การเลี้ยงผึ้งเพื่อผสมเกสร
การเลี้ยงผึ้งเพื่อผสมเกสร
( Beekeeping for Pollination )
การเลี้ยงผึ้งเพื่อผสมเกสร เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรโดยตรง เพราะการติดผลของพืชผลหลายชนิดต้องอาศัยแมลงผสมเกสรที่มีประสิทธิภาพอย่างผึ้ง ผลผลิตของพืชผลที่เพิ่มขึ้นคำนวณเป็นเม็ดเงินออกมาแล้วมีจำนวนมหาศาล มากกว่ารายได้ที่ได้จากผลิตภัณฑ์ผึ้งหลายเท่า แต่การที่จะอธิบายให้เกษตรกรเข้าใจว่า พืชใดจำเป็นที่จะต้องให้ผึ้งช่วยผสมเกสร จะต้องมีข้อมูลวิชาการรองรับ
ปัจจุบันข้อมูลเกี่ยวกับนิเวศวิทยาการผสมเกสรมีน้อย เกษตรกรต้องช่วยเหลือตัวเอง บางครั้งการตัดสินใจกระทำสิ่งใด เพื่อให้ผลผลิตพืชผลของตนสูงขึ้น กลับเป็นผลเสียต่อเกษตรกรเอง ต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ยกตัวอย่างเช่น ในอดีต เกษตรกรเข้าใจว่า การผสมเกสรของเงาะนั้น อาศัยลมเป็นสื่อผสมเกสร ช่วยให้เงาะติดผลได้ เกษตรกรจึงฉีดพ่นสารฆ่าแมลงโดยไม่คำนึงถึงแมลงผสมเกสรอย่างผึ้ง ชันโรง หรือ ผึ้งป่าแต่อย่างใด ซึ่งเป็นสาเหตุให้ แมลงผสมเกสรตามธรรมชาติลดลง เนื่องจากได้รับสารฆ่าแมลง ซึ่งในระยะยาวจะมีผลต่อการเกิดและการตายของป่าไม้ ที่ดอกไม้ป่าต้องอาศัยสื่อผสมเกสร เช่น ผึ้งเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ที่แข็งแรง
พฤติกรรมของผึ้งและดอกไม้ที่เกี่ยวข้องกับการผสมเกสร
ผึ้งและดอกไม้ มีพฤติกรรมบางอย่างตายตัวไม่เปลี่ยนแปลง พฤติกรรมบางอย่างก็เปลี่ยนแปรไปตามสิ่งแวดล้อม ข้อมูลที่ผู้เขียนคิดว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อเกษตรกร และผู้เลี้ยงผึ้งนั้นได้แสดงไว้ในตารางต่าง ๆ ของดอกไม้แต่ละชนิด ส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลด้านคุณภาพ ( qualitative data ) จัดเป็นพฤติกรรมตายตัว หมายความว่า ข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปเป็นข้อมูลกรรมพันธุ์ ยกตัวอย่างเช่น พฤติกรรมการลงตอมดอกไม้ของผึ้งแต่ละสายพันธุ์ จะเหมือนกันไม่ว่าจะเป็นผึ้งรุ่นยาย รุ่นแม่ รุ่นลูก หรือรุ่นหลานก็แสดงวิธีการตอมดอกไม้ได้เหมือนกันหมดแต่ผึ้งต่างสายพันธุ์จะมีพฤติกรรมแตกต่างกัน
ในส่วนของดอกไม้ ได้แก่ ข้อมูลด้านรูปแบบการผสมเกสร จัดเป็นพฤติกรรมตายตัวของดอกไม้แต่ละชนิด ที่มีกรรมวิธีการผสมเกสรเป็นแบบอัตโนมัติ ผสมตัวเอง หรือผสมข้ามดอก ข้ามพันธุ์ ชนิดของเพศดอกก็ตายตัวเช่นกัน แต่อัตราส่วนเพศดอก ปริมาณน้ำต้อย และการแตกตัวของอับเรณู เป็นต้น จะเปลี่ยนแปรไปตามสภาพแวดล้อม ภูมิอากาศ และอาหาร พฤติกรรมที่พืชสามารถปรับตัวไปตามสภาพแวดล้อมได้นี้ถูกควบคุมด้วยพันธุกรรม ( genetic behavior )
พฤติกรรมของผึ้งที่เกี่ยวข้องกับการผสมเกสร
พฤติกรรมที่ตายตัว ไม่เปลี่ยนแปลงได้แก่
1. การเก็บเกสรและน้ำต้อย
2.ความเร็วในการตอมดอก
3.การเก็บน้ำและยางไม้
4.การส่งข่าวสารบอกแหล่งอาหาร

พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงได้แก่
1. ความต้องการเกสรและน้ำต้อยซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนตัวอ่อนและผึ้งพี่เลี้ยงในรัง
2. จำนวนเที่ยวบินที่ผึ้งออกหาอาหารในแต่ละวัน ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างเช่น ถ้าฝนตก อากาศหนาวเย็น ผึ้งจะไม่ออกหากิน หรือถ้ามีเสียงนกจาบคาซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจ มันก็จะไม่โผล่ออกจากรังเช่นกัน
พฤติกรรมของดอกไม้ที่เกี่ยวข้องกับการผสมเกสร
พฤติกรรมที่ตายตัวได้แก่
1.ชนิดของเพศดอก
2.ลักษณะการติดตั้งของดอก
3.รูปแบบการผสมเกสร
4.การมีชีวิตของเรณู
5.การตอบรับของยอดเกสรตัวเมีย
6.ความสามารถในการปฏิสนธิของรังไข่
7.ปริมาณละอองเรณูต่ออับเรณู
8.ความเข้มข้นหรือความหวานของน้ำต้อย
พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงมักขึ้นอยู่กับภูมิอากาศเป็นส่วนใหญ่และส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณอาหารและฮอร์โมนของพืชด้วยได้แก่
1.จำนวนดอกต่อช่อหรือต่อต้น
2.อัตราส่วนเพศดอก
3.ระยะเวลาการบานของดอก
4.จำนวนดอกที่บานในแต่ละวัน
5.การแตกของอับเรณูและจำนวนละอองเรณู
6.ปริมาณน้ำต้อยที่แต่ละดอกผลิตได้
7.การแก่งแย่งอาหารกันภายในช่อดอก
ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญในการดูแลรักษาสวน และการจัดการรังผึ้ง ปัจจัยบางอย่างสามารถควบคุมได้ เช่น การใช้สารฆ่าแมลง การให้ปุ๋ย การให้น้ำ ให้อาหารเสริม การกำจัดวัชพืช การป้องกันกำจัดศัตรูผึ้ง การให้อาหารเสริมแก่ผึ้ง เป็นต้น แต่ปัจจัยบางอย่างมนุษย์ไม่สามารถกำหนดหรือควบคุมได้ เช่น สภาพภูมิอากาศ ถ้าสภาพภูมิอากาศเป็นไปตามปรกติ ถูกต้องตามฤดูกาล เรายังสามารถปรับระบบหรือหลีกเลี่ยง สภาพที่ไม่เอื้ออำนวยได้
ปัจจุบันสภาพดินฟ้าอากาศเกิดวิปริต แปรปรวน ไม่ตรงตามฤดูกาล ไม่สามารถทำนายได้ว่าช่วงเวลาใดจะแล้ง ช่วงไหนฝนจะตก น้ำจะท่วม อีกทั้งยังเกิดสภาพแล้งจัด น้ำหลาก ท่วมขังเป็นเวลานาน จึงทำให้ชาวไร่ ชาวสวน และผู้เลี้ยงผึ้ง จนปัญญา ไม่สามารถแก้ไขได้ และทั้งหมดนี้ ก็ไม่ใช่ฝีมือใครที่ไหน มนุษย์เรานี่เองเป็นต้นเหตุของการทำลายสิ่งแวดล้อมแล้วมันก็กำลังย้อนกลับมาทำลายตัวเราเองอยู่ขณะนี้
การเลี้ยงผึ้งเพื่อการผสมเกสร เป็นงานที่ต้องอาศัยความรู้ทั้งทางด้านการเลี้ยงผึ้งหรือการจัดการรังผึ้งเพื่อการผสมเกสรพืชเป้าหมายแต่ละชนิด จำเป็นที่จะต้องทราบข้อมูลทางชีววิทยาของดอกไม้ ที่ต้องการผสมเกสร ซึ่งได้กล่าวถึงชีววิทยาของดอกไม้ไว้อย่างกว้าง ๆ แล้ว การผสมเกสรของพืชบางชนิด มีข้อมูลทางวิชาการที่ได้จากการทดลอง สามารถนำเอาข้อมูลที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ ไปใช้ในการจัดการรังผึ้งได้
การผสมเกสรของเงาะพันธุ์โรงเรียน
( Rambutan, Nephelium lappaceum L.cv. Rong rian F. Sapindaceae )
ตามธรรมชาติต้นเงาะพันธุ์โรงเรียนมีสองชนิดคือ ต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย ต่างคนต่างอยู่ แยกกันอยู่คนละต้น ( dioecious plant )
ที่เรียกว่า ต้นตัวเมีย เพราะทั้งต้นมีแต่ดอกสมบูรณ์เพศ แต่เกสรตัวผู้ในดอกสมบูรณ์เพศนั้น เป็นหมัน ปลดปล่อยละอองเกสรเพื่อใช้ในการผสมเกสรไม่ได้ จึงกลายเป็นดอกตัวเมีย
ส่วนต้นตัวผู้ มีแต่ดอกตัวผู้เพียงอย่างเดียว ไม่มีดอกตัวเมีย การผสมเกสรของเงาะพันธุ์โรงเรียนที่ดอกตัวเมียติดผลได้ จึงต้องอาศัยแมลงผสมเกสรจำพวกผึ้ง นำพาเรณูจากต้นตัวผู้ไปตกบนยอดเกสรตัวเมีย ในขณะที่เรณูยังมีชีวิตอยู่ สามารถงอกหลอดสืบพันธุ์ ลงไปผสมกับไข่ที่อยู่ภายในรังไข่ได้ เรียกว่า เกิดการปฏิสนธิได้เจริญเป็นเมล็ดและผลในที่สุด
ชีววิทยาของดอกเงาะ
จากการศึกษาที่ไร่ไทยสมุทร บ้านสะพานเลือก ต. ทุ่งเบญจา อ.ท่าใหม่ จ. จันทบุรี ในฤดูกาลบานของดอกเงาะเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2529พบว่า
1.การบานของดอกสมบูรณ์เพศของเงาะพันธุ์โรงเรียน
 จำนวนวันบานของดอกสมบูรณ์เพศในแต่ละช่อของเงาะพันธุ์โรงเรียน เฉลี่ย 21 วัน
 วันที่ 12 ของการบานของดอกสมบูรณ์เพศ จะเป็นวันที่มีจำนวนดอกเงาะบานมากที่สุด มีจำนวนเฉลี่ย 132.30ดอกต่อช่อ
 จำนวนดอกสมบูรณ์เพศแต่ละช่อ ของเงาะพันธุ์โรงเรียนมีปริมาณเฉลี่ย 437.80 - 488.81 ดอก ดอกตัวเมียของเงาะพันธุ์โรงเรียนบานได้เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนดอกทั้งหมดในวันที่ 11 – 12ของการบานในแต่ละช่อ
2. จำนวนก้านชูอับเรณูในดอกตัวผู้ และดอกสมบูรณ์เพศ
 ก้านชูอับเรณู ( filament ) ของดอกตัวผู้ของเงาะพันธุ์โรงเรียน มีจำนวน 5 - 8 อัน ต่อดอก
 ดอกที่มีก้านชูอับเรณู 6 อัน พบมากที่สุดร้อยละ 59.53
 ดอกตัวผู้ที่มีก้านชู 7 อัน ร้อยละ 20.62
 ดอกที่มีก้านชูอับเรณู 5 อัน ร้อยละ 19.46
 ดอกที่มีก้านชู 8 อัน ร้อยละ 0.78
 ดอกตัวผู้ของเงาะพันธุ์โรงเรียนส่วนใหญ่จะมีกลีบดอก 5 กลีบ และรองลงมาจะพบดอกตัวผู้มี 4กลีบ 6 กลีบ 3 กลีบ ตามลำดับ
 ดอกสมบูรณ์เพศของเงาะพันธุ์โรงเรียน ส่วนใหญ่จะมี 5 กลีบ และรองลงมาจะพบ 4 กลีบ
 ในดอกสมบูรณ์เพศจะพบก้านชูอับเรณูที่เป็นหมัน มากที่สุดจำนวน 6 อัน 5 และ 7 อัน ตามลำดับ
 การพัฒนาของดอกตัวผู้ของเงาะพันธุ์โรงเรียน ดอกตัวผู้จะเริ่มบานในช่วงบ่ายหรือตอนเย็น หลังจากกลีบดอกบานเต็มที่ก็จะมีน้ำต้อยขับออกมาอยู่จานดอกด้วย แต่น้ำต้อยในดอกตัวผู้มีปริมาณน้อยกว่าดอกสมบูรณ์เพศ
 การพัฒนาของก้านชูอับเรณู เมื่อดอกตัวผู้บานหรือคลี่ขยายกลีบดอกแล้ว ก้านชูอับเรณูยังยืดได้ไม่สุดจนกว่าจะได้รับแสงแดด ในช่วงเช้าเสียก่อน
 การแตกของอับเรณู อับเรณูในดอกตัวผู้จะแตกไม่พร้อมกัน อับเรณูจะเริ่มทยอยแตก(anther dehiscence ) ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป
 อับเรณูที่จะแตกต้องอยู่ในสภาพแห้งหรือไม่มีความชื้นบนอับเรณู อับเรณูของเงาะจะแตกตามยาว ตามแนวรอยแตก เมื่ออับเรณูเริ่มแตกใหม่ๆ รอยแตกจะแตกยาวไม่ตลอด เมื่อเวลาผ่านไป จะแตกยาวขึ้น
 อับเรณูที่แตกแล้วเมื่อได้รับความชื้น อับเรณูจะแสดงอาการปิดหรือหุบลง แต่ไม่สนิท และเมื่อความชื้นบนอับเรณูดังกล่าวหมดไป อับเรณูดังกล่าวจะแสดงอาการเปิดอ้าได้อีก
 หลังจากอับเรณูแตกแล้ว ดอกตัวผู้จะเริ่มร่วงในวันรุ่งขึ้น ส่วนอับเรณูในดอกสมบูรณ์เพศ พบว่า อับเรณูในดอกสมบูรณ์เพศนั้นไม่แตกหรือไม่สามารถปลดปล่อยละอองเกสรออกมาได้
 การใช้ฮอร์โมนเอ็นเอเอ ฉีดพ่น บนช่อดอกสมบูรณ์เพศระยะสะเดา(ดอกตูม) สามารถเปลี่ยนเพศดอกเป็นดอกตัวผู้ปลดปล่อยละอองเรณูได้
3. รูปร่างและขนาดเรณูเงาะพันธุ์โรงเรียน
 เมื่อเรณูอยู่ในสภาพแห้งหรือไม่ได้รับความชื้น จะมีรูปร่างเหมือนกันหมดคือมีรูปร่างยาวรี มีขนาดเรณูประมาณ 15 x 30 ไมครอน
 เมื่อให้ความชื้นหรือเรณูอยู่ในน้ำกลั่นเรณูจะเปลี่ยนรูปร่างเป็นรูปค่อนข้างกลม มีขนาดประมาณ 17.76  1.15 ไมครอน ( วัดที่กำลังขยาย 400เท่า )

วิธีการผสมเกสรของดอกเงาะโรงเรียน
ศึกษาวิธีการผสมเกสรของเงาะพันธุ์โรงเรียน ที่บ้านสะพานเลือก ต. ทุ่งเบ็ญจา อ. ท่าใหม่ จ. จันทบุรี โดยแต่ละช่อดอก ทำการทดลองวิธีการผสมเกสรแตกต่างกันดังนี้
1. ใช้ถุงตาข่ายคลุมช่อดอกเงาะตลอดฤดูกาลบาน
2. ฉีดพ่นน้ำบนช่อดอก
3.ฉีดพ่นสารฆ่าแมลงและสารป้องกันกำจัดโรคพืชบนช่อดอก
4. ฉีดพ่นสารดึงดูดผึ้งตอมดอก ( Beeline )R
5. ปล่อยให้ช่อดอกผสมเกสรตามธรรมชาติ
จากการทดลองวิธีการผสมเกสรของเงาะพันธุ์โรงเรียน ด้วยวิธีต่างๆกัน จำนวน 5 กรรมวิธี นั้น พบว่า การติดผลของเงาะพันธุ์โรงเรียนแต่ละกรรมวิธี มีความแตกต่างกันทางสถิติจำนวนผลที่ติดครั้งแรกนั้น
กรรมวิธีพ่นน้ำบนช่อดอก กับ การฉีดพ่นสารฆ่าแมลงแตกต่างทางสถิติ
การฉีดพ่นน้ำบนช่อดอก กับ การฉีดพ่นสารดึงดูดผึ้งแตกต่างทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญ
การฉีดพ่นสารดึงดูดผึ้ง กับการฉีดพ่นน้ำบนช่อดอกไม่มีความแตกต่างทางสถิติ
การคลุมช่อดอกตลอดฤดูกาลบาน กับ ทั้ง 4 วิธีที่เหลือแตกต่างทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญ
หลังจากการติดผลครั้งแรกของเงาะพันธุ์โรงเรียน ในแต่ละกรรมวิธีแล้ว เป็นเวลาหนึ่งเดือน ได้ทำการตรวจนับจำนวนผลที่เหลือ พบว่า จำนวนผลที่เหลือในกรรมวิธีคลุมช่อดอกตลอดฤดูกาลบานของดอก มีความแตกต่างทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญ กับอีก 4 กรรมวิธี และจำนวนผลที่เหลือใน 4 กรรมวิธีไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ กล่าวคือจำนวนผลที่เหลือในช่อดอกที่คลุมถุงนั้น ต่ำมากหรือมีอัตราการร่วงหล่นของผลค่อนข้างสูงนั่นเอง
นอกจากนี้ ยังพบว่าการร่วงหล่นของผลเงาะพันธุ์โรงเรียน มีอัตราการร่วงหล่น หรือเปอร์เซ็นต์การร่วงค่อนข้างคงที่ แต่จะมีอัตราการร่วงมากอีกครั้งหนึ่งก่อนเก็บเกี่ยวผลเงาะ ซึ่งมีอัตราการร่วงที่ผิดปกติ อาจจะเป็นเพราะปริมาณของฝนที่ตกลงมาติดต่อกันนานถึง 5 วัน ( ฝนตกตั้งแต่วันที่ 6-10 พฤษภาคม 2529โดยตกทั้งกลางวันและกลางคืน )

การลงตอมดอกเงาะของแมลงผสมเกสร
1. ศึกษาชนิดและจำนวนแมลงที่ลงตอมดอกเงาะพันธุ์โรงเรียน จากการตรวจนับชนิดและจำนวนแมลงที่ลงตอมดอกเงาะพันธุ์โรงเรียน ที่ไร่ไทยสมุทร บ้านสะพานเลือก ต. ทุ่งเบญจา อ. ท่าใหม่ จ. จันทบุรี ระหว่างฤดูกาลบานดอกเงาะพันธุ์โรงเรียน คือเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2529 พบว่า
 ผึ้งพันธุ์ ( Apis mellifera L. ) เป็นแมลงที่ลงตอมดอกสมบูรณ์เพศ ของเงาะพันธุ์โรงเรียนมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 75.09 ของจำนวนแมลงที่ตรวจนับได้ทั้งหมด
 รองลงมาได้แก่ ชันโรง ( stingless bees : Trigonidae ) จำนวน 2 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 15.61
 พวกแมลงวัน ได้แก่ แมลงวันรีเนีย ( Rhinia discolor F.) แมลงวันบ้าน และแมลงวันหัวเขียว คิดเป็นร้อยละ 7.81
 ผึ้งโพรง ( Apis cerana F..) และผึ้งสันโดษ ( solitary bees , Family Anthophoridae ) คิดเป็นร้อยละ 1.12 และ 0.37 ตามลำดับ
 ผึ้งพันธุ์จะเริ่มตอมดอกสมบูรณ์เพศของเงาะพันธุ์โรงเรียน ตั้งแต่เวลา 07.00 น. และมีจำนวนผึ้งงานตอมดอกเงาะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเวลา 12.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่ผึ้งพันธุ์ลงตอมมากที่สุด จากนั้น จำนวนผึ้งพันธุ์ที่ลงตอมจะเริ่มลดลง
 รวมจำนวนผึ้งพันธุ์ที่ตอมดอกเงาะในช่วงบ่าย ( 13.00 – 18.00 น. ) มีจำนวนมากกว่าจำนวนผึ้งพันธุ์ที่ลงตอมในช่วงเช้า ( 06.00 – 12.00 น.)
 พวกชันโรง ลงตอมดอกสมบูรณ์เพศของเงาะพันธุ์โรงเรียน ในช่วงเวลาเดียวกับผึ้งพันธุ์แต่จำนวนชันโรงที่ตอมดอก มีจำนวนน้อยกว่าผึ้งพันธุ์ 4 เท่า
2. การติดตามพฤติกรรมการตอมดอกสมบูรณ์เพศและดอกตัวผู้ของของผึ้งพันธุ์ พบว่า
 ผึ้งพันธุ์ลงตอมดอกสมบูรณ์เพศของเงาะ เพื่อเก็บน้ำต้อยเพียงอย่างเดียว ไม่มีพฤติกรรมเก็บเกสรจากดอกสมบูรณ์เพศ
 ลงตอมดอกตัวผู้เพื่อเก็บเกสรเป็นส่วนมาก มีพฤติกรรมเก็บน้ำต้อยบ้างแต่เป็นส่วนน้อย
 น้ำต้อยอยู่ที่ฐานรองรังไข่ ( floral disc ) ผึ้งพันธุ์จะใช้ลิ้นดูดซับที่ฐานรองดอก จากนั้นจะย้ายดอก โดยอาศัยการเดินย่ำบนดอก หรือใช้วิธีบินเพื่อย้ายดอก ขึ้นอยู่กับจำนวนดอก หรือความหนาแน่นของดอกเงาะที่บานอยู่บนช่อดอก
 การบินเพื่อย้ายดอกจะบินเป็นระยะทางสั้น ๆ ไม่ไกลจากช่อดอกเดิมมากนัก จากนั้นจะบินย้ายไปตอมในที่ใหม่ หรือบินหนีไป จนไม่สามารถที่จะติดตามพฤติกรรมต่อไปได้
 พฤติกรรมการตอมดอกเงาะในช่วงเช้า มีความรวดเร็วกว่าในช่วงบ่าย การตอมดอกเงาะเพื่อเก็บน้ำต้อย มีความเร็วเฉลี่ย 27.95  3.97 วินาที / 10 ดอก
 ความเร็วในการตอมดอกขึ้นอยู่กับ เวลา ปริมาณน้ำต้อยในดอก ความหนาแน่นของช่อดอก และการแข่งขันกันในหมู่แมลงที่ลงตอมดอกเงาะ
 ความเร็วในการลงตอมดอกตัวผู้นั้น เฉลี่ย 18.40  5.20 วินาที / 10 ดอกซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเช้า
3.การหาอาหารของผึ้งพันธุ์และแมลงที่ลงตอมดอกเงาะพันธุ์โรงเรียน จากการนำรังผึ้งพันธุ์เข้าไปตั้งในสวนเงาะพันธุ์โรงเรียน อายุประมาณ 10 ปี จำนวน 460 ต้น และมีเงาะต้นตัวผู้เพียงต้นเดียว ติดตั้งกับดักเกสรหน้ารังผึ้งพันธุ์ เพื่อเก็บก้อนเกสรที่ผึ้งพันธุ์หามาได้ ในแต่ละคาบเวลา ตั้งแต่ 06.00-18.00 น. พบว่า
 จำนวนก้อนเกสรของเงาะ ที่ผึ้งพันธุ์เก็บมาได้มากที่สุด อยู่ในช่วงเวลา 09.00-10.00 น. คิดเป็นร้อยละ 75.64 ของจำนวนก้อนเรณูทั้งหมด ที่ดักได้ในช่วง 06.00-10.00 น.
 ตลอดวันผึ้งพันธุ์เก็บเรณูของเงาะได้ คิดเป็นร้อยละ 60.62 ของก้อนเรณูทั้งหมดที่ดักได้ในวันนั้น แต่ก็มีรังผึ้งพันธุ์บางรัง เก็บละอองเรณูหรือก้อนเรณูเงาะ ได้น้อยกว่าเรณูพืชชนิดอื่น ๆ ทั้งนี้เพราะ ผึ้งพันธุ์แต่ละรังจะหากินเป็นถิ่น
 ตลอดทั้งวันผึ้งพันธุ์จะเก็บละอองเรณูของเงาะในช่วง 09.00-13.00 น.
 จากการตรวจวัดเปอร์เซ็นต์น้ำตาล ของน้ำต้อยเงาะจากกระเพาะน้ำผึ้งของผึ้งพันธุ์ ที่ลงตอมดอกสมบูรณ์เพศของเงาะพันธุ์โรงเรียน วัดเปอร์เซ็นต์น้ำตาลได้สูงสุด 69.07  2.15 ในเวลา 12.00 น.
 รองลงมาได้แก่เวลา 15.00 น. 17.00 น. และ 09.00 น. วัดได้ 68.52 1.59 , 65.97 1.72
และ 62.87  8.16 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ( ค่าเปอร์เซ็นต์ของน้ำตาลอยู่ระหว่าง 51.00 - 75.00 )
 จากการตรวจนับจำนวนแมลง 4 ชนิด ที่ลงตอมดอกตัวผู้ของเงาะพันธุ์โรงเรียน พบว่า ผึ้งพันธุ์เป็นแมลงที่ลงตอมดอกตัวผู้ ของเงาะพันธุ์โรงเรียนมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 46.85 รองลงมาคือ ผึ้งสันโดษ ชันโรง และแมลงวัน R. discolor
 แมลงทั้งสี่ชนิดจะลงตอมดอกเงาะตัวผู้มากที่สุดในช่วงเวลา 10.00 - 11.00 น.
จากการชั่งน้ำหนักรังผึ้งพันธุ์ ที่นำไปตั้งไว้ในสวนเงาะพันธุ์โรงเรียน ที่ทำการทดลอง จำนวน 14 รัง โดยนำรังผึ้งพันธุ์เข้าไปตั้งแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา ครั้งละ 7 รัง ทิ้งระยะห่างกันประมาณ 20 วัน โดยรังผึ้งชุดแรกนำเข้าไปตั้งเมื่อดอกเงาะเริ่มบานเป็นบางต้น การบานของช่อดอกยังน้อยอยู่ไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นอีก 20 วัน จึงได้นำรังผึ้งพันธุ์ชุดที่สองเข้าไปตั้ง ชุดแรกประชากรของรังผึ้งน้อยกว่ารังผึ้งชุดที่สอง ( โดยการชั่งน้ำหนัก ) พบว่า
 อัตราการเพิ่มของน้ำหนักรังผึ้งพันธุ์เฉลี่ย 1.02  0.36 กิโลกรัมต่อวันต่อรัง สำหรับรังผึ้งที่มีประชากรมากกว่า ( น้ำหนักรังผึ้งเริ่มแรกเฉลี่ย 52.92  6.51 กิโลกรัมต่อรัง ) และ 0.48  0.34 กิโลกรัมต่อวันต่อรัง สำหรับรังผึ้งพันธุ์ที่มีประชากรน้อยกว่า ( น้ำหนักรังผึ้งเริ่มแรกเฉลี่ย 38.48  2.80 กิโลกรัมต่อรัง )
 ถ้าปิดรังผึ้งพันธุ์เพื่อกระทำการฉีดพ่นสารฆ่าแมลง จะทำให้น้ำหนักรังผึ้งพันธุ์ลดลง เฉลี่ย 0.37  0.21กิโลกรัมต่อวันต่อรัง

การร่วงหล่นของผลเงาะพันธุ์โรงเรียน
จากการตรวจนับจำนวนผลเงาะพันธุ์โรงเรียน ที่ติดผลหลังดอกบาน หรือเสร็จสิ้นขบวนการผสมเกสรแล้ว ( early fruit set ) และทำการตรวจนับจำนวนผลที่เหลือ ในแต่ละช่อในแต่ละกรรมวิธี ที่ทำการศึกษาการผสมเกสร พบว่า
 จำนวนผลเงาะพันธุ์โรงเรียน จะมีอัตราการร่วงหล่น หรือมีเปอร์เซ็นต์ร่วงหล่นสูง ในระยะหนึ่งเดือนแรกหลังจากการติดผลแล้ว จากนั้นอัตราการร่วงหล่นจะมีเปอร์เซ็นต์ค่อนข้างคงที่
 ถ้าสิ่งแวดล้อมไม่เหมาะสม เช่น มีฝนตกติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน โดยฝนตกทั้งกลางวันและกลางคืน ทำให้อัตราการร่วงหล่นของผลเงาะเพิ่มสูงขึ้นได้ หรือมีการร่วงหล่นมากขึ้น ซึ่งผลเงาะที่ร่วงเมื่อนำมาตรวจดูเมล็ด พบว่าเงาะที่ร่วงส่วนใหญ่ จะมีเมล็ดที่ไม่สมบูรณ์ไม่เกินร้อยละ 20
 จากการหาความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนผลที่ติดครั้งแรก กับจำนวนผลที่เหลือ ( ที่นับจากการติดผลครั้งแรกแล้ว 1 เดือน ) พบว่า จำนวนผลที่เหลือกับจำนวนผลที่ติดครั้งแรกในกรรมวิธีที่ศึกษาการผสมเกสร มีความสัมพันธ์กัน ( r= 0.953* ) โดยได้สมการ
Y = 0.185 X ( ค่า Xจะอยู่ระหว่าง 2.27 - 90.27 )
Y= จำนวนที่เหลือที่จะเก็บเกี่ยว ; X = ค่าเฉลี่ยของผลที่ร่วงต่ำสุดและสูงสุด
ข้อมูลบางประการที่เกี่ยวข้องกับการผสมเกสรเงาะพันธุ์โรงเรียนพอสรุปได้ดังนี้
1. การบานของดอกเงาะต้นตัวเมีย (ช่อดอกประกอบด้วยดอกสมบูรณ์เพศมีเกสรตัวเมีย2แฉกและมีเกสรตัวผู้ที่เป็นหมัน ) แต่ละช่อใช้เวลาบาน 21 วัน โดยมีจำนวนดอกบานสูงสุดในวันที่ 12 จำนวน 132 ดอก และบานเกิน 50 % ของจำนวนดอกทั้งหมดที่มีในแต่ละช่อ
2. การแตกของอับเรณูจากดอกที่เกิดจากเงาะต้นตัวผู้ จะทยอยแตกและแตกมากในช่วงเวลา 09.00 – 10.00 น. อับเรณูที่แตกแล้วเมื่อได้รับความชื้น ผนังเรณู จะแสดงอาการปิดแต่ปิดได้ไม่สนิท
3. รูปร่างของเรณูเงาะพันธุ์โรงเรียนเมื่ออยู่ในสภาพที่แห้งหรือไม่มีความชื้น จะมีรูปร่างยาวรีเหมือนกันหมดวัดขนาดได้ประมาณ 15 x 30 ไมครอน เมื่อเรณูได้รับความชื้นจะมีรูปร่างกลม ขนาด 17.76  1.15 ไมครอน ก้อนเรณู ( pollen load )ที่ผึ้งพันธุ์ขณะเก็บเข้ารังมีสีเขียวขี้ม้า คล้ายกับก้อนเรณูจากเกสรลำไย
4. ผึ้งพันธุ์จัดเป็นแมลงผสมเกสรของเงาะพันธุ์โรงเรียนได้เป็นอย่างดีมีประสิทธิภาพ ใช้อัตราการตั้งรังผึ้งพันธุ์ 1 ไร่ต่อผึ้งพันธุ์ 1 รังในกรณีที่ไม่มีแมลงผสมเกสรท้องถิ่นอยู่เลย
5. ผึ้งลงตอมดอกเงาะตัวผู้มากที่สุดในช่วงเช้าเวลาประมาณ 11.00 น และตอมดอกตัวเมียมากในช่วง 12.00น.

ตารางที่ 1. แสดงชนิดและจำนวนแมลง ที่ลงตอมช่อดอกเงาะตัวเมียพันธุ์โรงเรียน จำนวน 11 ช่อ ที่หมู่บ้านสะพานเลือก ต. ทุ่งเบ็ญจา อ. ท่าใหม่ จ.จันทบุรี
…………………………………………………………………………………………………………………….
ชนิดของแมลง เวลา %ของแมลงทั้งหมด
6.0 7.00 8.00 9.00 10.00 11.00 12.00 13.00 14.00 15.00 16.00 17.00 18.00
……………………………………………………………………………………………………………………………………….
ผึ้งพันธุ์ - 2 7 18 16 20 36 33 25 10 4 8 23 75.09
ชันโรง - - 1 5 5 5 9 7 7 2 - 1 - 15.16แมลงวันรีเนีย 1 1 3 4 3 2 2 - 1 2 - 2 - 7.81ผึ้งโพรง - - - - 1 1 1 - - - - - - 1.12
ผึ้งสันโดษ - - - 1 - - - - - - - - - 0.37
……………………………………………………………………………………………………………………



ตารางที่ 2 แสดงจำนวนก้อนเกสร ( pollen load ) ที่ผึ้งพันธุ์เก็บจากดอกเงาะตัวผู้ และจากดอกไม้ชนิดอื่น ๆ
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ชนิดของ เวลา %ของจำนวนก้อน
ก้อนเกสรเกสรทั้งหมดที่ดักได้
6.007.008.009.0010.0011.0012.0013.0014.0015.0016.0017.0018.00
…………………………………………………………………………………………………………………….
รังผึ้งหมายเลข 48
เงาะ ----362151101 ---- -- 60.62
ดอกไม้อื่นๆ---119 75105 135-- --- 39.38
รังผึ้งหมายเลข 35
เงาะ ---18 50 - - ------ 43.59
ดอกไม้อื่นๆ ---75 13 - - ------ 56.41
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ตารางที่ 2 แสดงจำนวนก้อนเกสร ( pollen load ) ที่ผึ้งพันธุ์เก็บจากดอกเงาะตัวผู้ และจากดอกไม้ชนิดอื่น ๆ
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ชนิดของ เวลา %ของจำนวนก้อน
ก้อนเกสรเกสรทั้งหมดที่ดักได้
6.007.008.009.0010.0011.0012.0013.0014.0015.0016.0017.0018.00
…………………………………………………………………………………………………………………….
รังผึ้งหมายเลข 48
เงาะ ----362151101 ---- -- 60.62
ดอกไม้อื่นๆ---119 75105 135-- --- 39.38
รังผึ้งหมายเลข 35
เงาะ ---18 50 - - ------ 43.59
ดอกไม้อื่นๆ ---75 13 - - ------ 56.41
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

6. ความเร็วในการตอมดอก ผึ้งพันธุ์ลงตอมดอกตัวผู้เงาะพันธุ์โรงเรียนได้รวดเร็วกว่าเวลาที่ใช้ลงตอมดอกตัวเมีย
7. จำนวนผลเงาะที่ติดในครั้งแรก ( early fruit set )แปรผันตรงกับจำนวนผลที่เก็บเกี่ยว ( final fruit set )
8. การใช้วิธีฉีดน้ำชะช่อดอกเงาะตัวเมีย ทำให้อัตราการติดผลของเงาะสูง แต่อัตราการติดผลไม่แตกต่างทางสถิติกับการปล่อยให้ช่อดอกผสมเกสรตามธรรมชาติ เช่นเดียวกับการฉีดพ่นสารดึงดูดผึ้งพันธุ์ลงบนช่อดอกตัวเมียของเงาะพันธุ์โรงเรียนก็ไม่ได้ช่วยให้ผึ้งพันธุ์ลงตอมดอกเงาะเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ได้ช่วยให้เกิดการติดผลของเงาะแตกต่างไปจากการปล่อยให้ช่อดอกเงาะผสมเกสรตามธรรมชาติ แต่อย่างใดดังแสดงในตารางข้างล่างนี้

ตารางที่ 3 แสดงการติดผลครั้งแรก ( 7 วันหลังดอกบานหมดแล้ว ) ของเงาะพันธุ์โรงเรียน โดยใช้กรรมวิธีต่าง ๆ 5 กรรมวิธีดังนี้
……………………………………………………………………………………………………………………
กรรมวิธี%การติดผลเฉลี่ย
……………………………………………………………………………………………………………………
1.ฉีดพ่นน้ำบนช่อผสมเกสรเปิดตามธรรมชาติ 90.27 a*
2.พ่นสารกำจัดเชื้อราบนช่อผสมเปิดตามธรรมชาติ55.48 ab
3.พ่นสารดึงดูดผึ้งพันธุ์บนช่อดอกผสมเปิดตามธรรมชาติ 54.36 b
4.คลุมช่อดอกเงาะตัวเมียไม่ให้แมลงลงตอมดอก 1.82 c
5.ปล่อยให้ช่อดอกผสมเกสรเปิดตามธรรมชาติ56.55 ab
…………………………………………………………………………………………………………
*อักษรที่เหมือนกัน ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ ที่ระดับความเชื่อมั่น 95 %โดยวิธี DMRT

ตารางที่ 4 แสดงการติดผลที่เหลือ ( ก่อนเก็บเกี่ยว ) ของเงาะพันธุ์โรงเรียน จากกรรมวิธีต่าง ๆ 5 กรรมวิธีดังนี้
…………………………………………………………………………………………………….………………
กรรมวิธี%การติดผลเฉลี่ย
…………………………………………………………………………………………………….………………
1.ฉีดพ่นน้ำบนช่อผสมเกสรเปิดตามธรรมชาติ14.82 a*
2.พ่นสารกำจัดเชื้อราบนช่อผสมเปิดตามธรรมชาติ11.09 ab
3.พ่นสารดึงดูดผึ้งพันธุ์บนช่อดอกผสมเปิดตามธรรมชาติ10.09 b
4.คลุมช่อดอกเงาะตัวเมียไม่ให้แมลงลงตอมดอก 1.45 c
5.ปล่อยให้ช่อดอกผสมเกสรเปิดตามธรรมชาติ 13.55 ab
*อักษรที่เหมือนกัน ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ ที่ระดับความเชื่อมั่น 95 %โดยวิธี DMRT
กล่าวโดยสรุป การผสมเกสรของเงาะพันธุ์โรงเรียน ต้องอาศัยหรือต้องพึ่งพาแมลงผสมเกสรท้องถิ่นที่ปลูกเงาะโรงเรียนต้นตัวผู้นำพาละอองเรณูไปผสมกับดอกตัวเมียที่อยู่อีกต้นหนึ่ง ความหลากชนิดของแมลงผสมเกสรท้องถิ่นมีจำนวนแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับระบบนิเวศวิทยาในท้องถิ่นนั้นว่าเอื้ออำนวยให้แมลงผสมเกสรท้องถิ่นสามารถดำรงชีวิตอยู่ในบริเวณท้องถิ่นนั้นได้หรือไม่
แมลงผสมเกสรท้องที่สำคัญต่อการผสมเกสรเงาะโรงเรียน ได้แก่ ชันโรง ผึ้งมิ้ม ผึ้งหลวง ผึ้งโพรง ส่วนผึ้งพันธุ์ จัดเป็นแมลงผสมเกสรของเงาะได้ในกรณ๊ที่ขาดแคลนแมลงผสมเกสรท้องถิ่นหรือจำนวนแมลงผสมเกสรท้องถิ่นมีไม่เพียงพอกับจำนวนดอกเงาะที่บาน
แหล่งละอองเกสรตัวผู้มีความสำคัญพอๆกับแมลงผสมเกสร จำนวนละอองเกสรตัวผู้ของเงาะซึ่งได้จากดอกตัวผู้ของเงาะพันธ์โรงเรียน จะต้องมีปริมาณมากพอที่จะให้พวกชันโรงและพวกผึ้งลงตอมดอกเพื่อเก็บเกสรและย้ายดอกไปตอมดอกตัวเมียที่อยู่ในรัศมีการหากินของพวกชันโรงและพวกผึ้งดังกล่าว
การพ่นสารฆ่าแมลงเพื่อการป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูช่อดอกเงาะขณะดอกบานต้องระมัดระวังอันตรายจากพิษของสารเคมีที่จะทำให้แมลงผสมเกสรตายและไม่ลงตอมดอกเงาะ


การผสมเกสรของมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้( Mango, Mangifera indica L. cv.Nam dokmai, F. Anacardiaceae )
ดอกสมบูรณ์เพศหรือดอกกะเทย(perfect or hermaphrodite flower ) และดอกตัวผู้ของมะม่วงนั้น อยู่บนช่อดอกเดียวกัน ( monoecious plant )แต่การผสมเกสรของมะม่วงเป็นแบบผสมข้ามดอก ( cross pollination ) เนื่องจากการแตกของอับเรณู ( anther dehiscence ) บนดอกสมบูรณ์เพศหรือดอกกะเทย ไม่สอดคล้องกับการตอบรับของยอดเกสรตัวเมีย ( receptive time ) ที่อยู่บนดอกเดียวกัน ต้องอาศัยละอองเรณูจากดอกอื่น ๆ ที่อยู่ในช่อเดียวกัน หรือต่างช่อต่างต้นกัน
ชีววิทยาของดอกมะม่วง
ฤดูกาลบาน และความหนาแน่นของดอกมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ มีความสำคัญต่อการผสมเกสรของมะม่วง ในสภาพธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากแมลงสื่อผสมเกสรมีจำนวนกำจัด ในสภาพธรรมชาติ การเพิ่มประชากรของแมลงผสมเกสรท้องถิ่น ได้แก่ พวกผึ้งมิ้มนั้น ไม่ทันกับเวลาการบานของดอกมะม่วง ที่มีจำนวนมาก เกิดสภาพที่เจือจางของแมลงผสมเกสร ( dilution of insect pollinator ) พูดง่าย ๆ ก็คือ มีแมลงไม่พอ ดอกไม้มีมาก แมลงมีน้อย
พวกผึ้งสามารถเลือกลงตอมดอกมะม่วงได้ เรียกว่า พวกผึ้งมีอาหารเหลือเฟือ การผสมเกสรที่มีประ-สิทธิภาพนั้น ควรให้มีจำนวนผึ้งมากกว่าจำนวนดอกมะม่วง เพื่อให้เกิดการผสมเกสรอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในช่วงที่ดอกสมบูรณ์เพศบานมากที่สุด ในวันที่ 11 และดอกตัวผู้บานสูงสุดในวันที่ 15 นับจากวันที่ดอกเริ่มบาน ในแต่ละช่อ
ส่วนการแตกของอับเรณูมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ จะแตกหรือปลดปล่อยละอองเรณู หลังจากได้แสงแดดสะสม รวม 4 ชั่วโมง ( เฉลี่ย 4.37  1.83 ชั่วโมง ) แต่ถ้าอับเรณูอยู่ในสภาพที่มีความชื้นมาก ก็ไม่แตก ต้องรอจนกว่าอับเรณูแห้ง
เรณูของมะม่วงน้ำดอกไม้ส่วนใหญ่เป็นหมัน เรณูที่มีชีวิต มีประมาณ 30 % เท่านั้น และจำนวนเรณูที่บรรจุอยู่ในแต่ละอับเรณู ค่อนข้างน้อย เมื่ออับเรณูแตกแล้ว การแตกของอับเรณู ทำให้มีละอองเรณูที่เหลือค้างอยู่บนอับเรณูประมาณ 80.00 – 142.85 เม็ดเท่านั้น ที่จะให้สื่อผสมเกสรพาไปตกลงบนยอดเกสรตัวเมีย
ดังนั้น การผสมเกสรของมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ ที่จะเกิดการติดผลดี จึงควรปลูกมะม่วงพันธุ์ที่ให้ละอองเรณูที่แข็งแรง เช่น มะม่วงแก้วหรือมะม่วงพันธุ์อื่น ๆ ที่มีเรณูที่แข็งแรง หรือเป็นเรณูที่มีชีวิตสูง และสามารถออกดอกได้พร้อม ๆ กับการออกดอกของมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้
ทิศทางของทรงพุ่ม ก็มีผลต่อการออกดอกของมะม่วงพอสมควร ช่อดอกที่ได้รับแสงแดดมาก ช่อจะยาวกว่าช่อดอกที่ได้รับแสงแดดน้อย แต่อัตราส่วนเพศดอกต่ำกว่า เช่น ช่อดอกที่ออกทางทิศเหนือ มีอัตราส่วนเพศดอกสูงกว่าทางทิศตะวันออกและทิศใต้ เป็นต้น
การบานของดอกมะม่วงในแต่ละวัน ไม่มีความสัมพันธ์กับอุณหภูมิ ความชื้น หรือแสงแดด หมายความว่า จำนวนดอกที่บานแต่ละวันนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ อุณหภูมิ ความชื้นหรือแสงแดด

วิธีการผสมเกสรของมะม่วง
ศึกษาวิธีการผสมเกสรของมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ ที่สถานีวิจัยปากช่อง อ. ปากช่อง จ. นครราชสีมา ระหว่างเดือนกุมภาพันธุ์ – มีนาคม 2528 โดยทำการทดลองวิธีการผสม 6 กรรมวิธี คือ
1.ช่อดอกมะม่วงผสมตามธรรมชาติ
2.ช่อดอกมะม่วงผสมเกสรตามธรรมชาติและฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช
3.คลุมถุงช่อดอกมะม่วงและฉีดพ่นน้ำ
4.คลุมถุงช่อดอกมะม่วงและฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช
5.คลุมช่อดอกมะม่วงและฉีดพ่นน้ำที่มีละอองเรณูละลายอยู่ด้วย
6.คลุมช่อดอกและฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชและมีละอองเรณูละลายอยู่ด้วย
พบว่าอัตราการติดผลเฉลี่ยของ
กรรมวิธีที่ 1 56.8824 ผล /ช่อ
กรรมวิธีที่ 2 48.1176 ผล /ช่อ
กรรมวิธีที่ 1 กับ 2ซึ่งไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ
กรรมวิธีที่ 3 4.8824 ผล / ช่อ
กรรมวิธีที่ 4 6.0588 ผล / ช่อ
กรรมวิธีที่ 5 4.1176 ผล /ช่อ
กรรมวิธีมี่ 6 5.8824 ผล /ช่อ
กรรมวิธีที่ 3,4,5,6ซึ่งไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ
อัตราการติดผลในกรรมวิธีที่ 1 และ 2 แตกต่างทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญกับกรรมวิธีที่ 3 ,4 ,5 และ 6
แมลงผสมผสมเกสรตามธรรมชาติ ที่พบว่าตอมดอกมะม่วงพันธุน้ำดอกไม้ มีจำนวนมากที่สุดได้แก่
( Apis florea F. ) คิดเป็นร้อยละ 58.39
รองลงมาได้แก่ แมลงวัน Rhinia discolor F . ร้อยละ 18.77
แมลงวันหัวเขียว ( Chrysomya sp . ) ร้อยละ 11.20
แมลงวันบ้าน ( Musca domestical L. ) ร้อยละ 2.94
เหลือบ (F. Tabanidae ) ร้อยละ 2.47
ด้วง ( Hypomeces squamosus F. ) ร้อยละ 2.18
แมลงวันดอกไม้ ( Syrphid flies ) ร้อยละ 1.93 ชันโรง ( Trigona sp . ) ร้อยละ 0.82มดดำ
( Formicidae ) ร้อยละ 0.68 และผึ้งโพรง ( Apis cerana F . ) ร้อยละ 0.58ดังตารางข้างล่างนี้

ตารางแสดง ชนิดและจำนวนแมลงที่ลงตอมดอกมะม่วงน้ำดอกไม้ ที่สถานีวิจัยปากช่อง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ( จำนวน 17 ช่อ ช่วงตรวจนับ 8วัน )
…………………………………………………………………………………………………………………….
ชนิดของแมลง เวลา รวม %จาก
6.00 7.00 8.00 9.00 10.00 11.00 12.00 13.00 14.00 15.00 16.00 17.00 18.00ทั้งหมด
ผึ้งมิ้ม - 1 51 185 160 130 130 160 141 134 59 40 16 1207 58.39
แมลงวันรีเนีย 1 3 17 39 32 29 39 42 42 30 35 44 27 388 18.77
แมลงวันหัวเขียว4 8 46 32 21 14 11 12 18 16 17 20 13 232 11.22
แมลงวันบ้าน 2 5 5 2 3 4 11 6 4 7 5 6 1 61 2.94
เหลือบ - - 5 6 5 5 6 4 5 6 1 5 3 51 2.47
แมลงค่อมทอง - 2 2 4 3 7 2 5 6 7 4 2 1 45 2.18
แมลงวันดอกไม้ - - 2 1 1 2 3 4 7 9 3 2 - 40 1.94
ชันโรง - - 1 2 2 2 3 2 - 1 4 - - 17 0.82
ผึ้งโพรง - - 8 2 - - 2 - - - - - - 12 0.58
มดดำ - - 1 - 6 1 - 1 3 - 2 - - 14 0.68
……………………………………………………………………………………………………………………………………….
หมายเหตุ ชนิดและจำนวนแมลงที่ลงตอมดอกมะม่วง ในแต่ละท้องถิ่น ย่อมมี ชนิดและจำนวนแมลงที่แตกต่างกัน แต่จากตารางนี้ สามารถ สรุปได้ว่าผึ้งมิ้มเป็นแมลงผสมเกสรที่สำคัญ ของมะม่วงหลังจากที่ได้ศึกษาพฤติกรรมการตอมดอกแล้ว ผึ้งมิ้มสามารถแพร่กระจายพันธุ์ได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย
มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ เป็นมะม่วงที่มีผู้นิยมรับประทานสุกกันมาก ราคาค่อนข้างแพง ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ไม่ค่อยดก หรือมีเปอร์เซ็นต์การติดผลค่อนข้างต่ำ สาเหตุที่ทำให้การติดผลของมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ต่ำ เพราะมีปัจจัยควบคุมการติดผลอยู่หลายปัจจัย ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือขบวนการผสมเกสรของมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญต่อการผสมเกสรได้แก่ สื่อผสมเกสรที่ดีมีประสิทธิภาพในการถ่ายละอองเรณูลงบนยอดเกสรตัวเมีย ในขณะที่เรณูนั้นยังมีชีวิตและแข็งแรงอยู่จำนวนดอกสมบูรณ์เพศที่บานในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมต่อการผสมเกสร
กล่าวโดยสรุป การผสมเกสรของมะม่วง ต้องอาศัยแมลงผสมเกสรในท้องถิ่นที่ลงตอมดอกมะม่วง และแมลงผสมเกสรของมะม่วงที่ดีมีประสิทธิภาพ ได้แก่ ผึ้งมิ้ม ซึ่งเป็นผึ้งพื้นเมืองของไทย การผสมข้ามพันธุ์ของมะม่วงช่วยให้เกิดการติดผลของมะม่วงสูงขึ้น โดยเฉพาะในพันธุ์มะม่วงที่ละอองเรณูไม่ค่อยมีชีวิต เช่นพันธุ์น้ำดอกไม้ เป็นต้น พันธุ์มะม่วงที่เรณูแข็งแรง คือมะม่วงแก้ว ดังนั้นการปลูกมะม่วงแก้วไว้เป็นแหล่งละอองเกสรตัวผู้ด้วยจะช่วยให้การติดผลของมะม่วงดีขึ้น

การผสมเกสรของทุเรียน ( Durian , Durio zibethinus. F. Bombacaceae)
ดอกทุเรียนเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ( hermaphrodite or perfect flower ) ออกดอกเป็นกระจุก (cluster ) ดอกมีขนาดใหญ่ การติดผลของทุเรียน มักเกิดจากการผสมข้ามดอก ( cross pollination ) โดยอาศัยสื่อผสมเกสรจำพวกผึ้งที่เจาะจงในการลงตอมดอกเพื่อให้เกิดการผสมเกสร กล่าวคือ ผึ้งเหล่านั้นจะต้องมีพฤติกรรมลงเก็บเกสรจากดอกทุเรียน ( pollen collecting behavior ) จึงจะมีโอกาสที่ละอองเรณูจะตกลงยอดเกสรตัวเมียเนื่องจากดอกทุเรียนมีขนาดใหญ่กว่าผึ้งหลายเท่าตัว
ชีววิทยาของดอกทุเรียนพันธุ์ชะนี นั้นเริ่มพัฒนากลีบดอก ( petal ) และก้านเกสรตัวเมีย ( pistil ) ในช่วงบ่ายตั้งแต่ 15.00 น. เป็นต้นไป และกลีบดอกเริ่มคลี่ และบานเสร็จในช่วงเวลา 17.00 –18.00 น. จากนั้นช่วง 18.30 น. เป็นต้นไป อับเรณูของทุเรียนพันธุ์ชะนีเริ่มแตก (anther dehiscence ) และจะแตกมากในช่วงเวลา 18.55 น. เป็นต้นไป ในวันรุ่งขึ้นทั้งกลีบดอกและเกสรตัวผู้เริ่มร่วงหล่นในช่วง 12.00 น.เป็นต้นไป
การบานของดอกทุเรียนพันธุ์ชะนี โดยตรวจการเปลี่ยนแปลงหรือการพัฒนาของดอก ตั้งแต่ดอกในระยะดอกตูมหรือเป็นมะเขือพวง จนกระทั่งดอกบานและปล่อยละอองเกสรใช้ระยะเวลานาน 9 วัน จากการตรวจนับจำนวนยอดเกสรตัวเมียที่ได้รับการถ่ายละอองเกสรลงบนยอดหรือพู โดยทำการตรวจนับใช้ช่วงเวลา 10.00 –11.00 น. พบว่า การบานของดอกทุเรียนพันธุ์ชะนี การพัฒนาของดอกตูมที่มีขนาด 1.27 x 2.37 ซม. เจริญพัฒนาจนกระทั่งเกสรตัวผู้และกลีบดอกร่วงหล่นเหลือแต่ก้านตัวเมียนั้น ใช้เวลาทั้งสิ้น 60.5 ชั่วโมง ช่วงระยะเวลาที่ดอกทุเรียนบานที่สามารถผสมเกสรได้มีเวลาประมาณ 16 ชั่วโมง คือ ดอกเริ่มบานตั้งแต่ 17.00 น. จนถึงเวลา 10.00 น. ของวันรุ่งขึ้น ยอดเกสรจะเริ่มขับน้ำหวาน ( nectar ) ออกมาในช่วง 20.00 น. เป็นต้นไป และอับเรณูเริ่มแตกที่เวลา 18.30 น. ทยอยแตกไปเรื่อยๆ แต่ก็มีบางอับเรณูที่ไม่แตกหรือเป็นหมัน ในแต่ละดอกของทุเรียนพันธุ์ชะนี จะมีก้านเกสรตัวผู้ ( filament ) ประมาณ 38.4  3.23 ก้าน โดยแบ่งเป็น 5 ชุด
( fused stamen ) โดยมีจำนวนอับเรณูที่เป็นหมัน ( staminode ) คิดเป็นร้อยละ54.12  5.45 และจำนวนอับเรณูที่ทำงานได้ ( function ) คิดเป็นร้อยละ 45.84  5.45 ขนาดของเรณูทุเรียนพันธุ์ชะนี มีขนาดประมาณ 90.52  1.25 ไมครอน ในขณะที่เรณูของหมอนทองมีขนาด 101.46  0.7952 ไมครอน และเมื่อตรวจวัดเปอร์เซ็นต์ความหวานของน้ำต้อยได้เฉลี่ยเวลา 07.30 น. , 09.30 น., และ 10.45 น. เท่ากับ 16.03  1.18 , 20.1  1.26 และ 23.7  1.85 ตามลำดับ
จำนวนยอดเกสรตัวเมียของทุเรียนพันธุ์ชะนีที่ได้รับการถ่ายละอองเกสรในสภาพธรรมชาติ พบว่า ยอดเกสรตัวเมียของทุเรียนพันธุ์ชะนี มีลักษณะเป็นรูปถ้วยคว่ำ แบ่งเป็นพู ( lobe ) มีประมาณ 4 –5 พู แต่จะมี 4 lobe พบมากที่สุด การตกของละอองเกสรลงบนยอดเกสรตัวเมีย นั้นส่วนใหญ่จะมีเกสรติดอยู่ไม่ทุกพู ละอองเกสรจะติดหรือตกลงบนพูจำนวน 2 พู มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 36.95รองลงมาจะมีละอองเกสรติดอยู่เพียง 1 พู ,3 พู, 4 พู, และ 5 พู ตามลำดับ แต่เมื่อรวมจำนวนยอดเกสรตัวเมียที่ได้รับการถ่ายละอองเกสรลงบนยอดเกสรตัวเมียในสภาพธรรมชาติของทุเรียนพันธุ์ชะนีประมาณ 56.67 %
ความมีชีวิตของเรณูทุเรียนพันธุ์ชะนีและหมอนทองโดยวิธีการหาเปอร์เซ็นต์ความงอกหลอดสืบพันธุ์
( pollen tube ) พบว่าเปอร์เซ็นต์ความงอกหลอดสืบพันธุ์ของทุเรียนพันธุ์ชะนีคิดเป็นร้อยละ 21 ในสารตัวกลางที่เป็นน้ำกลั่นน้ำตาล ซูโครส (sucrose ) 10 % ได้เปอร์เซ็นต์ความมีชีวิตของเรณูทุเรียนเท่ากัน แต่ความยาวของหลอดสืบพันธุ์ไม่เท่ากัน โดยที่ความยาวของหลอดสืบพันธุ์ใน ซูโครส 10 % จะยาวกว่าความยาวของหลอดสืบพันธุ์ที่ทดสอบในน้ำกลั่น ส่วนการสูญเสียความมีชีวิตของเรณูหรือสูญเสียความงอกนั้น เมื่อเรณูมีชีวิตมากขึ้นหมายความว่า ถ้าเรณูนั้นมีอายุมากขึ้นหลังจากอับเรณูแตกแล้วจะทำให้ความมีชีวิตน้อยลง จนกระทั่งเวลา 12.00 น. หรือเรณูมีอายุเกิน 18 ชั่วโมง นับจากอับเรณูแตก ความมีชีวิตของเรณูจะไม่สามารถงอกหลอดสืบพันธุ์ได้ ถึงแม้เรณูที่มีอายุเกิน 18 ชั่วโมจะถูกถ่ายลงบนยอดเกสรตัวเมียแล้วก็ตามการผสมเกสรก็ไม่เกิดขึ้นแต่อย่างใด
จำนวนยอดเกสรตัวเมียที่ได้รับการถ่ายละอองเกสรลงบนยอดเกสรตัวเมียในสภาพธรรมชาติ พบว่า จำนวนยอดเกสรตัวเมียที่ได้รับการถ่ายละอองเกสรนั้นคิดเป็นร้อยละ 59 โดยมีจำนวนพูที่มีละอองเกสรติดมากที่สุด คือจำนวน 2 พู และจำนวนพูที่มีเกสรติดรองลงมาได้แก่ 1 , 3 ,4 ,และ 5 พู คิดเป็นร้อยละ 12 , 10 ,3 และ 1 ตามลำดับ เมื่อตรวจนับจำนวนผลทุเรียนพันธุ์ชะนีที่ติดผลแล้วมีจำนวนพูไม่เต็มทุกพูคิดเป็นร้อยละ 57.34 15..85 หรือมีพูเต็มครบทุกพูในแต่ละผลคิดเป็นร้อยละ 42.66 15.85
ส่วนที่พูดกันมากว่า ค้างคาวขนาดเล็ก เป็นสัตว์ที่ออกหากินน้ำหวานจากดอกทุเรียนในเวลากลางคืน เป็นสื่อในการผสมเกสรของทุเรียนที่ดอกบานในเวลากลางคืนพอดี แต่ปัจจุบันพวกค้างคาวดังกล่าวแทบจะไม่มีให้เห็นลงตอมดอกทุเรียนเลย แต่ทุเรียนก็ยังติดผลได้ เป็นเพราะมีผึ้งหลวง และพวกชันโรง คอยช่วยผสมเกสรอยู่นั่นเอง ถึงแม้ว่า ดอกทุเรียนจะเริ่มบานในตอนกลางคืน แต่การตอบรับของยอดเกสรตัวเมียและความมีชีวิตของเรณูทุเรียน อยู่ได้ถึง 5 โมงเช้าหรือ11.00น
การผสมเกสรด้วยมือก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกระทำในเวลากลางคืน สามารถทำการผสมเกสรด้วยมือในช่วงเวลาเช้าก็ได้ ต้นทุเรียนพันธุ์ชะนีบางต้นผสมเกสรตัวเองไม่ได้ ต้องใช้วิธีผสมเกสรข้ามต้นจึงจะติดผล ส่วนทุเรียนพันธุ์หมอนทองนั้นติดผลได้ง่ายเพราะเรณูมีชีวิตสูงกว่าพันธุ์ชะนี จะเห็นได้จากการที่ผึ้งหลวงเลือกลงตอมดอกทุเรียนพันธุ์หมอนทองมากกว่าพันธุ์ชะนี เพราะเกสรที่มีชีวิตสูงไม่เป็นหมัน เป็นเกสรที่มีคุณค่าทางโภชนาการของผึ้งสูง และผึ้งหลวงหรือผึ้งรวงชนิดอื่นก็รู้ได้เช่นกัน
จากการทดลองวิธีการผสมเกสรของทุเรียนพันธุ์ชะนี จำนวน 4 กรรมวิธี ดังนี้
1. คลุมดอกทุเรียนพันธุ์ชะนีโดยไม่มีแมลงผสมเกสร
2. ผสมเกสรดอกทุเรียนพันธุ์ชะนีด้วยมือ ภายในดอกเดียวกันแล้วคลุมถุง
3. ทำ emasculateหรือกำจัดเกสรตัวผู้ออกไปจากดอกแล้วทำการผสมเกสรข้ามด้วยเกสร
ทุเรียนพันธุ์ชะนีจากดอกอื่นแล้วคลุมถุง
4.ปล่อยให้ดอกทุเรียนพันธุ์ชะนีผสมเกสรเปิดธรรมชาติ
สามารถสรุปผลการทดลองดังกล่าวได้ว่า การคลุมช่อดอกทุเรียนโดยไม่มีแมลงช่วยผสมเกสรนั้นมีจำนวนการติดผลต่ำคิดเป็นร้อยละ 6.67 ซึ่งมีความแตกต่างทางสถิติกับจำนวนผลที่ติดในกรรมวิธี 2 ซึ่งผสมเกสรตัวเองด้วยมือ มีเปอร์เซ็นต์การติดผลคิดเป็นร้อยละ 37.5 ซึ่งไม่แตกต่างทางสถิติกับเปอร์เซ็นต์การติดผลในกรรมวิธีที่ปล่อยให้ดอกทุเรียนผสมเกสรเปิดตามธรรมชาติ ซึ่งติดผลร้อยละ 33.33 และไม่แตกต่างกับการผสมเกสรข้ามดอกด้วยมือติดผลคิดเป็นร้อยละ 39.54และพบว่าทุเรียนพันธุ์ชะนีบางต้นผสมตัวเองไม่ได้
ชนิดและจำนวนแมลงผสมเกสรที่ลงตอมดอกทุเรียนพันธุ์ชะนี พบว่าผึ้งพันธุ์ซึ่งได้นำเข้าไปตั้งในสวนทุเรียนนั้น ก็ลงตอมดอกทุเรียนพันธุ์ชะนีเช่นกัน ช่วงเช้าและสายลงตอมดอกทุเรียนเพื่อเก็บน้ำหวานจากดอกทุเรียนพันธุ์ชะนี ส่วนใกล้ค่ำจะเลือกลงตอมดอกทุเรียนพันธุ์หมอนทองเพื่อเก็บเกสรหลังจากอับเรณูหมอนทองแตกใหม่ ๆเช่นเดียวกับพวกผึ้งหลวงที่เลือกลงตอมดอกทุเรียนพันธุ์หมอนทองเช่นกัน และผึ้งหลวงหากินในเวลาพลบค่ำได้นานกว่าผึ้งพันธุ์ประมาณ 15 นาที หรือผึ้งหลวงบินกลับรังในสภาพที่มืดได้ดีกว่าผึ้งพันธุ์
แมลงผสมเกสรของทุเรียนในสภาพธรรมชาติทั่วไปได้แก่ ผึ้งหลวง ผึ้งมิ้ม ผึ้งโพรง และ ชันโรงที่มีพฤติกรรมค่อนข้างเด่นชัดในการเก็บเกสรจากดอกทุเรียนเพราะชันโรงนำเกสรไปใช้หรือบริโภคมากกว่าน้ำต้อย
แมลงผสมเกสรของทุเรียนพันธุ์ชะนี ได้แก่ พวกชันโรง Trigona apicalis , T. fuscobalteata และ T. fimbriata และผึ้งหลวง Apis dorsata พวกชันโรงโดยเฉพาะ T. apicalis และ T. fuscobalteata มีพฤติกรรมเก็บเกสรจากดอกทุเรียนที่เด่นชัด ซึ่งไม่เลือกว่าจะเป็นพันธุ์ชะนีหรือหมอนทอง ส่วนผึ้งหลวงจัดเป็นแมลงที่มีพฤติกรรมในการตอมดอกดีในช่วงหากินตอนหัวค่ำ ก่อนที่จะหมดความสว่างจากแสงอาทิตย์ประมาณช่วง 18.45 –19.15 น. ซึ่งช่วงนี้ผึ้งหลวงจะเลือกลงตอมดอกหมอนทองเพื่อเก็บเกสรมากกว่าตอมดอกทุเรียนพันธุ์ชะนี ส่วนผึ้งพันธุ์ที่นำเข้าไปตั้งในระหว่างที่ดอกทุเรียนบานนั้น พบว่า ผึ้งพันธุ์ลงตอมดอกทุเรียนเพื่อเก็บน้ำหวานมากกว่าจะเก็บเกสร จากการติดตั้งกับดักเกสรหน้ารังผึ้งพันธุ์ พบว่าผึ้งพันธุ์ เก็บเกสรทุเรียนประมาณ 12.55  4.36 % จากจำนวนเกสรที่ดักได้ทั้งหมดในช่วง 07.00 –08.00น.
ผึ้งหลวง ซึ่งพบว่าลงตอมดอกทุเรียนในช่วงเช้าตรู่และในช่วงพลบค่ำ นอกจากนั้นยังพบแมลงผสมเกสรชนิดอื่น ๆ อีกได้แก่ ผึ้งมิ้ม ผึ้งโพรง และผึ้งสันโดษ ( Ceratina spp. )และแมลงวัน Rhinia discolor
ผึ้งพันธุ์ที่ใช้ผสมเกสรทุเรียน พบว่าผึ้งพันธุ์มีพฤติกรรมเก็บน้ำหวานจากดอกทุเรียนพันธุ์ชะนี มากกว่าเก็บเกสร แต่ในช่วงพลบค่ำผึ้งพันธุ์มีพฤติกรรมเก็บเกสรจากดอกทุเรียนหมอนทอง ซึ่งพฤติกรรมบนดอกทุเรียนโดยตอมดอกทุเรียนเพื่อเก็บน้ำหวานนั้นจะไม่ส่งผลให้เกิดการถ่ายละอองเกสรทุเรียนลงบนยอดเกสรตัวเมียแต่อย่างใด เนื่องจากดอกทุเรียนมีขนาดใหญ่เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดลำตัวของผึ้งพันธุ์ หรือแม้แต่ขนาดลำตัวของผึ้งหลวง พฤติกรรมของผึ้งที่จะก่อให้เกิดการถ่ายละอองเกสรของทุเรียนได้นั้นจะต้องเป็นพฤติรรมการเก็บเกสรเท่านั้น ผึ้งพันธุ์ออกหากินบนดอกทุเรียนเพื่อเก็บเกสรในช่วงก่อน 09.00 น. เท่านั้น คิดเป็นร้อยละประมาณ 20 เท่านั้น หมายความว่าผึ้งพันธุ์100ตัว ที่บินออกไปหากินดอกไม้ชนิดอื่น 80 ตัว ลงตอมดอกทุเรียน 20ตัว
การผสมตัวเองของทุเรียนพันธุ์ชะนี นั้นร้อยละ 80 ผสมเกสรตัวเองในต้นเดียวกันได้ การทดลองผสมเกสรดอกทุเรียนพันธุ์ชะนีด้วยละอองเกสรตัวผู้จากดอกทุเรียนพันธุ์หมอนทอง โดยผสมด้วยมือที่กระทำในช่วงเวลาต่างๆ กัน การผสมเกสรของทุเรียนพันธุ์ชะนีด้วยละอองเกสรทุเรียนพันธุ์หมอนทองได้ผลดี และการผสมเกสรข้ามพันธุ์ด้วยมือที่เวลา 20.00 น. นั้น ไม่ทำให้การติดผลแตกต่างกันกับการผสมเกสรข้ามดอกด้วยมือที่ เวลา 06.00 น. และ 07.00 น. แต่การผสมเกสรข้ามพันธุ์ที่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป ทำให้การติดผลของทุเรียนพันธุ์ชะนีแตกต่างกับการผสมเกสรที่เวลา 06.00 น. และการผสมเกสรข้ามด้วยมือหลังจากเวลา 09.00 น. เป็นต้นไป จะทำให้การติดผลนั้นแตกต่างไปจากการผสมเกสรในช่วงเวลา 07.00 น.
อัตราการติดผลของทุเรียนพันธุ์ชะนี จำนวน 10 ต้น เฉลี่ย 4.05 % ของจำนวนดอกทั้งหมด จำนวนดอกทั้งหมดเฉลี่ย 2140  305.17ดอก /ต้น
แต่ประชากรของผึ้ง หรือผึ้งหลวงลงตอมดอกทุเรียนในปริมาณน้อย เมื่อเทียบกับประชากรของชันโรงที่พบบนดอกทุเรียน จากการตรวจนับจำนวนยอดเกสรตัวเมียที่ได้รับการถ่ายละอองเกสรบนยอดเกสรตัวเมียนั้น พบว่า ดอกทุเรียนได้รับการถ่ายละอองเกสรลงบนยอดเกสรคิดเป็นร้อยละ 39 – 49 % ของจำนวนดอกที่สุ่มดอกทุเรียนจำนวน 100 ดอกจากทุเรียนจำนวน 10 ต้น
ความมีชีวิตของเรณูทุเรียนหลังจากพ่นสารฆ่าแมลงบางชนิดลงบนอับเรณูที่แตกแล้ว โดยใช้สารฆ่าแมลงที่มีพิษต่อผึ้งน้อยหรือสามารถใช้สารฆ่าแมลงเหล่านี้ได้ถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องฉีดเพื่อป้องกันกำจัดแมลงศัตรูดอกทุเรียน ได้แก่ สารฆ่าแมลง เอนโดซัลฟาน( endosulfan 35 %EC) , โพซาโลน (phosalone 35 % EC ) , เดลตามีทริน ( deltamethrin 375 gm /l ) และ ไธโอดิคาร์บ ( thiodicarb 375 gm /l ) ใช้ฉีดพ่นในอัตราที่สลากยาแนะนำ สำหรับพ่นในสวนไม้ผลคือ 60 มล. /น้ำ 20 ลิตร สำหรับ เอนโดซัลฟานและ
โพซาโลน และ 20 มล. /น้ำ 20 ลิตร สำหรับ เดลตามีทริน และ ไธโอดิคาร์บ โดยใช้ hand sprayer พ่นลงบนดอกทุเรียนให้ทั่วทั้งดอก หลังจากนั้น 1 ชั่วโมงเก็บดอกที่ทดลองมาทดสอบความงอกหลอดสืบพันธุ์ โดยใช้สารตัวกลางที่เตรียมได้จาก เปรียบเทียบความมีชีวิตของเรณูที่ถูกฉีดพ่นเฉพาะน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียว พบว่า สารฆ่าแมลงบางชนิดมีผลกระทบต่อการงอกหลอดสืบพันธุ์ไปในทางลบ คือค่าความมีชีวิตของเรณุทุเรียนต่ำกว่าความมีชีวิตของเรณูทุเรียนที่ทดสอบโดยใช้น้ำพ่นเพียงอย่างเดียว แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่าสารฆ่าแมลงบางชนิด เมื่อฉีดพ่นไปแล้วกลับทำให้ค่าความมีชีวิตของเรณูสูงกว่าค่าความมีชีวิตของเรณูที่พ่นน้ำเพียงอย่างเดียว หรือใช้น้ำต้อยทดสอบความงอกของหลอดสืบพันธุ์
การผสมเกสรของทุเรียนพันธุ์ชะนี สามารถผสมเกสรตัวเองได้ ถ้ามีสื่อช่วยผสมเกสร แต่ถ้าไม่มีสื่อช่วยผสมเกสรแล้วอัตราการติดผลต่ำหรือไม่ติดผลเลย
ชนิดและจำนวนแมลงผสมเกสรของทุเรียนพันธุ์ชะนี ได้แก่ ผึ้งหลวง ซึ่งจะตอมดอกทุเรียนพันธุ์หมอนทองมากกว่าพันธุ์ชะนีในเวลาเช้าตรู่และเวลาพลบค่ำ โดยพฤติกรรมเก็บเกสรรองลงมาได้แก่ ผึ้งมิ้ม และผึ้งโพรง นอกจากนั้นมีชันโรง อีก 2 – 3 ชนิดซึ่งชันโรงนี้จัดเป็นแมลงผสมเกสรทุเรียน
ผึ้งพันธุ์จัดเป็นแมลงผสมเกสรเสริมให้แก่ทุเรียนได้ถ้าสวนทุเรียนขาดแคลนแมลงผสมเกสรในธรรมชาติมีไม่เพียงพอ
ดอกทุเรียนพันธุ์ชะนี ได้รับการถ่ายละอองเกสรบนยอดเกสรด้วยมือติดผลคิดเป็นร้อยละ 56.67 %
การสูญเสียความมีชีวิตของเรณูทุเรียนพันธุ์ชะนี เรณูจะเริ่มสูญเสียความงอกหลังจาก 11.00 น. ไปแล้ว และหลังเที่ยงวันไปแล้ว ถือว่าเรณูไม่มีความงอกและถ่ายละอองเรณูบนยอดเกสรตัวเมียหลัง 12.00 น. ไปแล้วก็ไม่มีผลต่อขบวนการผสมเกสรแต่อย่างใด เรณูของทุเรียนพันธุ์ชะนีจะเริ่มงอกหลอดสืบพันธุ์เมื่ออายุครบ 12 ชั่วโมง กล่าวคือการทดสอบความงอกของเรณูที่เก็บมาจากอับเรณูในเวลา 20.00 น. แล้วทำการทดสอบความงอกนั้น ไม่มีการงอกของเรณูเกิดขึ้นในช่วงกลางคืนและเรณูที่ทดสอบดังกล่าวเริ่มงอกเมื่อได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ นั่นคือ ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการงอกหลอดสืบพันธุ์ของเรณูคือช่วงเรณูมีอายุระหว่าง 12 – 10 ชั่วโมงหลังจากเรณูถูกปล่อยออกจากอับเรณู
การผสมเกสรของทุเรียนพันธุ์ชะนีในสภาพธรรมชาติ คิดเป็นร้อยละ 59 โดยมีผลทุเรียนที่ติดทุกพูคิดเป็นร้อยละ 58.34  15.85 และผลที่มีพูไม่เต็มคิดเป็นร้อยละ 42.66  15.85
ส่วนผึ้งพันธุ์ลงตอมดอกทุเรียนพันธุ์ชะนีเพื่อเก็บเกสรนั้นคิดเป็นร้อยละ 20 % ของจำนวนผึ้งพันธุ์ที่ออกเก็บเกสรทั้งหมด และผึ้งพันธุ์มีพฤติกรรมคล้ายคลึงกับผึ้งหลวง โดยผึ้งพันธุ์ก็ลงตอมดอกทุเรียนโดยเลือกตอมดอกทุเรียนพันธุ์หมอนทองมากกว่าพันธุ์ชะนี เช่นเดียวกับที่พบในผึ้งหลวง
ความสามารถในการผสมตัวเองของดอกทุเรียนพันธุ์ชะนีในแต่ละต้น ไม่เท่ากัน บางต้นก็ผสมตัวเองได้ดี บางต้นก็ผสมตัวเองไม่ได้เลยต้องอาศัยการผสมเกสรข้ามต้น
แมลงผสมเกสรที่สำคัญของทุเรียนทั้งพันธุ์ชะนีและหมอนทองคือพวกผึ้งหลวง ( Apis dorsata F. ) ผึ้งพันธุ์ ( Apis mellifera L. ) ชันโรง T. apicalis , T. fuscobalteata, T. fimbriata
การติดผลของทุเรียนพันธุ์ชะนีในสภาพธรรมชาติ เฉลี่ย 4.05 % ของจำนวนดอกทั้งหมดเฉลี่ย 2140  305.17 ดอก/ต้น
แมลงผสมเกสรของทุเรียนพันธุ์ชะนี ได้แก่ ชันโรง Trigona laeviceps , T. fimbriata , T. apicalis โดยพวกชันโรงมีพฤติกรรมเก็บเกสรบนดอกทุเรียนคิดเป็นร้อยละ 75 – 82 % ของจำนวนชันโรงทั้งหมดที่ตรวจนับในช่วงเวลาที่ทำการทดลอง ยกเว้นชันโรง T. fimbriata เพียงชนิดเดียวที่พบว่าตอมดอกทุเรียนโดยเก็บน้ำหวานมากกว่าเก็บเกสร ส่วนผึ้งพันธุ์คงมีพฤติกรรมเก็บเกสรจากดอกทุเรียนพันธุ์หมอนทองช่วงพลบค่ำมากกว่าที่จะเก็บเกสรจากดอกทุเรียนพันธุ์ชะนี ผึ้งหลวงก็มีพฤติกรรมเช่นเดียวกับผึ้งพันธุ์ แต่ทั้งผึ้งพันธุ์และผึ้งหลวงที่ลงตอมดอกทุเรียนในช่วงพลบค่ำมีประชากรค่อนข้างน้อย และมีเวลาช่วงจำกัดเพียง 20 – 30นาทีเท่านั้น
ความมีชีวิตของเรณูทุเรียนพันธุ์ชะนีต่ำกว่าความมีชีวิตของเรณูทุเรียนพันธุ์หมอนทองและขนาดของเรณูทุเรียนพันธุ์ชะนีมีขนาดไม่สม่ำเสมด เหมือนพันธุ์หมอนทอง การพ่นสารฆ่าแมลงบางชนิดในช่วงที่ดอกทุเรียนบานและอับเรณูแตกแล้วมีผลต่อความงอกหลอดสืบพันธุ์ของทุเรียนพันธุ์ชะนีและพันธุ์หมอนทอง ทั้งในทางลบและบวก แต่สารฆ่าแมลงที่ใช้ส่วนมากจะมีผลกระทบต่อความมีชีวิตของเรณูในทางลบยกเว้น โฟซาโลน (phosalone ) ที่แสดงข้อมูลว่ามีผลที่ทำให้ความมีชีวิตของเรณูโดยการทดสอบความงอกของทุเรียนทั้งพันธุ์ชะนีและพันธุ์หมอนทองมีความงอกสูงกว่าเรณูที่ไม่ได้พ่นสารฆ่าแมลง
การผสมเกสรของทุเรียนพันธุ์ชะนีสามารถผสมเกสรตัวเองได้ แต่บางต้นก็ผสมตัวเองไม่ได้จำเป็นที่จะต้องอาศัยสื่อผสมเกสรเพื่อนำพาละอองเรณูจากอีกต้นหนึ่งไปตกบนยอดเกสรตัวเมียที่ผสมตัวเองไม่ได้ สื่อผสมเกสรของทุเรียนโดยทั่วไปได้แก่ พวกผึ้งทุกชนิดรวมทั้งชันโรงอีกหลายชนิดที่มีพฤติกรรมในการตอมดอกทุเรียนเพื่อเก็บเกสรจากดอกทุเรียน แล้วก่อให้เกิดการผสมเกสรขึ้นได้ ส่วนการผสมเกสรด้วยมือสามารถกระทำได้ แต่ไม่จำเป็นที่จะต้องผสมเกสรในเวลากลางคืน ในช่วงเช้าตรู่ก็สามารถที่จะผสมเกสรได้เช่นกัน ส่วนการติดผลของทุเรียนพันธุ์ชะนีในสภาพธรรมชาติ จะอยู่ระหว่าง 30 –55 % ซึ่งผันแปรไปในแต่ละปี การปล่อยให้ดอกทุเรียนมีสภาพเหมือนไม่มีแมลงผสมเกสรลงตอมดอกจะทำให้การติดผลค่อนข้างต่ำซึ่งในที่สุดจะมีผลให้เหลือเก็บเกี่ยวยิ่งต่ำลงไปอีกเนื่องจากการร่วงหล่น
การพัฒนาของดอกทุเรียนพันธุ์ชะนี ตั้งแต่ระยะดอกตูมหรือระยะมะเขือพวง(primordial stage) จนกระทั่งดอกบาน( flowering stage )จะใช้เวลาพัฒนาประมาณ 9 วัน และเมื่อดอกทุเรียนขยายกลีบดอกและพลิกกลีบดอกกลับเรียบร้อยแล้วจะเป็นช่วงบ่าย จากนั้นอับเรณูจะเริ่มแตกในช่วงตั้งแต่ 18.55 น. เป็นต้นไป ต่อมน้ำหวานจากภายในโคนกลีบดอกเริ่มขับน้ำหวานออกมาในช่วงตั้งแต่ 20.00 น. เป็นต้นไป โดยเปอร์เซ็นต์น้ำตาลของน้ำหวานจากดอกทุเรียนประมาณ 16 –18 % ดอกทุเรียนที่บานในตอนกลางคืนจะเริ่มร่วงหล่นในช่วงหลังเที่ยงวันของวันรุ่งขึ้นเป็นต้นไป การร่วงจะร่วงในส่วนของกลีบดอกและชุดของเกสรตัวผู้ ( stamen ) เหลือแต่เฉพาะส่วนของเกสรตัวเมีย ( pistil ) เพียงอย่างเดียว และการผสมเกสรของทุเรียนจะเกิดขึ้นให้เห็นจากชุดเกสรตัวผู้ร่วงแล้วประมาณ 14 วัน ถ้าดอกได้รับการผสมเกสรในส่วนของรังไข่จะพัฒนามีขนาดใหญ่ขึ้น แต่ถ้าดอกนั้นไม่ได้รับการผสมเกสรก็จะร่วงหล่นในที่สุด ส่วนการศึกษาความมีชีวิตของเรณูทุเรียนพันธุ์ชะนีนั้น ละอองเกสรของทุเรียนพันธุ์ชะนีมีเปอร์เซ็นต์ความงอกของหลอดสืบพันธุ์ค่อนข้างต่ำ และขนาดของเรณูไม่สม่ำเสมอ เรณูของทุเรียนพันธุ์ชะนีมีชีวิตอยู่ได้นานไม่เกิน 18 ชั่วโมง หลังจากแตกออกมาจากอับเรณู การงอกหลอดสืบพันธุ์ของเรณูทุเรียนนั้นจะต้องได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์เสียก่อนจึงจะงอกหลอดสืบพันธุ์ได้ ดังนั้นในธรรมชาติของการผสมเกสรของทุเรียนพันธุ์ชะนีนั้นการถ่ายละอองเรณุที่ยังมีชีวิตอยู่ลงบนยอดเกสรตัวเมีย นั้นมีความสำคัญต่อการปฏิสนธิระหว่างเชื้อเกสรตัวผู้กับไข่จากรังไข่ เนื่องจากความร้อนจำกัดของความมีชีวิตของเรณูทุเรียนพันธุ์ชะนี ยอดเกสรทุเรียนพันธุ์ชะนีควรได้รับละอองเรณูที่ยังมีชีวิตหรือเชื้อยังแข็งแรงอยู่จะทำให้โอกาสที่เรณูจะงอกหลอดสืบพันธุ์ขึ้นไปผสมกับไข่ภายในรังจนเกิดการปฏิสนธิก็มีโอกาสมากขึ้น
ชนิดและจำนวนแมลงผสมเกสรตามธรรมชาติของทุเรียนพันธุ์ชะนีในสวน มีแมลงผสมเกสรที่สำคัญต่อการติดผลของทุเรียนพันธุ์ชะนี คือ ผึ้งหลวง ( Apis dorsata F. ) และชันโรง T. laeviceps , T. apicalis , T. fimbriata , T. fuscobalteata ซึ่งพวกชันโรงมีพฤติกรรมตอมดอกทุเรียนเพื่อเก็บเกสรร้อยละ 80 ของจำนวนชันโรงทั้งหมดที่ลงตอมดอกทุเรียน เนื่องจากสภาพของชันโรงมีความต้องการเกสรมากกว่าน้ำผึ้ง สำหรับการใช้อาหารเลี้ยงหนอนของชันโรง ส่วนผึ้งพันธุ์ที่นำเข้าไปช่วยเสริมเพื่อให้มีแมลงผสมเกสรลงตอมดอกทุเรียนเพิ่มมากขึ้นและให้เกิดการแข่งขันและการแย่งอาหารคือ เกสรดอกไม้นั้น ผึ้งพันธุ์ที่นำเข้าไปตั้งจะออกหากินบนดอกทุเรียนในช่วงเช้าตรู่และพลบค่ำ โดยมีจำนวนผึ้งพันธุ์ที่หากินบนดอกทุเรียนเพื่อเก็บเกสรคิดเป็นร้อยละ 12 –2 0 % ของจำนวนผึ้งพันธุ์ทั้งหมดที่ออกหากินเพื่อเก็บเกสร พฤติกรรมพวกผึ้งพันธุ์ที่หากินบนดอกทุเรียนเริ่มแตกใหม่ ๆ แต่ทั้งผึ้งหลวงและผึ้งพันธุ์จะเลือกลงตอมดอกทุเรียนพันธุ์หมอนทองมากกว่าพันธุ์ชะนี สาเหตุหนึ่งที่เลือกตอมนั้นมาจากคุณค่าอาหารทางโภชนาการของเกสร เกสรที่มีความมีชีวิตจะมีคุณค่าทางอาหารมากกว่าเกสรที่เป็นหมันกรือความมีชีวิตเรณูต่ำ ซึ่งพวกผึ้งจะรู้ โดยธรรมชาติ ส่วนการพ่นสารฆ่าแมลงบางชนิดมีผลกระทบต่อกการงอกหลอดสืบพันธุ์ของทุเรียนได้ เช่น เอนโดซัลฟาน และ ไธโอดิคาร์บ ซึ่งเมื่อพ่นสารดังกล่าวลงบนละอองเรณู แล้วนำละอองเรณูมาทดสอบความงอก จะให้ค่าเปอร์เซ็นต์ความงอกต่ำกว่า เปอร์เซ็นต์ความงอกของเรณูที่ไม่ได้พ่นสารฆ่าแมลง แต่เปอร์เซ็นต์ความงอกของเรณูที่ได้จากการพ่นสารฆ่าแมลง โพซาโลน และ เดคามีทริน สูงกว่าเปอร์เซ็นต์ความงอกของเรณูที่ไม่ได้พ่นสารฆ่าแมลง สารฆ่าแมลงที่พ่นลงบนอับเรณูที่แตกแล้วให้เปอร์เซ็นต์การงอกหลอดสืบพันธุ์ต่ำที่สุดคือ เดลตามีทริน 35 อี ซีซึ่งต่ำกว่าการใช้น้ำเป็นสารตัวกลาง ( culture media )
ปัจจัยควบคุมการติดผลของทุเรียนพันธุ์ชะนีที่สำคัญได้แก่ ความมีชีวิตของเรณูที่ไปตกลงบนยอดเกสรตัวเมียของทุเรียนพันธุ์ชะนี แล้วสามารถงอกหลอดสืบพันธุ์ไปผสมกับไข่ของทุเรียนพันธุ์ชะนีได้ พฤติกรรมของแมลงผสมเกสรที่ช่วยนำพาละอองเกสรที่มีชีวิตของทุเรียนพันธุ์ชะนีหรือพันธุ์อื่น ๆ เช่นหมอนทองให้ไปตกลงยอดเกสรตัวเมียของทุเรียนพันธุ์ชะนีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะต้องเป็นพฤติกรรมของแมลงผสมเกสรที่ลงตอมดอกทุเรียนพันธุ์ชะนี เพื่อเก็บเกสร ( pollen collecting behavior ) และแมลงผสมเกสรที่มีพฤติกรรมเก็บเกสรต้องมีจำนวนมากที่จะลงตอมดอกทุเรียนที่บานในแต่ละวันได้อย่างทั่วถึง การพ่นสารฆ่าแมลงในช่วงที่ดอกทุเรียนกำลังบานย่อมมีผลกระทบต่อการผสมเกสรของทุเรียนทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม โดยมีผลต่อความมีชีวิตของเรณูทุเรียนโดยตรงและมีพิษต่อแมลงผสมเกสรที่สำคัญโดยเฉพาะพวกผึ้งและชันโรง
ตารางแสดง การติดผลของทุเรียนพันธุ์ชะนี โดยวิธีการผสมเกสรแบบต่างๆ

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
วิธีการผสมเกสร%การติดผล
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------คลุมถุงไม่มีแมลงช่วยผสม 6.67 a
ผสมเกสรด้วยมือภายในดอกเดียวกัน 37.50 a
ผสมเกสรด้วยมือข้ามดอก 39.54 a
ผสมเกสรตามธรรมชาติ 33.33 a

ตารางแสดง เปอร์เซ็นต์ความงอกของเรณูทุเรียนพันธุ์ชะนีที่ถูกพ่นสารฆ่าแมลงลงบนอับเรณที่แตกแล้วใน
ฤดูกาลบานของดอก
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สารฆ่าแมลงและอัตรา%ความงอกของทุเรียนพันธุ์ชะนี
สารที่ทดสอบความงอกมล. /น้ำ 20ลิตร
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------phosalone 6029.50 a
Thiodicarb 6019.00 bcd
Endosulfan 6012.00 d
Decamethrin 2025.50 ab
ไม่พ่นสารฆ่าแมลง -17.50 cd
น้ำ -14.50 bc
น้ำต้อย -21.00 bcd
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
อักษรที่เหมือนกันไม่แตกต่างทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95 %โดยวิธี DMRT

ตารางแสดง เปอร์เซ็นต์การติดผลของทุเรียนพันธุ์ชะนีที่ได้จากการผสมเกสรด้วยพันธุ์หมอนทองที่มีชีวิตของเรณูแตกต่างกัน

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ช่วงเวลาผสมเกสร%การติดผลเริ่มแรก
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
20.00น . 81.63 a
06.00น. 80.00 ab
07.00น.61.33 abc
08.00น.51.65 cd
09.00น.37.97 de
10.00น.36.25 de
11.00น.32.50 de-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
อักษรที่เหมือนกันไม่แตกต่างทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95 %โดยวิธี DMRT

กล่าวโดยสรุป การผสมเกสรทุเรียน ในสภาพธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้พวกผึ้งและชันโรงกลายเป็นแมลงผสมเกสรที่สำคัญของทุเรียน ที่มีประสิทธิภาพ แต่การทำสวนทุเรียนของเกษตรกรบางรายใช้วิธีการผสมเกสรทุเรียนด้วยมือในเวลาพลบค่ำหรือตอนกลางคืนซึ่งไม่จำเป็นเพราะสามารถผสมเกสรทุเรียนด้วยมือในช่วงเช้าตรู่ก็ได้

การผสมเกสรส้มเขียวหวาน ( Tangerine;Citrus reticulata Blanco.,F. Rutaceae )
ดอกส้มเขียวหวานเป็นดอกสมบูรณ์เพศ (perfect flower ) เกสรตัวผู้มีก้านชูเกสร (filament )ค่อนข้างสั้นล้อมรอบยอดเกสรตัวเมีย ( stigma )ที่มีลักษณะเป็นกระบอง เมื่ออับเรณูแตกละอองเกสรสามารถสัมผัสกับเกสรตัวเมีย เกิดการผสมเกสรตัวเองได้(self pollination ) และถ้ามีแมลงผสมเกสรลงตอมดอก ย้ายดอก ก็สามารถเกิดการผสมเกสรข้ามดอกได้( cross pollination ) นิสัยของดอกส้มเขียวหวานที่ปลูกในจังหวัดปทุมธานีนั้นดอกผลิตน้ำต้อยออกมาน้อยมากจึงไม่ดึงดูดผึ้งเท่าที่ควรประกอบกับมีการพ่นสารฆ่าแมลงบ่อยครั้งขณะส้มออกดอกผลผลิตของส้มเขียวหวานที่จำหน่ายอยู่นั้นเป็นผลที่เกิดจากการผสมตัวเอง ขนาดของผลยังเล็กถึงแม้จะเพิ่มขนาดด้วยการใส่ปุ๋ยก็ตาม ดังนั้นถ้าดอกส้มเขียวหวานมีโอกาสผสมเกสรข้ามดอกขนาดของผลจะใหญ่กว่าผลส้มที่เกิดจาการผสมเกสรตัวเองแต่ทั้งนี้เรณูที่ไปผสมนั้นต้องมีความแข็งแรง( strong viability )
จากการทดลอง การผสมเกสรตัวเองของส้มเขียวหวานในสภาพที่มีผึ้งพันธุ์และไม่มีผึ้งพันธุ์ช่วยผสมเกสร พบว่า จำนวนดอกส้มที่มีผึ้งพันธุ์ช่วยผสมเกสรมีจำนวนดอกที่ติดผลเฉลี่ยร้อยละ 45 และจำนวนดอกส้มที่ไม่มีผึ้งพันธุ์ช่วยผสม มีจำนวนดอกที่ติดผลเฉลี่ยร้อยละ 29.5 เมื่อตรวจนับจำนวนผลติดที่เหลือหลังจากตรวจนับครั้งแรก 9 วัน พบว่า จำนวนผลที่เหลือคิดเป็นร้อยละ 39.5 และ 7 ในสภาพที่มีผึ้งพันธุ์และไม่มีผึ้งพันธุ์ตามลำดับ ( แสดงไว้ในตารางที่ 1 ) ลักษณะสีสรรของผลส้มที่เกิดจากการใช้ผึ้งพันธุ์และไม่ใช้ผึ้งพันธุ์ผสมเกสรนั้น ผลส้มมีสีสรรแตกต่างกัน คือผลส้มเขียวหวานในระยะแรกติด ( early fruit set ) ที่เกิดจากการใช้ผึ้งพันธุ์ช่วยผสม ผลส้มจะมีสีเขียวเข้มกว่า ผลส้มที่ไม่มีผึ้งพันธุ์ช่วยผสม ผลจะมีสีซีดและร่วงหล่นง่าย
ทดลองการผสมตัวเอง ผสมข้าม ผสมตามธรรมชาติ และผสมเกสรด้วยมือโดยมี 8 กรรมวิธี คือ 1) ตัดเกสรตัวผู้ทิ้งแล้วผสมเกสรด้วยมือ โดยใช้เกสรตัวผู้ที่ตัดทิ้ง 2) ตัดเกสรตัวผู้ทิ้งก่อนอับเรณูแตก และคลุมถุง 3) ตัดเกสรตัวผู้ทิ้ง ไม่คลุมถุง 4) ตัดเกสรตัวผู้ทิ้งเพื่อผสมข้ามดอกภายในต้นเดียวและคลุมถุง 5) ตัดเกสรตัวผู้ทิ้งแล้วผสมข้ามดอกข้ามต้นและคลุมถุง 6) คลุมถุงดอกสมบูรณ์เพศ 7) ผสมเกสรด้วยมือภายในดอกเดียวกันและคลุมถุง 8 ) ให้ดอกสมบูรณ์เพศผสมเกสรเปิดตามธรรมชาติ พบว่า การปล่อยให้ดอกสมบูรณ์เพศผสมเกสรเปิดตามธรรมชาติ มีอัตราการติดผลคิดเป็นร้อยละ 95 รองลงมาได้แก่ การผสมเกสรด้วยมือ ดอกสมบูรณ์เพศติดผลร้อยละ 75 และตัดเกสรตัวผู้ทิ้งติดผลร้อยละ 70 และกรรมวิธี 1, 4 ,5 มีอัตราการติดผลร้อยละ 55 และการคลุมถุงดอกสมบูรณ์เพศติดผลร้อยละ 45 ส่วนกรรมวิธีที่ตัดเกสรตัวผู้ทิ้งแล้วคลุมถุงติดผลต่ำสุดคิดเป็นร้อยละ 20 ( แสดงไว้ในตารางที่ 2 ) การทดลองในครั้งนี้พอสรุปได้ว่าส้มเขียวหวานนี้สามารถเกิดผลได้โดยไม่ได้รับการผสมเกสร ( parthenocarpic fruit ) แต่มีเปอร์เซ็นต์การเกิดผลได้ต่ำเพียงร้อยละ 20 ดังนั้นผลส้มที่เก็บเกี่ยวได้จึงเป็นผลที่เกิดมาจากขบวนการผสมเกสรทั้งที่เกิดจากการผสมเกสรตัวเองและการผสมย้ายข้าม ซึ่งถ้าจะให้ส้มเขียวหวานมีจำนวนผลที่ติดสูงจะต้องมีสื่อพาหะนำเรณู ( pollen carrier )เข้ามาเกี่ยวข้อง ผลผลิตของส้มเขียวหวานที่เก็บเกี่ยวได้ผลเพียง 50 % ของจำนวนดอกส้มที่ออกดอกทั้งหมดเท่านั้นซึ่งถ้าส้มออกดอกน้อยก็จะได้ผลผลิตน้อยไปด้วย
จากการศึกษาความมีชีวิตของเรณูส้มเขียวหวาน หลังจากทดลองฉีดพ่นสารฆ่าแมลงจำนวน 7 ชนิด ดังนี้ monocrotophos* ( Azodrin 60 %W/V WSC อัตรา 20 มล. / น้ำ 20 ลิตร ), alpha – cypermethrin ( Concord 10 %W/V EC อัตรา 10 มล. / น้ำ 20 ลิตร ), decamethrin ( Decis 3 %W/V EC อัตรา 10 มล. /น้ำ 20 ลิตร ) ,methomyl ( Lannate 90 % WP อัตรา 10 กรัม /น้ำ 20 ลิตร ), endosulfan ( Thiodan 35 %EC อัตรา 15 มล./น้ำ 20 ลิตร ) encapsulated methyl parathion ( Pencap – M 22 %W/V EC อัตรา 25 มล./น้ำ 20 ลิตร ),และ phosalone ( Zolone 35 % litre EC อัตรา 40 มล./น้ำ 20 ลิตร ) โดยเปรียบเทียบกับความมีชีวิตของเรณูที่ฉีดพ่นด้วยน้ำและไม่ฉีดพ่นสารใดๆพบว่า ความมีชีวิตของส้มเขียวหวาน ที่บานตามธรรมชาติ คิดเป็นร้อยละ 42.5  12.34 สำหรับดอกส้มที่ฉีดพ่นด้วยน้ำความมีชีวิตคิดเป็นร้อยละ 78.0  9.66 ส่วนที่ฉีดพ่นด้วยสารฆ่าแมลงที่ไม่เป็นอันตรายต่อการงอกหลอดสืบพันธุ์ของเรณูคือ monocrotophos, methomyl และ phosalone ความมีชีวิตของเรณูติดเป็นร้อยละ 31.25  7.93 และ 28.75  2.50 15.75  3.20 ตามลำดับ ส่วนสารฆ่าแมลงชนิดอื่น ๆ ที่ทำการทดสอบนั้นเรณูส้มเขียวหวานไม่สามารถงอกหลอดสืบพันธุ์ในสารที่ใช้ทดสอบความงอก โดยใช้สูตรตัวกลางของ Brewbaker และ Kwack ,1963. (แสดงไว้ในตารางที่ 4 )
* เป็นสารฆ่าแมลงที่ถูกทางราชการ ห้ามใช้และจำหน่ายในราชอาณาจักรแล้ว


ตารางที่ 1แสดงการเปรียบเทียบการติดผลของส้มเขียวหวานระหว่างมีผึ้งและไม่มีผึ้ง

ต้นที่ทำการทดลอง
(คลุมถุงทั้งต้น)จำนวนดอกจำนวนผลที่ติด%การติดผลหมายเหตุ
ครั้งที่ 1ครั้งที่ 2ครั้งที่ 1ครั้งที่ 2
ต้นที่ 1มีผึ้ง
ต้นที่ 2มีผึ้ง
ต้นที่ 3ไม่มีผึ้ง
ต้นที่ 4ไม่มีผึ้ง50
50
50
5043
47
23
3636
41
6
886
94
46
7272
82
12
16การติดผลในถุงคลุมไม่มีผึ้งจะมีลักษณะเห็นเป็นสีเขียวซีด เหี่ยว ไม่สดใส และร่วงในที่สุดสาเหตุจากไม่ได้ผ่านขบวนการผสมเกสร

ตารางที่ 2เปรียบเทียบการติดผลของส้มเขียวหวานโดยกรรมวิธีการผสมเกสรที่แตกต่างกัน

กรรมวิธีในการผสมเกสรจำนวนดอกจำนวนผล%การติดผลหมายเหตุ
1.ตัดเกสรตัวผู้ทิ้ง ผสมเกสรด้วยมือคลุมถุง
2.ตัดเกสรตัวผู้ทิ้งคลุมถุงเลย
3. ตัดเกสรตัวผู้ทิ้งไม่คลุมถุง
4.ผสมเกสรด้วยมือภายในต้นข้ามดอกคลุมถุง
5.ผสมเกสรด้วยมือ ข้ามดอก ข้ามต้นคลุมถุง
6.คลุมถุงเลยไม่ต้องทำอะไร
7.ผสมเกสรด้วยมือในดอกเดียวกันคลุมถุง
8.เปิดทิ้งไว้ตามธรรมชาติเช็คแมลง20
20
20
20
20
20
20
2011
4
14
11
11
9
15
1955
20
70
55
55
45
75
95

ตารางที่ 3 แสดงเปอร์เซ็นต์ของความมีชีวิตของเรณูส้มเขียวหวานหลังจากฉีดพ่นสารฆ่าแมลง

ชนิดของสารฆ่าแมลงจำนวนละอองเรณูจำนวนละอองเรณูที่งอก%ความงอกของละอองเรณูหมายเหตุ
ครั้งที่ 1ครั้งที่ 2ครั้งที่ 3ครั้งที่ 4เฉลี่ยStandard deviation
monocrotophos 60 %W/V WSC.
alfamethrin 10 %W/V EC.
deltamethrin 3 %W/V EC.
metomyl 90 % W/V WP
endosulfan 35 % W/V EC.
methylparation 22% W/V EC.
phosalone 35 %lit EC.
Nature ( untreated flowers )
Water100

100
100
100
100
100

100
100
100
22

0
0
26
0
0

13
25
24
29

0
0
32
0
0

13
54
4233

0
0
29
0
0

19
46
4041

0
0
28
0
0

18
45
4631.25

0
0
28.75
0
0

15.75
42.5
38.07.9320

0
0
 2.50
0
0

 3.2015
12.342
9.6609

ไม่งอก
ไม่งอก

ไม่งอก
ไม่งอก

กล่าวโดยสรุป การผสมเกสรของส้มเขียวหวาน เป็นแบบผสมตัวเองภายในดอกเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ แต่โอกาสเกิดการผสมเกสรข้ามดอกก็มีแต่น้อย เพราะนิสัยของดอกส้มเขียวหวานที่เกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียติดตั้งอยู่ใกล้กันมากมีความพร้อมที่จะผสมเกสรได้ภายในดอกเดียวกัน

การผสมเกสรลำไย ( Longan, Dimocarpus longan Lour.F. Sapindaceae )
ช่อดอกลำไยแต่ละช่อประกอบด้วย ดอกสมบูรณ์เพศและดอกตัวผู้ ( monoecious plant ) แต่ดอกสมบูรณ์เพศนั้นเกสรตัวผู้ไม่ทำงานหรือเป็นหมัน ( staminode ) ดอกสมบูรณ์เพศจึงทำหน้าที่เป็นดอกตัวเมียเท่านั้น การบานของดอกในแต่ละช่อ ดอกตัวเมียเริ่มบานก่อน จากนั้นดอกตัวผู้จะบานแทรกตามแขนงช่อและสลับกันบาน การผสมเกสรเกิดขึ้นระหว่างดอกตัวผู้และดอกตัวเมียที่อยู่ในช่อดอกเดียวกันได้ หรือได้ละอองเกสรตัวผู้ต้นอื่น พันธุ์อื่นๆที่ผึ้งนำไปผสม เกสรตัวเมียรอการผสมเกสรได้นานประมาณ 3 – 4วัน
การติดผลของลำไยพันธุ์อีดอ ได้ทำการเปรียบเทียบอัตราการติดผลของลำไยพันธุ์อีดอ ในช่อดอกที่ผสมเกสรตามธรรมชาติและมีผึ้งลงตอมดอกนั้น ติดผลเฉลี่ย 17.10 ผล/ ช่อ ส่วนในช่อที่ถูกคลุมถุงโดยไม่มีแมลงผสมเกสรตอมดอก ติดผลค่อนข้างต่ำเพียง 3.30 ผล / ช่อเท่านั้น แสดงว่าแมลงผสมเกสรสามารถช่วยให้การติดผลของลำไยสูงขึ้น
ผึ้งพันธุ์เป็นแมลงผสมเกสรที่ลงตอมดอกลำไยพันธุ์อีดอมากที่สุดและกลายเป็นแมลงผสมเกสรหลัก ที่ทำให้อัตราการติดผลของลำไยสูงขึ้น เพราะผึ้งพันธุ์ลงตอมดอกลำไยคิดเป็นร้อยละ 98.13 ของแมลงที่ลงตอมดอกลำไยทั้งหมด ที่เหลือเป็นพวกผึ้งมิ้ม และแมลงชนิดต่างๆรวมกันจำนวน 11ชนิดที่รวมกันแล้วไม่เกิน 3 %ของแมลงทั้งหมด
ผึ้งพันธุ์เก็บละอองเกสรลำไยในช่วงเช้า และเก็บน้ำต้อยในช่วงบ่าย ผึ้งพันธุ์เก็บละอองเรณูลำไยคิดเป็นร้อยละ 90.81 ของจำนวนก้อนเรณูทั้งหมด ความเข้มข้นของน้ำตาลในกระเพาะน้ำผึ้งของผึ้งพันธุ์เฉลี่ย69.27 และที่เวลา 08.30 น. , 11.30 น. ,14.00 น. วัดได้เฉลี่ย 63.92 ,68.30 และ 65.43 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ช่วงที่วัดหาเปอร์เซ็นต์น้ำต้อยในกระเพาะน้ำผึ้งได้ยาก ได้แก่ช่วงเช้า 08.30 น. เพราะผึ้งพันธุ์พฤติกรรมเก็บละอองเรณูมากกว่าที่จะเก็บน้ำต้อย ความเร็วในการตอมดอกเฉลี่ย 20.24 4.25 วินาที / 10 ดอก และ 38.98  11.32 วินาที / 10 ดอก เพื่อเก็บน้ำต้อย การบานของดอกในแต่ละช่อของลำไยพันธุ์อีดอแต่ละช่อใช้เวลาบานประมาณ 14 –23 วันขึ้นอยู่กับจำนวนดอกที่มีในแต่ละช่อ
ลำไย เป็นไม้ผลที่สำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ลำไยมีปลูกมากในภาคเหนือ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ และลำพูน เป็นต้น ประกอบกับ การเลี้ยงผึ้งพันธุ์เป็นอุตสาหกรรม นั้นเลี้ยงกันอยู่ในแถบภาคเหนือที่มีสภาพภูมิอากาศเหมาะแก่การดำรงชีวิตของผึ้งพันธุ์ ดอกลำไยเป็นดอกที่มีน้ำต้อยมาก ทำให้ผู้เลี้ยงผึ้งสามารถเก็บน้ำผึ้งจากดอกลำไยได้ และในขณะเดียวกันผึ้งพันธุ์ก็ช่วยผสมเกสรให้ลำไยติดผลได้ดีขึ้น เพราะแมลงผสมเกสรตามธรรมชาติ ได้แก่ ผึ้งมิ้ม ผึ้งโพรง นั้นประชากรของผึ้งทั้งสองชนิดลดลงอยู่ทุกวันๆ ถ้าไม่มีการเลี้ยงผึ้งพันธุ์ในภาคเหนือ การติดผลของลำไยคงต่ำลงแน่ ยิ่งปีใดที่ดอกลำไยบานมากยิ่งมีปัญหาในการผสมเกสรของลำไย ที่เห็นได้ชัด ในสวนลำไยที่อยู่ห่างไกลจากแหล่งเลี้ยงผึ้งพันธุ์ผลผลิตของลำไยต่ำมากเมื่อเทียบกับผลผลิตของลำไยที่มีผึ้งพันธุ์ลงตอมดอก
ดังนั้นเกษตรกรชาวสวนลำไย ควรเห็นความสำคัญของผึ้งพันธุ์ว่ามีประโยชน์ สามารถช่วยให้ขบวนการผสมเกสรของลำไยเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ การติดผลของลำไยเพิ่มขึ้น และมีความสม่ำเสมอการใช้สารฆ่าแมลงเพื่อกำจัดแมลงศัตรูช่อดอกของลำไยขณะดอกบานจึงควรระมัดระวังอันตรายที่จะทำให้แมลงผสมเกสรตายหรือไม่ลงตอมดอกลำไยด้วย

งานทดลองที่อธิบายว่า ลำไยเป็นพืชที่ต้องการแมลงผสมเกสรได้แก่
1. การคลุมช่อดอกลำไยพันธุ์อีดอ กับวิธีการให้ช่อดอกลำไยพันธุ์อีดอผสมเกสรตามธรรมชาติ พบว่า อัตราการติดผลที่ได้ในแต่ละกรรมวิธีความแตกต่างทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง กล่าวคือ อัตราการเกิดผลของลำไยพันธุ์อีดอในช่อที่คลุมถุงหรือในสภาพที่ไม่มีแมลงช่วยผสมเกสรจะติดผลเฉลี่ย 3.30 ผล/ช่อเท่านั้น และอัตราการติดผลของช่อที่ผสมเกสรตามธรรมชาติที่มีแมลลงตอมดอกได้ผลเฉลี่ย 17.10 ผล/ช่อ จำนวนดอกตัวผู้ในช่อที่คลุมถุงเฉลี่ย 2640.25  983.95 ดอก/ช่อ และจำนวนดอกตัวเมียเฉลี่ย 180.35  122.32 ดอก/ช่อ อัตราส่วนเพศดอกเฉลี่ย 14.61 : 1 ในช่อที่คลุมถุง อัตราการติดผลไม่สม่ำเสมอ ช่อที่คลุมส่วนใหญ่ไม่ติดผล ส่วนช่อที่ให้ผสมเกสรธรรมชาติมีอัตราการติดผลทุกช่อที่ทำการทดลอง

ตารางแสดงการเปรียบเทียบการติดผลของลำไยพันธุ์อีดอ ในช่อดอกที่มีแมลงลงตอมดอกกับช่อดอกที่ไม่มีแมลงลงตอมดอก
กรรมวิธี จำนวนผลที่ติด( ผล /ช่อ )
1.คลุมช่อดอก 3.30
2.ช่อดอกผสมเปิด 17.10

2. ชนิดและจำนวนแมลงผสมเกสรของดอกลำไยพันธุ์ดอ จากการตรวจนับชนิดและจำนวนแมลงที่ลงตอมช่อดอกลำไยพันธุ์ดอจำนวน 12 ช่อ ตลอดฤดูกาลบานของดอกลำไยพันธุ์ดอ พบว่าผึ้งพันธุ์ ( Apis mellifera L. ) มีจำนวนที่ลงตอมดอกลำไยมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 78.76ของแมลงทั้งหมดที่ตรวจนับได้ รองลงได้แก่ผึ้งมิ้ม ( Apis florea F. ) คิดเป็นร้อยละ 5.02 แมลงวี่ ( F.Dorsophilidae ) ร้อยละ 4.05 ผีเสื้อ ( F.Nymphalidae ) ร้อยละ 3.66 เหลือบ ( F.Tabanidae ) ร้อยละ1.93 ผึ้งสันโดษ ( F.Anthophoridae ) ร้อยละ 1.54 แมลงวัน ( Rhinia discolor F. ) ร้อยละ 1.16 ผึ้งโพรง ( Apis cerana F. )ร้อยละ 0.97 และยุง ( F.Culicidae ) แมลงปอ( F.Libellulidae ) ร้อยละ 0.77 แมลงวันหัวเขียว ( Chrysomya sp. ) และมวนลำไย ( F.Pentatomidae ) ร้อยละ 0.58 ในบรรดาแมลงที่ลงตอมดอกลำไยทั้งหมดนั้น ผึ้งพันธุ์ ผึ้งมิ้มและผึ้งโพรง จัดเป็นแมลงที่มีพฤติกรรมในการลงตอมดอกและก่อให้เกิดการผสมเกสรของดอกลำไยได้มากที่สุดเพราะมีพฤติกรรม ในการเก็บเกสรและน้ำต้อยจากดอกลำไยที่ก่อให้เกิดการถ่ายละอองเกสรลงบนยอดเกสรตัวเมียของดอกลำไยที่ผึ้งลงตอม แต่ผึ้งพันธุ์ที่ลงตอมดอกลำไยได้อย่างทั่วถึงเนื่องจากมีจำนวนตัวที่หากินบนดอกลำไยมากที่สุด
3. พฤติกรรมการเก็บเกสรของผึ้งพันธุ์จากดอกลำไย ผึ้งพันธุ์เป็นผึ้งที่ชอบตอมดอกลำไยเพื่อเก็บเกสร ในช่วงเวลา 08.00 – 09.00 น. คิดเป็นเกสรจากดอกลำไย ร้อยละ 98.13 – 98.81 ของเกสรทั้งหมดที่ดักได้ในช่วงเวลาดังกล่าว ก้อนเกสรลำไย ( pollen load ) แต่ละก้อน ( pellet )มีละอองเรณูลำไยประมาณ 237000 เม็ด/ก้อน





ตารางแสดงการเก็บเกสรของผึ้งพันธุ์จากดอกลำไย ที่จังหวัดลำพูน
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ชนิดของเกสร/รัง เวลา %ของทั้งหมด
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
7.00 8.00 9.00 10.00 11.00 12.00 13.00 14.00 15.00 16.00 17.00 18.00
เกสรลำไย / รังที่ 1 52 65 2032 588 612 1340 1814 1540 856 824 680 94 98. 13
เกสรจากดอกไม้อื่นๆ 4 5 36 11 8 28 7 42 16 25 8 18 1. 87
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
4. พฤติกรรมเก็บน้ำต้อยจากดอกลำไย ผึ้งพันธุ์ลงตอมดอกลำไยเพื่อเก็บน้ำต้อยจากดอกลำไยตั้งแต่ เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป จนกระทั่งเวลา 18.00 น. ความเข้มข้นของน้ำต้อยจากดอกลำไยในช่วงเช้าวัดได้เฉลี่ย 63. 92 % และความเข้มข้นของน้ำต้อยลำไยในช่วงบ่ายเฉลี่ย 69.28 %
5. พฤติกรรมเก็บเกสรและน้ำต้อย ผึ้งพันธุ์ บางตัวที่ลงตอมดอกลำไย จะเก็บทั้งเกสรและน้ำต้อย ส่วนความเร็วของผึ้งพันธุ์ในการตอมดอกลำไยตัวผู้ เฉลี่ย 20.25  4.24 วินาที / 10 ดอก หรือประมาณ 30 ดอก / นาที ความเร็วในการตอมดอกตัวเมียลำไยพันธุ์อีดอ เฉลี่ย 38.89  11.36 วินาที / 10 ดอกหรือประมาณ 15 ดอก/นาที ส่วนการร่วงของดอกลำไย นั้นเป็นการร่วงตามกำหนดเวลาของดอกที่หมดอายุขัยหรือใกล้จะหมดอายุขัยในการบาน
6 การบานของดอกลำไยพันธุ์อีดอ ในแต่ละช่อนั้นดอกตัวเมียเริ่มบานก่อนประมาณ 3 วัน หลังจากนั้นดอกตัวผู้จึงจะเริ่มบาน ในแต่ละแขนงย่อยของช่อดอกจะมีทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมีย สลับกันอยู่อย่างไม่เป็นระเบียบ จำนวนดอกทั้งหมดในแต่ละช่อไม่เท่ากัน ช่อดอกที่ยาวกว่าหรือใหญ่กว่า จะมีจำนวนดอกมากกว่า และบานได้นานกว่า ส่วนอัตราส่วนเพศดอก ( ดอกตัวผู้ : ดอกตัวเมีย) นั้นอาจผันแปรเปลี่ยนไปได้เสมอและไม่เท่ากันใน แต่ละช่อ เช่น 4.68 : 1 เป็นต้น ต้นลำไยที่ออกดอกได้อย่างสมบูรณ์ และสม่ำเสมอ มีจำนวนช่อดอกประมาณ 16.15  3.29ช่อ /ตารางเมตร(พื้นที่ผิวทรงพุ่ม )
7. ดอกตัวผู้ของลำไยพันธุ์อีดอ มีขนาดประมาณ0.8140.036 ซม. ประกอบด้วยก้านเกสรตัวผู้(filament )ยาวประมาณ 0.6320.027 ซม. จำนวน 8 ก้าน มีอันเรณู 8 อับเรณู ( anther ) อับเรณูที่แก่เต็มที่แล้วจะแตก ( dehisce ) เพื่อปลดปล่อยละอองเรณูเพื่อให้เกิดการถ่ายละอองเกสร แต่ละอับเรณูมีละอองเรณูบรรจุอยู่ประมาณ 500 เม็ด (grain ) เรณูมีขนาดเฉลี่ย 22.08 2.75 x 23.582.45 ไมครอน มีรูปร่างค่อนข้างกลม ส่วนดอกตัวเมียมีขนาดดอกประมาณ 0.8340.065 ซม. มีเกสรตัวเมียเป็นแบบแฉก ( bifid stigma ) มีรังไข่2รังอยู่เหนือจานรองดอก(superior ovary)และมีเกสรตัวผู้ ( staminode ) ที่ไม่พัฒนาหรือไม่สามารถปลดปล่อยละอองเรณูได้การผสมเกสรของลำไยพันธุ์อีดอจึงเกิดขึ้นแบบข้ามดอก ( cross pollination )
กล่าวโดยสรุป การผสมเกสรของดอกลำไย ค่อยข้างติดผลได้ง่าย ถ้ามีแมลงผสมเกสรลงตอมดอก เกสร/น้ำต้อยจากดอกลำไยสามารถดึงดูดแมลงผสมเกสรจำพวกผึ้งทุกชนิดได้เป็นอย่างดี ชาวสวนลำไยเพียงแต่ระมัดระวังการพ่นสารฆ่าแมลงในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูช่อดอกลำไย ไม่ให้พิษของสารฆ่าแมลงตกค้างอยู่บนดอกลำไยหรือฉีดพ่นสารฯขณะที่มีผึ้งลงตอมดอก


การผสมเกสรลิ้นจี่พันธุ์ค่อม(Lychee,Litchi chinensis Sonn.cv.Kom F. Sapindaceae )
ดอกลิ้นจี่พันธุ์ค่อมมีโครงสร้างของดอกเป็นแบบดอกสมบูรณ์เพศ แต่เกสรตัวผู้ที่ปรากฏอยู่บนดอกลิ้นจี่พันธุ์ค่อมนั้นเป็นหมัน(staminode ) ดังนั้นการผสมเกสรของลิ้นจี่พันธุ์ค่อมต้องอาศัยละอองเกสรจากดอกตัวผู้ของลิ้นจี่พันธุ์ไทย พันธุ์จีนและพันธุ์อื่นๆ( pollinizing varieties )ที่ดอกบานพร้อมๆกับการบานของดอกลิ้นจี่พันธุ์ค่อม ที่เข้ากันได้ดี( compatibility )กับยอดเกสรตัวเมียของลิ้นจี่พันธุ์ค่อม ทั้งนี้ต้องอาศัยแมลงผสมเกสร จำพวกผึ้งชนิดต่างๆ เช่นผึ้งมิ้ม ผึ้งโพรง ผึ้งหลวง ชันโรง และผึ้งพันธุ์ เป็นต้น เป็นสื่อในการนำพาเรณู ไปตกบนยอดเกสรตัวเมียของลิ้นจี่พันธุ์ค่อมเพื่อให้เกิดการผสมเกสร
การผสมเกสรของดอกลิ้นจี่พันธุ์ค่อมต้องอาศัยแหล่งเกสรจากดอกลิ้นจี่พันธุ์ไทย และ/หรือพันธุ์จีนจึงเป็นวิธีการผสมข้ามพันธุ์ ( cross - pollinated variety ) โดยมีแมลงผสมเกสรท้องถิ่นที่สำคัญ ได้แก่ ผึ้งมิ้มและผึ้งโพรง อาจพบผึ้งหลวงในบางพื้นที่ ที่อาศัยทำรังตามธรรมชาติ เป็นสื่อนำพาละอองเรณูจากลิ้นจี่พันธุ์ไทย , พันธุ์จีน หรือพันธุ์สำเภาแก้ว ที่ออกดอกอยู่ในรัศมีการหากินของผึ้งมิ้มและผึ้งโพรง โดยผึ้งดังกล่าวลงตอมดอกลิ้นจี่พันธุ์ไทย,พันธุ์จีน และพันธุ์สำเภาแก้วเพื่อเก็บเกสร และน้ำหวานจากดอกลิ้นจี่พันธุ์ไทย พันธุ์จีน และพันธุ์สำเภาแก้ว ลงตอมดอกลิ้นจี่พันธุ์ค่อมในช่วงระยะเวลาต่อมาเพื่อเก็บน้ำต้อยจากดอกลิ้นจี่พันธุ์ค่อม ละอองเกสรของพันธุ์ไทยและพันธุ์จีนที่ติดอยู่ตามตัวผึ้งถูกถ่ายลงบนยอดเกสรตัวเมียของดอกลิ้นจี่พันธุ์ค่อมโดยบังเอิญตามสภาพธรรมชาติของผึ้ง ที่หากินอยู่กับเกสรดอกไม้ เป็นการพึ่งพาซึ่งกันและกัน ระหว่างดอกไม้ที่ต้องอาศัยผึ้งผสมเกสร
แต่ผลการทดลองล่าสุดพบว่า แหล่งเกสรตัวผู้ที่ดีที่สุดนั้นเป็นเกสรตัวผู้จากดอกตัวผู้ของลิ้นจี่พันธุ์ไทย เพราะการออกดอกหรือการบานของดอกลิ้นจี่พันธุ์ไทยนั้นพอดีหรือบานในเวลาใกล้เคียงกับดอกลิ้นจี่พันธุ์ค่อม จำนวนละอองเรณูของลิ้นจี่พันธุ์ไทยมีเป็นจำนวนมากเมื่อเทียบกับพันธุ์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ จีน สำเภาแก้วกะโหลกใบไหม้ กะโหลกน้ำผึ้ง และการมีชีวิตที่ยาวนานของเรณูของลิ้นจี่พันธุ์ไทยนั้นมีชีวิตอยู่ได้ยาวนาน การแตกของอับเรณูก็ทยอยแตกทั้งวัน นอกจากนั้นลิ้นจี่พันธุ์ค่อมกับลิ้นจี่พันธุ์ไทยยังมีลักษณะทางสันฐานวิทยาที่คล้ายคลึงกัน และลิ้นจี่พันธุ์ไทยน่าจะมาจากการกลายพันธุ์ของลิ้นจี่พันธุ์ค่อม หรืออาจพูดได้ว่าลิ้นจี่พันธุ์ไทยก็คือลิ้นจี่พันธุ์ค่อมต้นตัวผู้ คล้ายคลึงกับเงาะพันธุ์โรงเรียนที่มีต้นตัวผู้และต้นตัวเมียแยกกันอยู่คนละต้น แต่ลิ้นจี่พันธุ์ไทยที่ปลูกอยู่ในจังหวัดสมุทรสงครามนั้น แต่ละต้นนั้นมีการออกดอกที่แตกต่างกัน แต่ที่พบเห็นมากจะออกดอกแบบสลับเพศดอก กล่าวคือดอกชุดแรกที่ออกมาเป็นดอกตัวผู้ทั้งหมดทุกช่อซึ่งมีช่วงระยะการผลิดอกตัวผู้ประมาณ 5 – 6วัน พอดอกตัวผู้บานหมดแล้ว ดอกชุดใหม่ที่ออกมาจะเป็นดอกสมบูรณ์เพศ (แต่เกสรตัวผู้ไม่บานหรือไม่แตก )พอหมดระยะดอกสมบูรณ์เพศบานหมดแล้วจะมีดอกตัวผู้อีกชุดหนึ่งบานออกมาอีกครั้งหนึ่ง ต้นลิ้นจี่พันธุ์ไทยส่วนใหญ่จะออกดอกแบบนี้ แต่มีลิ้นจี่พันธุ์ไทยบางต้นที่พบว่าการบานของดอกแตกต่างไปจากต้นอื่นๆกล่าวคือ ดอกที่เริ่มบานในแต่ละช่อจะเป็นดอกตัวผู้เกือบทั้งหมดจะมีดอกสมบูรณ์เพศบานแซมขึ้นมาบ้างแต่มีจำนวนน้อย และการบานจะผลิดอกตัวผู้จำนวนมากเป็นแบบนี้ไปจนสิ้นสุดการบาน ดังนั้นลิ้นจี่พันธุ์ไทยที่ออกดอกแบบนี้น่าจะใช้เป็นแหล่งละอองเกสรให้แก่พันธุ์ค่อมได้ดีกว่าลิ้นจี่พันธุ์ไทยที่ออกดอกแบบสลับเพศบาน ทั้งนี้เพราะการบานแบบสลับเพศนั้นทำให้ขาดช่วงการปลดปล่อยละอองเกสรและการตอมของผึ้งที่จะนำพาเรณูหยุดชะงักลงไป
ดอกสมบูรณ์เพศของลิ้นจี่ทุกพันธุ์ที่ปลูกอยู่ในจังหวัดสมุทรสงครามนั้นเกสรตัวผู้เป็นหมันหรือพูดอีกนัยหนึ่งว่าอับเรณูไม่แตก จึงไม่สามารถปลดปล่อยละอองเรณูเพื่อการผสมเกสรได้ ดังนั้นละอองเรณูที่ก่อให้เกิดการผสมเกสรของลิ้นจี่พันธุ์ต่างๆ ขึ้นมาได้นั้น ได้มาจากเรณูจากดอกตัวผู้เท่านั้น ลิ้นจี่บางพันธุ์ดอกตัวผู้บานสลับกับดอกสมบูรณ์เพศหรือบานคละกันไประหว่างดอกสมบูรณ์เพศกับดอกตัวผู้ ทำให้เกิดการผสมเกสรขึ้นในต้นเดียวกันได้ บางพันธุ์สลับเพศบานการผสมเกสรจึงเป็นแบบข้ามต้นหรือข้ามพันธุ์
การบานของดอกลิ้นจี่พันธุ์จีน ซึ่งบานช้ามักไปสอดคล้องกับการบานของดอกลิ้นจี่พันธุ์ค่อมระยะที่สามหรือปูนสาม ส่วนการบานของดอกลิ้นจี่พันธุ์สำเภาแก้วทะยอยบานแต่ปริมาณและตวามหนาแน่นของดอกนับว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับลิ้นจี่พันธุ์ไทย ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีการเจริญเติบโตดี ลำต้นสูงใหญ่ กว่าลิ้นจี่พันธุ์อื่นๆ เหมาะที่จะใช้เป็นพันธุ์ที่ให้ละอองเกสร ( pollinizing variety or pollinizer )แก่ลิ้นจี่พันธุ์ค่อม อย่านำเรื่องผลผลิตที่ได้จากการปลูกลิ้นจี่พันธุ์ไทยมาเปรียบเทียบกับผลผลิตที่ได้จากพันธุ์ค่อม แต่ให้คิดเสียว่าถ้าไม่มีลิ้นจี่พันธุ์ไทยแล้วลิ้นพันธุ์ค่อมก็ไม่สามารถติดผลได้ การปลูกไม้ผลในต่างประเทศ นั้นนิยมปลูกแบบนี้มานานแล้ว ( interplanting ) แต่จะกำหนดพันธุ์ที่ใช้เป็นแหล่งเกสรให้แก่พืชประทานนั้น จำเป็นจะต้องมีข้อมูลวิจัยรองรับเสียก่อนว่าจะปลูกพันธุ์หลักหรือพืชประทานสลับกับพันธุ์ที่ให้ละอองเกสรเป็นสัดส่วนเท่าใด ปลูกแบบไหน และจะใช้ผึ้งชนิดใดเป็นหลักในการผสมเกสรพืชประทานเป็นต้น
สวนที่ปลูกลิ้นจี่พันธุ์ค่อมเพียงอย่างเดียว จะมีปัญหาเรื่องการผสมเกสรของดอกลิ้นจี่พันธุ์ค่อม ยิ่งสวนข้างเคียงไม่มีต้นลิ้นจี่พันธุ์ไทยอยู่ด้วยแล้ว การติดผลของลิ้นจี่พันธุ์ค่อมจึงไม่เกิดขึ้น ดอกลิ้นจี่พันธุ์ค่อมที่ออกมาจะรูดหมด เพราะดอกลิ้นจี่พันธุ์ค่อมเหล่านั้นไม่ได้รับการผสมเกสร แนวทางการแก้ไขแหล่งละอองเกสรในสวนที่ไม่มีดอกลิ้นจี่พันธุ์ไทยและพันธุ์จีน ใช้วิธีการฉีดพ่นฮอร์โมนแปลงเพศ ฮอร์โมนที่ใช้คือ เอ็น เอ เอ
( NAA ) ด้วยการฉีดพ่นฮอร์โมนดังกล่าว นั้นได้ผลไม่ชัดเจน ถึงแม้ว่าฮอร์โมนเอ็น เอ เอ สามารถยับยั้งการเจริญของเกสรตัวเมียและส่งเสริมให้เกสรตัวผู้พัฒนาก้านเกสร(filament)ให้ยืดยาวขึ้นได้แต่ดอกที่ทดลองนั้นไม่มีการแตกของอับเรณูแต่อย่างใด เรียกว่าการใช้ฮอร์โมนเอ็น เอ เอ กับดอกลิ้นจี่พันธุ์ค่อมไม่ง่ายเหมือนกับการใช้กับดอกเงาะพันธุ์โรงเรียน ซึ่งจะต้องทำการทดลองกันต่อไป เพราะที่ผ่านมา มีการโค่นต้นลิ้นจี่พันธุ์ไทยที่ปลูกมานานนับสิบๆปีกันไปมากแล้ว ทำให้แหล่งละอองเกสรตัวผู้มีปริมาณน้อยลงไปมากกระทบต่อการติดผลของลิ้นจี่พันธุ์ค่อม ถ้านำสารหรือฮอร์โมนเปลี่ยนเพศดอกมาใช้อย่างได้ผล ก็จะช่วยเรื่องแหล่งละอองเกสรไปได้บ้าง แนวทางการแก้ไขอีกวิธีหนึ่งคือการทาบกิ่งหรือเสียบกิ่งลิ้นจี่พันธุ์ไทยบนส่วนยอดของต้นลิ้นจี่พันธุ์ค่อม น่าจะช่วยเรื่องแหล่งละอองเกสรตัวผู้ได้บางส่วน ส่วนการเปลี่ยนต้นลิ้นจี่พันธุ์ค่อมเป็นพันธุ์ไทยทั้งต้น ควรใช้วิธีทยอยเปลี่ยน หรือทาบกิ่งพันธุ์ไทยบนต้นลิ้นจี่พันธุ์อื่นๆที่คิดว่าไม่เหมาะสมต่อสภาพการทำสวนลิ้นจี่พันธุ์ค่อม โดยเฉพาะเรื่องระยะเวลาในการออกดอกไม่สอดคล้องกับลิ้นจี่พันธุ์ค่อมที่ปลูกอยู่ในสวนของเรา
การทาบกิ่งลิ้นจี่พันธุ์ไทย ที่ส่วนยอดของต้นลิ้นจี่พันธุ์ค่อม ควรเลือกกิ่งพันธุ์ไทยจากต้นที่มีประวัติการออกดอกตัวผู้ที่ยาวนานและต่อเนื่อง ไม่ควรนำกิ่งลิ้นจี่พันธุ์ไทยที่ออกดอกแบบสลับเพศบาน ลิ้นจี่พันธุ์ไทยที่ปลูกในจังหวัดสมุทรสงครามจะมีการออกดอกแบบสลับเพศบานเป็นส่วนใหญ่ ลิ้นจี่พันธุ์ไทยที่ออกดอกแบบนี้จึงมีข้อเสียอยู่ตรงที่ระยะเวลาการบานค่อนข้างสั้น หรือปลดปล่อยละอองเกสรในเวลาที่จำกัด และทำให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมการตอมดอกของพวกผึ้งมิ้ม ผึ้งโพรง ต้องไปหากินบนดอกไม้ชนิดอื่นเพื่อเก็บเกสรเช่นเปลี่ยนพฤติกรรมไปลงตอมดอกมะพร้าวแทน
การเลือกชอบของพวกผึ้ง มีผลต่อการติดผลของลิ้นจี่พันธุ์ค่อม ซึ่งแต่ละต้นผลิน้ำต้อยเพื่อล่อผึ้งไม่เท่ากันหรือเหมือนกันหมดทุกต้น ทำให้ต้นลิ้นจี่พันธุ์ค่อมแต่ละต้นมีพวกผึ้งลงตอมดอกมีจำนวนไม่เท่ากันดังนั้นจำนวนดอกที่ได้รับการผสมเกสรจึงไม่เท่ากัน
ลิ้นจี่พันธุ์ค่อมที่เรายังเห็นว่าติดผลได้นั้น เป็นผลมาจาก มีผึ้งท้องถิ่นลงตอมดอก และมีแหล่งเกสรตัวผู้ที่ติดอยู่ตามตัวผึ้งที่ลงตอมดอกลิ้นจี่พันธุ์ค่อม ที่เรณูสามารถมีชีวิตอยู่ได้ยาวนาน เนื่องจากอับเรณูของลิ้นจี่พันธุ์ไทยและพันธุ์อื่นๆทยอยแตกอยู่ตลอดเวลานั่นเอง
พฤติกรรมการลงตอมดอก การย้ายตอมดอกของผึ้ง พฤติกรรมของพวกผึ้งมิ้มและชันโรง ที่หากินอยู่บนต้นลิ้นจี่พันธุ์ค่อม มักจะตอมดอกลิ้นจี่แบบไม่เลือกเพศดอกมากเหมือนพวกผึ้งโพรงและผึ้งพันธุ์ ทำให้เกิดการนำพาเรณู ถ่ายลงบนยอดเกสรตัวเมียที่ช่อดอกตัวเมียของลิ้นจี่พันธุ์ค่อมได้ แต่ผึ้งโพรงและผึ้งพันธุ์มีพฤติกรรมค่อนข้างจำเพาะเจาะจงต่อการเลือกตอมดอกมากกว่าพวกผึ้งมิ้มและชันโรง ผึ้งโพรงผึ้งพันธุ์จึงมีพฤติกรรมเลือกตอมเป็นเที่ยว เป็นชนิด เช่นเที่ยวบินนี้ลงตอมดอกลิ้นจี่เพื่อเก็บเกสร อีกเที่ยวบินหนึ่งลงตอมเพื่อเก็บน้ำต้อยจากดอกลิ้นจี่ เป็นต้น ดังนั้นการปลูกลิ้นจี่พันธุ์ค่อมเพียงอย่างเดียวแล้วอาศัยการฉีดฮอร์โมนแปลงเพศช่วย จำเป็นที่จะต้องอาศัยแมลงผสมเกสรที่สำคัญคือ ผึ้งมิ้มและชันโรงช่วยอีกทางหนึ่งด้วย แต่ถ้าภายในสวนปลูกลิ้นจี่พันธุ์ไทยไว้สักต้นหรือสองต้น จะช่วยให้การติดผลของลิ้นจี่พันธุ์ค่อมง่ายขึ้นสามารถพึ่งพาแมลงผสมเกสรจำพวกผึ้งได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชันโรง ผึ้งมิ้ม ผึ้งโพรงและผึ้งพันธุ์
การออกดอกของลิ้นจี่มีผลต่อการผสมเกสรของลิ้นจี่ ในกรณีที่ต้องพึ่งพาแมลงผสมเกสรท้องถิ่น คราวใดที่การออกดอกของลิ้นจี่พันธุ์ค่อมครอบคลุมทุกพื้นที่ ก็จะมีปัญหาเรื่องปริมาณของแมลงผสมเกสรไม่เพียงพอ หรือเกิดสภาพที่เรียกว่า การเจือจางของแมลงผสมเกสร ชันโรง ผึ้งมิ้ม และผึ้งโพรงจะลงตอมดอกลิ้นจี่ที่บานอยู่ใกล้ๆรังของมันเท่านั้นเนื่องจากมีแหล่งอาหารเหลือเฟือ ไม่ต้องบินออกไปหากินไกล ดังนั้นสวนที่ไม่มี รังชันโรง ผึ้งมิ้ม ทำรังอยู่ใกล้สวน ก็จะไม่มีผึ้งลงตอมดอกลิ้นจี่ จึงจำเป็นต้องจัดหารังผึ้ง รังชันโรง เข้าไปไว้ในบริเวณสวนลิ้นจี่
การนำรังผึ้งพันธุ์ไปตั้งในสวนลิ้นจี่พันธุ์ค่อมนั้นใช้อัตราการตั้ง 2 ไร่ / 1 รัง สามารถเพิ่มจำนวนแมลงผสมเกสรลิ้นจี่พันธุ์ค่อมได้มากขึ้น สามารถช่วยเพิ่มอัตราการติดผลของลิ้นจี่พันธุ์ค่อมมากขึ้น ยิ่งในกรณีที่การออกดอกของลิ้นจี่พันธุ์ค่อมพร้อมกันทุกพื้นที่ ผึ้งพันธุ์สามารถช่วยแก้ปัญหาเรื่องการเจือจางของแมลงผสมเกสรหรือมีแมลงผสมเกสรไม่เพียงพอต่อการผสมเกสรของลิ้นจี่พันธุ์ค่อมได้
ดอกของลิ้นจี่พันธุ์ค่อมที่ปลูกในจังหวัดสมุทรสงคราม แมลงผสมเกสรตามธรรมชาติได้แก่ ผึ้งมิ้ม ( Apis florea F. ) และผึ้งโพรง ( Apis cerana F. ) นำพาละอองเรณูของลิ้นจี่พันธุ์ไทย หรือ พันธุ์จีน หรือลิ้นจี่พันธุ์อื่นๆ ที่มีดอกตัวผู้บานพร้อมกับดอกตัวเมียของลิ้นจี่พันธุ์ค่อม โดยอาศัยพวกผึ้งเป็นสื่อนำพาเรณูไปผสมกับดอกตัวเมียของลิ้นจี่พันธุ์ค่อม แมลงผสมเกสรตามธรรมชาติที่สำคัญของลิ้นจี่ที่ปลูกในจังหวัดมุทรสงครามได้แก่ ผึ้งมิ้มลงตอมดอกลิ้นจี่พันธุ์ไทยเฉลี่ย 6.5 2.17 ตัว/ ช่อ และตอมดอกลิ้นจี่พันธุ์ค่อมเฉลี่ย 4.13  2.72 ตัว / ช่อ ทำให้เกิดการติดผลของลิ้นจี่พันธุ์ค่อมเฉลี่ย 7.0  4.03 ผล/ ช่อ ในสวนลิ้นจี่ที่นำรังผึ้งพันธุ์เข้าไปตั้งเพื่อช่วย ผสมเกสรโดยมีผึ้งพันธุ์ลงตอมดอกลิ้นจี่พันธุ์ไทยเฉลี่ย 0.47 0.23 ตัว/ ช่อ และตอมดอกลิ้นจี่พันธุ์ค่อมเฉลี่ย 0.49  0.45 ตัว/ช่อ ทำให้ช่อลิ้นจี่พันธุ์ค่อมติดผลเฉลี่ย 9.03  3.45 ผล/ช่อ
กล่าวโดยสรุป การผสมเกสรลิ้นจี่พันธุ์ค่อม จำเป็นต้องอาศัยพวกผึ้งและชันโรงเป็นสื่อในการนำพาเรณูจากดอกลิ้นจี่พันธุ์ไทย สำเภาแก้ว จีน ฯ ไปผสมกับเกสรตัวเมียลิ้นจี่พันธุ์ค่อม จึงจะติดผลที่สมบูรณ์ได้ ดังนั้นการพ่นสารฆ่าแมลงในระหว่างที่ลิ้นจี่ออกดอกเป็นสิ่งที่จะต้องระมัดระวัง อันตรายต่อแมลงผสมเกสรของลิ้นจี่พันธุ์ค่อม แหล่งละอองเกสรตัวผู้ที่ได้จากต้นลิ้นจี่พันธุ์ไทยมีความสำคัญควบคู่กันไปกับประสิทธภาพของสื่อผสมเกสรของลิ้นจี่พันธุ์ค่อม

การผสมเกสรของทานตะวัน( Sunflower, Helianthus annuus L. F. Compositae )
ดอกทานตะวันเป็นดอกรวม ( composite flower ) ประกอบด้วยดอกย่อย ( floret )สมบูรณ์เพศ ที่มีลำดับการบานของเกสรตัวผู้เกิดขึ้นก่อน( protandrous ) แล้วตามด้วยการบานของเกสรตัวเมีย ทำให้การผสมเกสรของทานตะวันเป็นแบบข้ามดอก
การติดเมล็ดของทานตะวันที่ให้ดอกเกสรผสมเกสรเปิดตามธรรมชาติมีเปอร์เซ็นต์การติดเมล็ดสูงสุด 86.87 % ซึ่งมีความแตกต่างทางสถิติกับอีก 4 กรรมวิธีที่ใช้วิธีการคลุมดอกแล้วปล่อยผึ้งให้ช่วยผสมเกสรอยู่ภายในดอกเดียวกัน และวิธีคลุมถุงดอกทานตะวันโดยไม่มีแมลงช่วยผสมเกสร ซึ่งเปอร์เซ็นต์การติดเมล็ดต่ำมากเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 7.13 – 12.09 % ชนิดของผึ้งแต่ละชนิดที่ใส่หรือถูกขังในถุงคลุมดอกทานตะวันไว้เพื่อให้ช่วยผสมเกสรทานตะวันไม่ได้ทำให้เปอร์เซ็นต์การติดเมล็ดแตกต่างกันทางสถิติ หมายความว่า การผสมเกสรของทานตะวันนั้นมีการผสมเกสรข้ามจานดอก หรือดอกย่อยที่บานออกมาพร้อมกันนั้นไม่สามารถที่จะพึ่งพาละอองเกสรซึ่งกันและกันได้จึงจำเป็นที่จะต้องอาศัยผึ้งนำพาเรณูข้ามจากจานดอกหนึ่งไปสู่อีกจานดอกหนึ่ง
ชนิดและจำนวนแมลงผสมเกสรที่ลงตอมดอกทานตะวันในแปลงทดลอง พบว่า ผึ้งพันธุ์ลงตอมดอกทานตะวันพันธุ์ สลาท๊อกกี มากที่สุด เฉลี่ยเท่ากับ 4.82 ตัว/ดอก ผึ้งโพรงลงตอมดอกเฉลี่ย 0.22 ตัว /ดอก และผึ้งมิ้มลงตอมเฉลี่ย 0.12ตัว /ดอก
การผสมเกสรหรือการติดเมล็ดของทานตะวันพันธุ์ลูกผสม(hybrid)พบว่าเปอร์เซ็นต์การติดเมล็ดของทานตะวัน มีความแตกต่างทางสถิติ โดยที่เปอร์เซ็นต์การติดเมล็ดในดอกที่ให้ผสมเกสรเปิดตามธรรมชาติสูงกว่า เปอร์เซ็นต์การติดเมล็ดในดอกทานตะวันที่ถูกคลุมถุงโดยไม่มีแมลงช่วยผสมเกสร เท่ากับ 79.48 และ 29.29 %ตามลำดับ
ชนิดและจำนวนแมลงผสมเกสรที่ลงตอมดอกทานตะวันพันธุ์ลูกผสม พบว่า แมลงผสมเกสรที่ลงตอมดอกทานตะวันพันธุ์ลูกผสม ปาซิฟิก33 (Pacific 33 ) มากที่สุดได้แก่ ผึ้งพันธุ์ เฉลี่ยเท่ากับ 1.93 ดอก/ตัว รองลงมาคือ ผึ้งมิ้มจำนวน 0.10 ตัว/ดอก และผึ้งโพรง จำนวน 0.05 ตัว /ดอก
บทบาทของผึ้งพันธุ์ในการผสมเกสรทานตะวันพันธุ์ลูกผสม ปาซิฟิก 33 พบว่า อัตราการเพิ่มของน้ำหนักรังผึ้งพันธุ์เฉลี่ย เท่ากับ 0.2  0.08 กิโลกรัม /วัน และเปอร์เซ็นต์น้ำตาลในน้ำต้อยทานตะวันวัดได้จาก กระเพาะเก็บน้ำผึ้ง (honey sac ) ของผึ้งพันธุ์ เฉลี่ย 25.10 บริก( Brix ) วัดที่เวลา 16.00น.
การผสมเกสรหรือการติดเมล็ดของทานตะวันทั้งพันธุ์ผสมเปิด สลาท๊อกกี ( Zlartoxki ) และพันธุ์ลูกผสม Pacific 33 ที่ให้ผสมเกสรตัวเองภายในดอกเดียวกันมีเปอร์เซ็นต์การติดเมล็ดต่ำมากไม่ว่าจะอยู่ในสภาพที่มีผึ้งช่วยผสมภายในดอกเดียวกันหรือไม่มีผึ้งช่วยผสมอยู่ก็ตาม
การติดเมล็ดของทานตะวันทั้งพันธุ์ สลาท๊อกกี้ และพันธุ์ ปาซิฟิก 33 จะสูงก็ต่อเมื่อให้ผสมเกสรเปิดตามธรรมชาติ และผึ้งลงตอมดอกได้อย่างทั่วถึง หรือ 1ตัว /ดอก
แมลงผสมเกสรตามธรรมชาติของทานตะวัน เช่นผึ้งโพรง ผึ้งมิ้ม มีน้อย ผึ้งพันธุ์เป็นผึ้งเลี้ยงที่สามารถช่วยผสมเกสรทานตะวันได้ โดยการเคลื่อนย้ายรังเข้าไปในช่วงที่ดอกทานตะวันเริ่มบาน ปัจจุบันทานตะวันพันธุ์ผสมเปิดไม่มีเมล็ดพันธุ์จำหน่ายแล้ว ส่วนใหญ่ผลิตเป็นพันธุ์ลูกผสม ( hybrid ) ซึ่งการติดเมล็ดยังต้องอาศัยแมลงผสมเกสรเพื่อการติดเมล็ดอยู่เหมือนเดิมยังไม่สามารถผลิตพันธุ์ทานตะวันที่ผสมเกสรตัวเองโดยอัตโนมัติได้

ตารางแสดง อัตราการติดเมล็ดของทานตะวันพันธุ์ สลาท๊อกกี จากการผสมเกสรด้วยวิธีต่างๆ ที่หน่วยงาน
วิจัยผึ้ง ต. หมูสี อ. ปากช่อง จ.นครราชสีมา

วิธีการผสมเกสรเปอร์เซ็นต์การติดเมล็ด
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ดอกทานตะวันผสมเกสรเปิดตามธรรมชาติ86.87 a
คลุมจานดอกปล่อยผึ้งพันธุ์ 2ตัว /ดอก12.09 b
คลุมจานดอกปล่อยผึ้งโพรง 2ตัว /ดอก 9.34 b
คลุมจานดอกปล่อยผึ้งมิ้ม 2ตัว /ดอก 8.64 b
คลุมจานดอกโดยไม่มีแมลงช่วยผสม 7.13 b

อักษรที่เหมือนกันไม่มีความแตกต่างทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95 % โดยวิธี DMRT

ตารางแสดง ชนิดและจำนวนแมลงผสมเกสรที่ลงตอมดอกทานตะวัน พันธุ์สลาท๊อกกี้ในสภาพธรรมชาติ

ชนิดของแมลงเปอร์เซ็นต์การลงตอมดอก
ตัว /ดอก
ผึ้งพันธุ์4.82
ผึ้งโพรง0.22
ผึ้งมิ้ม 0.12

ตารางแสดง เปอร์เซ็นต์การติดเมล็ดของทานตะวันพันธุ์ลูกผสม ปาซิฟิก 33 ที่หน่วยงานวิจัยผึ้งปากช่อง
ต. หมูสี อ. ปากช่อง จ.นครราชสีมา

ชนิดของแมลงจำนวนแมลงตัว /ดอก

ผึ้งพันธุ์1.93
ผึ้งมิ้ม0.10
ผึ้งโพรง0.05


การผสมเกสรของทานตะวันพันธุ์ สลาท๊อกกี้ ซึ่งเป็นพันธุ์ผสมเปิด พบว่าการปล่อยให้จานดอกทานตะวันพันธุ์ สลาท๊อกกี้ ผสมเกสรตามธรรมชาตินั้น การติดเมล็ดเฉลี่ย 86.87 % ซึ่งมีความแตกต่างทางสถิติกับการติดเมล็ดของทานตะวันที่คลุมจานดอกและปล่อยผึ้งพันธุ์ 2 ตัว /ดอก เฉลี่ย 12.09 % การติดเมล็ดของทานตะวันที่คลุมถุงและปล่อยผึ้งโพรง 2 ตัว / ดอก เฉลี่ย 9.34 % ส่วนการติดเมล็ดของทานตะวันที่คลุมถุงโดยไม่มีแมลงช่วยผสมเกสรอยู่ภายในถุง เฉลี่ย 7.13 % ซึ่งการติดเมล็ดจากการคลุมช่อดอกทั้ง 4 กรรมวิธีไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ และจากการตรวจนับชนิดและจำนวนแมลงผสมเกสรที่ลงตอมดอกผสมเกสรเปิดตามธรรมชาตินั้น พบว่าผึ้งพันธุ์ซึ่งได้นำเข้าไปตั้งทดลองข้างแปลงปลูกทานตะวันจำนวน 1 ไร่/รัง ลงตอมดอกทานตะวันเฉลี่ย 4.82 ตัว / ดอก และมีแมลงผสมเกสรตามธรรมชาติคือผึ้งโพรงลงตอมดอกทานตะวันเฉลี่ย 0.22 ตัว / ดอก ผึ้งมิ้มลงตอมดอกเฉลี่ย 0.12 ตัว / ดอก ส่วนการทดลองการผสมเกสรทานตะวันพันธุ์ ปาซิฟิก 33 ซึ่งเป็นลูกผสม เปรียบเทียบการผสมเกสรตังเองโดยการคลุมถุงไม่มีแมลงช่วยผสมเกสรกับการปล่อยให้ดอกทานตะวันผสมเกสรตามธรรมชาติ พบว่า ดอกทานตะวันพันธุ์ ปาซิฟิก 33 ซึ่งเป็นพันธุ์ลูกผสม การติดเมล็ดในสภาพคลุมถุงติดเมล็ดคิดเป็นร้อยละ 29.29 ในขณะที่การติดเมล็ดในดอกผสมเปิดคิดเป็นร้อยละ 72.49ของจำนวนดอกย่อยในแต่ละจานดอก
การบานของดอกทานตะวันแบ่งออกเป็น 2 ระยะคือ ระยะแรก เกสรตัวผู้เกิด ( male stage ) และ ระยะต่อมาระยะเกสรตัวเมียเกิด (female stage ) การผสมเกสรของทานตะวันในแต่ละดอกย่อย ( floret ) สามารถเกิดได้ทั้งการผสมตัวเองและการผสมข้ามดอก การติดเมล็ดของทานตะวันที่ไม่มีผึ้งแมลงผสมเกสรนั้นทำให้เปอร์เซ็นต์การติดเมล็ดต่ำ ด้วยสาเหตุที่การตอบรับของยอดเกสรตัวเมีย กับละอองเกสรตัวผู้จากดอกเดียวกันไม่พร้อมกัน ทำให้การผสมเกสรทานตะวันเป็นแบบข้ามดอกโดยอาศัยแมลงผสมเกสร
การผสมเกสรของทานตะวันหรือการติดเมล็ดของทานตะวัน ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ผสมเกสรเปิด ( open pollinated variety ) หรือพันธุ์ลูกผสม ( hybrid variety ) นั้นยังมีความจำเป็นที่จะต้องอาศัยแมลงผสมเกสรช่วยผสมดอกย่อยซึ่งลักษณะการพัฒนาของเกสรตัวเมียแบ่งเป็นขั้นตอนคือดอกย่อยแต่ละดอก ( floret ) ของทานตะวันทั้งพันธุ์ สลาท๊อกกี้ และพันธุ์ ปาซิฟิก 33 จะเริ่มการบานของเกสรตัวผู้ เรียกว่าระยะ เกิดเกสรตัวผู้ ( male stage ) เกิดขึ้นก่อนจากนั้นจึงเริ่มการเกิดหรือการบานของเกสรตัวเมีย ( female stage ) และถึงแม้ว่าลักษณะทางสันฐานวิทยาของเกสรตัวผู้ เมื่ออับเรณูแตกแล้วจะมีลักษณะการโค้งงอ ม้วนลงด้านล่าง ทำให้ระยะทางระหว่างละอองเกสรตัวผู้ ( pollen ) กับยอดเกสรตัวเมีย ( stigma ) อยู่ใกล้กัน แต่ลักษณะของเรณูทานตะวันเกาะกันอยู่อย่างเหนียวแน่น ลมไม่สามารถที่จะพัดพาละอองเรณูปลิวหลุดไปจากอับเรณูได้ และโดยธรรมชาติของดอกทานตะวันก็ไม่ใช่ดอกประเภทที่อาศัยลมในการผสมเกสร ซึ่งจะเห็นได้จากข้อมูลการทดลองในครั้งนี้ว่า การคลุมจานดอกทานตะวันโดยไม่มีแมลงช่วยผสมเกสรทำให้เปอร์เซ็นต์การติดเมล็ดต่ำ ซึ่งการคลุมจานดอกทานตะวันเปรียบเสมือนการปลูกทานตะวันในธรรมชาติแล้วไม่มีแมลงช่วยผสมเกสร การติดเมล็ดจะต่ำ ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาเมื่อหลายปีก่อนที่ได้นำพันธุ์ สลาท๊อกกี้ มาปลูก และช่วงนั้นยังไม่มีอาหารเลี้ยงผึ้งพันธุ์ หรือไม่ได้นำผึ้งพันธุ์เข้าไปตั้งช่วยผสมเกสรทานตะวัน ซึ่งการที่จะอาศัยแมลงผสมเกสรในท้องถิ่นที่ปลูกทานตะวันไม่เพียงพอ มีผึ้งโพรง ผึ้งมิ้ม ลงตอมดอกทานตะวันเป็นจำนวนที่ต่ำมาก ทั้งที่การปลูกทานตะวันในพื้นที่เพียง 15 ไร่เท่านั้น มีแมลงผสมเกสรคือ ผึ้งโพรง ลงตอมดอกเพียง 0.05 – 0.22 ตัว / ดอก มีผึ้งมิ้มตอมเพียง 0.10 – 0.12 ตัว /ดอก หรือทานตะวัน 20 ดอก พบผึ้งโพรงตอมเพียงตัวเดียว หรือผึ้งมิ้มเพียง 2 ตัว ซึ่งผึ้งจำนวนขนาดนี้ไม่เพียงพอที่จะช่วยผสมเกสรทานตะวัน ซึ่งมีดอกย่อย ( floret ) ในแต่ละจานดอกมากมาย และการติดเมล็ดของทานตะวันจะดีขึ้น เมื่อมีการผสมเกสรข้ามจานดอก ซึ่งจะะเห็นได้การคลุมถุงแล้วปล่อยพวกผึ้งให้ผสมเกสรหรืออย่างน้อยก็เดินอยู่บนดอกย่อยทานตะวันที่บาน ทำให้เรณูหลุดร่วงเกิดการผสมเกสรในจานดอกได้ บางประเทศใช้คนงานยีดอกมาเผื่อละอองเรณูกระจายร่วงลงบนยอดเกสรตัวเมีย แต่การติดเมล็ดของทานตะวันโดยการผสมเกสรตัวเองก็ค่อนข้างต่ำ เมื่อเป็นเช่นนี้ การปลูกทานตะวันจำเป็นที่จะต้องมีการเตรียมผึ้งพันธุ์เพื่อช่วยผสมเกสรทานตะวันที่ปลูกอย่างเป็นสัดส่วนกันระหว่างพื้นที่ปลูกทานตะวันกับจำนวนรังผึ้งพันธุ์ที่จะใช้ผสมเกสรทานตะวัน คุณค่าทางโภชนาของเกสรทานตะวันที่มีต่อผึ้งพันธุ์นั้นค่อนข้างต่ำเพราะเกสรทานตะวันมีโปรตีนต่ำต้องให้เกสรเสริมแก่รังผึ้งที่นำเข้าไปตั้งผสมเกสรแทนตะวัน
กล่าวโดยสรุป การติดเมล็ดของทานตะวันยังต้องอาศัยแมลงผสมเกสร จำพวกผึ้งทุกชนิดลงตอกดอก ก่อให้เกิดการผสมเกสรตัวเองหรือเกิดการผสมข้ามดอก ดังนั้น การกระทำหรือการดูแลป้องกันกำจัดแมลงศัตรูดอกทานตะวันด้วยการพ่นสารฆ่าแมลงขณะดอกทานตะวันกำลังบาน จะต้องระมัดระวังอันตรายจากสารฆ่าแมลงดังกล่าวที่จะไปมีผลต่อการลงตอมดอกทานตะวะนของพวกผึ้งด้วย ผึ้งท้องถิ่นในธรรมชาติมักมีจำนวนไม่เพียงพอที่จะผสมเกสรดอกทานตะวันที่ปลูกเป็นแปลงใหญ่ เนื่องจากแมลงผสมเกสรท้องถิ่นไม่สามารถดำรงชีวิตในระบบนิเวศวิทยาของพืชไร่ได้ จำเป็นที่จะต้องพึ่งพาแมลงผสมเกสรจากต่างถิ่นนำเข้าไปช่วยผสมเกสรดอกทานตะวัน

การผสมเกสรมะม่วงหิมพานต์( Cashew , Anacardium occidentale L.,F. Anacardiaceae )
ดอกของมะม่วงหิมพานต์ในแต่ละช่อประกอบด้วยดอกสมบูรณ์เพศ ( perfect flower ) และดอกตัวผู้ (male flower ) การผสมเกสรของมะม่วง หิมพานต์เป็นแบบผสมเกสรข้ามดอก( cross pollination ) เพราะการแตกของอับเรณู( anther dehiscence ) กับการตอบรับของยอดเกสรตัวเมีย
( receptive time )จากดอกสมบูรณ์เพศนั้นไม่พร้อมกัน ดังนั้นการผสมเกสรของมะม่วงหิมพานต์จึงต้องอาศัยสื่อผสมเกสรจำพวกผึ้งเป็นหลัก และมีพฤติกรรมที่ค่อนข้างเจาะจงเพื่อให้เรณูตกลงบนยอดเกสรตัวเมียที่มีลักษณะเรียวแหลม เช่นเดียวกับพวกมะม่วงบ้าน
การสุ่มนับดอกตัวผู้และดอกสมบูรณ์เพศที่บานอยู่ในช่อดอกเดียวกัน จำนวน 20 ช่อ พบว่า ช่อแขนงด้านล่าง มีดอกตัวผู้และดอกตัวเมียประกอบอยู่มากที่สุดจำนวนเฉลี่ย 41.33  17.92 ดอก และกิ่งแขนงที่สองซึ่งเจริญถัดขึ้นมามีจำนวนดอกเฉลี่ย 39.83 17.94 ดอก และ 39.33  25.00 , 39.00  14.38 , 35.67  20.67 , 24.00 14.38 , 20.0012.23 , 15.67 13.06 ,12.17 16.09 ดอก และส่วนยอดสุดของช่อดอกมีดอกประกอบอยู่เฉลี่ย 5.83 8.91 ดอก จำนวนดอกในแต่ละช่อเฉลี่ย 273.17 140.75 ดอก /ช่อ
อัตราส่วนเพศดอกตัวผู้กับดอกสมบูรณ์เพศ ที่บานพร้อมกันในแต่ละช่อ พบว่าอัตราส่วนเพศดอก ( ตัวผู้ : ตัวเมีย ) เฉลี่ย 6.85 3.75 : 5.00  4.42 ในมะม่วงหิมพานต์พันธุ์ศรีสระเกษ และเท่ากับ 39.27 38.56 : 5.605.04 ในมะม่วงหิมพานต์ พันธุ์ระนอง
จำนวนและชนิดของแมลงผสมเกสรของมะม่วงหิมพานต์ ในแปลงที่ปลูกในพื้นที่โล่งแจ้งนับเป็นพันๆ ไร่ พบว่าชนิดและจำนวนแมลงผสมเกสรมีน้อยมาก และตอมดอกได้ไม่ทั่วถึงโดยพบเพียง 0.05 ตัว / ต้น ได้แก่ผึ้งมิ้ม ( Apis florea F. ) ส่วนชนิดและแมลงผสมเกสรที่ตรวจนับในแปลงปลูกมะม่วงหิมพานต์ที่อยู่ใกล้ป่าใกล้เขา พบว่าผึ้งมิ้ม ผึ้งโพรง ผึ้งหลวง และชันโรง ลงตอมดอกมะม่วงหิมพานต์ โดยพบชันโรงมากที่สุด ( Trigona atripes ) เฉลี่ย 1.42 1.18 ตัว / ต้น หรือคิดเป็นร้อยละ 80.76ของจำนวนแมงผสมเกสรทั้งหมดที่นับได้
การใช้ผึ้งพันธุ์ผสมเกสรมะม่วงหิมพานต์ ที่นำไปตั้งจำนวน 50 รัง แบ่งตั้งเป็น 2 จุด หรือ 2 แปลง จากการชั่งน้ำหนักรังผึ้งพันธุ์ทั้งสองจุดนั้นน้ำหนักรังผึ้งพันธุ์เฉลี่ย 4.50 2.44 กก. / รัง 14วัน
ส่วนรังผึ้งโพรงที่นำเข้าไปตั้งจำนวน 30 รัง มีพฤติกรรมทิ้งรังไปจำนวน 15 รังในอาทิตย์แรกที่นำเข้าไปตั้ง และทิ้งรังที่เหลืออีก 15 รังในอาทิตย์ถัดไปซึ่งเป็นพฤติกรรมทางพันธุ์กรรมของผึ้งโพรงที่มีนิสัยทิ้งรัง
การผสมเกสรของมะม่วงหิมพานต์ โดยการคลุมถุงผสมเกสรที่ช่อดอกมะม่วงหิมพานต์เมื่อเริ่มที่จะบานจำนวน 20 ช่อ เปรียบเทียบกับวิธีการผสมเปิดตามธรรมชาติ 20 ช่อ พบว่า ช่อดอกที่คลุมถุงไม่มีการติดผลแต่อย่างใด ส่วนช่อดอกที่ให้ผสมเกสรเปิดนั้นติดผลเฉลี่ย 3.80 4.32 ผล / ช่อ ซึ่งพบในแปลงที่ปลูกใกล้ป่าเขา แต่มะม่วงหิมพานต์ที่ปลูกในที่โล่งแจ้งพบว่าช่อดอกที่ให้ผสมเกสรเปิดตามธรรมชาติที่ ผูกป้ายไว้ไม่ติดผลเช่นกัน แสดงว่าผึ้งพันธุ์ที่นำเข้าไปตั้งจำนวนดังกล่าวลงตอมดอกมะม่วงหิมพานต์น้อยมันไปตอมดอกไม้ชนิดอื่นมากกว่า
การใช้ผึ้งพันธุ์ผสมเกสรมะม่วงหิมพานต์ จะต้องใช้รังผึ้งพันธุ์ในสัดส่วนที่สูงกว่าพืชชนิดอื่นๆ เพราะดอกมะม่วงหิมพานต์ไม่ดึงดูดผึ้งพันธุ์เท่าที่ควรและควรมีการจัดการรังผึ้งพันธุ์ในระหว่างการตั้งรังผึ้งพันธุ์เพื่อผสมเกสร
จำนวนยอดเกสรตัวเมียที่ได้รับการถ่ายละอองเกสร ในแปลงที่ปลูกโล่งแจ้งและแปลงที่ปลูกใกล้ป่า พบว่า ยอดเกสรตัวเมีย ( stigma ) ของมะม่วงหิมพานต์ในแปลงปลูกใกล้ป่าเขานั้นยอดเกสรตัวเมียได้รับการถ่ายละอองเกสรคิดเป็นร้อยละ 54.17 เปอร์เซ็นต์ ส่วนยอดเกสรตัวเมียของมะม่วงหิมพานต์ที่ปลูกในที่โล่งแจ้งได้รับการถ่ายละอองเกสรคิดเป็นร้อยละ 0.03เท่านั้น
จำนวนละอองเรณูที่บรรจุในอับเรณูจากเกสรตัวผู้ ( stamen ) ที่พัฒนาเจริญสมบูรณ์ที่สุด พบว่าในอับเรณูมีละอองเรณูบรรจุได้ประมาณ 545- 620 เมล็ด / อับเรณู ส่วนละอองเรณูที่บรรจุอยู่ในอับเรณูของเกสรตัวผู้ที่ล้อมรอบรังไข่ซึ่งมีประมาณ 7 – 9 stamenนั้นอับเรณูสามารถปลดปล่อยละอองเรณูได้หรือเป็นเรณูที่สมบูรณ์ ( fertile pollen )
มะม่วงหิมพานต์เป็นพืชที่ต้องการแมลงผสมเกสร และแมลงผสมเกสรที่สำคัญได้แก่พวกผึ้งทุกชนิดหรือพวกภุมริน
แมลงผสมเกสรในท้องถิ่น ได้แก่ พวกชันโรง ผึ้งทุกชนิดนับว่ามีส่วนช่วยผสมเกสรดอกมะม่วงหิมพานต์ในสภาพธรรมชาติได้เป็นอย่างมาก
กล่าวโดยสรุป การผสมเกสรของมะม่วงหิมพานต์ จำเป็นที่จะต้องใช้สื่อผสมเกสรจำพวกแมลง ซึ่งได้แก่ผึ้งทุกชนิด โดยเฉพาะผึ้งมิ้ม และชันโรง ที่อาศัยทำรังอยู่ในบริเวณใกล้เคียงสวนมะม่วงหิมพานต์ สวนมะม่วงหิมพานต์ที่ใดที่มีผึ้งมิ้มและชันโรงทำรังอาศัยอยู่มาก สามารถช่วยให้การติดผลของมะม่วงหิมพานต์เพิ่มสูงขึ้น ส่วนการใช้ผึ้งพันธุ์ช่วยผสมเกสรมะม่วงหิมพานต์สามารถทำได้แต่เกสรและน้ำต้อยจากดอกมะม่วงหิมพานต์ดึงดูดผึ้งพันธุ์ได้น้อยจะต้องใช้ผึ้งพันธุ์จำนวนมากเพื่อให้สัดส่วนผึ้งพันธุ์ลงตอมดอกมะม่วงหิมพานต์มีมากขึ้น

การผสมเกสรมะขามหวาน( Sweet tamarind, Tamarindus indica L., F. Leguminosae )
ดอกมะขามหวานเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีเกสรตัวเมีย1อัน เกสรตัวผู้ 3อัน ทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย มีลักษณะโค้งงอสู่พื้น ก้านเกสรตัวเมียยาวกว่าก้านเกสรตัวผู้ค่อนข้างเรียงกันเป็นแถวคล้ายหวี ต่อมน้ำหวานอยู่โคนกลีบดอกค่อนข้างลึก พฤติกรรมของผึ้งที่ตอมดอกมะขามแล้วก่อให้เกิดการถ่ายละอองเกสรคือพฤติกรรมเก็บน้ำต้อยจากดอกมะขามเพราะว่าเวลาผึ้งมุดลงไปดูดน้ำหวานส่วนหลังผึ้งสัมผัสกับอับเรณูทำให้ละอองเรณูติดอยู่บนส่วนอกหรือหลังผึ้งที่เข้าไปดูดน้ำต้อยเกิดการถ่ายละอองเรณูเมื่อผึ้งตัวนั้นย้ายออกไปตอมดอกมะขามอีกดอกหนึ่ง
การผสมเกสรของมะขามหวาน พบว่า อัตราการติดฝักในช่อดอกมะขามหวานที่ถูกคลุมถุง ซึ่งมีดอกย่อยประกอบประมาณ 8 –9 ดอกนั้น ติดฝักเพียง 0.05  0.22 % ในขณะที่อัตราการติดฝักของดอกมะขามหวานที่ให้ผสมเกสรตามธรรมชาติติดฝักจำนวน 40.69 10.46 %ซึ่งมีความแตกต่างทางสถิติ
ชนิดและจำนวนแมลงผสมเกสรที่ลงตอมดอกมะขามหวาน พบว่า แมลงผสมเกสรตามธรรมชาติมีพฤติกรรมก่อให้เกิดผสมเกสรขณะลงตอมดอก ได้แก่ผึ้งหลวง ( Apis dorsata F. ) พบ 0.6  0.97 ตัว /ต้น /นาที แมลงที่พบมากที่สุดได้แก่ ผึ้งมิ้ม ( Apis florea F. )จำนวน 0.89  0.99 ตัว /ต้น /นาที แต่เป็นพฤติกรรมเก็บเกสรเสียเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนั้นยังพบผึ้งโพรง ( Apis cerana F. ) ลงตอมจำนวน 0.15  0.37 ตัว /ต้น /นาที แมลงภู่ ( Xylocopa sp. ) จำนวน 0.2 0.63 ตัว /ต้น /นาที ชันโรง ( Trigona laeviceps และ T. pagdeni Smith ) จำนวน 0.35  0.76 ตัว /ต้น /นาที และผึ้งหลอด ( Ceratina sp. ) จำนวน 0.10  0.45 ตัว /ต้น /นาที แมลงวัน ( Rhinia discolor F. ) จำนวน 0.91  1.14 ตัว/ ต้น /นาที และผึ้งพันธุ์ จำนวน 0.4  0.75 ตัว /ต้น /นาที โดยนำรังผึ้งพันธุ์เข้าไปตั้งจำนวน 12 รัง ในพื้นที่ปลูกมะขามจำนวน 50ไร่
อัตราการติดฝักของมะขามหวานโดยการตรวจนับอัตราติดฝักในแปลงมะขามหวาน พบว่าอัตราการติดของมะขามหวานเฉลี่ยทั่วทั้งสวนเท่ากับ 28.11  7.09 %
บทบาทของผึ้งพันธุ์ในการผสมเกสรมะขามหวาน โดยการนำรังผึ้งพันธุ์ จำนวน 50 รังเข้าไปตั้งกลางแปลงทดลองและตรวจนับจำนวนผึ้งพันธุ์ที่ลงตอมดอกมะขาม เฉลี่ย 2.00  1.20 ตัว /ต้น /นาที
อัตราการเพิ่มของน้ำหนักรังผึ้ง โดยการชั่งน้ำหนักรังผึ้งพันธุ์ เมื่อเริ่มนำเข้าไปตั้งและชั่งน้ำหนักรังผึ้งพันธุ์อีกครั้งหนึ่ง เมื่อครบ 15 วัน พบว่า อัตราการเพิ่มของน้ำหนักรังผึ้งพันธุ์แต่ละรังเฉลี่ย 3.09  1.38 กก./ 15 วัน นั่นหมายถึง ดอกมะขามดึงดูดผึ้งพันธุ์ได้ไม่มากเท่าไรนักสู้ดอกหญ้าตีนตุ๊กแกไม่ได้
พฤติกรรมในการตอมดอกมะขามหวานโดยผึ้งพันธุ์ พบว่า ผึ้งพันธุ์ลงตอมดอกมะขามหวานเพื่อเก็บน้ำต้อยนั้นใช้เวลาในการดูดน้ำต้อยจากดอกมะขามนานประมาณ 16.40 7.09 วินาที /ดอก ในขณะที่ผึ้งหลวงใช้เวลาดูดน้ำหวาน 22.9 9.84วินาที /ดอก
จำนวนละอองเกสรจากก้อนเกสรที่ดักได้จากรังผึ้งพันธุ์ โดยการติดตั้งกับดักเกสรแล้วนำก้อนเกสรหรือ pollen load มาละลายน้ำที่ทราบปริมาณ และตรวจนับละอองเกสรโดยใช้ Hemacytometer พบว่า ก้อนเกสรของมะขามหวานที่ผึ้งพันธุ์เก็บมาได้จะมีละอองเกสรมะขามหวานประมาณ 153, 000 เม็ด /หนึ่งก้อนเกสร
ความเข้มข้นของน้ำต้อยจากดอกมะขามหวาน โดยวัดจากกระเพาะเก็บน้ำผึ้ง ( honey sac ) ของผึ้งพันธุ์ด้วยเครื่องวัดความหวาน ( refractometer ) พบว่า น้ำต้อยจากดอกมะขามหวานมีความเข้มข้นประมาณ 20.45  0.97 บริก( Brix )
อัตราการติดฝักของมะขามหวาน ในสภาพธรรมชาติโดยการสุ่มนับในแปลงผสมเปิด ที่มีผึ้งหลวงลงตอมดอกต้นละ2-5ตัวตลอดฤดูกาลบาน และนำรังผึ้งพันธุ์เข้าไปตั้งเพื่อช่วยผสมเกสร ในอัตรา 2-3ไร่/รัง อัตราการติดฝักของมะขามหวานอยู่ระหว่าง 68.25 7.69 % (นับเป็นช่อดอก)
ตารางแสดง การเปรียบเทียบอัตราการติดฝักของมะขามหวานพันธุ์สีทองในสภาพที่คลุมถุงผสมเกสรและ สภาพที่ให้ผสมเกสรเปิดตามธรรมชาติ ที่ ต. ปากช่อง อ. ปากช่อง จ.นครราชสีมา

กรรมวิธี%การติดฝัก

คลุมถุงช่อมะขามหวาน 0.05 0.22 b
ผสมเกสรเปิดตามธรรมชาติ40.69 10.46 a**


ตารางแสดงชนิดและจำนวนแมลงผสมเกสรที่ลงตอมดอกมะขามหวานพันธุ์สีทอง

ชนิดของแมลงจำนวนตัว /ต้น /นาที
เม.ย. 2537เม.ย. 2538

ผึ้งพันธุ์ ( Apis mellifera L. )0.600.97 2.001.26
ผึ้งหลวง (Apis dorsata F. )0.400.75 1.180.98
ผึ้งมิ้ม ( Apis florea F. )0.89 0.99 1.731.10
ชันโรง ( Trigona laeviceps & T. pagdeni )0.35 0.76 0.45 0.69
ผึ้งหลอด ( Ceratina spp. )0.10  0.45 0.36 0.67
แมลงวัน (Rhinia discolor F. )0.91 1.14 0.18 0.40
แมลงภู่ ( Xylocopa spp. )0.20  0.63 1.001.10
ผึ้งโพรง ( Apis cerana F. )0.15  0.37 1.180.40
*อื่นๆ nd 1.54 1.29

*อื่นๆ ได้แก่พวกผึ้งกัดใบ F. Megachile ,ผึ้งหลอดF.Anthophoridaeอื่นๆรวมกัน



สรุป จำนวนละอองเกสร ( pollen loads ) ของมะขามหวานที่ผึ้งพันธุ์เก็บ เวลาที่ผึ้งพันธุ์ใช้ในการดูดน้ำต้อยจากดอกมะขามหวาน ความเข้มข้นของน้ำต้อยมะขามหวานและอัตราเพิ่มของน้ำหนักรังผึ้งพันธุ์ ขณะเลี้ยงอยู่ในสวนมะขามหวานดังนี้
จำนวนละอองเกสรมะขามหวาน ใน 1 เม็ดของก้อนเรณูติดขาผึ้ง 153,000เรณู/ก้อน(grian/pellet)
ระยะเวลาที่ผึ้งพันธุ์ดูดน้ำหวานจากดอกมะขามหวาน 22.9  9.84วินาที /ดอก
ระยะเวลาที่ผึ้งหลวงดูดน้ำหวานจากดอกมะขามหวาน 16.40  7.09วินาที /ดอก
ความเข้มข้นหรือความหวานของน้ำต้อยของดอกมะขามหวาน 20.45  0.97บริก( Brix )
อัตราการเพิ่มของน้ำหนักรังผึ้งพันธุ์ในสวนมะขามหวาน 3.09  1.38 กิโลกรัม / 15วัน

กล่าวโดยสรุป การปลูกมะขามหวานมักปลูกอยู่ในพื้นที่ที่ค่อนข้างแล้ง ทำให้นิเวศวิทยาการผสมเกสรมีขีดจำกัด ประกอบกับเกสรและน้ำต้อยของดอกมะขามที่แมลงจำพวกผึ้งจะเก็บได้นั้น มีความจำเพาะเจาะจงพฤติกรรมของแมลงผสมเกสรที่ลงตอมดอกแล้วก่อให้เกิดการผสมเกสรของมะขามขึ้นได้นั้นต้องอาศัยผึ้งหลวง ผึ้งกัดในในธรรมชาติลงตอมดอกมะขามเพื่อดูดน้ำต้อยที่อยู่ลึกเข้าไปที่โคนดอก ผึ้งมิ้ม ไม่สามารถดูดน้ำต้อยจากดอกมะขามได้ แต่ถ้าไร่มะขามไม่มีแมลงดังกล่าว ผึ้งพันธุ์สามารถนำเข้าไปตั้งเพื่อช่วยผสมเกสรของมะขามได้ในระดับหนึ่ง

การผสมเกสรงา( Sesame; Sesamum indicum L.; F.Pedaliaceae )
ดอกงาเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ( perfect flower ) ดอกออกตามข้อปล้องรูปร่างของดอกเป็นรูปแตรทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียติดตั้งอยู่ภายในกลีบดอก
การผสมตัวเองของงาในสภาพที่มีและไม่มีแมลงผสมเกสร พบว่า การติดฝักของงาเฉลี่ยจากแปลงที่ไม่มีแมลงช่วยเกสรหรือในสภาพที่ดอกงาในแปลงถูกคลุมกรงไว้นั้นติดฝักเฉลี่ยเท่ากับ 588.00  32.54 -- 846.08  34.53 ฝัก / ม2 ขณะที่ การติดฝักในสภาพที่ให้ดอกงาผสมเกสรเปิดตามธรรมชาติ ติดฝักเฉลี่ยเท่ากับ 776.25  136.76 - 925.12  25.64 ฝัก / ม2
การใช้ผึ้งพันธุ์ผสมเกสรดอกงา พบว่า ผึ้งพันธุ์ลงตอมดอกงาทั้งเพื่อเก็บเกสรและ / หรือน้ำต้อยจากดอกงา และพบว่าผึ้งพันธุ์ลงตอมดอกงาเฉลี่ย 1.24 - 1.90 ตัว / ม2เมื่อทำการติดตั้งกับดักเกสรหน้ารังผึ้งพันธุ์ พบว่าผึ้งพันธุ์เก็บเกสรจากดอกงาประมาณ 69.5-75.00 % ของจำนวนเกสรที่ดักได้ทั้งหมดในช่วงเวลา 10.00 – 11.00 น. ลักษณะของก้อนเกสร ( pollen loads ) ของงาจะมีสีเทาอ่อน ผิวสัมผัส( texture ) ค่อนข้างหยาบ การลงตอมดอกงาของผึ้งพันธุ์เพื่อเก็บเกสรและ / หรือน้ำต้อยนั้นผึ้งพันธุ์จะต้องเอาหัวมุดเข้าไปในดอกซึ่งมีรูปร่างเป็นรูปแตร มีลักษณะโค้งงอเล็กน้อย เกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน และอยู่ใกล้กัน แต่อับเรณูและเกสรไม่โผล่ออกมานอกกลีบดอกจะติดตั้งอยู่ด้านบนภายในของกลีบดอก
ชนิดและจำนวนแมลงผสมเกสรในธรรมชาติ ที่ลงตอมดอกงา ที่อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี พบว่าผึ้งมิ้ม ( Apis florea F. )ลงตอมดอกงา จำนวน 0.40 – 1.40 ตัว /ม2 แมลงวัน ( Rhinia discolor F. ) จำนวน 0.36 – 2.00 ตัว / ม2 ผีเสื้อ ( Lygaeidae ) จำนวน 0.32 – 1.40ตัว /ม2 ส่วนผึ้งโพรง ( Apis cerana F. ) ชันโรง ( Trigona spp. ) และผึ้งป่า ( Certina sp. ) พบว่าลงตอมดอกงาเช่นกันแต่มีจำนวนน้อย และพบไม่สม่ำเสมอทั่วแปลงงา ส่วนพฤติกรรมของแมลงที่ลงตอมดอกงานั้น พวกผึ้งทุกชนิดนับว่ามีพฤติกรรมในการตอมดอกคล้ายคลึงกัน แต่ส่วนใหญ่ตอมดอกงาเพื่อเก็บเกสรจึงทำให้โอกาศที่จะช่วยกระจายละอองเกสรของงาทำให้ยอดเกสรีตัวเมียได้รับการถ่ายละอองเกสรมีมากขึ้น
และจากการสังเกต พฤติกรรมของแมลงผสมเกสรที่ไม่ใช่พวกผึ้ง เช่น แมลงวันและผีเสื้อนั้น พฤติกรรมการลงตอมดอกงา จะเกาะอยู่บริเวณกลีบดอกข้างนอกเสียเป็นส่วนมาก ซึ่งเป็นพฤติกรรมการตอมที่ไม่มีการคลุกเคล้า (non – tripped visitation ) ชนิดและจำนวนแมลงผสมเกสรในธรรมชาติ มีจำนวนไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในแต่ละปี โดยเฉพาะ ผึ้งมิ้ม ผึ้งโพรงดังนั้นถ้าการปลูกงาจะอาศัยแมลงท้องถิ่นให้คอยช่วยผสมเกสรงาเพียงอย่างเดียวจึงขาดหลักประกันหรือความแน่นอนในผลผลิตของงาที่ปลูก

จะสังเกตได้ว่า แมลงผสมเกสรงาในธรรมชาตินั้นมีน้อยมาก ดังนั้นในขณะที่งาออกดอกถ้าได้มีการนำรังผึ้งพันธุ์เข้าไปตั้งเลี้ยงไว้ด้วยจะช่วยให้ผลผลิตของงาเพิ่มสูงขึ้น
การปลูกงาซึ่งจัดเป็นพืชไร่ เกษตรกรเพาะปลูกงาใช้วิธีการหว่านเมล็ดตามฤดูกาล การปฏิบัติการดูแลรักษาไร่งาของเกษตรกรแต่ละรายยังมีความแตกต่างกัน ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ปริมาณน้ำฝนที่ได้รับในระยะการเจริญเติบ ทำให้ต้นแคระแกรน มีผลต่อผลผลิตของงาด้วย เพราะดอกงาจะออกดอกตามอายุ หมายความว่า เมื่อหว่านเมล็ดงาแล้วงอกเจริญเติบโตทางกิ่งก้านสาขา จนถึงอายุการออกดอก จะออกดอกทันที ไม่ว่าต้นนั้นจะสมบูรณ์ สูงต่ำเท่าใดก็แล้วแต่จะผลิดอกออกมาเหมือนกันทุกต้น แต่จำนวนดอก ไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้นต้นที่แคระแกรนให้ผลผลิตต่ำกว่าต้นที่สมบูรณ์

ตารางที่ 1 เปรียบเทียบอัตราการติดฝักของงาพันธุ์ไฮนานในสภาพที่มีและไม่มีแมลงช่วยผสมเกสรที่ไร่
เกษตรกร

วิธีการ จำนวนฝักงา ( ฝัก /ม2 )

คลุมกรงดอกงาโดยไม่มีแมลงช่วยผสมเกสร 588.00  32.54-- 846.08 34.53
ดอกงาผสมเกสรเปิดตามธรรมชาติ 776.25  136.76--925.12 25.64





ตารางที่ 2 ชนิดและจำนวนแมลงที่ลงตอมดอกพันธุ์ไฮนาน ที่ อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี

ชนิดของแมลง จำนวนแมลง ( ตัว /ม2 )

ผึ้งพันธุ์ ( Apis mellifera )1.24 - 1.90
ผึ้งมิ้ม ( Aapis florea )0.40 – 1.40
แมลงวัน ( Rhinia discolor )0.36 – 2.00
ผีเสื้อ ( Lygaeidae )0.32 – 1.40

กล่าวโดยสรุป การติดฝักของงา เกิดจากการผสมเกสรตัวเองภายในดอกเดียวกันได้ก็จริง แต่ถ้าได้ผึ้งพันธุ์เข้าไปช่วยเสริม จำนวนแมลงผสมเกสรของงาให้มีมากขึ้นก็จะทำให้การติดฝักของงาเพิ่มสูงขึ้น และที่สำคัญผู้เลี้ยงผึ้งนิยมนำผึ้งเข้าไปตั้งเลี้ยงขณะงาออกดอกจึงเป็ยการได้ประโชน์ทั้งสองฝ่าย

การผสมเกสรดอกนุ่น ( Kapok; Ceiba pentandra : F.Bombaceae )
ดอกนุ่นเป็นดอกสมบูรณ์เพศ( perfect flower) ดอกมีขนาดใหญ่ ออกดอกปีละครั้ง หลังฤดูฝนผ่านไปแล้วประมาณปลายเดือน ธันวาคม ดอกนุ่นแต่ละดอกประกอบด้วยเกศรตัว จำนวน 5 อัน ก้านเกสรตัวเมีย 1อัน ลักษณะยื่นยาวกว่าก้านเกสรตัวผู้ อับเรณูจะแตกเพื่อปลดปล่อยละอองเกสรได้ หลังจากดอกบานแล้ว การผสมเกสรของดอกนุ่นที่มีประสิทธิภาพนั้นจะต้องอาศัยแมลงจำพวกผึ้ง ลงตอมดอกเพื่อเก็บเกสรจากดอกนุ่น ดอกนุ่นมีน้ำต้อยมากและผึ้งทุกชนิดชอบตอมดอกนุ่นมากเกสรของดอกนุ่นมีคุณค่าทางโภชนาการต่อผึ้งดีเลิศ
พฤติกรรมของผึ้งพันธุ์ที่ลงตอมดอกนุ่น พบว่า ตั้งแต่เวลา 07.00-16.00 น.ผึ้งพันธุ์เก็บเกสรนุ่นเข้ารัง คิดเป็นร้อยละ 93.78 ของจำนวนเกสรที่เก็บทั้งหมด โดยจำนวนก้อนเกสรที่ผึ้งพันธุ์เก็บได้สูงสุดอยู่ในระหว่างเวลา 07.00 –09.00 น. จากการศึกษา วิธีการผสมเกสรของดอกนุ่นโดยเปรียบเทียบการผสมเกสร4 กรรมวิธี ได้แก่ 1)วิธีการผสมเกสรด้วยมือในเวลากลางคืน 2) วิธีการผสมเกสรด้วยมือในตอนเช้า 3)วิธีการปล่อยให้ดอกนุ่นผสมเกสรตามธรรมชาติ 4) วิธีการคลุมดอกโดยไม่ให้แมลงช่วยผสม พบว่า การผสมเกสรด้วยมือตอนกลางคืนติดผลเฉลี่ย 22 % และผสมเกสรด้วยมือในตอนเช้า ติดผล 66 % ถ้าปล่อยให้ช่อดอกนุ่นผสมเกสรเปิดตามธรรมชาติ ติดผลร้อยละ 70 การคลุมถุงดอกนุ่นโดยไม่มีแมลงผสมเกสรติดผลร้อยละ 14 และโดยนับการติดฝักหลังจากผสมเกสรแล้ว 7วัน
การติดตั้งกับดักเกสรหน้ารังผึ้งพันธุ์ที่นำเขาไปตั้งในบริเวณที่ต้นนุ่นออกดอก พบว่า ผึ้งพันธุ์ออกเก็บเกสรนุ่นได้มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 93.78 ของจำนวนเกสรทั้งหมดที่ดักได้ในแต่ละช่วงเวลา โดยช่วงเวลา 07.00 – 09.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ผึ้งพันธุ์ออกเก็บเกสรจากดอกนุ่นมากที่สุด ผึ้งพันธุ์ลงตอมดอกนุ่นที่ให้ผสมเกสรเปิดเฉลี่ย 2 ตัว /ดอก
ดอกนุ่นสามารถผสมเกสรภายในดอกเดียวกันได้ โดยอาศัยแมลงผสมเกสรจำพวกผึ้งลงตอมดอกนุ่นเพื่อเก็บเกสร การปล่อยให้นุ่นผสมเกสรโดยการให้อับเรณูสัมผัสกับยอดเกสรตัวเมียด้วยกันเองตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียวนั้นติดฝักได้น้อยมาก สู้ปล่อยให้ผึ้งลงตอมดอกนุ่นไม่ได้ การนำรังผึ้งพันธุ์เข้าไปตั้งเลี้ยงเพื่อเก็บน้ำผึ้งหรือเพื่อเพิ่มประชากรในระหว่างนุ่นกำลังออดอกนั้น เป็นผลดีต่อการผสมเกสรของดอกนุ่นเป็นอย่างยิ่ง เพราะผึ้งพันธุ์ก็ชอบตอมดอกนุ่นด้วยเป็นการได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

กล่าวโดยสรุป การติดฝักของนุ่น ต้องอาศัยสื่อผสมเกสร ที่มีพฤติกรรมลงตอมดอกนุ่นเพื่อเก็บเกสรเช่นเดียวกับดอกทุเรียน จึงจะเกิดการผสมเกสรของนุ่น ทั้งเกสรและน้ำต้อยจากดอกนุ่นนั้นผึ้งพันธุ์ชอบมาก คุณค่าทางโภชนาการของดอกนุ่นที่มีต่อผึ้งพันธุ์นั้นสูงมาก ทำให้ประชากรผึ้งพันธุ์เพิ่มจำนวนได้รวดเร็วมาก ส่วนแมลงผสมเกสรท้องถิ่นมีค่อนข้างน้อย เนื่องจากระบบนิเวศวิทยาการผสมเกสรของนุ่นไม่เอื้ออำนวยให้ผึ้งดำรงชีวิตอยู่ในท้องถิ่นที่ปลูกนุ่นได้ จึงควรใช้ผึ้งพันธุ์ในการเพิ่มผลผลิตหรือการติดฝักของนุ่น
Hosted by www.Geocities.ws

1