จากคอลัมน์ดีกว่าหายใจทิ้งไปวัน วัน

เก็บจากจดหมายข่าวพัฒนาชุมชนอำเภอเวียงแหง  มกราคม 2545

เรามาเปิดคอลัมน์ที่ไม่ยึดติดกับอะไรเลย ประเทืองปัญญาคิดกันเล่น เล่น ว่ามันน่าจะทำอย่างนั้น น่าจะทำอย่างนี้ อย่างน้อยที่สุดสมองหรือว่าความคิดมันจะได้ไม่อยู่กับที่ ถึงแม้มันจะไม่ค่อยถูกมากนักเพราะคอลัมน์นี้เป็นคอลัมน์คิดกัน เล่น เล่น มาเริ่มกันที่ เรามาสะท้อนความคิดในทัศนะหนึ่งเมื่อครั้งการประชุมเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน ในเขตรับผิดชอบของ ศพช.เขต 5 ที่โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อประมาณปลายปี 44 ที่ผ่านมา ในช่วงพักเบรกก็เป็นธรรมดาที่เหล่าเพื่อฝูง พี่ๆน้องๆเก่าๆได้มาเจอะเจอกัน ผมสังเกตุเห็นหลายคนผมหงอก บางคนมีริ้วรอยประสบการณ์มากมายตามหางคิ้วซึ่งมากผิดปกตินั่นหมายความว่าพวกเราแก่ลงไปมากพอสมควร หลังจากทักทาย หยอกล้อกันจิบกาแฟไป แต่พอมีคนหนึ่งพูดถึงเรื่องการปฎิรูประบบราชการเท่านั้นแหละครับ แววตาของพรรค์พวกเราเริ่มฉายแววว่ากังวลสับสนเสียงไม่รู้มาจากไหนดังเหมือนนกกระจอกเข้ารังแต่พอจับใจความได้ซัก 2-3ประโยคได้ว่าพวกเราต้องไปอยู่อบต.ชัวร์อีกเสียงก็ว่าเราไปอยู่กระทรวงอื่นชื่ออะไรสักอย่างนี่แหละจำไม่ได้ เสียงสุดท้ายที่จับใจความได้บอกว่าเราก็ยังอยู่ในกระทรวงมหาดไทยนี่แหละ ผมสงสัยว่าเรากำลังพูดเรื่องเดียวกันหรือไม่ คิดแล้วก็น่าสงสารลุงมีที่อยู่เวียงแหงของผม นี่ขนาดข้าราชการซีรวมกันแล้วร่วม100 ยังไม่ค่อยจะเข้าใจ แล้วลุงมีของผมเขาจะรู้มั๊ยว่า 1..45 มันจะมีกันกี่กระทรวง มีกี่กรม แล้วเจ้านายที่เขาเคยต้มไก่ให้กินจะไปอยู่ที่ไหน บังเอิญมีพี่คนหนึ่งซีมากกว่าใครทั้งหมดในกลุ่มเข้ามาเริ่มอธิบายตั้งแต่ความเป็นมาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันว่าเขาทำอะไร ทำไปถึงไหนแล้ว ถึงแม้จะได้คำตอบไม่ครบถ้วน นึกภาพไม่ออกแต่ผมก็ทึ่งในความสามารถของพี่แก ท้ายสุดก่อนหมดเบรกพี่แกทิ้งท้ายว่าพวกมึงก็อ่านให้มากหน่อย หัดเข้าอินเตอร์เน็ตเสียบ้างจะได้ฉลาด ผมมานึกๆดูมันก็จริงอย่างที่เขาว่า อีกเรื่องหนึ่งที่ประกอบกันผมไม่แน่ใจว่าตอนนั้นอบรมเรื่องอะไร แต่วิทยากรเขาพูดว่าโดยเฉลี่ยคนไทยอ่านหนังสือปีละ 6 บรรทัด ผมฟังมาไม่ผิดแน่นอนเพราะวิทยากรคนเดิมพูดย้ำถึง 3 ครั้งน่าสงสารประเทศไทยไหมครับน่าสงสารลุงมีเวียงแหงมั๊ยครับแต่ก็ยังดีใจที่วันใดลุงมีเอาเศษกระดาษหนังสือพิมพ์มาม้วนยาเส้นสูบบุหรี่ ก่อนลงมือม้วนแกก็ได้อ่านหนังสือวันนั้นแม้แต่สั้นๆก็ยังดีผมยังคิดเล่นๆไปว่าเรามาเสนอโครงการรณรงค์การรู้หนังสือจากหนังสือพิมพ์เก่าม้วนบุหรี่กันเถอะ เท่ห์ไม่เบา

ปลายปากกา โดยวิทยา ชุมภูคำ

ข้อมูลโดยทีมเวียงแหง(ทัศนีย์,ศิริวรรณ)

บรรณาธิการ สมชาย ขัติยะ

 

 

 

เก็บจากจดหมายข่าวพัฒนาชุมชนอำเภอเวียงแหง  กุมภาพันธ์ 2545

มาพบกันอีกครั้งในฉบับที่ 2 ในคอลัมน์ ดีกว่าหายใจทิ้งเป็นวัน วัน หรือคิดเล่น เล่น ก็คงเป็นเรื่องต่อเนื่องจากฉบับที่แล้วที่พูดถึงเรื่องการปฏิรูประบบราชการและต่อเนื่องไปถึงระบบอินเตอร์เน็ตถึงแม้จะไม่ค่อยจะเกี่ยวข้องกันสักเท่าไร เรื่องก็มีอยู่ว่าเมื่อวันที่20 กุมภาพันธ์ 2545 อำเภอเวียงแหงได้จัดงานประเพณีกินวอของชาวเขาเผ่าลีซอ โดยเชิญชาวเขาเผ่าลีซอทั้งหมดที่มีอยู่ในพื้นที่รวม 6 หมู่บ้าน และตั้งความหวังไว้ค่อนข้างสูงว่าจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทนและต่างประเทศ มาเที่ยว อุตส่าห์ลงทุนรวบรวมมือเว็บไซด์ที่พอมีที่อำเภอ 2 คน ก็ลงมือประชาสัมพันธ์แนะนำการท่องเที่ยวอำเภอเวียงแหง ใช้ชื่อว่า www.geocities.com/lovewianghaeng ก็ลงประกาศล่วงหน้าประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนถึงวันงาน และเรื่องที่ต้องนำมาเล่าในวันงานคือวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2545 หน้าสนามที่ว่าการอำเภอ เวียงแหง เต็มไปด้วยชาวเขาเผ่าลีซอร่วม 600-700 คน มีการแสดงของแต่ละหมู่บ้าน ไฮไลท์ก็คือการเต้นจะคึ นั่นเอง ผมกวาดสายตาไปรอบๆบริเวณเพื่อจะดูว่ามีคนแปลกหน้าที่ไม่คุ้นหน้าคุ้นตามีสักเท่าไร ปรากฏว่าบรรดาคนไทยมีกลุ่มคนประมาณ 10- 15 คนที่ไม่ค่อยคุ้นหน้า จากการสอบถามปรากฏว่ามาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และที่ทำให้ผมแปลกใจมากที่สุดก็คือ มีฝรั่งตาสีน้ำข้าวกลุ่มหนึ่งประมาณ 10-12 คน ที่กำลังถือกล้องถ่ายรูปและถ่ายวีดีโอ การแสดงอยู่ ผมเริ่มสงสัยหนักขึ้นว่าพวกเขาเป็นใคร มาทำไม แล้วรู้ได้อย่างไร สรุปทั้งหมดปรากฏว่าพวกเขาเป็นชาวฝรั่งเศส มาเที่ยวชมประเพณีของชาวเขาและธรรมชาติที่สวยงามโดยทั้งหมดรู้มาจากอินเตอร์เน็ต ไม่น่าเชื่อว่าพวกเขาอยู่ถึงเมืองนอกเมืองนา ยังอุตส่าห์ดั้นด้นมาท่องเที่ยว ทำให้ผมภูมิใจอยู่ไม่น้อย แต่อีกมุมหนึ่งก็สลดใจไม่เบาเช่นกันว่าทำไมคนไทยเรา ไปไหนกันหมด ทำอะไรอยู่ คิดแล้วก็หนักใจพอสมควร แต่ก็ไม่เป็นไร คิดว่าเราคงอ่อนเรื่องประชาสัมพันธ์ไป หรือว่าเราใช้เทคโนโลยีที่มันยากไปหรือเปล่า หรือว่าการประชาสัมพันธ์ยังคงต้องใช้เครื่องกระจายเสียง หอกระจายข่าวหรือเสียงตามสายอยู่ อย่างไรก็ตามปีหน้ากลุ่มชาวต่างประเทศชาวฝรั่งเศสกลุ่มนี้สัญญาว่าจะพาพรรคพวกมาเที่ยวอีก บอกว่าประเทศเขาไม่มีหาชมได้ยากมาก คิดไปก็เปล่าประโยชน์ ไม่เป็นไรอะเมซิ่งไทยแลนด์ยังมีอีกมาก มีคนดูน้อยก็ไม่เป็นไร อะเมซิ่งเฉพาะคนต่างประเทศก็พอ ลุงมีเวียงแหงบอกว่าปีหน้าจะช่วยประกาศตามเสียงตามสายอีกทางหนึ่ง เอ่อว่ากันไป

ปลายปากกา โดยวิทยา ชุมภูคำ

ข้อมูลโดยทีมเวียงแหง(ทัศนีย์,ศิริวรรณ)

บรรณาธิการ นายสมชาย ขัติยะ

 

 

Hosted by www.Geocities.ws

1