ที่นี่เจียงฮาย.. สุดยอดแดนสยามเจ้า
Home | Gallery | Search | Link | Guestbook | About us
Visit the city of Mang Rai : Experience Cultural Heritage
...Several hundred years age, Phraya Mantg Rai chose this fertile land at the foot of Doi Chom Thong by the Kok River to be the site of his new empire. Numerous historic remains in the areas are withness to Chiang Rai's past glories, reflecting its high standard of social and cultural development.


Phraya Mang Rai the Great Monument
Phraya Mang Rai the Great Monument It is quite appropriate to pay homage to its founder, Phraya Mang Rai, bevore venturing to other sites in his historic empire of Chiang Rai.

อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งราย
ตั้งอยู่ที่บริเวณห้าแยกพ่อขุนเม็งรายเป็นราชโอรสของพระเจ้าลาวเม็งราย แห่งราชวงศ์ลวจักราชผู้ครองหิรัญนครเงินยาง กับพระนางอั้วมิ่งจอมเมือง ราชธิดาของท้าวรุ่งแก่นชายเจ้าเมืองเชียงรุ้งพระองค์ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ แรม 9 ค่ำ เดือนอ้าย ปีกุน เอกศกจุลศักร าช 601 ตรงกับ พุทธสักราช 1781 ทรงสร้างเมืองเอกในแว่นแคว้นถึง 3 เมือง ได้แก่เมืองเชียงรายเมื่อ พ.ศ.1805 เมืองกุมกามเมื่อ พ.ศ.1829 (อยู่ในอ.สารภี จ.เชียงใหม่) และเมืองเชียงใหม่ เมื่อพ.ศ.1834 พ่อขุนเม็งรายสวรรคตขณะเสด็จประพาสกลางเมืองเชียงใหม่ โดยถูกอสุนีบาตตกต้องพระองค์เมื่อปี พ.ศ.1861 รวมพระชนมายุได้ 80 พรรษา ด้วยพระราชกรณียกิจที่ทรงประกอบนานัปการด้วยพระอัจฉริยะและด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่ออาณาประชาราษฎร์ตลอดพระชนม์ชีพ จึงได้รับเทิดพระนามให้ทรงเป็นมหาราชอีกพระองค์หนึ่ง มหาราชแห่งแคว้นล้านนา พระผู้สร้างเมืองเชียงราย
 


Wat Klang Wiang

Previously called Wat Chantalok after the huge red "chan" tree once grown here, this is where the founding city pillar is located, however, during the modern day mapping process, it was revealed that this temple is situated at the exact center-point of the city. the city pillar was thus erected, and the temple was renamed "Wat Chan Lok Klang Wiang". In 1903, a big gale destroyed the "chan" tree., ubosot, main prayer hall, and wihan, and assembly hall. the name of the temple was thus reduced to Wat Klang Wiang.

In 1922, a new city pole was erected to replace the old one which had long collapsed. A mondop topped with a spire was built to protect the pillar from eroding elements, with a statue of the mythical Guadian Angle (called Thao Chatu Lokaban) to protect the city's birthplace according to Lanna beliefs. Achedi was built where the chan tree once stood. the statuettes of fully attired elephants stand around the base of the chedi. the main prayer hall was also rebuilt in neo-Lanna architectural style.


Wat Phra sing
Wat Phra sing. Built around 1385 in the reign of Prince Haha Phrom (brother of Prince Kuena of Chiang Mai) who ruled Chiang Rai from 1345 to 1400, this temple once housed Phra Phuttasihing (now is in Chiang Mai).

The temple is also well-known reflects a traditional architectural style, with wooden portals beautifully carved into a delicate pattern showing the interplay of earth, water, wind and fire, by the hand of local Chiang Rai craftsmen. The pattern was designed by one of Thailand's renowned artists,, Thaiwan Datchani.The temple itself housed a 5" by 24" replica of Buddha's footprint believed to be carved in the reigh of Phraya Mang Rai, with an inscription in the ancient Khmer alphabet which reads "Kusala Thumma (Dhamma), Akusala Thamma (Dhamma)" , to remind people of the Dhama which instigates good deeds and refrains from undesirable deeds.

Wat Phra Kaeo
Wat Phra Kaeo Formerly called Wat Pa Yea ( bamboo forest), this is where the Emerald Buddha was found. Thus the name of the temple was derived.

On 21 October 1990, Buddhist clerics and laity agerrd to build the Jade Bussha (commonly called Phra Yok Chiang Rai ) to celebrate the 90th aniversary of the Princess Mother's birthday. The buddha image was officially name Phra Phuttha Rattanakon Nawuttiwatsanuson Mongkhon, which means the Buddha who is the source of gems.

In the main prayer hall tands a huge bronze Buddha image inthe posture of "sub-duing mara, or demon". This is commonly known as Phra-Chao Lan Thong in Chiang Rai. It was transferred from Wat Phra Chao Lan Thong to this temple in 1961. The main hall itself was built in 1960 in the neo-Lanna style with double-tired roofs decorated with colored glass along the eaves and the beams. The front portal posts and gable are decorated with intricate golden patterns. The doors are showpieces of northern wood-carving techniques.

..Go Top

วัดกลางเวียง
...ตั้งอยู่ที่ถนนอุตรกิจ (เดินรถทางเดียว) ตรงสี่แยกที่ตัดกับถนนรัตนาเขตจะเห็นวัดกลางเวียงอยู่ทางด้านซ้ายมือเป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างมาแล้วประมาณ 567 ปี
ลักษณะศิลปกรรมภายในวัดเป็นแบบล้านนาประยุกต์ โดยสร้างในปี พ.ศ.1975 เดิมบริเวณวัดมีต้นจันทน์แดงขนาดใหญ่ขึ้นอยู่ต้นหนึ่ง ถือเป็นไม้มงคล ใช้บูชาพระตามธรรมเนียมโบราณ ชาวบ้านจึงเรียกวัดนี้ว่า จั๋นต๊ะโลกหรือ วัดจันทน์โลก ต่อมาเมื่อมีการรังวัดเมืองเชียงรายใหม่ พบว่าวัดแห่งนี้อยู่ใจกลางเมืองพอดี จึงได้สถาปนาสะดือเวียงหรือเสาหลักเมืองขึ้น โดยประดิษฐานอยู่ในมณฑปทรงฟักทองยอกแหลม ภายนอกมีรูปปั้นท้าวจตุโลกบาลทำหน้าที่พิทักษ์สะดือเวียง ตามคติความเชื่อของชาวล้านนา จึงได้ชื่อว่า วัดจันทน์โลกกลางเวียง แต่ในปี พ.ศ.2446 เกิดพายุใหญ่พัดต้นจันทน์แดงหักโค่งลงมา โบสถ์และวิหารพังทลายต้องบูรณะใหม่ ชื่อวัดจึงเหลือเพียงวัดกลางเวียงเพราะไม้จ้นทน์นั้นหักลงแล้ว ส่วนตำแหน่งที่เคยมีต้นจันทน์แดงอยู่นั้น ปัจจุบันทางวัดได้สร้างเจดีย์ขึ้น รอบฐานมีช้างทรงเครื่องยืนรายล้อมอยู่


วัดพระสิงห์
วัดพระสิงห์อยู่ในเขตเทศบาลใกล้แม่น้ำกก มีเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่เศษ มีถนนล้อมรอบสี่ด้านคือถนนสิงหไคล ถนนภักดีณรงค์ ถนนท่าหลวงและถนนพระสิงห์ เป็นวัดสำคัญตั้งอยู่ใกล้ศาลากลางจังหวัด แต่เดิมเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ องค์ประดิษฐานอยู่ ณ วิหารลายคำ วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ในปัจจุบัน ตามประวัติเล่าว่าเจ้ามหาพรหมพระอนุชาของพระเจ้ากือนา กษัตริย์ผู้ครองนครเชียงใหม่ ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาจากเมืองกำแพงเพชร พระเจ้ากือนาได้โปรดฯ ให้ประดิษฐานไว้ ณ เมืองเชียงใหม่ต่อมาพระเจ้ามหาพรหม ทูลขอยืมพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานไว้ที่เมืองเชียงราย เพื่อหล่อจำลอง แต่เมื่อสิ้นบุญพระเจ้ากือนา และพระเจ้าแสนเมืองราชนัดดาของพระองค์ ได้เสด็จขึ้นครองเมืองเชียงใหม่เจ้ามหาพรหม คิดจะชิงราชสมบัติ จึงยกกองทัพจากเชียงรายไปประชิดเมืองเชียงใหม่ แต่เจ้าแสนเมืองก็สามารถป้องก้นเมืองได้อีก ทั้งยกทัพตีทัพเจ้ามหาพรหมมาถึงเชียงราย และครั้งนี้เองที่ทรงอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ กลับไปประดิษฐานอยู่ที่วัดพระสิงห์ เชียงใหม่สืบมา

วัดนี้นอกจากเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์แล้ว ยังมีรอยพระพุทธบาทจำลองบนแผ่นศิลา กว้าง 5 นิ้ว ยาว 2 ฟุต มีอักษรขอมโบราณจารึกว่า กุศาธมมา-อกุศลาธรรม สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระเจ้าเม็งรายมหาราช พระอุโบสถ มีสถาปัตยกรรมแบบศิลปะล้านนา บานประตู ของพระอุโบสถออกแบบโดย ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินล้านนาผู้มีชื่อเสียงแกะสลักไม้เป็นเรื่อง ดิน น้ำ ลม ไฟ

วัดพระแก้ว
......ตั้งอยู่ที่ถนนไตรรัตน์ จากถนนสิงหไคล ให้ตรงมาผ่านสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จนถึงสี่แยก โรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค เลี้ยวซ้ายไปตามถนนไตรรัตน์ วัดพระแก้วจะอยู่ทางขวามือ เป็นวัดเก่าแก่ สร้างขึ้นสมัยใดไม่ปรากฏหลักฐาน เดิมชาวบ้านเรียกว่า "วัดป่าเยียะ" ซึ่งมีความหมายว่าวัดป่าไผ่ เพราะบริเวณวัดมีไม้ไผ่พันธุ์พื้นเมืองชนิดหนึ่ง คล้ายไผ่สีสุกไม่มีหนาม ชาวบ้านนิยมนำมาทำหน้าไม้และค้นธนู ต่อมาได้มีการค้นพบพระแก้วมรกตหรือพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (ปัจจุบันประดิษฐอยู่ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพฯ) ชาวเมืองเชียงรายจึงเรียกวัดนี้ว่าวัดพระแก้ว สิ่งน่าสนใจคือ พระหยกเชียงราย เป็นพระพุทธรูปหยกที่คณะสงฆ์ และพุทธสาสนิกชนชาวเชียงรายร่วมกันสร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสที่ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนีมีพระชนมายุ ครบ 90 พรรษาเมื่อวันที่ 21 ต.ค.พ.ศ.2533 พระองค์ได้พระราชทานนามพระพุทธรูปหยกองค์นี้ว่า พระพุทธรัตนากรนวุติวัสสานุสรณ์มงคล อันมีความหมายว่าพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นอากรแห่งรัตนะ และโปรดเกล้าฯ ให้เรียกนามสามัญว่า พระหยกเชียงราย โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพิธีพุทธาภิเษก ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 20 ก.ย.พ.ศ.2534 และชาวเมืองเชียงรายได้อัญเชิญมาประดิษฐาน ณ วัดพระแก้วจนถึงปัจจุบัน

.. กลับสู่ด้านบน

 

Wat Ngam Muang
Wat Ngam Muang This is where "Ku Phraya Mang Rai" was found, initially built as the storage of Mang Rai's bone relics after his cremation. In 1489, Phraya Konratchada Ngoen Kong had this temple built where the "Ku" was found. It was renovated in 1952 and PhraYa Mang Rai's statue was erected next to his remains.

Wat Phra That Chom Thong
Wat Phra That Doi Thong Before building Chiang Rai, Phraya Mang Rai had a high citadel built around Doi Chom Thong, the city center. Then he had Phra That Doi Thong renovated, Phra That Doi Thong, originally built by Phraya Ruen Kaeo in 900, contains a portion of Buddha's relics. One portion is kept at Wat Phra That Chom Kitti

Opposite Wat Phra That Doi Thong are located 108 city pillars of Chiang Rai, which the citizen unanimously agreed to build in 1988 as an expression of gratitude to King Mang Rai , as well as to celebrate King Bhumibol's 60th birthday.

The pillars were built assording to Lanna traditional beliefs rerlecting a combination of Buddhist and Hindu ideology. The pillars themselves are 5 feetthick and are of the king's height. They are arranged in several tiers of circles, symbolizing the universe with Sumeru Mountain in the center. The surrounding five water troughs represent the five oceans (the traditional Pancha Mahanathi), with Nirvana at its highest reach.

Hill tribe museum
Hill tribe muaeum The Population and Community Development (PDA) , a non-profit making organization, founded this museum and study center with the objective to preserve and display the ways of life of the six tribed : Akha (I-ko) , Lahu (Musor) , Mien (Yao) , Karen , Lisu (Lisor) and Hmong (Maeo). A slice presentation of their settlement history in Thailand is available in 5 languages :Thai , English , Japanese, German and French. It also serves as a visitor center where tourists can obtain information about other tourist attractions in Chiang Rai.

Downstairs to the museum is located "C&C Resturant" (Cabbages and Condoms) where contraceptive condoms are distributed free of charge as part of the program to help promote birth control and HIV prevention. The menu includes Duropean, American and local Thai dishes at reasonable prices. Profits from the restaurant go to support the association.

The museum is open daily from 8.30 am. to 8.00pm. Admission 20 baht. The resturant opens 10.00am. to 01.00 pm.

Up-Khum Museum
Up-Khum Museum This private museum belongs to Mr.Chunlasak Suriyachai , an avid art collector whose outstanding archeological collections are unique. Some curios on display here unclude numerous ornaments, lacquerware, ancient fabrics, traditional costumes from Lanna courts, as well as other hard-to-find items such as the thone of Chao Fa Muang Tai, and golden silk costumes of Tai Yai princes. The museum is open daily from 10.00am. to 06.00pm. admission 100 baht.


A Raft Ride along the Kok river
This is indeed an enchanting must. From the boarding pier at Mae Fa Luang in Muang District, the raft ride downstream to Ban Tha Ton in Amphoe Mae Ai, Chiang Mai takes about 4 hours. Tourists wishing to come to Chiang Rai by the Kok River can also board the raft at Ban Tha Ton in Chiang Mai, and take the ride up to Chiang Rai. On either side of the Kok River, there are several hiltribe villages, such as Ban Mai of the Tai Yai, Ban Muang Ngam of the Karen, Ban Cha-Khue of the Musor, BanPha Mup Mai of the Lahu (Musor), etc. An elephant-ride station at Ban Karen Ruammit can take you on an exquisite expedition of ther forest and its yields.

..Go Top

วัดงำเมือง
เป็นวัดเก่าแก่ที่มีความสำคัญเพราะเป็นที่ตั้งของกู่พญามังราย ตั้งอยู่บนดอยงำเมือง ตรงมาตาม ถนนอุตรกิจ จนถึงเทศบาลเมืองเชียงรายบริเวณสี่แยกที่ตัดกับ ถนนงำเมือง จากนั้นเลี้ยวขวาไปตามถนนงำเมืองตรงขึ้นสู่วัดงำเมืองโดยแต่เดิม บนดอยงำเมืองมีเพียงกู่บรรจุพระอัฐิของพญามังรายเท่านั้น ยังมิได้เป็นวัดแต่อย่างไร จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ.2032 พระยาศรรัชฎาเงินกองทรงสร้างวัดขึ้นให้ชื่อว่าวัดงำเมือง ต่อมามีการบูรณะเพิ่มเติมอีกครั้งโดยเจ้าฟ้ายอดงำเมือง ผู้เป็นโอรสซึ่งครองนครเชียงแสน โดยได้สร้างวิหารและเสนาสนะขึ้นในปี พ.ศ.2220 หลังจากนั้นวัดงำเมืองก็ชำรุดทรุดโทรมลง เพราะขาดการทำนุบำรุง กลายเป็นวัดร้างมานาน จนถึง พ.ศ.2495 จึงได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดงำเมืองขึ้นใหม่ กลายเป็นวัดดังที่เห็นในปัจจุบัน

วัดพระธาตุดอยจอมทอง
ตั้งอยู่บนดอยจอมทอง ซึ่งเป็นที่ตั้งของหลักเมืองเชียงราย ตามตำนานกล่าวว่าเป็นบริเวณที่พระยาเรือนแก้ว ผู้ครองนครไชยนารายณ์ทรงสร้างพระธาตุเจดีย์ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.1483 ก่อนที่พ่อขุนเม็งรายจะมาสร้างเมืองเชียงราย แต่เนื่องจากเกิดแผ่นดินไหวทำให้พระธาตุองค์เดิมพังทลายลง จึงได้สร้างพระธาตุเจดีย์องค์ใหม่ขึ้นพร้อมกับการสร้างเมือง

 เสาสะดือเมือง 108 หลัก
เสาสะดือเมืองนี้ชาวเมืองเชียงรายได้ร่วมใจกันสร้างขึ้น เพื่อเป็นเครื่องรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพญามังราย และเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสมหามงคลพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาครบห้ารอบ โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบันวิจัยสังคมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และรัฐบาลเยอรมนีซึ่งตั้งอยู่บนดอยจอมทองตรงข้ามกับพระธาตุจอมทอง

เสาสะดือเมือง 108 หลัก ตั้งอยู่บนรูปแบบสมมุติของจักรวาล อันเป็นคติที่มีมาแต่โบราณด้านหน้าหันไปทางทิศตะวันออก ลานรอบนอกหมายถึงแผ่นดิน ล้อมรอบด้วยคูน้ำอันเปรียบได้กับน้ำในของจักรวาล รอบในยกขึ้นเป็นหกชั้นหมายถึงสวรรค์ทั้งหกของกามภูมิ แล้วยกขึ้นอีกสามชั้นซึ่งหมายถึงรูปภูมิ อรุปภูมิ และชั้นบนสุดเปรียบได้นิพพาน สำหรับตัวเสาสะดือเมืองเป็นดั่งเขาพระสุเมรุ ตั้งอยู่บนฐานสามเหลี่ยม หมายถึงตรีกูฎบรรพตหรือผาสามเส้า ล้อมด้วยเสา 108 ต้น อันหมายถึงสิ่งสำคัญในจักรวาล และล้อมรอบอีกชั้นด้วยร่องน้ำห้าร่อง ซึ่งเปรียบเป็นปัญจมหานทีลดหลั่นเป็นชั้นไหลลงสู่พื้นดิน ตามคติโบราณของล้านนา เสาสะดือเมืองจะใหญ่เท่าห้ากำมือและสูงเท่ากับความสูงของพระเจ้าแผ่นดิน โคนเสาสะดือเมืองนี้จึงใหญ่เท่ากับห้าพระหัตถ์กำ และสูงเท่ากับส่วนสูงแห่งพระวรกาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ได้เสด็จมาเจิมเสาสะดือเมืองนี้เมื่อวันที่ 27 ม.ค.พ.ศ.2531

พิพิธภัณฑ์และศูนย์ศึกษาชาวเขา
เป็นพิพิธภัณฑ์และศูนย์ศึกษาชาวเขา จัดตั้งขึ้นโดยสมาคมพัฒนาประชากร และชุมชนชาวเขา สำหรับการพัฒนาส่งเสริม และให้การศึกษาแก่ประชาชนชาวเขา โดยตั้งอยู่ข้างวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย ในพิพิธภัณฑ์จะแสดงวิถีชีวิตและเครื่องใช้ของชาวเขาหกเผ่าในประเทศไทย ได้แก่ อีก้อ มูเซอ เย้า กะเหรี่ยง ลีซอและม้ง โดยมีเครื่องแต่งกาย เครื่องมือเครื่องใช้และรูปภาพของเผ่าต่างๆ และมีการฉายสไลด์มัลติมีเดียห้าภาษา เพื่อให้ข้อมูลเรื่องชาวเขาทุกวัน และยังมีสินค้าพื้นเมือง ของที่ระลึกจำหน่ายให้นักท่องเที่ยว

พิพิธภัณฑ์อูบคำ
เป็นของเอกชน อยู่ที่ถนนหน้าค่ายจัดแสดงศิลปโบราณวัตถุ ส่วนใหญ่เป็นเครื่องใช้เครื่องประดับ ผ้าโบราณ เครื่องแต่งกายในราชสำนักล้านนา ซึ่งหาดูได้ยากและอื่นๆ อีกมากมายของชนชาติไทยเผ่าต่างๆ เช่น ไทยใหญ่ ไทยลื้อ ไทยเขินและไทยยวน บางชิ้นมีอายุกว่า 1,000ปี และชิ้นที่สำคัญเป็นเอกลักษณ์ก็คือ อูบคำ อูบเป็นภาษาไทยใหญ่ คือ ภาชนะทรงสูงทำจากไม้ไผ่เส้นเล็กๆ นำมาสานแล้ววาดหรือประดับลายด้วยเส้นลวด ลงรักปิดทอง เพื่อใช้บรรจุเครื่องบริโภคของพระมหากษัตริย์ พระภิกษุสงฆ์มาแต่โบราณ เช่น ข้าว หมากพลู บุหรี่ ฯลฯ หรือใส่อาหารถวายแด่พระพุทธซึ่งถือว่าเป็นองค์แทนของพระพุทธเจ้า ในวันสำคัญทางศาสนาด้วยเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-21.00 น.

แม่น้ำกก
เป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านตัวเมืองเชียงราย มีความยาวรวมทั้งสิ้น 145 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวสามารถเช่าเรือจากตัวเมืองเพื่อท่องเที่ยวชมทัศนียภาพ ของแม่น้ำกก ซึ่งสองฟากฝั่งเป็นป่าเขาที่สวยงามตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังสามารถแวะชมหมู่บ้านชาวเขาต่างๆ เช่น อีก้อ ลีซอ กะเหรี่ยงหรือจะแวะปางช้างเพื่อนั่งช้างรอบบริเวณนั้นก็ได้ อัตราค่าเช่าเหมาเรือขึ้นอยู่กับระยะทาง การล่องแก่งแม่กกเป็นเสน่ห์ทางน้ำที่ไม่ควรพลาด เพราะเป็นเส้นทางที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันมานานและยังเป็นที่นิยมอยู่เสมอ

ล่องแก่งแม่กก ท่าตอน-เชียงราย
มีบริการล่องแพและเรือยนต์จากท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ถึงท่าเรือโอเวอร์บรุ๊คเชียงรายซึ่งมีความตื่นเต้นกลางสายน้ำ และหมู่บ้านชาวเขารายทางพระธาตุสบฝาง (อำเภอฝาง), บ้านแม่สลัก(เขตแดนเชียงใหม่-เชียงราย), บ้านใหม่ (หมู่บ้านไทยใหญ่), บ้านเมืองงาม (หมู่บ้านกะเหรี่ยง), บ้านจะคือ (หมู่บ้านมูเซอ), บ้านผามูบใหม่ (หมู่บ้านมูเซอใหม่) โป่งน้ำร้อนผาเคียว, บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร(หมู่บ้านกะเหรี่ยงมีบริการนั่งช้าง) และถ้ำพระ (อำเภอเมืองเชียงราย) โดยที่ท่าตอนมีรีสอร์ทและเกสท์เฮาส์ 4-5 แห่ง หรือจะพักที่ฝาง (22 กิโลเมตรจากท่าตอน) มีโรงแรม เล็กๆ จุดท่องเที่ยวทางน้ำ (จากท่าตอนเชียงใหม่-ท่าเรือเชียงราย)

ท่าตอนเป็นหมู่บ้านริมแม่น้ำกก เหนือขึ้นไปจาก อ.ฝาง 24 กิโลเมตร จากเชียงใหม่มีรถประจำทาง ออกจากประตูช้างเผือกไปลงที่ฝางใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง แล้วมีรถสองแถววิ่งระหว่างฝางกับท่าตอน ใช้เวลาประมาณ 30 นาที มีเรือหางยาวบริการถึงเชียงราย ออกจากท่าตอนเวลา 12.30 น. ถึงเชียงราย 16.30 น. และจากเชียงรายเวลา 10.30 น. ถึงท่าตอนเวลา 15.30 น. ค่าโดยสารคนละ 170 บาท เหมาลำ ลำละ 1,700 บาท จุประมาณ 8-10 คน หากต้องการล่องแพจะใช้เวลาประมาณ 3 วัน 2 คืน

.. กลับสู่ด้านบน


Home | Gallery | Search | Link | Guestbook | About us
Copyright © 2003, Picky Joom Radio - Power by Dream designed
Hosted by www.Geocities.ws

1