ข้อเขียน ข้อคิด
                        โดย ลุงอินน์


-------------------------------------------
ทัวร์วันจันทร์..สุขสันต์อย่าเครียด
-------------------------------------------

ผมได้รับเกียรติสุงสุด จากสมาคม Whole Wind World (www)
ให้ไปเป็นผู้สังเกตการณ์ การเฉลิมฉลองมหานครลงกา ที่มีอายุครบหลายพันปี ผมไปในฐานะ"สื่อมวนซน" ผมได้รับตั๋วว่ายน้ำฟรี ไทย-ลงกา ประทับตรา www อย่างถูกต้อง ผมเป็นคนไทยคนหนึ่งที่ได้รับเกียรติอันสูงสุดนี้ มหานครลงกาใครๆ ก็รู้จัก ใฝ่ฝันอยากจะไปกัน โดยเฉพาะวิชาการหมอดู ใครก็อยากไป ศึกษาต่อเพิ่มเติม เราต้องยอมรับว่าไม่มีใครดูแม่นเท่าอาจารย์พิเภก (Pipek in the Thai version of the Ramayana tales,a wise man,a prophet-จากดิก)รับรอง อาจารย์ทาเล็บ เอ้ย..ธาเลส และอาจารย์ขวางโลกแกต้องยอมแพ้แน่ และอีกท่านหนึ่ง ก็คือ หนุมาณ หาวเป็นดาวเป็นเดือน ไม่ต้องวิ่งเต้นหรือเข้าประกวด ขอร้องให้หนุมาณหาว ก็ได้แล้วดวงดาว ผมก็กะว่าไปแล้วจะไปหา2ท่าน  นี้ เพื่อฝากตัวเป็นลูกศิษย์(อ๋อ..ภาษายักษ์ไม่ต้องเรียนก็ได้ ผมชอบทำ หน้ายักษ์อยู่แล้วคงพูดได้) เมื่อตอบรับการเดินทางแล้ว ผมก็ลงทุนนั่งเรือบินไปที่ภูเก็ต ตอนแรก ว่าจะให้จอดที่กระบี่สนามบินใหม่แต่ไม่กล้ากลัวแบบเศรษฐีไหม่เครื่อง บินตก ดูตามแผนที่โลกแล้ว มหานครลงกาเป็นติ่งเล็กๆเกาะห้อยอยู่จากแผ่นดินใหญ่อินเดีย เป็นเกาะมีน้ำล้อมรอบ ระยะทางห่างจากภูเก็ตประมาณ
3ชั่วโมงครึ่ง ถ้าบินด้วย โบอิ้ง 747 แต่ถ้าคองคอตก็คงจอดไม่ทันเพราะ บินไวมาก แต่ตามเงื่อนไขเราต้องว่ายน้ำไป ผู้สันทัดกรณีชาวกะเหรี่ยง บอกว่า การว่ายน้ำไปแบบไม่หยุดเลยนี่นะ ต้องใช้คนว่ายต่อๆกันถึง 7 ชั่วโคตร 1-6 ชั่วโคตร อาจจะโดนไอ้หลามรับประทานหรือไม่ก็มรสุมบี้เล่นตลอดทาง แต่ทำไงได้ลุงอินน์รับคำแล้วต้องทำ..บางที่เราก็นึกน้อย ใจนะที่เกิดมาเป็นคนไทย..นี่ถ้าเราเป็นฝรั่งนะ คงได้รับการดูแลอย่างดี การว่ายน้ำครั้งนี้จะต้องได้รับการคุ้มกันทางน้ำจากเรือรบ ทางอากาศก็
เฮลิคอปเตอร์ พอว่ายไปหน่อยเหนื่อยมันก็ช้อนขึ้นมาพักนั่งกินกาแฟ
มีอีหนูนวด พอหายเหนื่อยแล้วก็ปล่อยลงน้ำว่ายต่อ..ประโคมข่าวกัน
อุตลุด..นี่เราเป็นคนไทยเลยได้ลงแค่..สนุกอาวุโส..
รวบลัดตัดความแบบลิเก ผมว่ายเข้าฝั่งแบบสวัสดิภาพ เมื่อขึ้นฝั่งได้
ก็ผ่าน ต.ม.ยื่นพาสะปอดและตั๋วว่ายน้ำให้ มันมองหน้าทำปากขมุบขมิบ
พาเข้าเมือง เพื่อให้จินตนาการสมจริงกรุณานึกภาพของหนังสตาร์วอร์
ตอน เจไดพาเจ้าหญิงแหกวงล้อม....
ผมติดต่อขอไปหาหนุมาณและท่านพิเภก ปรากฏว่าไม่ว่าง เพราะท่านเป็น
ส.ส.และได้ตำแหน่ง ร.ม.ต. ระยะนี้ต้องลงพื้นที่ ผมเลยอดพบท่าน
แต่ทางการแจ้งมาว่าจะให้ไปชมสวนแทน..ผมนึกโมโห..สวนบ้านเราก็มี 
ทำไมต้องมาชมให้เมื่อยตุ้มอีก..แต่ก็ขัดไม่ได้ เมื่อมีคนมารับไปชมสวน..
.....แม่เจ้าโว้ย..ผมหายโมโหทันที..สวนที่ว่านี้เป็นสวน มักกะลีผล(ผมเขียน
ชื่อผิดแน่ใครรู้วานบอกที)
เราเคยทราบมาว่าต้นไม่นี้หาดูได้ แถวป่าหิมพานต์เท่านั้น แต่ที่นี่เขาเพาะพันธุ์
และเอามาปลูกได้ ลักษณะต้นเหมือนต้นโพธิ์มีกิ่งก้านแผ่ออกไป ที่ลานตา
ก็คือ..ผลหรือลูกของมันเป็นรูปคนที่มีรายละเอียดครบสมบูรณ์ ขนาด
เท่าจริง ห้อยต่องแต่งเต็มไปหมด ไม่นุ่งผ้าด้วย..และที่แปลกมากกว่านั้น
ต้นหญิงต้นชายขึ้นแยกกันไม่รวมกัน...ผมเพลินเดินชมไปเรื่อยๆมันเหมือน
ฝันไปจริงๆ..เดินจนเมื่อยแล้วก็เลยเข้าไปนั่งพักอยู่โคนต้นต้นหนึ่ง...
เอ๊ะ..มีป้ายเขียนไว้ว่า ต้นอาวุโส...ผมเลยแหงนหน้าขึ้นไป..โอ้โฮ....พวกเรา
ทั้งนั้น บ้าน*** บ้าน****บ้าน****(ผมใส่ดาวเองนะ)และพวกป้าแดงอีกเพียบ
ห้อยต่องแต่งเต็มไปหมด...ฮั่นแน่...มีอยู่ผลหนึ่ง แอบยักคิ้วและเอามือ
ป้องปากทำนองว่าอย่าเอ็ดไป..พี่หม่องเราไง....จบ.

แม้นด้อยเพียงดิน
-------------------------------


อัน "ขี้ไก่" ใคร ใคร ก็รู้จัก 
คนเรามักนำ "ขี้ไก่" ไปทับถม
ชอบเปรียบเปรยใครไม่งามตามนิยม
ก็เลยชมว่าหุ่น "ขี้ไก่" ไร้มุมมอง

อันการงานทำสบายมันง่ายนัก
คนก็ทักงาน "ขี้ไก่" ไม่ใช้หมอง
ครั้นงานยาก ลำบาก ไม่อยากลอง 
ปากกู่ก้อง ร้องว่าไม่ "ขี้ไก่" เลย

ทั้งขึ้นล่อง ต่างก็จ้องมอง "ขี้ไก่" 
มีเอาไว้กระทบเทียบเปรียบเฉย เฉย
ไม่เคยคิดถึงคุณค่าเมินหน้าเลย 
เอาแต่เย้ยเหยีดหยามตามใจตน

อันที่จริงมันมีค่าใช่น่าขัน 
ปลูกพืชพันธุ์ข้าวกล้าในนา..โน่น
ยุ่ย "ขี้ไก่" โรยไว้ใกล้ตรงโคน
หรือเอาป่นเป็นปุ๋ยยุ่ยเป็นยา

อย่าดูหมิ่นว่ากันมันคือขี้ 
ของไม่ดีสุดด้อยน้อยคุณค่า
ก็มันแค่ "ขี้ไก่" ไร้น้ำยา 
แล้วคนว่า "ขี้ไก่" มัน..ชนชั้นใด

หัดมองเด่นในด้อยต่ำต้อยบ้าง 
ดีในชั่วก็ยัง..หาพบได้
หยิบเอาแต่ความดีงามเป็นคุณไป 
อย่าตราว่าถ้าสิ่งร้ายไม่ใกล้เลย

ทรายแต่ละเม็ดรวมตัวกันเป็นตึงสูงระฟ้าชื่อก้องโลก........
อาจม สิ่งโสโครกทั้งหลายทำให้เกิดหน่วยงานหลายอาชีพ......

วณิพก ผู้ต่ำต้อยก็ยังคงทำหน้าที่ขับขานท่วงทำนองเพลงให้รื่นหูแม้เราจะเดิน
ผ่านอย่างไม่แยแสก็ตาม.....

ความจริงนั้นเราหายใจเอาอากาศเข้า-ออก เดินหัวตั้งชี้ฟ้า กินข้าว ถ้าเราไม่คิด 
ไม่สมุมติอะไร ยึดติดตรงไหน มันก็สงบสุข จิตใจ กลับไปสู่ความรู้สึกเดิมๆ 
ที่เป็นธรรมชาติแรกเกิด.......

อย่าปล่อยให้การสมมุติมายา หลอกหลอนอยู่เลย อย่างหลงตัวเอง งมงาย
หลงบางสิ่งบางอย่างตลอดชีวิต...
ก่อนที่จะปิดเปลือกตาลงสู่ความสงบนิรันดร์....จงคิดสักนิดว่ายังพอมีทางดีๆ
ให้เลือกหรือยัง...?

วันจันทร์ สงบจิต นิ่งๆนะครับ ขอให้ทำงานอย่างมีความสุข....ลุงอินน์
--------------------------------------------------------------------------------------------------------

--@@@ B E A U T I F U L S U N D A Y @@@--
-----------------------------------------------------------------------------

.....hi...hi...hi...beautiful sunday..this is my...my
.......beautiful..sunday..eh ay......เสียงแหลมๆตะโกน
ก้อง ร้องเพลงลั่นอย่างมีความสุข..ของเด็กน้อย..บนคอของ
เขาคล้องด้วย พวงดอกงิ้วสีแดงสด ร้อยด้วยเส้นของลำต้น
เถาย่านาง..ดอกงิ้วแกะเอากลีบดอกออก เอาแต่ก้านเกษร ตากแดด
ให้แห้ง..เก็บไว้ได้เป็นปี เป็นการถนอมอาหารแบบชาวบ้านๆ
ผมเรีบกว่าดอกงิ้วแห้งก็แล้วกัน...เวลาทำขนมจีน..เวลาแกงแค
(คล้ายแกงป่าแต่ใส่ข้าวคั่ว)..นำมาแช่น้ำใช้เป็นเครื่องประกอบ
อารหารดังกล่าวครับ....ประมาณบ่าย 2 โมง เด็กๆอย่างผม
ก็จะพากันวิ่งไล่กัน ลงไปยังแม่น้ำสายหลักที่ผมเกิดมาก็เห็น
ใช้เป็นที่ฝึกว่ายน้ำ อาบดื่ม กิน แถมยังมีปลานาๆชนิดเป็นอาหาร
เลี้ยงคนทั้งหมู่บ้าน..เราดำผุดดำว่ายกันอย่างสนุกสนาน....

ความสวยงามของบรรยากาศนั้นไม่ต้องพูดถึง...เวลาบ่ายคล้อย
ทิวเขาที่อยู่เบื้องหน้า กลายเป็นสีน้ำเงินสด ต้อนงิ้วสูงชนิดแหงน
คอตั้งบ่า ลำต้นสีขาวดอกสีแดงสดเต็มต้น ไม่มีใบ...ผมไม่รู้จะ
บรรยายถึงความสวยงามนี้ได้ อย่างไรดี.........เสียงนกร้อง..
นานาๆชนิด....ที่แม่น้ำ..คนหลายวัยก็ทะยอยกลับจาก ชายป่า...
สาวๆมากันเป็นกลุ่ม..กลับจากไร่ข้าวโพดเชิงดอย...หยอกล้อกรี๊ด
กร๊าดตามประสา..วางหาบสัมภาระ.....นุ่งกระโจมอกลงเล่นน้ำ...
ฝ่ายลุงป้าก็มาหอบลูกจูงหลาน..เจ้าตัวเล็กคลานต้วมเตี้ยม..
ก็ยังอุตส่าห์ถูกพามา..มองไปไหนยามนี้จำเต็มด้วยผู้คนที่ลงมา
อาบดื่มกิน แม่น้ำสะอาดสายนี้....กำลังจะค่ำอีกไม่นาน..ต่างเริ่มกลับ
เหลือแต่รอยน้ำเปียกหยดเป็นทาง..และรอยเท้าของวัวควาย..รอยเกวียน
พร้อมควันไฟลอยอ้อยอิ่ง...จบวันด้วยความมืดปกคลุม.....

ผมเขียนถึงภาพที่เกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา..หลายท่านอาจสงสัย
ว่าทำไมเพลง Beautiful Sunday จึงไปถึงตรงนั้นได้..คุณเชื่อ
หรือไม่..เพลงสากลที่ผมรู้จักเพลงแรกในชีวิตคือ..IF NOT FOR
YOU ของ ยอร์ช แฮริสัน..ผมอยู่ห่างจากกรุงเทพฯกว่า 1000 กม.
และอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล..ผมรู้จักกรุงเทพฯและความรุ่งเรือง
โดยการบอกเล่าทางวิทยุAM ที่ผมฟังรายการเพลงฝรั่ง ของ
คุณวิทยา สุขดำรงและI.S.Song Hit ของ คุณเล็ก วงศ์สว่าง..
พร้อมๆกับคน กทม.ยุคนั้น..

ครับก็ไม่มีอะไร..ลุงอินน์เล่าอะไรเบาๆในวันอาทิตย์สู่กันฟัง..พักผ่อน
กันให้เต็มที่นะครับ..ใครที่อยู่ต่างประเทศ..ก็รีบทำภาระกิจให้เสร็จ
โดยเร็ว..รีบกลับบ้านเรา...ใครที่กำลังจะไปก็รีบไปรีบมา..ประเทศ
เราต้องการคนเก่งและรักบ้านเกิดในยุค 2000 ที่จะถึงนี้..คุณคิด
อะไรไว้บ้างหรือยัง...ผมคิดแล้วนะ..อิอิ

                                              (Back to Menu 's Story)


                                     

 

 


1