การมอบแนวทางการปฏิบัติราชการ

ของ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายโภคิน พลกุล)

วันพฤหัสบดีที่ 11 มีนาคม  2547  เวลา 09.45 น.

ณ ห้องประชุมกระทรวงมหาดไทย

--------------------

 

ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงมหาดไทย ท่านปลัดกระทรวงมหาดไทย ท่านรองปลัดกระทรวง ท่านอธิบดี ท่านปลัดกรุงเทพมหานคร ท่านข้าราชการผู้ใหญ่ทุกท่านครับ

                                ผมมาวันนี้ ด้วยความยินดี อย่างที่..ที่ท่านปลัดกระทรวง  ได้กล่าวไปแล้วก็เหมือนกลับบ้านเก่า ท่านรัฐมนตรีช่วยฯ ประมวล ก็เคยทำงานร่วมกับผมเมื่อปี 2535 – 2538  ทำงานกันอย่างใกล้ชิด สมัยนั้นท่านเป็นรองปลัด และเข้าใจว่าอีกหลายๆ ท่านในที่นี้ ท่านศิวะ ท่านชัยฤกษ์ ซึ่งตอนนั้นท่านเป็น.. อยู่ฝ่ายกฎหมาย เป็นที่ปรึกษากฎหมายของกระทรวง  ก็ได้ทำงานร่วมกัน   ท่านอธิบดีกรมการปกครองเอง ก็ได้ทำงานร่วมกัน  ก็คิดว่าวันนี้มาคงไม่เหงา ก็เหมือนมาทำงานกับเพื่อนเก่า แล้วก็มีผู้ว่าราชการจังหวัดอีกหลายท่านที่ก็ได้ทำงานร่วมกันมา

                                ขออนุญาตที่เอ่ยนามทุกท่านไม่หมด เพราะว่าได้มีไมตรีจิตกับผมมาอย่างยิ่ง จริงๆ แล้ว  ถ้าท่าน ดูในกระแสสังคมโลกยุคปัจจุบันนี้ ผมก็ไม่กล่าวอะไรยืดยาวมาก มันเป็นเรื่องของการแข่งขัน ของการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร  และที่สำคัญก็คือของการบริการลูกค้า  ซึ่งของเราคือประชาชน  สามสิ่งนี้เป็นตัวกำหนดยุทธศาสตร์ก็ดี  ทิศทางต่างๆ ของการทำงานทั้งหลาย

เมื่อเราดูจาก 3 สิ่งนี้แล้ว เราก็มาดูว่าระบบของเราต้องมีการเปลี่ยนแปลง มีการปฏิรูป    ซึ่งการปฏิรูปครั้งนี้ ก็ไม่ใช่ถือว่าเป็นการเริ่มต้น แต่เป็นการต่อเนื่องมาโดยตลอด  ท่านจะเห็นว่าเมื่อครั้ง  ตั้งแต่ปี 2535 ที่กระทรวงมหาดไทย มีการเสนอว่าให้เลิกผู้ว่าราชการจังหวัดเสีย แล้วเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดให้หมด ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่คัดค้าน บอกว่าการจะเปลี่ยนแปลงอะไรนี้ ต้องมีการศึกษาที่ค่อนข้างเป็นวิทยาศาสตร์   ดูผลดีผลเสีย ดูบทบาทหน้าที่ที่ถูกต้องเสียก่อน วันนี้เราจะเห็นว่าผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐบาลมีความสำคัญ และผมได้ทำการศึกษาวิจัย ปรากฏว่าในหลายประเทศในยุโรปกลับยิ่งเน้นบทบาทผู้ว่าราชการจังหวัด      ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐบาล ถามว่าเพราะอะไร เพราะเขาคือผู้ที่เชื่อมต่อระหว่างส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น   ถ้าไม่มีท่านอยู่ตรงนี้มันจะเกิดช่องว่างอย่างมากมาย บางท่านก็ไปยกปัญหาบางประเทศที่เขาไม่มีผู้ว่าราชการจังหวัด ผมก็ชี้ให้ดูว่ามันเกิดจากประวัติศาสตร์บ้าง อย่างญี่ปุ่น ซึ่งอเมริกาเขียนรัฐธรรมนูญให้ ก็พยายามบีบให้เป็นระบบอเมริกา แต่ก่อนหน้านั้นเขาเป็นอีกระบบหนึ่ง ผู้ว่าฯ ญี่ปุ่นถึงแม้ว่าจะมาจากการเลือกตั้ง    แต่ภารกิจ 90 % เป็นภารกิจของส่วนกลาง อย่างนี้เป็นต้น

ฉะนั้น จะทำอะไรก็ต้องศึกษา ต้องดูให้รอบคอบ ยุคนั้นก็บอกว่าเลือกผู้ว่าฯ   ให้เลือก 2 จังหวัด ก่อน ที่ภูเก็ตกับเชียงใหม่ ถามว่าทำไมเลือก 2 จังหวัดนี้ คำตอบก็คือ มันเป็นความรู้สึก ไม่ได้เอาตัวเลขมาดูว่าเกิดจากอะไร รายได้เป็นอย่างไร ประชากรเป็นอย่างไง อะไรเป็นอย่างไง ดังนั้น ก็ยังโชคดีที่เราไม่ได้ไปตามความรู้สึก ในที่สุดเราก็สามารถยืนหยัดอยู่บนข้อมูลบนเหตุผล แล้วก็นำมาสู่ยุคที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันนี้นะครับ

                                ที่ผมพูดนี้ไม่ได้แปลว่า การกระจายอำนาจนั้นเราไม่ทำ การกระจายอำนาจต้องทำ แต่หัวใจสำคัญก็คือ ก่อนจะกระจายอะไรต่างๆ ลงไปนั้น มันต้องมีการสะท้อนข้อมูลจากเบื้องล่างขึ้นมา   เพื่อมารวมศูนย์ของการคิด การวางแผน แล้วจากนั้นจึงกระจายการทำงาน กระจายภารกิจ กระจายรายได้ กระจายผู้คนต่างๆ ลงไป ถ้าเราทำระบบนี้ไม่ได้ ท่านจะเห็นว่ามันจะสับสนอลหม่านหมด  ขณะนี้ส่วนหนึ่งก็ค่อนข้างมีความสับสนเพราะเนื่องจากว่ากระบวนการในการดำเนินการนั้น บางทีความพร้อมต่างๆ ของแต่ละสัดส่วนอาจจะยังไม่เพียงพอ เราก็อาจจะบอกว่าต้องเอาโน้นลงไปเอานี้ลงไปเท่านั้นเท่านี้

บางทีเป็นกฎหมายไปกำหนดระยะเวลาเท่านั้น เท่านี้เลย ซึ่งตรงนี้เอง บ้านเรามีปัญหาอยู่ตรงจุดที่ว่าที่ผ่านมาเราไม่ค่อยจะบริหารจัดการอย่างที่ควรจะเป็น ผู้ร่างรัฐธรรมนูญก็ดี ผู้ออกกฎหมายต่างๆ ก็ดี  เลยเขียนกฎหมายบังคับให้ทำอย่างนั้น อย่างนี้ภายในเท่านี้ปี ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือส่วนใหญ่จะทำไม่ค่อยได้  ตั้งศาลปกครองนี้เป็นตัวอย่าง กฎหมายออกปี 42 บอกศาลปกครองต้องมีปี 42   ซึ่งทำไม่ได้ ไปมีในปี 44  เพราะจะมีได้ต้องมีตุลาการ มีสถานที่ มีบุคลากรมารองรับ เราบอกว่าต้องปีละ 7 ศาล  วันนี้ก็ต้องปล่อยหมดแล้ว 16 ศาล  ศาลต่างจังหวัดได้แค่ 7 ศาล  แต่อย่างไรก็ตาม ผมว่าต่อไปนี้มันไม่ใช่ยุคแบบเดิม ถึงแม้ไม่มากำหนดเวลา ผมว่าเราต้องทำก่อนที่เรากำหนดเสียอีก แต่การจะทำต้องทำอย่างรอบคอบ มีการศึกษาผลดีผลเสีย แล้วก็มีการวางขั้นตอน ผมเชื่อว่าถ้าเราทำอย่างนี้ หลายสิ่งหลายอย่างมันจะไปได้

                                นโยบายรัฐบาลปัจจุบันนี้  อาจจะดูแล้วมีหลากหลาย  แต่ท่านจะเห็นว่าหัวใจสำคัญก็คือ เราจะ Place ประเทศไทยไว้ตรงไหน ท่านดูนะว่าประเทศเรามีศักยภาพสูงมาก ผมได้มีโอกาสไปดูในหลากหลายประเทศ ศักยภาพสูงตรงไหน

1)       ที่ตั้ง ไม่ต้องพูดถึง เพราะเราเข้าใจดีอยู่แล้ว เป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง

2)       ก็คือทรัพยากรธรรมชาติ เรามีมากกว่าประเทศ อย่างสิงคโปร์ก็ดี อะไรก็ดี

3)       ทรัพยากรบุคคล ก่อนหน้านั้นต่างชาติจะไปไหน มาในย่านนี้ต้องไปที่สิงคโปร์ เพราะเขาได้เปรียบด้านทรัพยากรบุคคล เขาเข้าใจวัฒนธรรมของตะวันตก เขาพูดภาษาอังกฤษได้ ผมถามว่าวันนี้คนไทยที่รู้จักตะวันตก พูดภาษาอังกฤษได้มีมากกว่าสิงคโปร์ไหม ผมตอบได้ว่า  มีมากกว่า และคนไทยไม่ได้ด้อยกว่าเลย

ดังนั้น ขณะนี้ผมว่าเราพร้อมทุกอย่าง แต่ปัญหาที่จะได้เรียนต่อไปนี้ก็คือว่า บนความพร้อมนี้ เรามีปัญหาตรงไหนที่สังคมเรามันอ่อนเปลี้ยมาโดยตลอด …

ประการแรกก็คือว่า เราทำงานแบบต่างคนต่างทำ         ผมเมื่อครั้งที่ช่วยกระทรวงนี้อยู่ ตอนพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พูดถึงเรื่องกระจายอำนาจ พวกท่านคงจำได้ว่ามีการตั้งกรรมการ  ผมก็เป็นกรรมการอยู่ ทุกคนถามกระทรวงต่างๆ ว่ากระจายอำนาจดีไหม  ไม่มีใครตอบไม่ดี บอกว่าดีมากเลย เราก็บอกว่าถ้ากระจายอำนาจ สิ่งที่ท่านต้องทำก็คือ  1) กระจายภารกิจ       2) ต้องกระจายคน      3)  กระจายเงิน ถูกไหมครับ ไม่ใช่กระจายอำนาจแล้วไปหาเงินใหม่ หาคนใหม่ ตรงกลางก็แน่นเหมือนเดิม อันนี้เป็นไปไม่ได้ แต่พอบอกว่าภารกิจอะไรที่ท่านจะกระจายเราบอกไม่มี คือให้ไปหาภารกิจทำใหม่   นี้ก็คือทัศนคติเมื่อยุค 10 ปีที่แล้ว ทุกคนอยากเห็นแต่ไม่มีใครอยากให้  ตรงนี้เองที่ผมบอกว่าเป็นปัญหา ผมอยู่ที่นี้ได้เห็น ผมต้องขอพูดตรงไปตรงมา ผมเป็นคนชอบตรงไปตรงมา 

อีกอย่างที่บ้านเมืองอ่อนเปลี้ยก็คือว่า มันมีสี มันมีสถาบัน  ผมก็อยู่ในระบบนี้มาก่อน การมีสีมีสถาบันไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เป็นเรื่องดีที่เราจะต้องกตัญญูต่อสถาบัน รักเพื่อนรักฝูง แต่เราจะให้สิ่งนี้มาบั่นทอนการทำงานไม่ได้ ยิ่งถ้าเราเอาประชาชนเป็นเป้าหมาย มหาดไทยเราพูดมาตลอดว่าบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ก็คือทำอย่างไรให้ประชาชนนั้นมีความสุข แต่ถ้าเรามาดูแต่ตัวเรา ดูแต่พวกเรา ดูแต่กลุ่มเรา   ประชาชนทุกข์แน่ ฉะนั้น ผมจึงเรียนยืนยันว่าผมอยู่ตรงนี้สิ่งที่ผมจะให้ได้อย่างเต็มที่คือความยุติธรรม และทุกอย่างนั้นจะต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติ ถ้าเราไม่ทำอย่างนี้เราไปสู่เป้าหมายไม่ได้ เราไม่สามารถวางประเทศไทย ณ จุดที่เราจะไปแข่งขันต่อสู้คนอื่นไม่ได้

ผมเชื่อว่าท่านนายกฯ ท่านมองทะลุขาดหมด เรามีความพร้อม   ประเทศไทยนี้คือสุดยอด เรามีจุดอ่อนก็คือ การที่ระบบนั้นมันอ่อนเปลี้ย เนื่องจากการ กรมใคร กรมมัน พวกใครพวกมัน สถาบันใครสถาบันมัน คือประการที่หนึ่งนะครับ

ประการที่สอง ก็คือ ก็มีพวกซึ่งปากไม่ตรงกับใจเยอะ เช่นบอกว่าโสเภณีมีไม่ได้     แต่จริงๆ ก็แก้ปัญหาไม่ตก บอกว่าอะไรต่างๆ ก็มีไม่ได้ แต่ก็แก้ไขปัญหาสิ่งเหล่านั้นไม่ได้  ผมคิดว่าต่อไปนี้ต้องตรงไปตรงมา ปัญหามันมีอย่างนี้ คนอื่นเขาแก้อย่างไง เราควรจะแก้แบบเขาหรือไม่ ถ้าจะแก้แบบเขาเพราะอะไร ถ้าไม่แก้แบบเขาเพราะอะไร ตอบด้วยเหตุด้วยผล ไม่ใช่เราใช้ความรู้สึก ใช้ความเชื่อ  พวกเราจริงๆ เป็นคนพุทธ แต่คนที่เป็นพุทธจริงๆ ค่อนข้างน้อย เพราะเป็นพุทธแท้ๆ มันจะเชื่อได้ก็ต่อเมื่อเราตรวจสอบแล้วมันน่าเชื่อ ตรวจสอบด้วยวิธีการที่ค่อนข้างวิทยาศาสตร์  ไม่ใช่เขาบอกมาก็เชื่อแล้ว คนนี้สั่งมาอย่างนี้ก็เชื่อไปหมด แต่แน่นอนการทำงานต้องมีวินัย ต้องมีการบังคับบัญชากัน แต่บนการมีวินัย การบังคับบัญชาต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล อธิบายได้ ดังนั้น ผมทำงานมาโดยตลอดก็คือยึดในสิ่งเหล่านี้ทั้งสิ้น

ผมจึงอยากจะเรียนว่า มหาดไทยนั้น ตั้งแต่ก่อนที่ผมเรียนหนังสือ  จนกระทั่งเข้ามาทำงานช่วยท่านพลเอกชวลิต ที่นี้ สิ่งที่เห็นมาอยู่ระดับหนึ่งก็คือว่า…

เอาข้อดีก่อนนะครับ คนที่นี่ ตั้งแต่ผมสัมผัสมา เป็นคนที่มีประสิทธิภาพสูง   เป็นคนที่เสียสละ ตั้งใจทำงาน แค่เราบอกว่าตรงนี้อยากได้ข้อมูล ถ้ามีพร้อมภายในไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็มาแล้ว ถ้าหากต้องไปค้นคว้าอะไรต่างๆ อย่างไงก็ภายในวันนั้น คือจะรวดเร็วมาก ทำงานตอบสนองต่างๆ ได้รวดเร็ว   คนมหาดไทยถูกฝึกให้ทำงานมีประสิทธิภาพ ทุ่มเท แล้วก็เสียสละ นี่เป็นข้อดี

ขณะเดียวกัน ข้อเสียก็คือว่า คนมหาดไทยส่วนหนึ่งก็ยังเป็นเจ้าขุนมูลนาย ยังไม่ใช่นักบริหารที่รับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง และก็ยังมีที่ผมเรียนตอนต้นแล้ว ก็คือยังมีลักษณะของสถาบัน มีอะไรอยู่พอสมควร นี่ก็คือข้อเป็น weakness ของเราถามจริงๆ ถ้าเราแก้ weakness ตรงนี้ได้ นี่มันคือสุดยอดนะ

ทำไมท่านนายกฯ จึงให้ความสำคัญกับมหาดไทยมาก ในการ lead ประเทศไทย   ทำไมถึงเริ่มมีผู้ว่า  CEO ขึ้น ในประเทศเราแข็ง ผู้ว่าฯ นั้น ยอดเยี่ยม ต่างประเทศเรามีทูตที่ยอดเยี่ยม ผมถามว่าใน 5 ปี 10 ปี ข้างหน้านี้ เราก็ไปกระทบไหล่เกาหลีใต้ได้ ผมจบจากฝรั่งเศส    ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศเล็ก เท่าประเทศไทย ประชากรน้อยกว่าเรา แต่เขา place  ตัวเองกระทบไหล่อเมริกา ถูกไหมถามว่าเขาทำได้อย่างไร นั่นก็คือว่าระบบการเมืองเขาค่อนข้างจะยึดกฎหมาย ยึดเหตุผล ข้าราชการประจำก็เช่นเดียวกัน    ข้าราชการประจำในการทำงานจะถูกตรวจสอบว่าในการใช้อำนาจของท่านนั้น ท่านใช้ได้เต็มที่แต่ต้องใช้ให้ถูกต้อง มีระบบตรวจสอบต่างๆ มีศาลปกครอง มีอะไร เขาเคารพซึ่งกันและกัน ประชาชน happy    เขามั่นใจในระบบ เมื่อคนมั่นใจในระบบแล้ว คนมีพลังในการทำงาน คนอยากจะผลักดันประเทศของตัวเองไป เขารู้สึกว่าประเทศนี้มั่นคงสำหรับเขา เป็นความหวังให้เขาได้ แต่ประเทศใดที่ผู้คนไม่มั่นใจข้าราชการ ไม่มั่นใจระบบการเมือง ไปไม่รอด

เวลานี้ท่านได้การเมืองที่นิ่งมาก อย่างเดียวก็คือพัฒนาระบบราชการให้มั่นคง  ให้เป็นความหวัง ให้เป็นตัวที่ผลักดันภาคเอกชนให้เขาไปต่อสู้  ภาคเอกชนในระบบ high – end ทั้งหลายที่เก่งๆ ระดับข้ามชาติ     ก็ไปสู้กันกับต่างประเทศ ถ้าระดับ mid – end ก็พยายามจะพัฒนาตัวเอง พยายามจะขึ้นไป ระดับ low – end ที่ นายกฯ พยายามจะทำ นี้คือการแก้ปัญหาความยากจน ให้โอกาสให้ความเป็นไปได้กับคนระดับล่าง เขาจะพัฒนาตัวเองขึ้นมาสู่ระดับ mid – end    พวก mid – end เขาเข้าถึงแหล่งทุน SMEs ต่างๆ เขาพัฒนาตนเองขึ้นระดับ high -  end  เรามี high – end มากเท่าไร มี mid – end มากเท่าไร เราก็ place ตัวเองได้สูงมากเท่านั้น โอกาสมันวิ่งตั้งแต่ ถ้าเทียบเป็นเงิน ตั้งแต่บาท จนกระทั่งไม่ limit ถ้าเราตัวเตี้ย มันก็เก็บได้ที่ละบาท สองบาท  สิบบาท ยี่สิบบาท เราตัวสูงเราก็ได้เป็นร้อยเป็นพัน เป็นหมื่นเป็นล้าน เราอย่าให้ประชาชนไทยหรือคนไทยตัวเตี้ย ถ้าเตี้ยแล้วมันก็เตาะแตะอยู่อย่างนี้ ท่านนายกฯ พยายามจะมองว่าต่อไปนี้ประเทศไทยมันต้องตัวสูง มันจึงจะไปอยู่ระดับข้างบนได้ ถามว่าพร้อมจะตัวสูงไหม พร้อมทุกด้าน เพียงแต่แก้วิธีคิด แก้วิธีทำงาน แก้ปัญหาที่ผมเรียนมาย่อๆ เมื่อครู่นี้

ดังนั้น มหาดไทยยุคใหม่ ซึ่งก็คงไม่ใช่มาเป็นวันนี้ ผมคิดว่าหัวใจสำคัญก็คือ เป็นนักบริหาร ไม่ใช่นักปกครอง  ศัพท์คำว่าปกครองไม่ได้เสียหาย แต่บางทีมันสื่อก็คือ สื่อความเป็นเจ้าขุนมูลนาย  ตอนจะตั้งศาลปกครอง ความรู้สึกก็คือ มันจะไปปกครองใครกัน แต่บังเอิญเป็นศัพท์เทคนิค แล้วโดยภารกิจต่างๆ   ก็เห็นชัดว่าเพื่อที่จะรักษาดุลยภาพระหว่างการใช้อำนาจกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน   และของเราก็ต้องคิดตลอดเวลาว่าเป็นนักบริหาร นักบริการ ผมทำแผนปฏิรูประบบราชการ ตอนเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ก็เป็นแผนแม่บทครั้งที่ทำกัน ต่อไปนี้การบริหารราชการก็คือการบริการประชาชนแล้วเรากำหนดให้เป็นทศวรรษของการบริการประชาชน การบริหารราชการไม่ใช่การออกไปสั่งประชาชน ไม่ใช่เป็นการคิดจากส่วนกลางออกไป

ท่านจะเห็นได้จากการทำงบประมาณแบบใหม่นั้น เราให้ผู้ว่าฯ เป็นคนเสนอโครงการสะท้อนขึ้นมา จริงอยู่แม้หลายโครงการจะเป็นเบี้ยหัวแตก ไม่เข้าท่าเข้าทางนัก แต่นี้เป็นจุดเริ่มต้น   เดิมนั้นเรากำหนดไปจากส่วนกลางทั้งสิ้น กระทรวง กรมเป็นคนกำหนดว่าจะทำโน่นทำนี่  ข้างล่างไม่มีสิทธิ์สะท้อนขึ้นมา เวลานี้ข้างล่างเขาสะท้อนขึ้นมา มาคุยกับกระทรวง คุยกับกรม รองนายกฯ ไปดูอีกทีหนึ่งว่าอันนี้เป็นอย่างไร    ปี 2 ปีนี้ อาจจะยังไม่ได้ผลดีมากนัก  แต่มันเป็นจุดเริ่มต้น ผมเชื่อว่าอีก 3 – 4 ปีข้างหน้า   เราจะเห็นชัดเจนว่างบประมาณที่ใช้มันตอบสนองเป้าหมายต่างๆ ได้ดีกว่า  การตรวจสอบก็จะทำได้ดีกว่า  ตรงนี้ผมจึงคิดว่าเป็นเรื่องของการบริหาร

·      ถ้าถามว่าคนมหาดไทยในทัศนะผม ควรจะเป็นคนแบบไหน ….

ผมคิดว่าประการแรกต้องมีภาวะผู้นำ ไม่มีตรงนี้ไม่ได้ ยิ่งถ้าเป็นผู้ว่า CEO     ต้องมีภาวะผู้นำ  แต่ภาวะผู้นำไม่ใช่เรื่องของการใช้อำนาจ เป็นเรื่องของการใช้ปัญญา เขาจะยอมรับเรา ต่อเมื่อเรามีปัญญา ปัญญาจะเกิดจากอะไร เกิดจากการศึกษา เกิดจากการเรียนรู้ เกิดจากการที่เรายอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น และมาประมวล มาสังเคราะห์เป็นสติปัญญาของเรา  เราจะต้องเรียนรู้ตลอดเวลา

ประการต่อมาต้องมีสติ ผมคิดว่าเราเป็นมนุษย์ปุถุชนเหมือนกันนี้ เราก็ขาดสติบ่อย ผมเองก็ขาดบ่อย มีใครมายั่วยุบ้างมีใครมาด่าบ้างก็ฉุนนี่มันเรื่องธรรมดา แต่ว่าเราทำงานให้กับสังคมกับประชาชน เราต้องเตือนตัวเองว่าอย่าขาดสติ เพราะถ้าเราขาดสติ แล้วเอาความขาดสติไปใส่กับสังคม ใส่กับประชาชน  เขารับกรรม ต้องมีสติตลอดเวลา ถ้าจะขาดสติต้องไปขาดที่บ้าน ไม่เป็นไรมันก็แค่นั้นเอง แต่กับสังคมกับผู้ใต้บังคับบัญชาเราขาดสติไม่ได้ เพราะเขาไม่ใช่คนใช้เรา ถึงแม้คนใช้เรายังขาดสติไม่ได้เลยเพราะเขาคือมนุษย์คนหนึ่ง   เพียงแต่เขาทำหน้าที่เป็นคนรับใช้เราเท่านั้นเอง มันแค่แบ่งแยกงานกันทำ อย่างนั้น ผมจึงคิดว่าเราต้องปฏิบัติต่อเพื่อนร่วมงานอย่างให้เกียรติเสมอไป เพียงแต่ว่า ที่เรียนแล้วต้องมีวินัย  แต่เราให้เกียรติกัน  ซึ่งผมเชื่อว่ามหาดไทย ส่วนใหญ่ปัจจุบันนี้เป็นอย่างนี้อยู่แล้ว ในอดีตอาจจะมีอยู่บ้าง ที่สำคัญ

ประการที่สาม ผมไม่ค่อย worry กับมหาดไทยก็คือการรู้จักการประสานงาน  ผมว่ากระทรวงนี้เป็นกระทรวงที่ยอดเยี่ยมในการประสานงาน  บางหน่วยงานที่ผมไปทำงานร่วมกันมามีปัญหาเรื่องการประสานงาน  ความจริงแล้วคนไทยน่าจะประสานงานเก่งที่สุดในโลก    เพราะอะไรรู้ไหม มันมีวิทยาลัย มีหลักสูตรเยอะไปหมด แล้วก็เข้าไปเรียนกันทั้งภาคเอกชน ภาคข้าราชการ ภาคการเมือง ทั้งหมดบางทีความรู้ก็ได้ส่วนหนึ่ง   แต่ส่วนใหญ่ได้ connection  กัน แล้วก็ได้การประสานงาน นี้เป็น model ไทย  ซึ่งคิดว่าอีกหลายแห่งในโลกไม่มีตัวนี้ แต่ต้องใช้การประสานงานนี้เพื่อประโยชน์ของสังคม เพื่อประโยชน์ของการทำงานให้กับบ้านเมือง บางคนส่วนใหญ่ใช้ประโยชน์ตรงนี้เพื่อตัวเอง หรือเพื่อพวกพ้องกัน อย่างนี้มันก็จะเสียหาย ดังนั้น ไม่น้อยเหมือนกันที่เราไปอยู่ในกลุ่ม สถาบันวิทยาลัย หลักสูตรต่างๆ แล้วบางทีก็เลยไปในเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ซะ ถ้าเราเอาสิ่งเหล่านี้มาใช้เป็นประโยชน์  เชื่อว่าน่าจะไปได้ดีมาก

เรื่องที่สี่   อยากจะฝากอีกเรื่องก็คือ เรื่องของความอ่อนน้อมถ่อมตน  วันนี้ต้องขอฝาก เราอยู่ในองค์กรที่ต้องใช้อำนาจตลอดเวลา ดังนั้น การใช้อำนาจต้องควบคู่ไปกับความอ่อนน้อมถ่อมตน อย่าไปแสดงออกว่าเรามีอำนาจเป็นอันขาด เรายิ่งใช้อำนาจแล้วเราอ่อนน้อมถ่อมตน ผู้คนที่ต้องรับคำสั่งรับการกระทำของเราไปเขาจะยอมรับ  เพราะรู้ว่าคนนี้เขาทำตามหน้าที่ เขาไม่ได้ทำเพราะเขาบ้าอำนาจ  ต้องขอฝากพวกเราไว้ ที่ผมเรียนตอนต้น

ขอย้ำอีกที คือท่านต้องมีความรอบรู้และมีเหตุผล   ดังนั้นในการทำงานก็เลยขอว่า ขอเราใช้สติ ใช้ปัญญา อย่าใช้อารมณ์นำ อย่าเป็นเจ้าขุนมูลนาย แล้วที่สำคัญสุดท้ายก็คือว่า สิ่งที่จะเป็นเครื่องมือในการทำงานก็คือกฎหมายและเหตุผล ท่านทำงานต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย ไม่ใช่ผมเป็นนักกฎหมายแล้วพูดอย่างนี้ เพราะสังคมนั้นต้อง มีกติกา ถ้าเราไม่เคารพกติกา ตัวเราเองต้องเคารพก่อน เราไปบอกประชาชนต้องเคารพ ไปบอก mob  ต้องเคารพ เราเองบางครั้งเราละเมิดกติกา เราต้องระมัดระวัง แต่แน่นอนกฎหมายไม่ใช่เป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ หรือต้องตีความในทางที่มันทำงานไม่ได้ 

อันนั้น  ผมไม่เห็นด้วย  ต้องตีความในทางที่ทำงานได้   แต่แน่นอนในการตีความมันก็มี  scope  ของมัน คือเขียนแค่นี้จะตีความให้ทำงานอีกเรื่องแล้ว beyond  scope มันเป็นไปไม่ได้ อันนั้นต้องไปแก้ไข แต่ถ้าอยู่ในกรอบที่ทำได้ นักกฎหมายรัฐธรรมนูญ ก็ตีความเอาตัวอักษรเป็นหลัก ให้มันทำไม่ได้เสียอย่างนั้น อย่างนี้ก็มีเยอะ ผมคิดว่าเราจะต้องชั่งให้ดีระหว่างความยืดหยุ่นตรงนี้นะครับ

                                สุดท้ายก็อยากจะฝากพวกท่านทุกคนว่า ผมมาทำงานนี้มาด้วยความตั้งใจเต็มเปี่ยม ท่านนายกฯ มอบหมาย ท่านนายกฯ ให้ความไว้วางใจ เชื่อว่าที่ท่านปลัดฯ ได้กล่าวไปแล้ว ด้วยความรู้เท่าที่ผมมี ด้วยประสบการณ์เท่าที่ผมมีบวกกับความช่วยเหลือของท่านซึ่งเป็นหลักสาระสำคัญ      ผมคิดว่าเราจะสามารถทำภารกิจของกระทรวง ซึ่งส่วนสำคัญก็คือภารกิจของประเทศให้ลุล่วงได้ ท่านเชื่อผมเถิดครับ ท่านจะสามารถวางประเทศจากคนเตี้ยเป็นคนสูง แล้วคนทั้งประเทศเขาจะได้รับอานิสงส์ตรงนี้  ซึ่งคนทั้งประเทศก็คือลูกหลานของท่าน ลูกหลานผมด้วย  ผมอยากเห็นสิ่งนี้ ก็ขอขอบคุณทุกท่านแล้วเราเดินหน้าอย่างเต็มกำลัง บนความเป็นธรรม แล้วก็โปร่งใส

               

                ขอบคุณครับ ………..

 

*****************************

 

เสาะหามาแบ่งปันเพื่อชาว พช.

โดยทีมไอที สพช.เชียงใหม

Hosted by www.Geocities.ws

1