์แล้ว หมู่บ้านบางแห่งมีการแห่ดอกไม้ไปถวายพระที่วัด ในเวลาพลบค่ำก็มีการไหว้พระ รับศีล ฟังเทศน์ฉลองต้นดอก ไม้ และหุนเวียนไปตามหมู่บ้านต่างๆ หมู่บ้านที่เป็นเจ้าภาพจะคอยเลี้ยงข้าวปลาอาหาร เป็นการสร้างความสามัคคีกันในหมู่คณะ แต่ปัจจุบันนี้มีการทำกันน้อยลง จังหวัดหนองคายมีการสรงน้ำหลวงพ่อพระใส พระพุทธรูปอันเป็นที่สักการะ ของทั้งประชาชนชาวไทย และประชาชนชาวลาว นอกจากนี้ยัง มีบรรยากาศของการเล่นสงกรานต์สองฟากฝั่งโขง เนื่องจากลาวก็ถือคติการเล่นสงกรานต์เช่นเดียวกันกับไทย

ภาคกลาง
กรุงเทพมหานครจัดบริเวณถนนข้าวสาร บางลำพู สนามหลวง วัดมหาธาตุ และวัดโพธิ์ สงกรานต์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในบริเวณคุ้มขุนแผน ซึ่งอยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา โดยจำลองบรรยากาศการเล่นสงกรานต์แบบโบราณ นอกจากนี้ยังมีสงกรานต์พระประแดงจังหวัด สมุทรปราการ ซึ่งเป็นการเล่นสงกรานต์ตามแบบประเพณีของชาวไทยเชื้อสายรามัญ ซึ่งมีกิจกรรมบางอย่างแตก ต่างไปจากสงกรานต์ทั่วไป เช่น ขบวนแห่นก แห่ปลาซึ่งเจ้าภาพจะเชิญหญิงสาวมาถือกรงนก และโหลใส่ปลาสำหรับนำไปปล่อย พิธีการส่งข้าวแช่สงกรานต์โดยให้หญิงสาวเป็นคู่ๆ ถือภาชนะใส่ข้าวแช่และกับข้าวไปส่งตามวัดต่างๆ แต่เช้าตรู่การเล่นสะบ้าซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาแต่ดั้งเดิม ในช่วงสงกรานต์นี้ชาวพระประแดงจะแต่งกายตาม แบบดั้งเดิมของชาวรามัญ

ภาคใต้
จังหวัดที่มีการเล่นสงกรานต์ที่ มีชื่อเสียงได้แก่ สงกรานต์หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งจัดขึ้นในพื้นที่สวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ อำเภอ หาดใหญ่ ศาลาไทย หาดสมิหลา อำเภอเมือง โดยเริ่มเล่นสงกรานต์ตั้งแต่วันที่ 6-15 เมษายนและได้รับความสนใจ จากนักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งเดินทางมาร่วมเล่นสงกรานต์อย่างสนุกสนาน นอกจากนี้ยังมีสงกรานต์เมืองนครจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นการเล่นสงกรานต์ตามแบบดั้งเดิมของชาวนครศรีธรรมราช มีการอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ จากหอพระออกมาสรงน้ำ พิธีตักบาตรบริเวณสนามหน้าเมือง การแห่นางสงกรานต์และการแห่นางกระดาน

Go Top

 
ตำนานนางสงกรานต์

จากประวัติที่เล่าสืบต่อกันมานั้นมีปรากฏในศิลาจารึก ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามว่าเศรษฐีคนหนึ่งไม่มีบุตร บ้านอยู่ใกล้กับนักเลงสุรา นักเลงสุรามีบุตรสองคน มีผิวเนื้อเหมือนทอง วันหนึ่งนักเลงสุรานั้นเข้า ไปกล่าวคำหยาบช้าต่อเศรษฐี เศรษฐีจึงถามว่าเหตุใดจึงมาหมิ่นประมาทต่อเราผู้มีสมบัติมาก นักเลงสุราจึงตอบว่าถึงท่านมีสมบัติก็ไม่มีบุตร ตายแล้วสมบัติก็จะสูญเปล่า เรามีบุตรเห็นว่าประเสริฐกว่าท่าน เศรษฐีมีความละอายจึงบวงสรวงพระอาทิตย์ พระจันทร์ ตั้งจิตอธิษฐานขอบุตรถึงสามปีก็มิได้มีบุตร อยู่มาถึงวันนักขัตฤกษ์สงกรานต์ พระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษเศรษฐีจึงพาบริวาร ไปยังต้นไทรอันเป็นที่อยู่แห่งฝูงนกทั้งปวงริมฝั่งน้ำ จึงเอาข้าวสารล้างน้ำเจ็ดครั้ง แล้วหุงขึ้นบูชาพระไทรประโคมพิณพาทย์ ตั้งจิตอธิษฐานขอบุตร พระไทรมีความกรุณาจึงเหาะไปเฝ้าพระอินทร์ พระอินทร์จึงให้ธรรมบาลเทวบุตร ลงมาปฏิสนธิในครรภ์ภรรยาเศรษฐี เมื่อคลอดแล้วจึงให้ชื่อธรรมบาลกุมาร ปลูกปราสาทเจ็ดชั้นให้อยู่ที่ใต้ต้นไทรริมฝั่งน้ำนั้น กุมารเจริญขึ้นก็รู้ภาษานกแล้วเรียนไตรเพทจบ เมื่ออายุได้เจ็ดขวบได้เป็น อาจารย์บอกมงคลการต่างๆ แก่มนุษย์ทั้งปวง ในขณะนั้นโลกทั้งหลายนับถือท้าวมหาพรหม และกบิลพรหมองค์หนึ่งว่าเป็นผู้แสดงมงคลแก่มนุษย์ทั้งปวง เมื่อกบิลพรหมทราบจึงลงมาถามปัญหาธรรมบาลกุมารสามข้อ สัญญาไว้ว่าถ้าแก้ ปัญหาได้จะตัดศีรษะ บูชาถ้าแก้ไม่ได้จะตัดศีรษะธรรมบาลกุมารเสีย ปัญหานั้นว่า

ข้อ1. เช้าราศีอยู่แห่งใด
ข้อ2. เที่ยงราศีอยู่แห่งใด
ข้อ3. ค่ำราศีอยู่แห่งใด

ธรรมบาลขอผลัดเจ็ดวันครั้นล่วงไปได้หกวัน ธรรมบาลกุมารก็ยังคิดไม่ได้ จึงนึกว่าพรุ่งนี้จะตายด้วยอาญาท้าวกบิลพรหม จึงไม่ต้องการจำจะหนีไปซุกซ่อนตายเสียดีกว่า จึงลงจากปราสาทไปนอนอยู่ใต้ต้นตาลสองต้น มีนกอินทรี สองตัวผัวเมียทำรังอาศัยอยู่บนต้นตาลนั้น

ครั้นเวลาค่ำ นางนกอินทรีจึงถามสามีว่าพรุ่งนี้จะได้อาหารแห่งใด สามีบอกว่าจะได้กินศพธรรมบาลกุมาร ซึ่งท้าวกบิลพรหมจะฆ่าเสียเพราะทายปัญหาไม่ออก นางนกถามว่าปัญหานั้นอย่างไร สามีจึงบอกว่าปัญหาว่า เช้าราศีอยู่แห่งใด เที่ยงราศีอยู่แห่งใด ค่ำราศีอยู่แห่งใด นางนกถามว่าจะแก้อย่างไร สามีบอกว่า เช้าราศีอยู่ที่หน้า มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างหน้า เวลาเที่ยง ราศีอยู่ที่อก มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาเครื่องหอมประพรมที่อกเวลาค่ำราศีอยู่ที่เท้า ทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างเท้า ธรรมบาลกุมารได้ยินดังนั้นก็กลับไปปราสาท ครั้นรุ่งขึ้นท้าวกบิลพรหมถามปัญหา ธรรมบาลก็แก้ตามที่ได้ยินมาท้าวกบิลพรหม จึงตรัสเรียกเทพธิดาทั้งเจ็ดอันเป็นบริจาริกาพระอินทร์มาพร้อม กันแล้วบอกว่า เราจะตัดศีรษะบูชาธรรมบาลกุมารศีรษะของเรา ถ้าจะตั้งไว้บนแผ่นดินไฟก็จะไหม้ทั่วโลก ถ้าจะทิ้งขึ้นบนอากาศฝนก็จะแล้ง ถ้าจะทิ้งในมหาสมุทรน้ำก็จะแห้ง จึงให้ธิดาทั้งเจ็ดนั้นเอาพานมารับศีรษะ แล้วก็ตัดศีรษะส่งให้ธิดาองค์ใหญ่นางจึงเอาพานมารับพระเศียรบิดาไว้ แล้วแห่ทำประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุ แล้วเชิญประดิษฐานไว้ในมณฑปถ้ำคันธุลี บนเขาไกรลาศ บูชาด้วยเครื่องทิพย์ต่างๆ พระเวสสุกรรม ก็นฤมิตรแล้วด้วยแก้วเจ็ดประการชื่อภควดีให้เป็นที่ประชุมเทวดา เทวดาทั้งปวงก็นำเอา เถาฉมูลาดลงมาล้างในสระอโนดาษเจ็ดครั้ง แจกกันสังเวยทุกพระองค์ ครั้นถึงครบกำหนด 365 วัน โลกสมมุติว่าปีหนึ่งเป็นวันสงกรานต์ นางเทพธิดาทั้งเจ็ดองค์จึงผลัดเวรกัน มาเชิญพระเศียรท้าวกบิลพรหมออกแห่ประทักษิณเขาพระสุเมรุทุกปี ธิดาทั้ง 7 ของท้าวกบิลพรหม ซึ่งเราสมมุติ เรียกว่า นางสงกรานต์

ดังได้กล่าวมาแล้วว่าธิดาท้าวกบิลพรหมมีอยู่ด้วยกัน ๗ นาง ถ้าปีใดนางสงกรานต์ตรงกับวันอะไรใน ๗ วัน นางทั้ง ๗ ก็ผลัดเปลี่ยนเวียนกัน มารับเศียรของบิดาตน เพื่อมิให้ตกลงสู่ แผ่นดิน เพราะจะเกิดฝนแล้งไฟไหม้โลก นางทั้ง๗ มีชื่อ ต่างๆ กันและแต่งกายก็แตกต่างกันออกไป ประกอบกับอาวุธที่ถือก็แตกต่างกันด้วยดังนี้

: วันอาทิตย์ ชื่อนางทุงษ ทัดดอกทับทิม เครื่องประดับปัทมราช (แก้วทับทิม) ภักษาหาร อุทุมพร (ผลมะเดื่อ)
มือขวาถือจักรมือซ้ายถือสังข์ พาหนะครุฑ
: วันจันทร์ชื่อนางโคราค ทัดดอกปีบ เครื่องประดับมุกดา ภักษาหารเตละ (น้ำมัน)
มือขวาถือพระขรรค์ มือซ้ายถือไม้เท้า พาหนะพยัคฆ์ (เสือ)
: วันอังคารชื่อนางรากษส รากษส ทัดดอกบัวหลวง เครื่องประดับแก้วโมรา ภักษาหารโลหิต (เลือด)
มือขวาถือตรีศูล มือซ้ายถือธนู พาหนะวราหะ (หมู)
: วันพุธชื่อนางมณฑา ทัดดอกจำปา เครื่องประดับไพฑูรย์ ภักษาหารนมเนย
มือขวาถือเข็ม มือซ้ายถือไม้เท้า พาหนะคัทรภา (ลา)
: วันพฤหัสชื่อนางกิริณี ทัดดอกมณฑา เครื่องประดับมรกต ภักษาหารถั่วงา
มือขวาถือขอ มือซ้ายถือปืน พาหนะคช (ช้าง)
: วันศุกร์ชื่อนางกิมิทา ทัดดอกจงกลณี เครื่องประดับบุษราคัม ภักษาหารกล้วยน้ำว้า
มือขวาถือพระขรรค์ มือซ้ายถือพิณ พาหนะมหิงส์ (ควาย)
: วันเสาร์ชื่อนางมโหทร ทัดดอกสามหาว เครื่องประดับนิลรัตน์ ภักษาหารเนื้อทราย
มือขวาถือจักร มือซ้ายถือตรี พาหนะมยุรา (นกยูง)
Go Top
 
Home | Gallery | Search | Link | Guestbook | About us
Copyright © 2003, Picky Joom Radio - Power by Dream designed
Hosted by www.Geocities.ws

1