เกสรผึ้ง
เกสรผึ้ง ( Bee Pollen )
เกสรผึ้ง หมายถึง ก้อนเกสร ( pollen loads ) ที่นำมาจากรังผึ้ง หรือได้มาจากการใช้กับดักเกสรที่หน้ารังผึ้ง โดยที่ผึ้งงานเก็บรวบรวมละอองเกสรหรือเรณู ( pollen grain ) ที่ปลดปล่อยออกมาจากอับเรณู ( anther ) ที่แตก เพราะแก่เต็มที่แล้วของเกสรตัวผู้ ( stamen )
ผึ้งเก็บเกสรอย่างไร
พฤติกรรมการเก็บเกสรเป็นพฤติกรรมที่แตกต่างไปจากการเก็บน้ำต้อย ผึ้งงานจะคลุกเคล้าบริเวณอับเรณู ทำให้ละอองเกสรติดตามลำตัวและขา เมื่อมีเกสรมากพอก็จะบินในอากาศ เพื่อใช้ขาทั้งสามคู่รวบรวมเก็บกวาดละอองเกสร ที่ติดตามตัวผึ้งงาน แล้วถ่ายจากขาคู่หน้าไปที่ขาคู่กลาง โดยใช้น้ำต้อยเป็นตัวประสาน จากนั้นจึงถ่ายไปไว้ที่ขาคู่หลัง ที่สอดเข้ามารับช่วงจากขาคู่กลางพร้อมๆกัน ทำให้ก้อนเกสร ( pollen load ) ทั้งขาซ้ายและขวามีขนาดเท่ากัน แล้วรวบรวมไปเก็บไว้บริเวณที่ เรียกว่า ตะกร้าเก็บเกสร (pollen basket ) ซึ่งอยู่ที่ขาคู่หลังด้านนอกข้างละหนึ่งตะกร้า กระบวนการรวบรวมเกสรจนเก็บเข้าตะกร้านี้ ผึ้งจะต้องทำกลางอากาศ ในขณะที่กำลังบินอยู่
ก้อนเกสรทั้งสองก้อนมีน้ำหนักประมาณ 10-30 มิลลิกรัม แต่ละก้อนจะมีเรณูประมาณหนึ่งแสนถึงสามแสนเรณู ขนาดของเรณูจะมีขนาดตั้งแต่ 2 ไมครอน ถึง 200 ไมครอน ที่พบมากมีขนาดอยู่ระหว่าง 10-90 ไมครอน ขึ้นอยู่กับชนิดของดอกไม้ ส่วนรูปร่างและโครงสร้างของเรณูจะมองเห็น ก็ต่อเมื่อส่องดูด้วยกล้องจุลทัศน์ที่มีกำลังขยายสูงๆ รูปร่างและโครงสร้างของเรณู สามารถใช้จำแนกชนิดของพืชได้ เรณูมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม ทนอุณหภูมิได้สูงถึง 300 องศาเซลเซียส ทนกรด เรณูจัดเป็นอวัยวะสืบพันธุ์ของพืชมีดอก ที่จะถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมเข้าไปอยู่ในเมล็ด แล้วเจริญเป็นต้นกล้าต่อไป
ในแต่ละวัน ผึ้งงานจะขยันออกเก็บเกสรประมาณ 10-15 เที่ยว โดยใช้เวลาในช่วงเช้า ผึ้งงานที่เก็บเกสรมีประมาณ 25% ของจำนวนผึ้งงานทั้งหมดที่ออกไปหาอาหาร จำนวนดอกที่ผึ้งลงตอมในแต่ละเที่ยวบินนั้น จะผันแปรไปตามปริมาณของละอองเกสรที่มีในดอกไม้ อาจจะลงตอมเพียง 1 ดอก หรือมากถึง 700 ดอกก็ได้ ผึ้งงานใช้เวลาในการเก็บเกสรประมาณ 10 นาที หรือมากกว่านั้นต่อเที่ยว ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการรวบรวมเกสร
การที่จะเลี้ยงตัวอ่อนของผึ้งหนึ่งตัว จนเป็นตัวเต็มวัย จะต้องใช้เกสรทั้งหมดประมาณ 130 มิลลิกรัม หรือประมาณ 10 ก้อน หรือตัวอ่อนผึ้ง 8000 ตัวต้องกินเกสรประมาณหนึ่งกิโลกรัม ผึ้งหนึ่งรังจะกินเกสรประมาณ 15-30 กิโลกรัม/ ปี
เกสรนับเป็นอาหารหลักของตัวอ่อนผึ้ง ละอองเกสรที่ผึ้งงานเก็บรวบรวมจากดอกไม้ ในแต่ละเที่ยวบินเป็นดอกไม้ชนิดเดียวกัน ( monoflora ) ดังนั้นก้อนเกสรแต่ละก้อน จึงประกอบด้วยเกสรชนิดเดียวกัน มีน้อยมากที่จะมีเกสรมากกว่าสองชนิดอยู่ในก้อนเดียวกัน ก้อนเกสรจะมีสีเฉพาะของเกสรดอกไม้แต่ละชนิดเมื่อยังสดอยู่ อาจจะมีสีขาว สีครีม สีเหลือง สีน้ำตาล สีม่วง ตลอดจนสีดำ เราสามารถแยกชนิดของดอกไม้ได้ ด้วยการดูสีของก้อนเกสร แต่ถ้าทิ้งไว้หลายวันเมื่อเกสรอยู่ในสภาพแห้ง สีจะหมองคล้ำ คล้ายๆกันหมด
ผู้เลี้ยงผึ้งเก็บเกสรอย่างไร

ผู้เลี้ยงผึ้งจะติดตั้งกับดักเกสร( pollen trap ) ซึ่งมีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า ประกอบด้วยส่วนที่เป็นตะแกรงเป็นรูกลม มีขนาดใหญ่กว่าส่วนอกของผึ้งงานเล็กน้อย และส่วนที่เป็นถาดรองรับก้อนเกสรที่ถูกรูดออกมา เมื่อผึ้งงานลอดผ่านรูตะแกรง ขนาดของรูตะแกรงที่ให้ผึ้งงานลอดนี้ มีหลายขนาด ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เลี้ยงผึ้งว่า ต้องการเก็บเกสรกี่เปอร์เซ็นของเกสรที่ผึ้งงานเก็บมาได้ ถ้าต้องการเก็บเกสรจากผึ้งงานทั้งหมดร้อยเปอร์เซนต์ ก็ทำรูลอดให้มีขนาดพอดีๆกับขนาดของอกผึ้งงาน ซึ่งถือเป็นส่วนที่กว้างที่สุดของตัวผึ้ง ถ้าต้องการเก็บเกสรบางส่วน เหลือเกสรไว้ให้ผึ้งบ้าง ก็ใช้ตะแกรงที่มีรูขนาดใหญ่ เมื่อผึ้งงานเก็บเกสรได้เต็มขาหลังแล้ว จะบินกลับรัง และถูกบังคับให้รอดผ่านรูกับดักเกสรนี้ ทำให้ก้อนเกสร ถูกรูดออกจากขาหลังทั้งสองข้าง ร่วงลงไปในถาด ผู้เลี้ยงผึ้งจะติดตั้งกับดักเกสร ไว้ที่หน้ารังผึ้งในช่วงเช้า ซึ่งเป็นเวลาที่ผึ้งงานบินออกไปเก็บเกสร ขณะที่เกสรยังมีความชื้น ผู้เลี้ยงผึ้งจะเก็บรวบรวมเม็ดเกสร (pollen pellet ) ที่อยู่ในถาด นำไปตากแดด หรือ นำไปเข้าตู้อบ ร่อน เอาเศษผงออก อบแห้งที่อุณหภูมิไม่เกิน 49C จนเกสรผึ้งหรือบีพอลเลน มีความชื้นประมาณ 8-10 % (โดยทั่วไปเกสรสดจะมีความชื้นอยู่ระหว่าง 9-36% ) จากนั้นจึงนำไปบรรจุลงถุงพลาสติกออกจำหน่าย หรือ นำไปอัดเม็ดเหมือนเม็ดยา หรือบรรจุในแคปซูล บางรายอาจนำไปผสมในน้ำผึ้ง หรือผสมในนมผึ้ง หรือผสมน้ำผึ้ง นมผึ้งและเกสรผึ้งรวมกันก็ได้ อาจจะเก็บบางส่วนไว้เพื่อนำกลับไปเลี้ยงผึ้งในยามที่ขาดแคลนเกสรในธรรมชาติก็ได้
ในต่างประเทศนิยมใช้กับดักเกสรแบบติดตั้งใต้รังผึ้ง สามารถใช้ดักเกสรได้ปริมาณมากเพราะรังผึ้งมีประชากรมาก แต่การเลี้ยงผึ้งพันธุ์ในเมืองไทยเป็นรังชั้นเดียวประชากรของผึ้งน้อย จึงนิยมใช้กับดักขนาดเล็กมีรูให้ผึ้งลอด 90-100 รู
การเตรียมรังผึ้งเพื่อให้ผึ้งเก็บเกสรนั้น อาศัยหลักการที่ว่า ผึ้งงานจะบินออกไปเก็บเกสรก็ต่อเมื่อมีสิ่งกระตุ้นภายนอกรัง คือ มีดอกไม้ชนิดที่ให้เกสรกำลังบาน และสิ่งกระตุ้นภายในรัง คือมีทั้งตัวอ่อนและผึ้งพี่เลี้ยงที่จะต้องเลี้ยงดูจำนวนมาก รวมทั้งมีผึ้งงานที่พร้อมจะออกไปหาอาหารจำนวนมาก ก็จะช่วยให้ดักเกสรได้มากขึ้นด้วย ปริมาณเกสรที่ดักได้ตั้งแต่ 300 กรัมหรือ 3 ขีดในเวลา 2 ชั่วโมง จะจัดว่าสภาพของรังผึ้ง และแหล่งเกสรมีความอุดมสมบูรณ์ รวมทั้งชนิดของเกสรก็มีคุณค่าแก่ผึ้ง
เกสรจากดอกไม้ในประเทศไทย มีปริมาณมากพอสมควรแก่การเลี้ยงผึ้ง โดยมีเกสรจากดอก
วัชพืชหลัก เช่น ดอกไมยราพยักษ์ ดอกผักเผ็ด หรือพวกพืชไร่ เช่น ดอกข้าวโพด ดอกนุ่น เป็นต้น
ชนิดของเกสรผึ้ง
เราสามารถแบ่งเกรดหรือระดับคุณภาพของเกสรผึ้ง ออกเป็น สามเกรด โดยพิจารณาจากคุณค่าทางโภชนาการแก่ผึ้ง ดังนี้
1. เกสรผึ้งชนิดดีเลิศ เป็นเกสรที่ผึ้งชอบเอามากๆ และมีคุณค่าทางโภชนาการแก่ผึ้ง กล่าวคือมีโปรตีนสูง เกสรจำพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นเกสรจากพวกดอกไม้ผล ที่ต้องอาศัยผึ้งเป็นสื่อในการผสมเกสร
( melittophily ) เช่นเกสรจากพืชตระกูลถั่ว ตระกูลแตง ข้าวโพด
2. เกสรผึ้งชนิดดี เป็นเกสรที่ผึ้งชอบพอควร มีคุณค่าทางอาหารดี เพราะมีโปรตีนค่อนข้างสูง
ได้แก่ เกสรจากพวกไม้ผลบางชนิด เช่น ทานตะวัน ตีนตุ๊กแก ดอกไม้ป่า ซึ่งมีคุณค่าทางอาหารรองลงมาจากเกสรผึ้งชนิดดีเลิศ ขบวนการผสมเกสรของดอกไม้เหล่านี้ ยังต้องอาศัยแมลงเป็นสื่อในการผสมเกสร
( entomophily )
3. เกสรผึ้งชนิดเลว เป็นเกสรที่ผึ้งจำใจต้องลงตอม เพราะไม่มีเกสรชนิดดีเลิศ หรือ ชนิดดีให้เก็บเป็นเกสรที่มีคุณค่าทางอาหารต่ำ หรือมีโปรตีนต่ำมาก ได้แก่เกสรจำพวกพืชที่ใช้ลมเป็นสื่อ ในการผสมเกสร ( anemophily )
องค์ประกอบ และประโยชน์ของเกสรผึ้ง
เกสรจัดเป็นอาหารของผึ้ง ที่ให้สารอาหารจำพวกโปรตีน
แร่ธาตุชนิดต่างๆที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของผึ้ง
คาร์โบไฮเดรต ได้แก่ น้ำตาล และ แป้ง
สารที่ได้จากการใช้ อีเทอร์สกัด
วิตามิน และ ไขมัน
การทำบีพอลเลนจำหน่าย จะต้องระมัดระวังเรื่องความชื้น เพราะประเทศไทยค่อนข้างชื้นมากในบางฤดู อาจส่งผลให้ บี พอลเลนมีเชื้อราเข้าทำลายได้ ในบางประเทศจึงผลิต บีพอลเลนโดยอาศัยเครื่องดูดเกสรจากดอกไม้โดยตรง ไม่ใช้ผึ้งเก็บ เป็นละอองเกสรที่อาศัยลมเป็นสื่อผสมเกสร และดอกไม้ชนิดนี้จะปลดปล่อยละอองเกสรออกมาจำนวนมากมาย บางครั้งสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เช่นที่เกิดขึ้นในประเทศชิลี ละอองเกสรปลิวไปตกในทะเล และถูกคลื่นพัดเข้าฝั่ง มากองรวมกันบนชายหาดยาวเป็นกิโลเมตร แต่องค์ประกอบ หรือสารอาหารในเกสรที่มนุษย์เก็บเองโดยตรง กับในเกสรผึ้ง คือเกสรที่เก็บจากตัวผึ้งนั้น แตกต่างกัน
องค์ประกอบของบี พอลเลน ผันแปรไปตามชนิดของเกสรดอกไม้ของพืชแต่ละชนิด เกสรผึ้งมีข้อได้เปรียบผลิตภัณฑ์ผึ้งชนิดอื่นๆคือ มีวิตามิน หลายชนิดอยู่ในเกสรผึ้ง ได้แก่ วิตามิน เอ วิตามิน บี 1 - บี 12 วิตามิน ซี วิตามิน ดี วิตามิน อี วิตามิน เค และ วิตามิน พีหรือ วิตามิน อาร์ ( Rutine )
ถ้าจะกล่าวถึงกรด อะมิโน ในเกสรแล้วมีครบทุกตัว ตลอดจนแร่ธาตุชนิดต่างๆที่ร่างกายมนุษย์ต้องการ ที่พิเศษไปกว่านั้นคือ มีสารและแร่ธาตุ ที่เกี่ยวข้องในระบบสืบพันธุ์ของมนุษย์ มีเอนไซม์นานาชนิด มีรายงานผลการวิจัยเรื่องเกสรผึ้ง ของนักวิชาการมากพอสมควรโดยส่วนใหญ่ให้ผลทางบวก
การบริโภคเกสรผึ้ง หรือ บี พอลเลน มีมานานแล้วในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศเยอรมัน นักกีฬาทีมชาติของเยอรมันจะกินเกสรผึ้ง เป็นประจำทำให้ร่างกายสมบูรณ์ แข็งแรง มีพละกำลังที่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ ตลอดระยะเวลาของการแข่งขัน ซึ่งเป็นที่กล่าวขานกันไปทั่วโลก มีหลายประเทศในยุโรป ใช้วิธีการรักษาโรคภูมิแพ้ละอองเกสร ด้วยการให้คนไข้รับประทาน บี พอลเลน ประมาณวันละ 1 ช้อนชา ทำให้ร่างกายของคนไข้สามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรคภูมิแพ้ละอองเกสรได้
คุณสมบัติพิเศษของบีพอลเลน คือมีแร่ธาตุสังกะสี (Zn) ซึ่งมีส่วนทำให้การทำงานของต่อมลูกหมาก ( ซึ่งทำหน้าที่ผลิตสเปิร์มและน้ำหล่อลื่น ) เป็นปกติสุข ซึ่งถ้าร่างกายขาดธาตุสังกะสีแล้ว จะทำให้การทำงาน และขนาดของต่อมลูกหมากผิดปกติไป
ในการฉายแสงเพื่อรักษาโรคมะเร็ง คนไข้อาจมีอาการข้างเคียงเกิดขึ้น การรับประทานบีพอลเลนจะช่วยลดผลข้างเคียงเหล่านั้นได้
นอกจากนี้ยังมีรายงานเกี่ยวกับสรรพคุณอื่นๆ อีกมากมายของบีพอลเลน เช่น ช่วยให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ลดปัญหาท้องผูก มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย ช่วยทำลายแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอันตรายในกระเพาะได้ ช่วยในการรักษาโรคโลหิตจาง และสมองพัฒนาช้าในเด็ก ช่วยเสริมความแข็งแรงของหลอดเลือด เป็นต้น อาจกล่าวได้ว่า บีพอลเลน เป็นยาอายุวัฒนะ ก็คงไม่ผิดนัก เป็นประโยชน์อย่างยิ่งโดยเฉพาะกับผู้สูงอายุ
ในด้านความงาม บีพอลเลนใช้ผสมในเครื่องสำอางเพื่อเสริมความงาม โดยเฉพาะพวกครีมบำรุงผิว เช่นเดียวกับน้ำผึ้งและนมผึ้ง เนื่องจากผลิตภัณฑ์ผึ้งเหล่านี้ ประกอบด้วยวิตามินและแร่ธาตุมากมาย ที่สำคัญคือ สามารถรักษาความชุ่มชื้นได้ดี นอกจากจะบำรุงผิวให้ผ่องใสแล้ว ยังแก้ไขสภาพผิวที่มีปัญหา เช่นการเกิดสิวได้อีกด้วย
เกสรมีความอยู่ยงคงกระพันต่อสภาพดินฟ้าอากาศมาก และสามารถคงสภาพอยู่ในดิน ในหิน ได้เป็นสิบๆล้านปี นักวิทยาศาสตร์ใช้วิธีการศึกษา ชนิดของเกสร เพื่อการขุดเจาะหาแหล่งของน้ำมันดิบ เพื่อศึกษาอายุของหิน ตลอดจนบรรพบุรุษของพืชว่ามีวิวัฒนาการเป็นมาอย่างไร
โรคแพ้ละอองเกสร
โดยทั่วไปละอองเกสรที่ผึ้งงานเก็บเข้ารัง มาจากละอองเกสรสองชนิด คือละอองเกสรที่สามารถปลิวไปตามลมได้ แต่ถ้าไม่มีลมช่วยพัดพาไป ผึ้งก็สามารถลงตอมและเก็บเกสรได้เช่นกัน เช่น เกสรจากดอกข้าวโพด หรือดอกพืชตระกูลใบเลี้ยงเดี่ยว ใบเลี้ยงคู่บางชนิด และตระกูลสน อีกชนิดหนึ่งคือละอองเกสรที่ไม่สามารถปลิวไปตามลมได้ ต้องอาศัยแมลงช่วยผสมเกสร ได้แก่ ดอกไม้ผลเกือบทุกชนิด ภาษาวิชาการเรียกดอกไม้พวกนี้ว่า เป็นพืชที่ต้องการแมลงผสมเกสร จัดเป็นเกสรที่มีคุณภาพต่อมนุษย์และผึ้ง โดยธรรมชาติของผึ้งงานมันรู้ว่าเกสรชนิดไหนที่มีคุณค่าแก่มัน แต่ถ้าเกสรขาดแคลนมันก็ไม่สามารถที่จะเลือกได้ จำเป็นต้องเก็บ
ปกติร่างกายมนุษย์มีการสร้างภูมิคุ้มกัน โดยสร้างสารต่อต้านหรือแอนตีบอดี ( antibody ) และปลดปล่อยสารที่เรียกว่า ฮีสตามีน ( histamine ) ซึ่งมีปริมาณไม่มากนัก แต่ถ้าสูดเอาละอองเกสรที่ปลิวมาตามลมเข้าไปมากๆ บางคนเกิดการแพ้ จะเกิดการปลดปล่อยฮีสตามีนออกมามาก เมื่อสารนี้เข้าไปในจมูก ทำให้เกิดอาการแสบร้อน น้ำมูกไหล ระยะต่อมาเยื่อโพรงจมูกขยายและเกิดความดัน คัดจมูก ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ไม่สบาย และในที่สุดไม่สามารถทำงานได้ บางคนจะเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง เรียกว่าเป็น โรค เฮย์ ฟีเวอร์ ( hay fever ) คือหายใจเอาละอองเกสรเข้าไป โดยเฉพาะเกสรตระกูลหญ้า หรือเกิดเป็นโรคหอบหืด ในต่างประเทศ มีการพยากรณ์ปริมาณละอองเกสรที่ปลิวอยู่ในอากาศ ในแต่ละวันไว้ด้วย เพื่อจะได้ทราบว่า ควรจะเดินทางออกไปนอกบ้านหรือไม่
คงจะเป็นอย่างที่คนโบราณว่า หนามยอกให้เอาหนามบ่ง ผู้ที่เป็นโรคแพ้ละอองเกสรนั้น สามารถรักษาหรือบรรเทาอาการได้ โดยรับประทานเกสรผึ้ง
ความเป็นพิษของเกสร
โดยทั่วไปละอองเกสร จะไม่เป็นพิษต่อมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะเกสรที่ต้องอาศัยสิ่งมีชีวิตเป็นสื่อในการผสมเกสร มิฉะนั้นพืชชนิดนั้นจะต้องสูญพันธุ์แน่นอน เพราะเกสรและ/หรือน้ำต้อยที่มีอยู่ในดอกไม้นั้น คือสิ่งล่อให้แมลงผสมเกสรมาลงตอมดอก โดยมีรางวัลให้แก่แมลงผสมเกสร คือเกสรและน้ำต้อย มีดอกไม้บางชนิดเท่านั้น ที่ผึ้งงานเก็บมาเลี้ยงหนอนแล้ว ทำให้หนอนหรือตัวอ่อนของผึ้งมีการตายเกิดขึ้น เช่น เกสรจากดอกชา เป็นต้น ซึ่งชาโดยปรกติไม่มีอันตรายสำหรับมนุษย์ แต่มีสารที่อาจทำให้ตัวอ่อนผึ้งอ่อนแอหรือตายได้
ความสำคัญทางเศรษฐกิจ
เกสรจัดเป็นทรัพยากรทางธรรมชาติ ที่มนุษย์สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้ โดยมิได้ทำลายให้เกิดความเสียหายแก่ต้นพืชแต่อย่างใดเลย และพืชก็สามารถผลิดอกใหม่ สร้างเกสรใหม่ทดแทนได้ แต่ถ้าเราไม่เก็บเกี่ยว เกสรก็จะสูญเปล่าไป เกสรสามารถทำเงินให้แก่ผู้เลี้ยงผึ้ง เท่ากับเป็นการช่วยให้ประเทศมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น มีประโยชน์อย่างยิ่งโดยเฉพาะในยุค ไอ เอม เอฟ อย่างนี้ การเก็บเกสรมีต้นทุนที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ที่ต้นทุนสูงและมีการนำเข้าวัตถุดิบที่นำมาผลิต
ปริมาณการผลิต บี พอลเลนในประเทศไทยแต่ละปี ประมาณ 80,000 กิโลกรัม ส่วนหนึ่งถูกส่งไปไต้หวัน และ ญี่ปุ่น ที่เหลือบริโภคภายในประเทศ ในอนาคตเมื่อเรามีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ก็สามารถที่จะแปรรูปเกสรได้มากขึ้นเป็นการเพิ่มมูลค่าของเกสร ยิ่งมีการเพิ่มจำนวนพื้นที่ปลูกพืชมากขึ้น ก็เป็นการเพิ่มแหล่งเกสรจากดอกไม้เป็นผลดีแก่ผู้เลี้ยงผึ้ง เมื่อมีการเลี้ยงผึ้งมากขึ้นก็ทำให้เกษตรกรมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ช่วยให้ประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นลูกโซ่ ดั่งนี้แล
Hosted by www.Geocities.ws

1