ความมหัศจรรย์ของผึ้ง
oooo“ผึ้ง” จะมีอะไรน่ามหัศจรรย์นักหนา มันก็เป็นเพียงแมลงตัวเล็กๆธรรมดาๆชนิดหนึ่งเท่านั้นเอง จะมีดีหน่อยก็ตรงที่มีน้ำผึ้งอร่อยๆให้เรากิน มีไขผึ้งที่เอามาทำสีผึ้งทาปาก แต่ท่านเชื่อหรือไม่ว่า ถ้าโลกเราขาดผึ้งไปล่ะก้อชีวิตจะอับเฉาไปไม่น้อยทีเดียว เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า “แกงไม่จืด ไม่รู้คุณเกลือ” ผลิตภัณฑ์จากผึ้งมีมากมายหลายชนิดนอกเหนือจากน้ำผึ้งที่เราคุ้นเคย เช่น นมผึ้ง เกสรผึ้ง แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งคือ การที่ผึ้งช่วยผสมเกสรทำให้พืชต่างๆขยายแพร่พันธุ์ได้อย่างดี เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ ได้พืชสมุนไพรที่มีฤทธิ์ทางยา ทำให้เกิดประโยชน์มหาศาลต่อเกษตรกร เภสัชกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม
นอกจากผึ้งจะมีประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตต่างๆในโลกแล้ว ผึ้งยังเป็นแมลงที่มีคุณสมบัติหลายๆอย่างที่มนุษย์อย่างเราๆน่าจะเอาเยี่ยงอย่างดูบ้าง โลกอาจจะไม่วุ่นวายดังเช่นทุกวันนี้ ความมหัศจรรย์อันดับแรกคือ ผึ้งเป็นทั้งสถาปนิกและวิศวกรชั้นเยี่ยมโดยไม่ต้องเรียนจบปริญญาจากมหาวิทยาลัยไหนเลย เพราะสามารถออกแบบรวงรังเป็นรูปหกเหลี่ยม ซึ่งเมื่อต่อกันแล้วจะสิ้นเปลืองไขผึ้งน้อยที่สุดในการสร้างรัง อีกทั้งยังสามารถรับน้ำหนักน้ำผึ้งได้มากอย่างน่าทึ่งทีเดียว นอกจากนี้รังผึ้งยังสามารถกันน้ำ กันไฟได้อีกด้วย
รังผึ้งจะมีอุณหภูมิที่พอเหมาะอยู่เสมอ เพราะผึ้งทำตัวเป็นเครื่องปรับอากาศอัตโนมัติ ควบคุมอุณหภูมิภายในรังให้คงที่ ไม่ว่าอากาศภายนอกจะหนาวเย็นลง หรือร้อนขึ้นเพียงใด
ถ้าให้แมลงทุกชนิดมาบินแข่งกัน ผึ้งก็จะได้เหรียญทองอย่างไร้คู่แข่ง เพราะสามารถบินได้ไกลที่สุดโดยใช้พลังงานน้อยที่สุด ส่วนนางพญาผึ้งก็จัดเป็นแชมป์วางไข่ มีประสิทธิภาพในการวางไข่และฟักไข่ได้สูงสุดในบรรดาสัตว์เพศเมียทุกชนิดในโลก
ผึ้งมีความชาญฉลาด เรียนรู้ได้เร็ว มีระบบประสาทที่ว่องไว เป็นนักอุตุนิยมวิทยาที่แม่นยำ สามารถรู้ล่วงหน้าถึงการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศ เช่น มีลมพายุ ฝนตกฟ้าคะนอง ไฟป่า หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ถ้าเราศึกษาและสังเกตพฤติกรรมของผึ้งให้ดีๆ ต่อไปเราอาจไม่ต้องอาศัยเครื่องไม้เครื่องมือตรวจอากาศราคาแพงๆก็เป็นได้
การที่ผึ้งมีความอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมนี้เอง ทำให้เราสามารถนำผึ้งมาเป็นตัวชี้วัดการเปลี่ยนแปลงหรือความผิดปกติของสภาพแวดล้อมที่มนุษย์อาศัยอยู่ เท่ากับเป็นสัญญาณเตือนภัยให้กับเรานั่นเอง
ความเก่งกาจที่ให้คุณประโยชน์อย่างยิ่งต่อสรรพสัตว์ในโลกก็คือการที่ผึ้งเป็นนักผสมเกสรมืออาชีพ ผึ้งช่วยผสมเกสรพืชได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพดีกว่าวิธีการใดๆที่มนุษย์ใช้หลายร้อยเท่า เมื่อเกสรดอกไม้ได้รับการผสมก็จะมีเมล็ดได้แพร่พันธุ์สืบต่อกันมานับล้าน ๆ ปี
นอกจากความสามารถต่างๆที่ผึ้งมีเหนือกว่ามนุษย์แล้ว ผึ้งยังมีความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เสียสละและกล้าหาญ ไม่ว่าจะเป็นผึ้งงาน ผึ้งตัวผู้ หรือนางพญาต่างก็แบ่งงานกันทำอย่างมีระเบียบ มีความรับผิดชอบ ไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน เป็นคุณสมบัติที่น่าสรรเสริญอย่างยิ่ง
ผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ได้จากผึ้งนั้นมนุษย์เรานำมาใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง เป็นทั้งเครื่องอุปโภคและบริโภค โดยเฉพาะนมผึ้งหรือ รอยัลเยลลี ซึ่งชาวต่างประเทศในแถบตะวันตกเข้าใจว่าเป็นเพียงอาหารเสริมธรรมดาๆเท่านั้น แต่ในวงการผู้เลี้ยงผึ้งในแถบเอเซียบ้านเราทราบดีถึงคุณค่าอันสูงยิ่งของนมผึ้ง จึงได้พัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตนมผึ้งที่มีประสิทธิภาพเหนือบรรดาประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย ปัจจุบันชาวตะวันตกเริ่มเห็นคุณค่าและหันมาบริโภคนมผึ้งกันมากขึ้นโดยการนำเข้า ดังนั้นถ้ารัฐให้การสนับสนุนการค้นคว้า วิจัยการเลี้ยงผึ้งและส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตนมผึ้ง เราก็จะมองเห็นอนาคตการส่งออกที่สดใส ผู้คนมีงานทำเพิ่มขึ้น เงินบาทก็จะไม่ลอยหนีไปไหนไกลนัก
ผลผลิตจากผึ้งอีกอย่างหนึ่งที่คนทั่วไปอาจไม่คุ้นเคยนักคือ น้ำพิษจากผึ้ง น้ำพิษนี้นำมาใช้รักษาโรคไขข้อ หรือโรคเก๊าท์ได้
ชีวิตความเป็นอยู่ที่น่ามหัศจรรย์ของผึ้งนั้น อาจมาจากการที่ผึ้งมีบรรพบุรุษเกิดมาก่อนมนุษย์นานถึง ๗๕ ล้านปี การที่ผึ้งสามารถดำรงเผ่าพันธุ์มาได้จนถึงทุกวันนี้ เป็นเพราะผึ้งรู้จักปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้เกิดการเรียนรู้เพื่อการอยู่รอดปลอดภัย พฤติกรรมนี้ถูกถ่ายทอดเข้าสู่สายเลือดหรือถ่ายทอดทางพันธุกรรม อันเนื่องมาจากสภาพแวดล้อม (environmental gene)

ประวัติความเป็นมาของผึ้ง
“ผึ้ง” แบ่งได้เป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆคือ ผึ้งรวง (Honeybee) มีชื่อวิทยาศาสตร์หรือชื่อสกุลว่า เอพีส (Apis) เป็นผึ้งที่ให้น้ำผึ้งได้ ผึ้งในกลุ่มนี้ได้แก่ ผึ้งหลวง ผึ้งมิ้ม ผึ้งโพรง และผึ้งพันธุ์ อีกประเภทหนึ่งคือผึ้งที่ไม่ให้น้ำผึ้ง เรียกว่า พวกนอน-เอพีส (Non-Apis) เช่น ผึ้งป่า ผึ้งหลอด ผึ้งรู ผึ้งกัดใบ แมลงภู่ เป็นต้น เมื่อหลายสิบล้านปีมาแล้ว ผึ้งถือกำเนิดขึ้นมาในเขตุหนาว โดยเกิดควบคู่มากับการกำเนิดไม้ดอกต่างๆ แต่ผึ้งที่ไม่ให้น้ำผึ้งนี้จะมีบรรพบุรุษที่เก่าแก่กว่าผึ้งรวง
ยังมีผึ้งอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งจัดเป็นพวกนอน-เอพีส แต่สามารถให้น้ำผึ้งและเกสรผึ้งได้ ผึ้งประเภทนี้เรียกว่า ชันโรง มีลักษณะที่แตกต่างจากผึ้งชนิดอื่นๆคือชันโรงไม่มีเหล็กไน (Stingless bee) นักวิชาการได้ลงความเห็นว่าชันโรงมีถิ่นกำเนิดในทวีปอาฟริกาซึ่งบรรพบุรุษในอดีตชื่อ Axestotrigona นั้นมีเหล็กไน ต่อมาได้วิวัฒนาการไปจนไม่มีเหล็กไน ในประเทศเม็กซิโกมีการเลี้ยงชันโรงตั้งแต่ ๓๐๐ ปีก่อนคริสตศักราชมาแล้ว ชันโรงให้น้ำผึ้งในปริมาณน้อยกว่าผึ้งอื่นๆ แต่น้ำผึ้งชันโรงมีราคาแพงกว่าน้ำผึ้งธรรมดาทั่วไป ทั้งนี้เพราะเชื่อว่ามีคุณค่าทางโภชนาการและทางยาสูงกว่าน้ำผึ้งชนิดอื่น
สำหรับในประเทศไทย ที่สาขาวิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้เริ่มมีการศึกษา ทดลองเลี้ยงและขยายพันธุ์ชันโรงในกลุ่มลาวิเซป (Laeviceps) ซึ่งเป็นแมลงผสมเกสรพื้นเมืองที่สำคัญของไทย มีพฤติกรรมไม่ทิ้งรังง่าย และยังสามารถดูแลตัวเองได้ในสภาพที่แหล่งอาหารขาดแคลน
มนุษย์รู้จักตีผึ้งมานานไม่น้อยกว่า ๗๐๐๐ ปีมาแล้ว และนำน้ำผึ้งมาใช้เป็นสารให้ความหวาน เพราะในสมัยนั้นยังไม่รู้จักการผลิตน้ำตาล มีการใช้น้ำผึ้งเป็นเครื่องบรรณาการจากประเทศที่เป็นเมืองขึ้น ในพระพุทธประวัติก็มีเอ่ยถึงน้ำผึ้งว่า มีลิงนำรวงผึ้งมาถวายพระพุทธเจ้า ในบางประเทศเช่นสเปญ และอินเดียพบหลักฐานภาพเขียนเก่าแก่อายุหลายพันปีมาแล้วแสดงวิธีการเก็บน้ำผึ้งจากรังผึ้งพันธุ์และรังผึ้งหลวงตามลำดับ มิใช่แต่มนุษย์เท่านั้นที่รู้จักเอาน้ำผึ้งมาใช้ ลิงชิมแพนซีก็รู้จักขโมยน้ำผึ้งโดยใช้ไม้แหย่หรือแทงเข้าไปในรังผึ้ง แล้วให้น้ำผึ้งหยดไหลลงมา
ต่อมามนุษย์เริ่มให้ความสนใจต่อการเลี้ยงผึ้ง ในสมัยอริสโตเติลหรือประมาณ ๓๕๐ ปีก่อนคริสตศักราช ได้มีการพยายามจับผึ้งมาเข้ารังเลี้ยง แต่ยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับชีวิตและพฤติกรรมของผึ้ง เช่น ในสมัยนั้นยังคิดว่า นางพญาผึ้งเป็นผึ้งตัวผู้ (King of the Colony) นี่ก็คงเป็นเพราะคนสมัยก่อนถือว่า ผู้ชายเท่านั้นที่จะมีความสำคัญและเป็นผู้นำ ปัจจุบันคนรุ่นใหม่มีใจเปิดกว้างไม่คับแคบอย่างแต่ก่อน จึงยอมรับผู้นำที่เป็นหญิงมากขึ้นในทุกระดับ แม้กระทั่งเป็นผู้นำของประเทศ และยังพบว่าเธอเหล่านั้นทำหน้าที่ได้อย่างดีทัดเทียมกับผู้ชาย หรือบางทีอาจจะดีกว่าเสียด้วยซ้ำไป สงสัยว่าเราจะเริ่มเอาอย่างผึ้งเข้าให้บ้างแล้วกระมัง
ผึ้งที่มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมการเลี้ยงผึ้งคือ ผึ้งพันธุ์ (European honey bee) แต่เดิมนั้นผึ้งพันธุ์ถือกำเนิดและกระจายพันธุ์อยู่ในเขตุร้อนคือทวีปอาฟริกา และในเขตุหนาวคือทวีปยุโรป จากหลักฐานการค้นพบซากโบราณของผึ้งพันธุ์ เมื่อตรวจสอบทางชีวเคมีก็พบว่า วิวัฒนาการของโปรตีนในผึ้งพันธุ์นั้นแตกต่างไปจากผึ้งชนิดอื่นๆในสกุลเอพีสด้วยกัน กล่าวโดยสรุปได้ว่า ผึ้งพันธุ์ที่มีชีวิตอยู่ทุกวันนี้มีสัณฐานวิทยาและพฤติกรรมเหมือนบรรพบุรุษเดิมเมื่อ ๒๗ ล้านปีมาแล้วทุกประการ เป็นความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของผึ้งพันธุ์
ปัจจุบันผึ้งพันธุ์ได้กลายเป็นผึ้งสากล นั่นคือมีการเลี้ยงผึ้งพันธุ์ได้ทั่วโลก ในทวีปออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกาซึ่งแต่เดิมไม่เคยมีผึ้งพันธุ์มาก่อน เมื่อมีการอพยพย้ายถิ่นฐานจากทวีปยุโรป มายังทวีปอเมริกา และออสเตรเลีย ชาวยุโรปได้นำผึ้งพันธุ์เข้าไปเลี้ยงด้วย จนมีความก้าวหน้าในการเลี้ยง มากกว่าประเทศที่เป็นถิ่นกำเนิด โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา กลับกลายเป็นแหล่งเลี้ยงผึ้ง ที่มีการค้นคว้าวิจัยการเลี้ยงแบบสมัยใหม่ และเป็นต้นตำรับของการเลี้ยงผึ้งแบบเคลื่อนย้ายคอนผึ้งได้ (moveable frame hive) การที่ชาวอเมริกันเป็นผู้ชำนาญในการเลี้ยงผึ้งพันธุ์ ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่แหล่งกำเนิดนั้น ทำให้นึกถึงศิลปมวยไทยที่เลื่องชื่อ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่คนไทยภาคภูมิใจ แต่ปัจจุบันนี้ชาวตะวันตกได้นำมวยไทยไปเป็นกีฬาซึ่งกำลังนิยมกันอย่างมากในต่างประเทศ เขาศึกษาด้วยความตั้งใจจริง หมั่นฝึกฝน จนทำให้ชาวยุโรปชกมวยไทยได้อย่างชำนิชำนาญทัดเทียม หรือบางทีอาจจะเหนือกว่าชาวไทยที่เป็นเจ้าตำรับเสียอีก ดังนั้นจะเห็นว่า การตั้งใจศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ย่อมนำมาซึ่งความสำเร็จแม้จะมิใช่เป็นผู้ริเริ่มก็ตาม
สำหรับในทวีปเอเซีย ดูเหมือนว่าไต้หวันจะเป็นผู้นำในด้านอุตสาหกรรมการเลี้ยงผึ้ง แต่เนื่องจากไต้หวันมีพื้นที่น้อย ดังนั้นในระยะต่อมาผู้เลี้ยงผึ้งจึงหอบหิ้วเอาผึ้งขึ้นเครื่องบินแบบเหมาลำเลยทีเดียว ไปเลี้ยงในประเทศใกล้เคียงที่มีพื้นที่เพียงพอ เช่น ประเทศไทย ชาวไต้หวันได้เข้ามาเลี้ยงผึ้งที่บ้านเรานี่ตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๒๔ เป็นต้นมา อันที่จริงการเลี้ยงผึ้งพันธุ์เพื่อการศึกษาในประเทศไทยนั้นเริ่มมาตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๔๙๕ แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนักในระยะแรกๆ เนื่องจากปัญหาหลายประการได้แก่ การป้องกันกำจัดศัตรูผึ้งโดยเฉพาะไรศัตรูผึ้ง ปัญหาเรื่องผึ้งโพรงไทยชอบบุกเข้าไปขโมยน้ำผึ้งจากรังผึ้งพันธุ์ ทำให้ผึ้งพันธุ์ทิ้งรังหนีหัวซุกหัวซุนไปในที่สุด
แต่ก็นับว่าเรายังโชคดีที่ทางโครงการหลวงได้ทดลองเลี้ยงผึ้งพันธุ์ในภาคเหนือและสามารถแก้ปัญหาเรื่องไรศัตรูผึ้งได้ การเลี้ยงผึ้งพันธุ์จึงได้รับความนิยมเรื่อยมาจนปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตามการเลี้ยงผึ้งในบ้านเรานั้นมีจุดประสงค์เพียงเพื่อเก็บน้ำผึ้ง นมผึ้ง หรือผลิตภัณฑ์ผึ้งอื่นๆเท่านั้น ยังไม่มีการเลี้ยงผึ้งเพื่อผสมเกสร เกษตรกรทั้งภาครัฐและเอกชนยังไม่ค่อยจะเห็นความสำคัญของผึ้งในแง่นี้มากนัก
สถานการณ์การเกษตรในปัจจุบัน โดยเฉพาะการปลูกพืชผลที่ต้องอาศัยแมลงผสมเกสรเข้าช่วยจึงจะติดผลนั้นเริ่มประสบปัญหาการขาดแคลนแมลงผสมเกสร ทั้งนี้เนื่องจากการที่ป่าถูกทำลายไปเพื่อสร้างที่อยู่อาศัย เพื่อการทำไร่เลื่อนลอย เพื่อการพัฒนาชนบทหรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ รวมทั้งการใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชกันอย่างกว้างขวาง ทำให้จำนวนประชากรผึ้งและแมลงผสมเกสรชนิดอื่นๆลดลงอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย เกษตรกรบางกลุ่มเริ่มเห็นความสำคัญของผึ้งขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังไม่มีการริเริ่มที่จะพยายามควบคุมปัจจัยการติดผลของพืชปลูกให้ได้แทนการรอให้พืชติดผลเองไปตามยถากรรม
ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตจำเป็นจะต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ไม่มีสิ่งมีชีวิตชนิดใดอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยว แม้ในโลกปัจจุบันจะมีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพียงใดก็ตาม มนุษย์ยังต้องพึ่งธรรมชาติอยู่นั่นเอง เมื่อธรรมชาติถูกทำลาย มนุษย์ก็จะได้รับผล กระทบอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ดังนั้นมนุษย์จะต้องใช้ธรรมชาติอย่างทะนุถนอม ไม่ทำลายธรรมชาติ การที่จะทำให้ธรรมชาติที่ถูกทำลายไปแล้ว กลับมาเหมือนเดิมนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย หรือแม้จะเป็นไปได้บ้างก็จะต้องใช้เวลายาวนานกว่าเวลาที่มันถูกทำลายหลายร้อยเท่า ความมหัศจรรย์ของสัตว์เดรัจฉานจึงอยู่ตรงนี้ ตรงที่ว่า มนุษย์ไม่สามารถสร้างธรรมชาติได้นั่นเอง
Hosted by www.Geocities.ws

1