เล่าบันทึกคอลัมน์คิดเล่น เล่น ไม่เห็นเป็นไร

                                                                                                                                                                                                                        วิทยา   ชุมภูคำ เมื่อปี 2544

จากจดหมายข่าวพัฒนาชุมชนอำเภอเชียงของ ฉบับที่ 1

ฉบับแรกมาคุยกันเล่นเล่น โดยขออ้างพี่พัฒนากรคนหนึ่งซึ่งปกติเขาเป็นคนดีที่พูดน้อยทำงานมาก วันหนึ่งพี่แกกับผมไปที่แผงหนังสือข้างอำเภอ พี่แกก็หยิบหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า“สยิว”และอีกหลายเล่มที่ลงท้ายด้วยคำว่า “สวาท สวาท” ที่วางขายเกลื่อนเต็มไปหมด หนังสือประเภทนี้มีมากจริง ๆ แล้วคำพูดหนึ่งก็หลุดออกมาจากปากพี่เค้า แกพูดว่า“หนังสือบ้าบออะไรก็ไม่รู้ขายดีเหมือนเทน้ำเทท่าไอ้หนังสือข้อมูลจปฐ./กชช.2.เอาไปประเคนยังไม่อยากจะอ่านกันเลย” พอแกพูดจบพี่แกก็ซื้อหนังสือ“สยิว”หนึ่งเล่มแล้วแกก็รีบม้วนยัดใส่ถุงย่ามเหมือนกับว่ากลัวจะมีคนเห็นหลังจากนั้นผมมาคิดคิดดูมันก็จริงเหมือนที่พี่แกว่า เมื่อเขาไม่อยากอ่านเราก็น่าบังคับให้เขาฟังหรือกรอกเข้าหูทุกๆวันมันก็น่าจะมีประโยชน์เสียงตามสายหรือหอกระจายข่าวก็สร้างทิ้งสร้างขว้างอยู่ทุกหมู่บ้านแล้วเอามาปัดฝุ่นเสียหน่อยแล้วหาคนที่อ่านหนังสือพอได้มีใจรัก ช่วยอ่านข้อมูลจปฐ./กชช.2.ของหมู่บ้านให้ฟังผ่านเสียงตามสายสักหน่อยสมมุติว่าเดือนละครั้ง(ประกาศสัก 5วันติดต่อกัน) เดือนละข้อพร้อมให้ข้อเสนอแนะข้อมูล จปฐ.มีทั้งหมด 39 ข้อถ้าตกเกณฑ์ทุกข้อหมายความว่าใช้เวลา39เดือน/1หมู่บ้านและสมมุติอีกว่าบังเอิญเสียงที่ออกไปกระแทกหูแล้วราษฎรเกิดซาบซึ้งซึมซาบนำไปแก้ไขนั่นหมายความได้อีกว่าเขายกระดับคุณภาพชีวิตได้อีก 1 ข้อ ถ้าเราทำพร้อมกัน 70,000 หมู่บ้าน ก็หมายความได้อีกว่าคุณภาพชีวิตของคนทั่วทั้งประเทศดีขึ้น สำนักงานพัฒนา ชุมชนก็คงเหนื่อยอีกนิดหนึ่งคือต้องถอดความตามเกณฑ์ชี้วัดของข้อมูลต่างๆเอามาเรียบเรียงเขียนให้เข้าใจง่ายเติมข้อเสนอแนะเข้าไป ส่งให้ถึงผู้ประกาศหอกระจายข่าวแล้วติดตามนิดหน่อยว่าที่ส่งไปเขาประกาศให้จริงหรือเปล่าเท่านี้ก็เป็นคุณอันใหญ่หลวงกับบ้านเมืองแล้ว แต่เมื่อผมนำความทั้งหมดมาเล่าให้พี่คนเดิมฟังแกตอบสวนมาทันทีว่างานนี้กูไม่เกี่ยวกูอู้เล่นบ่ดายกูไปอ่านหนังสือของกูดีกว่า เอ๊า! อู้เล่นก็อู้เล่นว๊ะ....

 

 

 

จากจดหมายข่าวพัฒนาชุมชนอำเภอเชียงของ ฉบับที่ 2

ฉบับนี้คงจะคุยกันเล่นๆลองคิดเล่นๆตามสไตล์เดิมคือขออ้างพี่พัฒนากรคนเดิมวันหนึ่งพี่
เขากับผมเดินทางกลับจากการประชุมรับนโยบายจากจังหวัดซึ่งระยะทางกว่าจะถึงอำเภอร่วม135กม.ก็ผ่านหลายหมู่บ้านหลายอำเภอตามข้างทางแล้วพี่แกก็ใช้มือชี้ไปที่ภูเขาลูกหนึ่งแล้วเอ่ยว่า” ตอนกลางคืนถ้าผ่านมาจะเห็นไฟกิ่งเป็นทิวแถวเหมือนเปิดไฟฟ้า
สว่างทั่วทั้งดอย”ผมก็ขับรถมาเรื่อยๆแล้วพี่แกก็ใช้มือเดิมชี้ไปที่ภูเขาอีกลูกหนึ่งแล้วก็พูดว่า”ดอยลูกนี้เขียวชะอุ่มตลอดปีไม่มีไฟไหม้ป่าสักปีเท่าที่พี่มาอยู่ที่นี่
ี่“ผมถือโอกาสถามพี่เขาตรงๆว่า”พี่หมายความว่าอย่างไร”พี่แกก็ตอบตรงๆมาว่า”สัจจะธรรมไงถ้ามีคนเผามันก็ไหม้ถ้าคนไม่เผามันก็ไม่ไหม้แนวกันไฟก็น่าจะทำกันทุกแห่งมึงก็เหมือนกันสูบบุหรี่อย่าทิ้งเรี่ยราด”จากนั้นเราทั้งสองคนเงียบกริบจนเกือบจะถึงอำเภอ
อีกประมาณ 3 กม.พี่แกก็พูดอีกแล้วว่า“เมื่อ 2 วันก่อนพี่กลับบ้านไปกินเหล้ากับเพื่อนๆมีเพื่อนคนหนึ่งเป็นครูมันแซวพี่ว่า“พ่อเลี้ยงเงินล้าน”พี่เข้าใจความหมายมันทันทีมันหมายความว่ากองทุนหมู่บ้านรู้ไหมพี่รู้สึกร้อนขึ้นหน้าและเหนียมอายขึ้นมาทันทีทันใด”

ผมพูดกับพี่แก“ผมก็ดีใจเป็นครั้งแรกที่รมต.ว่าการฯดูแลงานกรมฯเราและจากการดูข่าวเราต้องรับผิดชอบงานกองทุนหมู่บ้านด้วย”พี่แกเอ่ยเชิงรำพัน”เราคงจะ
เหนื่อยกันอีกมากตาทุกคู่จ้องดูเราอยู่งานนี้งานช้างระเบียบต่างๆคงไม่หนีไปจาก กข.คจ.มากนักเราทำมาทั้งนั้นแต่พี่ว่าถ้าเราเพิ่มระเบียบสังคมด้วยพี่หมาย
ความว่าให้หมู่บ้าน/ชุมชนตั้งหรือกำหนดระเบียบขึ้นเองซึ่งเป็นเรื่องของเขาเพิ่มเติมเช่นอยู่ในหมู่บ้านซื่อสัตย์ขยันไม่มีหนี้สิ้นมากเป็นต้นมาเสริมของเรารับรองแน่นปึ๊ก”ผมมานึกดูก็ไม่มีอะไรเสียหายนอกจากหวังพึ่งระเบียบต่างๆหวังพึ่งเจ้าหน้าที่หวังพึ่ง
คณะกรรมการต่างๆแล้วยังมีระเบียบสังคมของแต่ละหมู่บ้าน/ชุมชนมาเสริมงานช้างก็เป็นงานหมูได้ผมตอบพี่เขาโดยไม่ลังเลว่า”อนุมัติตามที่พี่เสนอมาทั้งหมดให้รีบดำเนินการในทุกหมู่บ้าน” พี่แกตอบสวนมาทันที่ว่า " เฮ้ยกูพูดเล่นเล่น บ่ดาย เดี่ยวก็
เหนื่อยกันตายห่าหรอก” เอ้าใครจะไปรู้ว่าพูดเล่นพูดเล่นก็พูดเล่นซิวะพอถึงอำเภอเราก็แยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน...

 

จากจดหมายข่าวพัฒนาชุมชนอำเภอเชียงของ ฉบับที่ 3

มื่อประมาณปลายเดือนผ่านมาผมมีโอกาสเข้าอบรมหลักสูตรหนึ่งที่จังหวัดจัดขึ้นทำให้พบปะกับพี่ๆเพื่อนๆมากมาย และวันนี้ขอเอ่ยถึงเพื่อน 2 คนที่ผมประทับใจในพลังแฝงในตัวเขาทั้งสอง คนที่ 1 อยู่ที่อำเภอเล็กๆติดชายแดนลาว ตัวใหญ่ พูดเสียงดัง ฉะฉาน กล้าคิดกล้าพูดคิดอย่างไรพูดอย่างนั้น คนที่2 อยู่อำเภอติดชายแดนพม่าย่านท่าเรือสินค้าเป็นคนสุภาพ พูดช้าคิดทุกครั้งที่พูดตอบคำถามทุกอย่างเพื่อจะถนอมน้ำใจคนฟังผมมีความสุขที่ได้คุยกับเขาถึงแม้บุคลิกคนทั้งสองจะค่อนข้างต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือความจริงใจความมีน้ำใจและความคิดสร้างสรรแต่ที่พูดมาทั้งหมดขอยกไปที่คนที่1ทำให้ผมนึกถึงลุงคนหนึ่งที่มีบุคลิกคล้ายกันมาก ผมมีโอกาสคุยกับลุง เมื่อครั้งรัฐบาลโหมนโยบายเศรษฐกิจ และหนึ่งในนั้นคือร้านค้าชุมชน ลุงแกพูดว่า “ร้านค้าชุมชนมันก็ดีอยุ่ แต่มันไม่เหมาะกับที่นี่ วิถีชีวิตเรียบง่าย ชาวบ้านทำการค้าแบบประถม บ้านหนึ่งมีข้าวไว้พอกิน ที่เหลือพ่อค้ามาซื้อก็พอขายที่เหลือก็ตะไคร้กอเอาไว้ต้มไก่เวลาแขกมาเยี่ยมรอบบ้านก็มีผักสวนครัวพอกินเอาไปขายก็ไม่รู้ขายให้ใคร ทุกบ้านมีหมดของอย่างนี้เขามีไว้แบ่งกันกินร้านค้าชุมชนไม่ต้องตั้งดอก”ผมเริ่มรู้สึกชอบกลเสียแล้วจึงยกมือไหว้ขอตัวกลับ แต่ลุงแกไม่ยอมบอกว่าฟังต่อเถอะ แล้วแกพูดว่า “ร้านค้าต้องมีคนขายใช่ไหม คนขายยังไม่มีปัญหาเท่ามีคนซื้อใช่มั๊ย คนหมู่บ้านนี้ซื้อไม้กวาดที่ตลาดนัดทั้งๆที่ผ่านกลุ่มไม้กวาดที่ห่างบ้านเราแค่หนึ่งกิโลตั้งก็เจ๊ง อย่าเลยหลานเอ้ยเชื่อลุงเตอะ” ผมกราบลาลุงอีกรอบหนึ่งแต่ลุงก็เล่าต่อว่า“สบู่ยาสีฟันแฟ้บ คนต้องใช้ทุกวันบ้านละ 1 ชิ้นจำเป็นหรือที่ต้องรวมกันซื้อแล้วมากองไว้ที่ร้านค้าชุมชน ไอ้แค่ซื้อของพวกนี้เดือนซื้อหนึ่งครั้งก็พอถ้าบ้านมี 100หลังก็เรียกประชุมนั่งจดรายการใครจะเอาอะไรเก็บเงินตามราคาที่เคยซื้อในหมู่บ้าน ติดรถผู้ใหญ่บ้านวันประชุมออกไปซื้อ ซื้อเสร็จเอามาแจกตามสั่ง เงินเหลือในส่วนที่ซื้อเยอะก็เอาคืนชาวบ้านเสีย ง่าย! ไม่ต้องเฝ้าเป็นเดือนๆบัญชีไม่ต้องทำถ้าทำทุกหมู่บ้านก็ช่วยชาวบ้านได้มากแล้ว”ผมนึกก็ถูกของลุงแล้วผมก็สะดุ้งเมื่อแกไล่ผม “เอ๊า จะกลับก็กลับได้แล้ว”ผมคิดเล่นเล่นว่าอย่างน้อยลุงแกก็รู้เรื่องหมู่บ้านของเขาและมีความหวังดีกับหมู่บ้านมากกว่าผม น่าจะเปิด “โรงเรียนเสธฯเศรษฐกิจวิถีชีวิตเรียบง่ายวิทยาคม”..

 

 

จากจดหมายข่าวพัฒนาชุมชนอำเภอเชียงของ ฉบับที่ 4

วันนี้เราจะคุยกันเรื่องการท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสกลับบ้านขับรถประมาณ 4 ชั่วโมงก็ถึง ผมมีโอกาสรดน้ำดำหัวแม่ซึ่งเหลือเพียงคนเดียวผมยกมือพนมไหว้รับพรจากแกผมมองไปที่แม่และเห็นอะไรหลายอย่างเปลี่ยนไป แม่แก่ลงมากถึงแม้แกจะมีความสุขที่ได้อวยพรให้ลูกหลานสงกรานต์ถือว่าเป็นเสน่ห์ทางวัฒนธรรมช่วยการท่องเที่ยวเป็นอย่างดี ทำให้ผมนึกย้อนไปเมื่อครั้นนโยบายส่งเสริมหมู่บ้านท่องเที่ยวมีผม,ปลัดอบต.และสมาชิกอบต.ซึ่งเป็นชาวเขาเผ่ากระเหรี่ยง เดินทางไปหมู่บ้านหนึ่งเพื่อจะไปดูน้ำตกที่มีลักษณะเป็นผาลาดสวยงามแต่ทางเข้าสุดแสนจะโหดไม่มีล่องลอยของคนมาเยี่ยมเยียนเลย ปลัดอบต.คนนั้นพูดว่า“ถ้าเรานำเข้าเสนอที่ประชุมอบต.เจียดงบฯมาพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวดีไหม”สมาชิกอบต.ท่านนั้นพูดว่า “ที่แห่งนี้ อบจ.เอางบฯมาพัฒนาหลายครั้งแล้ว เสียเวลา ผมอยู่หมู่บ้านนี้ มีแค่เพียงทัวร์ป่าไม่ฝรั่งก็ญี่ปุ่นมาประจำ เขาไม่เคยแวะที่นี่ “ ปลัด อบต.คนเดิมพูดว่า “แล้วเราจะทำอย่างไร” สมาชิก อบต.ท่านเก่าตอบ “ทัวร์ป่า ไกด์จะเอาคนไปส่งที่ท้ายหมู่บ้าน ผมจะเป็นผู้นำทาง พวกเขาจะพักในหมู่บ้าน 1 คืน คือต้องซื้อผ้าห่มผืนละ 50 บาท สูบยาก็อีกราคา ชาวบ้านก็ได้ขายของนิดหน่อย รุ่งเช้าผมนำทางเดินเท้าตามสันเขาไปส่ง ณ จุดล่องแพก็หมดหน้าที่ผม ทัวร์จริงเข้าไม่มาบ้านเราหรอกมันไกล ทัวร์จริงต้องพักโรงแรมในตัวเมืองกว่ามาถึงบ้านเราก็บ่ายแล้วถ้าจะให้ดีกว่านี้ให้ทุกหมู่บ้านสร้างที่พักหรือโรงแรมประจำหมู่บ้านดู ทัวร์จริงจะได้ไม่ต้องห่วงเรื่องที่พักแล้วเขาก็มาท่องเที่ยวบ้านเราจริงๆบ้านเรามีอะไรอีกมากมายให้เขาดูน้ำตกยังมีอีกแห่งด้านหลังเขา วิถีชีวิตที่หาดูยากมากก็จะได้เห็นหมู่บ้านก็ได้รายได้จากค่าเช่าพักชาวบ้านก็มีรายได้จากการขายของและการบริการจากทัวร์จริงๆเสียที “ปลัด อบต.ท่านเดิมพูดอีก “เอางบประมาณที่ไหนมาทำไหว 7 หมื่นกว่าหมู่บ้านนะ “ สมาชิก อบต.ท่านเดิมตอบ “หลวงไม่มีงบฯชาวบ้านช่วยกันสร้างก็ยังได้ถ้าผ่อนผันให้เอาแค่สร้างโรงแรม/ที่พักประจำตำบลก็พอแล้วแต่ถ้าไม่สร้างก็ไม่เป็นไรเราก็เห็นเพียงแค่ทัวร์ผ้าป่าสามัคคีนอนตามวัดก็แค่นั้น” ผมนำคำพูดทั้งหมดมาเรียบเรียงแล้วลองคิดเล่นๆดูว่า ก็จริงของเขา ทัวร์จริงคือการท่องเที่ยวจริง ผมไม่เคยเห็นทัวร์จริง เคยเห็นแต่ทัวร์ผ้าป่าสามัคคีนอนตามวัดช่วงเทศกาล แต่งานนี้ไม่รับรองผลข้างเคียงตามมาทีหลังครับ

 

จากจดหมายข่าวพัฒนาชุมชนอำเภอเชียงของ ฉบับที่ 5

ฉบับนี้เราคุยให้ฟังกันเล่นอีกครั้งหนึ่งย้อนหลังไป10 กว่าปีเมื่อครั้นบรรจุใหม่ๆผมขอกล่าวถึงลุงสง่าหรือพ่อสง่าตามที่ผมเรียกแกเป็นกำนันตำบลหนึ่งแกมักจะเรียกผมให้แวะพักที่บ้านแกทุกครั้งที่ผ่านบ้านแกแล้วชวนคุยอะไรไปเรื่อยเปื่อย สุขภาพแกไม่ค่อยดีสารพัดโรคไม่ว่าเบาหวานมะเร็งบ้างแกพยายามออกกำลังกายโดยการวิ่งตอนเช้าวิ่งได้แค่2วันก็หยุดเหตุผลก็คือแกอายเด็กๆและรำคาญหมาเห่าตอนเช้ามืด ข้อดีอีกข้อหนึ่งที่น่าคบคือสมัยนั้น ศพช.เขตมักจะแอบมานิเทศงานในพื้นที่โดยไม่บอก แต่ถ้าเผลอมาถามแก ก็จะได้คำตอบแค่ว่า “พัฒนากรพึ่งมาบ้านผมเมื่อตะกี้นี้เอง” ทั้งทั้งที่ไม่ได้มาเลย สิ่งที่ผมจะเอ่ยวันนี้เป็นความคิดของแก แกบอกว่า “ผมเป็นกำนันมา 20 กว่าปีแล้วอีก 5-6 ปีก็เกษียณ รำคาญแย่แล้ว” แกพูดต่อ “โครงการเงินหลวงมากมาย ไม่ว่า กสช. เงินสร้างถนนของ รพช.บ้าง โยธาบ้าง ชาวบ้านเขาอยากได้จัง ขอผมมาตลอด จนเดี่ยวนี้ติดนิสัย ขออย่างเดียว” ผมพูดเสริมแกว่า “ท่านเป็นประธานสภาตำบลนี่ครับ” แกพูดต่ออีก “ทำไม่ไม่มีชาวบ้านหรือหมู่บ้านไหน ไม่อยากขอบ้าง น่าแปลกใจไหม ผมอยากเสนอโครงการซัก 4 – 5 โครงการ เช่นโครงการบ้านกูทำเองได้ โครงการมาเที่ยวบ้านกูบ้างซี โครงการส่องกระจกชะโงกดูเงาตัวเองและโครงการแอบเอาแต่ของดีเพื่อนบ้านมาใช้เท่านี้หมู่บ้าน/ชุมชนก็อยู่ได้อย่างเป็นสุขและเจริญ พัฒนาอย่างรวดเร็ว เอ็งว่าไหม” ผมตอบทันที “ผมไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่หรอก แล้วโครงการนี้จะมีใครทำหรือ” แกยกตัวอย่างมาสองโครงการคือ “โครงการบ้านกูก็ทำเองได้ อย่างเช่น ไม้กวาด ทำความสะอาดหมู่บ้าน ขุดลอกคลอง อีกโครงการหนึ่งโครงการส่องกระจกชะโงกดูเงาตัวเองก็ทำนองว่าทำไมไม่ดูตัวเองก่อนดูหมู่บ้านก่อน ก่อนที่จะเอาโครงการมาลงสู่หมู่บ้านบ้านเราพร้อมกันหรือยัง” ทำให้ผมนึกมาถึงปัจจุบันตามโครงการกองทุนหมู่บ้านซึ่งผมเรียกโครงการนี้ว่า“โครงการส่องกระจกแต่งหน้าแล้วรอท่ารับตังค์” ทั้งหมดที่พูดมาจริงๆแล้วเป็นการพูดเล่นๆกันที่แกเป็นคนที่ชอบพูดเล่นอยู่แล้วไม่น่ามาสอดคล้องกันได้แต่น่าเสียดายที่ผมทราบข่าวมาเมื่อตอนปี2544 นี่เองแกเสียชีวิตไปแล้ว ถึงแม้จะเป็นการพูดเล่นๆ แต่ลองคิดลึกๆน่านำไปทำไม่ใช่น้อย ว่ามั้ย????

 

 

 

 

จากจดหมายข่าวพัฒนาชุมชนอำเภอเชียงของ ฉบับที่ 6

ฉบับนี้เราคุยให้ฟังกันเล่นอีกครั้งหนึ่งโดยเอาคำพูดเพรียวๆของลุงคนหนึ่งซึ่งเป็นอดีตข้าราชการปัจจุบันก็เป็นหนึ่งในกรรมการกองทุนหมู่บ้านของบ้านหนึ่ง พูดกันถึงเรื่องยาบ้า ผมเปิดโอกาสให้แกพูดทั้งหมดโดยได้ใจความว่า “ ปัจจุบันนะหัวหน้า ถ้าเปิดหนังสือพิมพ์ ดูโทรทัศน์มีแต่ข่าวยาเสพติดเต็มบ้านเต็มเมือง ไอ้ที่น่าสงสารที่สุดคือพวกที่หลงเสพแล้วติดผมเรียกพวกนี้ว่า “ทหารม้าประจำหมู่บ้าน”มีเยอะจริงๆผมเห็นผู้ค้ารายย่อยที่ขายให้แก่พวกทหารม้าประจำหมู่บ้านแต่ไม่เคยเห็นผู้ค้ารายใหญ่ ไม่เคยเห็นผู้ผลิตผมเห็นด้วยกับพลังแผ่นดินในการต่อสู้กับยาเสพติดแต่ผมอนาถใจกับการรักษาบำบัดผู้เสพซึ่งถือว่าเป็นผู้ป่วย ผมเห็นว่าวิธีการและการปฏิบัติเป็นเรื่องลี้ลับซับซ้อนยากเกินความจำเป็นไม่ว่าเป็นโรงพยาบาลศูนย์บำบัดฯทั้งของรัฐและเอกชน รวมแล้วยังไม่ถึง1ใน1,000ของแหล่งขายปลีกในหมู่บ้านเลยแล้วจะชนะเขาได้อย่างไรการรักษาผู้ป่วยยาบ้ารักษาโดยให้ยาเมทาโดนไม่ได้ผลแต่ต้องรัษาด้วยจิต น้ำหนักจึงตกที่การบำบัดจิต ถ้าให้ถามว่าการรักษาทางจิตต้องเป็นหมอ เป็นพยาบาลหรือต้องมีความรู้มากมายใช่มั้ย อีกอย่างหนึ่งผู้รู้ทั้งหลายก็เวลาท่านน้อยและให้ความสนใจน้อยเหลือเกินเมื่อท่านไม่มีเวลาท่านเอาความรู้มาให้ชาวบ้านเป็นคนรักษาเองไม่ได้หรือ หรือว่ามันยากเกินจนชาวบ้านรับไม่ได้แต่เท่าที่เห็นคนที่ไปบำบัดร่วมเดือนร่วมปีมาแล้วกลับมาติดยาอีกร่วม80%เพราะท่านไม่มีเวลามาติดตาม มอบให้ชาวบ้านเขาทำเถอะครับเหมือนที่ท่านมอบให้เขาแจ้งข่าวสารกลับทางราชการหรือเบาะแสรักษาให้เป็นหมู่บ้านละ 1 คนก็เพียงพอ ดูง่ายๆว่าตุ๊เจ้าเขาเรียนมาที่ไหนกันท่านก็ยังรักษาได้ อย่าทำให้การรักษาให้มันเป็นเรื่องยากเลยครับ ไอ้เรื่องที่จะให้ผู้ป่วยยาบ้าสมัครใจไปรักษาในสถานที่โอ่โถงเลิกคิดเถอะครับไม่ได้เถียงว่าไม่มี แต่ว่ามีน้อยเกินไป ไม่ทันหรอกครับ ประเทศไทยรอท่านไม่ได้ครับ รีบหน่อยก่อนที่มันจะสายเกินไป” ผมฟังท่านพูดมาตั้งนาน ผมเห็นด้วยกับแนวทางที่ท่านพูดทั้งหมดถ้าบำบัดรักษาได้เพียงครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้เสพทั้งหมดก็เป็นประโยชน์อนันต์กับบ้านเมืองแล้ว ส่วนการปลูกฝังจิตสำนึกก็ปลูกกันไปเหมือนเดิม ที่เป็นห่วงที่สุดคือพวกจิตสำนึกที่เสียไปแล้วต้องแก้ไขโดยด่วน ถึงแม้จะพูดเล่น ผมก็เห็นด้วยอนุมัติครับ..

Hosted by www.Geocities.ws

1