ด้วยความปรารถนาดีจากพัฒนาชุมชนเชียงใหม่
กระทรวงมหาดไทย
โดยศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนของกระทรวงมหาดไทย (ศตจ.มท.) ได้เสนอรายงานสรุปผลการดำเนินงานรับจดทะเบียนในภาพรวม
ดังนี้
1. การบริหารจัดการ
1.1
องค์กรนำในการปฏิบัติและบูรณาการในการแก้ไขปัญหาความยากจน
คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่
271/2546 และคำสั่งที่ 272/2546 ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 กำหนดแนวทางการดำเนินการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนและจัดตั้งศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนแห่งชาติ
(ศตจ.) โดยมี รองนายกรัฐมนตรี (พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ) เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ
ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและองค์กรพัฒนาเอกชน ร่วมเป็นกรรมการ
ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ได้จัดตั้งองค์กรรองรับการดำเนินการ ดังนี้
1) ระดับกระทรวง
- จัดตั้งศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะะความยากจนกระทรวงมหาดไทย (ศตจ.มท.)
2) ระดับกรม - จัดตั้งศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนขึ้นในกรมการปกครอง
กรมการพัฒนาชุมชน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และ กรมที่ดิน
เพื่อประสานการดำเนินงานกับ ศตจ. ศตจ.มท.
และ ศตจ.จังหวัด/อำเภอ/กิ่งอำเภอ
3) ระดับจังหวัด/กรุงเทพมหานคร
จัดตั้งศูนย์อำนวยการปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนจังหวัด/กรุงเทพ
เพื่ออำนวยการและติดตามการลงทะเบียนของ ศตจ.อำเภอ/กิ่งอำเภอ/เขต
4) ระดับอำเภอ/กิ่งอำเภอ/เขต
- จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชชนะความยากจนอำเภอ/กิ่งอำเภอ/เขต ในอำเภอ/กิ่งอำเภอ/เขต
ทุกแห่งทั่วประเทศ เพื่อดำเนินการรับลงทะเบียนสำรวจความต้องการของประชาชนในปัญหาต่าง
ๆ ที่รัฐบาลมอบหมาย ซึ่งแต่ละศูนย์ได้เตรียมการ เตรียมสถานที่
และวางแผนรองรับการให้บริการจดทะเบียนเพื่อให้เกิดความสะดวกสบาย
และเป็นระเบียบร้อย
1.2 การจัดแบ่งโครงสร้างของ ศตจ.มท.
ศตจ.มท. ได้แบ่งเป็น 1 สำนัก และ 3 ส่วนปฏิบัติการ ดังนี้
- สำนักงาน ศตจ.มท. มีหน้าที่บูรณาการ
เร่งรัดกำกับ สรุปรายงาน และรับทราบปัญหาอุปสรรคการปฏิบัติงานของ ศตจ.กทม. ศตจ.จังหวัด/ อำเภอ/กิ่งอำเภอ
- ส่วนบริหารข้อมูลและสำรวจความต้องการ
มีหน้าที่ดำเนินการสำรวจและจดทะเบียนความต้องการของประชาชน รวบรวมวิเคราะห์ข้อมูลตามประเภทปัญหา
และประสานข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่
- ส่วนประสานการปฏิบัติการช่วยเหลือ
มีหน้าที่กำหนดแนวทางการบริหาร
ทรัพยากรและการช่วยเหลือในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทย ประกอบด้วย
การดูแลด้านหนี้สินของประชาชนทั้งในและนอกระบบ
การจัดสรรทรัพยากรในส่วนของที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย การประกอบอาชีพและการมีงานทำ
- ส่วนสนับสนุน
มีหน้าที่เสนอแนะเชิงวิชาการ ข้อกฎหมาย และการแก้ไขปัญหาการร้องเรียน
ประสานงานกับองค์กรประชาชน และภาคประชาชน
1.3
การแบ่งมอบภารกิจในการปฏิบัติงานการจดทะเบียน
กระทรวงมหาดไทย
ได้มอบภารกิจให้กรมต่างๆ ดำเนินการโดยใช้หลักเจ้าภาพหลักพื้นที่ และหลักภารกิจ
โดยสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นฝ่ายอำนวยการ และประสานงาน ดังนี้
- การประชาสัมพันธ์เชิงรุกในชุมชน
(Public Relation) กรมการพัฒนาชุมชน
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรุงเทพมหานครรับผิดชอบ
- การจดทะเบียน (Register)
กรมการปกครอง และกรุงเทพมหานครรับผิดชอบ
- การบันทึกข้อมูล
(Record) กรมการปกครอง และกรุงเทพมหานคร
- การตรวจสอบและยืนยันข้อมูล
(Re Check) กรมการพัฒนาชุมชน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
และกรุงเทพมหานคร รับผิดชอบ
- การรายงาน (Reporting)
กรมการปกครอง กรมการพัฒนาชุมชน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
และกรุงเทพมหานคร รับผิดชอบ
1.4
การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และการทำความเข้าใจกับประชาชนกลุ่มเป้าหมายเพื่อรณรงค์ให้ไปลงทะเบียนในเชิงลึกและในวงกว้าง
ศตจ.มท
ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามภารกิจที่มอบหมายไว้ ได้แก่
กรมการพัฒนาชุมชน กรมการปกครอง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรุงเทพมหานคร
ได้จัดทำข้อความโฆษณา (Spot) ในทุกสื่อ พิมพ์โปสเตอร์และแผ่นพับแจกจ่าย 726,000 แผ่น
สติกเกอร์ 5,000 แผ่น ตราประทับไปรษณีย์
ประชาสัมพันธ์ทางสถานีโทรทัศน์และวิทยุกว่า 40 ครั้ง จัดทำไตรวิชั่นในกรุงเทพมหานคร 50 จุด
ตลอดจนดำเนินการประชาสัมพันธ์เชิงลึกในชุมชน/หมู่บ้าน 55,656
ครั้ง ใน 12,546 หมู่บ้าน/ชุมชน เพื่อกระตุ้น เร่งเร้า
เผยแพร่ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทะเบียนเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมและความยากจน
รวมทั้งได้สร้างความเข้าใจให้ประชาชนทราบว่าการลงทะเบียนดังกล่าวไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่ประการใด
เพื่อป้องกันมิให้บุคคลผู้ฉวยโอกาสหาประโยชน์จากนโยบายดังกล่าวไปหลอกลวงประชาชนได้
1.5
งบประมาณในการดำเนินการ นายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติงบประมาณ 2547 งบกลาง รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น
เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการลงทะเบียนสำรวจความต้องการของประชาชน จำนวน 742,657,760 บาท ให้แก่กระทรวงมหาดไทย จำแนกได้ ดังนี้
การจำแนกรายกรม 1) สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย 35,540,350 บาท 2) กรมการปกครอง 529,593,080 บาท 3) กรมการพัฒนาชุมชน 132,942,790 บาท 4) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 21,832,540 บาท 5) กรุงเทพมหานคร 22,749,000 บาท
การจำแนกตามประเภท 1) งบบุคลากร (ค่าจ้างชั่วคราวในการบันทึกข้อมูล)
356,013,000 บาท 2) งบดำเนินการ 357,388,260 บาท 3) งบลงทุน 8,661,500 บาท
4) งบอุดหนุน(สนับสนุนให้แก่เทศบาลและเมืองพัทยา) 20,595,000 บาท
โดยแต่ละหน่วยงานได้จัดสรรให้แก่
ศตจ.จ/อ./กิ่ง อ./เขต เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการลงทะเบียน
ทั้งนี้ได้เร่งรัดให้จ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างและเบี้ยเลี้ยงแก่ผู้ปฏิบัติงานโดยเร็ว
2. การปรับแผนการจดทะเบียน
ในการประชุมคณะรัฐมนตรี
เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2547 นายกรัฐมนตรีได้มีดำริให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาปรับระยะเวลาการรับจดทะเบียนในพื้นที่
67 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2547 โดยในพื้นที่ 8 จังหวัดนำร่องให้เสร็จในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2547 เพื่อจะได้นำข้อมูลมาวิเคราะห์และหาแนวทางการแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชนที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนได้เร็วยิ่งขึ้น
ซึ่งในเรื่องนี้กระทรวงมหาดไทยได้ประสานการปฏิบัติกับหลายจังหวัดที่มีประชากรจำนวนมากเกินกว่า
1 ล้านคนแล้ว ได้รับการยืนยันว่าสามารถปรับแผนการรับจดทะเบียนให้แล้วเสร็จได้
จึงขอให้จังหวัดและกรุงเทพมหานครประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึง
รวมทั้งจะได้มีการปรับแผนในการดำเนินงานของกรมต่าง ๆ
ที่เกี่ยวข้องในการจัดทำประชาคมเพื่อตรวจสอบข้อมูลให้สอดคล้องกับการปรับเลื่อนกำหนดเวลาด้วย
แนวทางการจัดทำประชาคม
กรมการพัฒนาชุมชนซึ่งได้รับมอบหมายให้ใช้กระบวนการประชาคมตรวจสอบยืนยันการจดทะเบียนได้วางหลักเกณฑ์และแนวทางในการจัดทำประชาคมหมู่บ้าน/ชุมชน
เพื่อให้ตรวจสอบและยืนยันข้อมูลผู้ประสบปัญหาที่ถูกต้องและเป็นที่ยอมรับ
หลังจากได้หารือหน่วยเกี่ยวข้องแล้วได้มีแนวทางการดำเนินการ ดังนี้
1. กำหนดให้มีการจัดประชุมประชาคมให้แล้วเสร็จภายใน
15
วันนับจากเสร็จสิ้นการลงทะเบียนและกรมการปกครองได้จัดพิมพ์รายชื่อผู้ลงทะเบียนส่งให้
ศตจ.อ./กิ่ง อ./เขต
2. ให้มีตัวแทนของครัวเรือนผู้ประสบปัญหาเข้าร่วมประชุมอย่างน้อยครัวเรือนละ
1 คน โดยต้องการให้มีผู้เข้าร่วมประชาคมให้มากที่สุด
รวมทั้งให้มีองค์กรกลาง คณะกรรมการหมู่บ้าน คณะกรรมการชุมชน ผู้นำชุมชน
ผู้นำองค์กร อาสาสมัคร เป็นแกนหลักเข้าร่วมในการจัดทำประชาคมด้วย
3. กรณีที่ที่ประชุมประชาคมเห็นชอบให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดหรือครอบครัวใดไปจดทะเบียน
ให้ที่ประชุมนั้นแจ้งให้บุคคล/ครัวเรือนนั้น / ไปจดทะเบียน ณ ที่ว่าการอำเภอ/กิ่งอำเภอ/เขต
ภายใน 7 วัน ประชาคมจะไม่เพิ่มชื่อบุคคล/ครัวเรือนนั้นเองโดยผู้ประสบปัญหาไม่ไปจดทะเบียน
4. การปิดประกาศรายชื่อผู้ประสบปัญหาในระดับหมู่บ้าน/ชุมชน
จะปิดประกาศในที่สาธารณะตามแบบรายงานสรุปข้อมูลผู้ประสบปัญหาสังคม (แบบ ร.001)
ส่วนแบบข้อมูลพื้นฐานและข้อมูลตามสภาพปัญหา (สย.1-7)
ให้เปิดเผยแก่ประชาคมเท่าที่จำเป็นและเพียงพอแก่การพิจารณาของประชาคม
ทั้งนี้ต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายและกระทบต่อสิทธิส่วนบุคคล
5. กรณีที่ที่ประชุมประชาคมไม่ยืนยัน
หรือไม่ให้ความเห็นชอบ หรือมีผู้ลงทะเบียนคนใดร้องขอความเป็นธรรม ให้ ผอ.ศตจ.อ./กิ่ง อ./เขต
พิจารณาเป็นกรณีไป
6. จำนวนครั้งในการจัดประชาคมเพื่อตรวจสอบและยืนยัน
ให้อยู่ในดุลยพินิจของ ผอ.ศตจ.อ./กิ่ง อ./เขต ที่เห็นว่าเหมาะสม
7. ในกรุงเทพมหานคร
เทศบาล และเมืองพัทยา
กรณีที่ผู้ประสบปัญหาที่มาจดทะเบียนไม่สามารถระบุชื่อชุมชนที่ตนอยู่อาศัยได้
ซึ่งเป็นอุปสรรคในการจัดทำประชาคมให้ ศตจ.อ./กิ่ง อ./เขต จัดทำบัญชีจำแนกไว้ต่างหาก
และกรมการปกครองจะได้จัดทำบัญชีรายชื่อหมู่บ้าน/ชุมชนในเขตพื้นที่เทศบาล/เขต
เพื่อแจกจ่ายให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนให้คำแนะนำแก่ผู้ประสบปัญหาที่มาจดทะเบียนระบุรายละเอียดให้ครบถ้วนต่อไป
8. การจัดทำประชาคมในเขตกรุงเทพมหานคร
มีผู้ลงทะเบียนร้อยละ 20
ซึ่งอยู่อาศัยในพื้นที่ซึ่งไม่มีการรวมตัวเป็นชุมชนที่จะจัดทำประชาคมได้
กรุงเทพมหานครได้เสนอแนวการจำแนกการจัดทำประชาคมเป็น 2
ลักษณะ คือ
1) ในชุมชน
จะปิดประกาศรายชื่อและจัดทำประชาคม ณ ชุมชนเหล่านั้น
2) ในเขตพื้นที่ที่ไม่มีการรวมตัวเป็นชุมชน
จะปิดประกาศ ณ สำนักงานเขต หากมีผู้คัดค้าน ให้ยื่นคำร้องต่อสำนักงานเขต
โดยให้อยู่ในดุลยพินิจของ ผอ.ศตจ.เขต ในการพิจารณา
ข้อสังเกตและปัญหาในการดำเนินงาน
จากการรับลงทะเบียนผู้ประสบปัญหาความเดือดร้อนที่ผ่านมา
โดยรวมได้ดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อยตามแผนที่วางไว้
โดยการผนึกกำลังร่วมกันของหน่วยงานต่าง ๆ เป็นอย่างดี
พี่น้องประชาชนตื่นตัวให้ความสำคัญกับนโยบายนี้
นับเป็นมิติใหม่ของการแก้ปัญหาที่มีระบบข้อมูลระดับบุคคลเป็นพื้นฐาน (People Approach) แต่อย่างไรก็ตามจากการตรวจติดตามของคณะตรวจติดตามต่าง
ๆ ยังคงพบปัญหาอุปสรรคขัดข้องบางประการ ซึ่ง ศตจ.มท.ร่วมกับผู้ปฏิบัติได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาให้ดำเนินการไปได้ด้วยดีแล้ว
ได้แก่
1. ปัญหาประชาชนผู้มาลงทะเบียนที่พบอยู่จำนวนมาก
เช่น
1) ประชาชนบางส่วนมิได้นำหลักฐานมาติดต่อกับทางราชการ
2) ประชาชนยังไม่รู้ปัญหาของตนเองว่าจะยื่นขอความช่วยเหลือในปัญหาประเภทใด
บางส่วนยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และรายละเอียดของการลงทะเบียน
3) ประชาชนจำนวนมากจะให้รายละเอียดได้ไม่ครบถ้วน
เช่น ปัญหาหนี้สินภาคประชาชนจะไม่สามารถแจ้งชื่อที่อยู่ของเจ้าหนี้ได้
และหนี้ในระบบก็ไม่สามารถแจ้งอัตราดอกเบี้ยและ อื่น ๆ ได้ จึงต้องใช้เวลาทำความ
เข้าใจนานพอสมควร
4) ประชาชนมีรายได้น้อย
หรือมีอาชีพไม่แน่นอน แต่ต้องการที่อยู่อาศัยในพื้นที่ที่มีราคาสูง
5) ประชาชนใช้เวลากรอกแบบมาก
บางส่วนเขียนหนังสือไม่ได้ ซึ่งอำเภอได้เตรียมบริการเพื่อช่วยการกรอกแบบ
และดำเนินการประชาสัมพันธ์ในทางลึกให้มากยิ่งขึ้น
โดยมอบหมายผู้รับผิดชอบประจำหมู่บ้านเข้าไปชี้แจงถึงตัวบุคคลเป้าหมายให้ทราบและเข้าใจถึงการจดทะเบียนเพื่อจะได้มีการเตรียมข้อมูลในการกรอกแบบ
สย.ต่าง ๆ ให้ครบถ้วน ถูกต้อง และรวดเร็ว
2. ในกรุงเทพมหานคร
แต่ละเขตต้องใช้บุคลากรในการปฏิบัติงานจำนวนมาก บางวันมีผลต่อการปฏิบัติงานประจำ
ซึ่งเป็นงานให้บริการประชาชนเช่นเดียวกัน
3. ในระยะแรกของการรายงานผลการจดทะเบียน
ภายหลังปิดการจดทะเบียน บางอำเภอไม่สามารถบันทึกข้อมูลให้แล้วเสร็จวันต่อวันได้
เนื่องจากขณะนี้การติดตั้งคอมพิวเตอร์ On-Line ทั่วประเทศยังขาดอีก
90 แห่ง จะเสร็จสิ้นในปลายเดือนมกราคม 2547 ประกอบกับมีการปรับปรุงโปรแกรมเพิ่มเติม
เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ละเอียดชัดเจน
ยิ่งขึ้น และบางครั้งการ
On-Line มีเหตุขัดข้องทางเทคนิคทำให้ไม่สามารถบันทึกข้อมูลได้
ซึ่งขณะนี้ได้มีการแก้ไขแล้ว
การตรวจเยี่ยมการดำเนินการจดทะเบียนเพื่อแก้ปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันพุธที่ 21 มกราคม 2547
ระหว่าง 09.15-13.30 น. ณ ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย
และกรมการปกครอง นายกรัฐมนตรีได้ให้ข้อคิดเห็นและแนวทางดำเนินงานไว้ ดังนี้
1) นายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณกระทรวงมหาดไทยที่ได้ร่วมช่วยกันกับรัฐบาลทำงานหนัก
ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ได้แก่ เรื่องยาเสพติด ผู้มีอิทธิพล
การส่งมอบอาวุธสงครามและเรื่องถัดไปที่กำลังดำเนินการอยู่ คือ
การแก้ไขปัญหาสังคมและความยากจนฯ ซึ่งต้องอดทนทำงานในเชิงลึกและละเอียดอ่อนให้มากขึ้น
กระทรวงมหาดไทยเป็นกลไกขับเคลื่อนระบบที่สำคัญไม่ใช่เพียงแค่การปกครอง ความมั่นคง
แต่รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจระดับพื้นฐานด้วย ซึ่งถือว่า Amazing มหาดไทย ที่สามารถดำเนินการได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงมากเพียงพอที่จะนำไปใช้ประโยชน์
2) การจ้างงาน
เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและการว่างงาน ผู้ที่เกี่ยวข้องเองต้องช่วยกันสร้างงาน
ฝึกอาชีพ เร่งการพัฒนาภาคเศรษฐกิจให้ขยายตัว เพื่อให้เกิดการจ้างงาน ในระยะแเรกอาจจะเป็นการจ้างงานในลักษณะชั่วคราว
และในระยะยาวลูกจ้างเหล่านี้อาจได้รับการจ้างให้ทำงานประจำได้ ขอให้จังหวัดต่าง ๆ
ได้ช่วยกันสร้างงาน นำข้อมูลการลงทะเบียนฯ
ในจังหวัดมาช่วยกันแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งจะเกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ ฝ่ายนายจ้างก็สามารถทำงานได้แล้วเสร็จ
และฝ่ายลูกจ้างก็ได้รับการจ้างงาน
3) ผู้ที่บุกรุกที่ดินของรัฐทุกประเภท
ทั้งที่ดินราชพัสดุ ที่สาธารณประโยชน์ที่ป่าสงวนหรืออุทยานแห่งชาติ ที่ ส.ป.ก. จะต้องให้ผู้บุกรุกครอบครองที่ดินดังกล่าวทั้งหมดมาลงทะเบียนให้หมด
4) เจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบ
ซึ่งผู้มาลงทะเบียนเกรงกลังที่จะให้ข้อมูล บางส่วนไม่ทราบชื่อที่แท้จริง ดังนั้น
ในการแก้ไขปัญหาอาจจะมีแนวทางกำหนดให้บุคคลผู้เป็นเจ้าหนี้นอกระบบเหล่านี้มาลงทะเบียนรายงานตัวและให้ข้อมูลต่อทางราชการ
เพื่อประโยชน์ในการถ่ายโอนหนี้เข้าสู่หนี้ในระบบต่อไป
และมีมาตรการสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม
หากตรวจพบในภายหลังอาจใช้มาตรการทางภาษี
และมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการต่อไป
5) ปัญหาอื่น ๆ
ที่รับลงทะเบียน ให้จำแนกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ไว้ แล้วดำเนินการลงรหัสเพิ่มเติม
โดยจัดกลุ่มตามเจ้าภาพ (หน่วยงาน) ที่จะรับไปแก้ไขปัญหา
การแก้ไขปัญหาใดที่สามารถดำเนินไปได้ในระดับจังหวัด ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแบบบูรณาการดำเนินการได้ทันที หากปัญหาใดไม่สามารถแก้ไขได้
ให้ส่งต่อเข้ามายังส่วนกลาง เพื่อแก้ไขในเชิงโครงสร้างและระบบต่อไป
6) เวทีประชาคมที่จัดเพื่อคัดกรองว่าข้อมูลที่ได้นั้นถูกต้อง
เป็นความจริง เป็นข้อมูลที่สมเหตุสมผล
ดังนั้นขั้นตอนการจัดทำเวทีประชาคมนี้เป็นขั้นตอนที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ
เพื่อคัดกรองข้อมูลที่เป็นความจริงและสร้างให้เกิดความสามัคคีในชุมชน/หมู่บ้าน
7) ให้มีการจัดกลุ่มผู้ลงทะเบียนในปัญหาขาดที่ดินทำกินจากรายบุคคลให้เป็น
ข้อมูลรายครอบครัว เพื่อจะได้ทราบขนาดของปัญหาและความต้องการที่แท้จริง
เพื่อรัฐบาลจะได้แก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้อง
8) สำหรับผู้มาลงทะเบียนที่ย้ายไปอยู่ต่างภูมิลำเนาเป็นเวลานาน
โดยไม่ได้มีการย้ายสำเนาทะเบียนบ้านไปด้วย จะทำให้มีปัญหาในการจัดประชาคมตามภูมิลำเนาเดิมเพราะอาจไม่มีผู้ใดสามารถให้การรับรองความถูกต้องของข้อมูล
ก็ให้ใช้วิธีการขอตรวจสอบหลักฐานหรือข้อมูลเพิ่มเติม
9) กรณีพ้นช่วงระยะเวลาการรณรงค์ให้ลงทะเบียนแก้ปัญหาสังคมและความยากจน
ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2547 ซึ่งช่วงดังกล่าวได้ระดมใช้ลูกจ้างรายวันมาช่วยทำงาน
เมื่อพ้นกำหนดดังกล่าวแล้ว ยังคงให้รับลงทะเบียนต่อไป
ซึ่งจะให้เจ้าหน้าที่ประจำดำเนินการในระบบและการจดทะเบียนให้ตรวจสอบดูแลเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจน
และละเอียดมากขึ้น เนื่องจากอาจไม่มีการจัดประชาคมอีก
10) ระบบงบประมาณของจังหวัด
เพื่อความคล่องตัวให้ใช้เงินงบกลางของจังหวัดแบบบูรณาการที่จัดสรรให้ในแบบเงินสำรองจ่าย
สามารถนำมาหมุนเวียนใช้ดำเนินการได้ก่อน หากติดขัดระเบียบกฎเกณฑ์
ขอให้แจ้งให้คณะรัฐมนตรีทราบเพื่อจะได้แก้ไขปรับปรุงต่อไป
11) ฝากให้กระทรวงมหาดไทยได้คิดและวางแผนการบริหารงานบุคคลของกระทรวงไว้ล่วงหน้า
ในการปรับโครงสร้างและระบบค่าตอบแทนในช่วงเดือนเมษายน 2547 ที่จะต้องสร้างทั้งบุคลากรและวางระบบไว้
เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการบริหารและแก้ไขปัญหาของแต่ละจังหวัด
ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดควรต้องมีความต่อเนื่องในช่วงเวลาในการดำรงตำแหน่ง
ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาความยากจน
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการยุทธศาสตร์และแนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาความยากจน
และเห็นชอบให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการ (workshop)
เป็นการเร่งด่วน
เพื่อแสดงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความยากจนตามปณิธานที่ตั้งไว้
และเพื่อบูรณาการแนวคิดในการดำเนินการของทุกฝ่าย
ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน
ตามที่ศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนแห่งชาติเสนอ
ศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนแห่งชาติ
(ศตจ.) เสนอว่า ได้จัดมีการประชุม ศตจ.
มาแล้ว 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2546 และวันที่ 23
ธันวาคม 2546 สรุปรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการ ได้ดังนี้
1. วัตถุประสงค์
รัฐบาลมีนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาความยากจนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยให้อยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืน
บนพื้นฐานของความสมดุลพอดี และความพอประมาณอย่างมีเหตุผล ภายใต้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
2. เป้าหมาย
รัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายที่จะขจัดปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอันเกี่ยวกับความยากจนให้หมดสิ้นไป
ในเรื่องนี้
นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบการจดทะเบียนปัญหาความเดือดร้อน/ความต้องการของประชาชน
รวม 7 ประการ ได้แก่
ปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหาคนเร่ร่อน ปัญหาผู้ประกอบอาชีพผิดกฎหมาย
ปัญหาการให้ความช่วยเหลือนักเรียน/นักศึกษาให้มีรายได้จากอาชีพที่เหมาะสม
ปัญหาการถูกหลอกลวง
ปัญหาหนี้สินภาคประชาชน
และปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจน
นอกจากนี้ ศตจ. จะได้กำหนดให้ขจัดปัญหาอื่นที่เกี่ยวกับความยากจนเป็นการเพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่งด้วย
3. ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาความยากจน
3.1 ยุทธศาสตร์พระราชทาน
: ศตจ. ได้เทอดหลักการพัฒนาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ได้ทรงพระราชทานไว้เหนือเกล้า
และในฐานะข้าแผ่นดินจะมุ่งมั่นดำเนินการตามรอยเบื้องพระยุคลบาท
นำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัสของพระองค์ท่านมาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาความยากจนให้บรรลุผลโดยเร็วที่สุด
3.2 ยุทธศาสตร์ในการดำเนินการ
: ศตจ. ได้ยึดกรอบยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาความยากจนตามที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไปแล้ว
เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2545 และยุทธศาสตร์การพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545 2549) สรุปเป็นยุทธศาสตร์ในการดำเนินการของ ศตจ. รวม 5 ประการ ดังต่อไปนี้
1) แสดงความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่มีปณิธานอันแน่วแน่จะแก้ไขปัญหาความยากจนให้หมดสิ้นไปและรณรงค์เสริมสร้างให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกฝ่ายมีความเชื่อมั่นว่า
ปัญหาความยากจนเป็นเรื่องที่สามารถร่วมกันแก้ไขได้
2) ขจัดปัญหาเร่งด่วนที่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนมาอย่างยืดเยื้อยาวนาน
โดยเฉพาะปัญหาหนี้สิน ทั้งในระบบและนอกระบบ
ปัญหาเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติที่ทำกิน น้ำ ที่อยู่อาศัย และปัญหาเกี่ยวกับอาชีพและการมีงานทำ
3) แก้ไขปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจ
การศึกษา กฎหมายและระเบียบ และการปฏิบัติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
มิให้เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาความยากจน
โดยมุ่งเน้นการสร้างเสริมนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่เอื้ออำนวยต่อการแก้ไขปัญหา
และการพัฒนาการอุตสาหกรรมการเกษตรและการบริการ
4) สร้างระบบคุ้มครองและประกันทางสังคมเพื่อส่งเสริมคนยากจนและผู้ด้อยโอกาส
และป้องกันมิให้ปัญหาความยากจนที่ได้รับการแก้ไขแล้ว กลับคืนมาอีก
5) พัฒนาระบบราชการในทุกระดับมิให้เป็นภาระต่อประชาชน
ประเทศชาติ สามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
และเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ
โดยยึดหลักการบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
4. งบประมาณ
งบประมาณการแก้ไขปัญหาความยากจนปี
2547 มีจำนวนทั้งสิ้น 18,163,780,000 บาท (หนึ่งหมื่นแปดพันหนึ่งร้อยหกสิบสามล้านเจ็ดแสนแปดหมื่นบาทถ้วน) โดยมีหน่วยงานรับผิดชอบและได้รับการจัดสรรงบประมาณ
จำนวน 13 กระทรวง/26
หน่วยงาน แบ่งเป็น 4 ด้าน ดังนี้
4.1
การเพิ่มศักยภาพและโอกาสคนจน มีหน่วยงานรับผิดชอบ 6 กระทรวง 13 หน่วยงาน งบประมาณ 6,006,820,000 บาท
4.2
การแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร มีหน่วยงานรับผิดชอบ 2 กระทรวง 3 หน่วยงาน งบประมาณ 6,825,920,000 บาท
4.3
การสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อคนจน มีหน่วยงานรับผิดชอบ 4 กระทรวง 7 หน่วยงาน งบประมาณ 4,644,700,000 บาท
4.4
การบรรเทาปัญหาว่างงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน มีหน่วยงานรับผิดชอบ 1 กระทรวง 3 หน่วยงาน งบประมาณ 686,340,000 บาท
5. ภารกิจสำคัญที่จะต้องดำเนินการ
5.1 การส่งเสริมอาชีพและการมีงานทำ : ศตจ.
ได้มีคำสั่งที่ 1/2546 ลงวันที่ 13
ธันวาคม 2546
แต่งตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมอาชีพและการมีงานทำ มีรองนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรนต์
ฉายแสง) เป็นประธาน และปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ
5.2 การจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติ
ที่ทำกิน น้ำ และที่อยู่อาศัย : ศตจ.
ได้มีคำสั่งที่ 2/2546 ลงวันที่ 13 ธันวาคม
2546 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติเพื่อประกอบอาชีพและที่อยู่อาศัย
มีรองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ) เป็นประธาน
และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ
5.3 การแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชน : ศตจ.
ได้มีคำสั่งที่ 3/2546 ลงวันที่ 13
ธันวาคม 2546แต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินความยากจน
มีรองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) เป็นประธานและปลัดกระทรวงการคลัง
เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ
5.4
การส่งเสริมให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนพัฒนาชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน
ซึ่ง ศตจ. จะได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งโดยเฉพาะ
5.5 การปรับปรุงแก้ปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การศึกษา กฎหมาย
ระเบียบและการปฏิบัติต่าง ๆ ให้เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาความยากจน ซึ่ง ศตจ. จะได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการอีกชุดหนึ่งขึ้นมารับผิดชอบดำเนินการในเรื่องนี้
6. กลไกการดำเนินการ
ศตจ. ได้ยึดถือปฏิบัติตามแนวนโยบายของนายกรัฐมนตรี
โดยจัดให้มีเจ้าภาพรับผิดชอบในทุกพื้นที่มีการทำงานในเชิงบูรณาการ
ดังนี้
6.1 ระดับชาติ : ศตจ. และคณะอนุกรรมการเฉพาะด้านที่
ศตจ. แต่งตั้ง มีหน้าที่บูรณาการนโยบายและยุทธศาสตร์ในภาพรวม
6.2 ระดับกรุงเทพมหานคร : ศตจ. ได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนกรุงเทพมหานคร
(ศตจ.กทม.) มีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้อำนวยการ และปลัดกรุงเทพมหานคร
เป็นกรรมการและเลขานุการ รับผิดชอบการบูรณาการในระดับกรุงเทพมหานคร
6.3 ระดับจังหวัด : ศตจ. ได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนจังหวัด(ศตจ.จ.) มีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้อำนวยการ
และปลัดจังหวัด เป็นกรรมการและเลขานุการ รับผิดชอบการบูรณาการในระดับจังหวัด
6.4 ระดับอำเภอ/กิ่งอำเภอ : ศตจ. ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนอำเภอ/กิ่งอำเภอ
(ศตจ.อ./กิ่ง อ.) มีนายอำเภอ/ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ
เป็นผู้อำนวยการ และปลัดอำเภอที่ได้รับมอบหมาย เป็นกรรมการและเลขานุการ
รับผิดชอบการบูรณาการในระดับอำเภอ/กิ่งอำเภอ
6.5 ระดับตำบล/เทศบาล/เขต : ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่นั้น ๆ
พิจารณาจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจน ตามความจำเป็นที่เห็นสมควร
รับผิดชอบการบูรณาการในระดับตำบล/เทศบาล/เขต
นอกจากนี้
ยังได้สั่งการให้กระทรวงและหน่วยงานส่วนกลางที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความยากจน
พิจารณาจัดตั้งศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนของส่วนราชการนั้น ๆ
อีกส่วนหนึ่งด้วย เพื่อบูรณาการและกำกับดูแลการปฏิบัติงานของหน่วยงานในสังกัด
ให้เป็นไปตามที่ ศตจ. กำหนด
โดยในส่วนของกระทรวงมหาดไทยได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนกระทรวงมหาดไทย
(ศตจ.มท.) ทำหน้าที่บูรณาการ
กำกับการ
และตรวจสอบติดตามการปฏิบัติงานต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนในพื้นที่ต่าง ๆ
. Roadmap การต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจน
ศตจ. ได้กำหนด Roadmap
การต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนไว้เป็น 3 ระยะ
ดังนี้
7.1 ระยะที่ 1
(พ.ศ. 2547) เป็นขั้นตอนการบูรณาการแนวคิด จดทะเบียน/สำรวจตรวจสอบ/วิเคราะห์ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน
และเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนที่สำคัญของประชาชน
โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชน การจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติ ที่ทำกิน น้ำ
ที่อยู่อาศัย และการส่งเสริมอาชีพและการมีงานทำ
7.2 ระยะที่ 2
(พ.ศ. 2548 2549) เป็นขั้นตอนการขยายผลการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนต่าง
ๆ ของประชาชนให้หมดสิ้นไปโดยเร็ว
7.3 ระยะที่ 3
(พ.ศ. 2550 2551) เป็นขั้นตอนการสร้างความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาความยากจนและปัญหาอื่นที่เกี่ยวข้อง
8. การอำนวยการของฝ่ายเลขานุการร่วม
ศตจ.
ศตจ. ได้มอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบให้เลขานุการร่วม
ศตจ. รับผิดชอบดำเนินการ ดังนี้
8.1 ปลัดกระทรวงมหาดไทยและอธิบดีกรมการปกครอง รับผิดชอบงานการติดตามการทำงาน
และการรายงานผลการดำเนินการของ ศตจ.
8.2 เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
รับผิดชอบงานการกำหนดยุทธศาสตร์ของศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนแห่งชาติ
8.3 รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ที่ได้รับมอบหมาย รับผิดชอบงานการติดตามประเมินผลการแก้ไขปัญหาความยากจนในภาพรวมของ
ศตจ.
8.4
ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน รับผิดชอบงานการประสานการปฏิบัติของ ศตจ.กับองค์กรภาคประชาชน
ทำไมต้องจดทะเบียน
จากการที่รัฐบาลได้กำหนดนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและให้ประชาชนสามารถช่วยตนเองได้
จึงมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบหาข้อมูลจากประชาชนที่ยากจนและเดือดร้อน
โดยขอเชิญชวนให้ประชาชนมาจดทะเบียน แจ้งข้อมูล เพื่อรัฐจะได้วิเคราะห์เพื่อจัดกลุ่มปัญหาและหาทางแก้ไข
จดทะเบียนที่ไหน
ที่ว่าการอำเภอ/กิ่งอำเภอ และสำนักงานเขตทุกเขตของกรุงเทพมหานคร
จดทะเบียนเมื่อไหร่
พื้นที่ 8 จังหวัดนำร่อง คือ ชลบุรี นครปฐม นครราชสีมา อุดรธานี สุราษฎร์ธานี
สงขลา เชียงใหม่ พิษณุโลก ดำเนินการจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2546 ถึงวันที่
31 มีนาคม 2547 พื้นที่ 67 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร/เมืองพัทยา
ดำเนินการจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2547 เพื่อจะได้เริ่มขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูลในวันที่
1 มีนาคม 2547
วิธีการจดทะเบียน
1.ผู้ที่ขอจดทะเบียนต้องเตรียมเอกสารสำคัญ คือ บัตรประจำตัวประชาชน
2.ยื่นขอจดทะเบียน ตามสถานที่และวันที่กำหนดในเวลาราชการ
3.เมื่อยื่นขอจดทะเบียน เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ฯ
จะให้กรอกข้อมูลพื้นฐานของประชาชนและเอกสารที่แยกประเภทปัญหาความเดือดร้อนตามที่กำหนดไว้
8 ประเภท
4.เมื่อกรอกข้อมูลเรียบร้อยแล้ว
เจ้าหน้าที่จะมอบบัตรรับรองการจดทะเบียนแก่ประชาชน 1 ฉบับ
เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการติดตามสอบถามต่อไป
การตรวจสอบข้อมูล
ปิดประกาศรายชื่อผู้จดทะเบียนในที่สาธารณะประจำหมู่บ้าน/ชุมชน เป็นเวลา 7
วัน เมื่อครบกำหนดแล้วจะจัดประชุมประชาคมในระดับหมู่บ้าน/ชุมชนเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของผู้จดทะเบียน
การดำเนินการของรัฐ
รายชื่อและข้อมูลของผู้จดทะเบียนที่ได้รับการรับรองจากประชาคมในระดับหมู่บ้าน/ชุมชน
จะส่งตรงถึงที่ว่าการอำเภอ/กิ่งอำเภอและสำนักงานเขตของกรุงเทพมหานครทันที
เพื่อช่วยเหลือประชาชนโดยเร็วที่สุด
ประเภทปัญหาความเดือนร้อน
8 ประเภท
1.ปัญหาที่ดินทำกิน
2.ปัญหาคนเร่ร่อน
3.ปัญหาผู้ประกอบอาชีพผิดกฎหมาย
4.ปัญหาการให้ความช่วยเหลือนักเรียน/นักศึกษาให้มีรายได้จากอาชีพที่เหมาะสม
5.ปัญหาการถูกหลอกลวง
6.ปัญหาหนี้สินภาคประชาชน
7.ปัญหาที่อยู่อาศัย
8.ปัญหาอื่น ๆ