PROBLEM  SOLVING

 

 

 

            แนวทางในการวิเคราะห์ปัญหาและการแก้ไขปัญหานั้น ขอพิจารณาจากมุมมองปัญหาที่พบบ่อยในด้านต่างๆซึ่งกล่าวมาเบื้องต้นได้แก่ รายละเอียดโครงการ กระบวนการทำงาน ผลการดำเนินงาน ข้อร้องเรียนจากลูกค้า สถานภาพทางการเงิน การพัฒนาพนักงาน และแนวโน้มทิศทางอนาคต

ปัญหาที่พบ  

แนวทางแก้ไข

 

1.จุดอ่อนเรื่องเนื้อหาโครงการ

- ขาดความยืดหยุ่นในเรื่องกำหนดเวลาอบรมต้องเป็น
6 วัน
- ค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการเขียนไม่ครอบคลุม โดย
   เฉพาะขาดเรื่องการวิจัยและพัฒนา
- ไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน
- ขาดเนื้อหาเรื่องการวิจัยและพัฒนาหลักสูตร

หน่วยงานควรทำเรื่องเสนอต่อคณะอนุกรรมการ เพื่อขอแก้ไขรายละเอียดในส่วนที่อาจจะส่งผลต่อการบริหารโครงการไม่บรรลุตามเป้าหมายได้ แต่ในบางเรื่องก็คงไม่สามารถจะแก้ไขได้เช่นในเรื่องงบประมาณ, การเพิ่มหัวข้อการวิจัยและพัฒนาหลักสูตร





 

2.กระบวนการทำงานซับซ้อนมาก และเกิดความ
สูญเปล่า
 
เป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยาก เนื่องจากปัญหาความซับซ้อนบางอย่างเกี่ยวข้องกับโครงสร้างองค์กร งบประมาณ และรูปแบบการบริหารแบบไม่เป็นทางการ วิธีแก้ไขคงทำได้เป็นบางเรื่องโดยใช้เทคนิคการสร้างความสัมพันธ์แบบไม่เป็นทางการ หรือสิ่งจูงใจ เพื่อให้งานคล่องตัวมากขึ้น


3.ผลการดำเนินงานล่าช้ากว่าแผน

 

ควรทำการชี้แจงต่อสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเรื่องขอขยายเวลาดำเนินการ และเท่าที่ทราบมาคืองบประมาณอนุมัติล่าช้ากว่ากำหนด จึงส่งผลให้การดำเนินงานล่าช้า เป็นเรื่องที่ไม่สามารถควบคุมได้  แต่ถ้ามองในภาพรวมของผลลัพธ์จากการดำเนินงาน พบว่าตรงตามเป้าหมายที่วางไว้



4.ข้อร้องเรียนเรื่องค่าอบรมแพงเกินไป

 

ควรพิจารณาอัตราค่าบริการใหม่ ทั้งที่เมื่อพิจารณาจากรายได้ของการจัดอบรมบางหลักสูตรยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน ปัจจุบันอัตราค่าอบรมต่อวันประมาณ 500 - 800 บาท เพราะผู้ประกอบการสิ่งทอส่วนใหญ่ยังมีทัศนคติในการอบรมเป็นเรื่องสิ้นเปลืองของบริษัท เมื่อมีการลงทุนเรื่องนี้เกิดขึ้น ก็ควรจะคุ้มค่ามากที่สุด
อัตราที่จัดเก็บต้องมีอัตราผลตอบแทนอย่างน้อยคุ้มกับต้นทุนเฉลี่ยของการจัดบริการอบรม
5.ข้อร้องเรียนเรื่องหลักสูตรไม่ตรงกับความต้องการ อาจจะต้องใช้งบพิเศษจ้างผู้เชี่ยวชาญมาทำการพัฒนาหลักสูตรเพราะเนื้อหาโครงการไม่ได้มีหมวดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ และทุกหลักสูตรวิทยากรควรสอนเน้นทฤษฎีควบคู่ไปกับการปฏิบัติ  นอกจากนั้นควรทำการสำรวจความต้องการของสถานประกอบการในเชิงลึก ข้อมูลต้องเชื่อถือได้สำหรับนำมาวางแผนหลักสูตรในอนาคตต่อไป
6.วิทยากรขาดความสามารถในการถ่ายทอด ควรตั้งเกณฑ์ในการคัดเลือกวิทยากร อาจจะแบ่งเป็นระดับคะแนนความสามารถ ชื่อเสียงซึ่งเกณฑ์ดังกล่าวควรจะสอดคล้องกับการให้ค่าตอบแทนด้วย
7.สถานภาพทางการเงิน ถ้าวิเคราะห์เฉพาะด้านการเงิน พิจารณาพบว่า รายได้จากการอบรมเทียบต่อปีค่อนข้างน้อยมากหรือแทบจะไม่มีกำไรเลย (ถ้ารวม Fix Cost) ดังนั้นแนวโน้มอนาคตถ้าสิ้นสุดโครงการนี้ และยังจำเป็นต้องบริการด้านอบรมต่อไปอีก เป็นเรื่องน่าพิจารณามากว่า ถ้าไม่มีโครงการรัฐสนับสนุน บริการด้านอบรมจะสามารถเลี้ยงตัวเอง ก่อให้เกิดรายได้และขยายงานด้วยวิธีการไหนบ้าง เช่นอาจจะเพิ่มการให้บริการให้คำปรึกษา บริการจัดอบรมภายในบริษัท เป็นต้น
8.การพัฒนาพนักงานประจำโครงการ ผู้บังคับบัญชาควรให้การสนับสนุนในการส่งพนักงานเข้ารับการอบรมหลักสูตรต่างๆมากขึ้น แม้ว่าหน้าที่หลักจะรับผิดชอบด้านอบรมอยู่แล้ว เพราะการได้มีโอกาสออกไปอบรมภายนอก ก็เหมือนกับการเปิดมุมมองใหม่ๆ ทั้งในแง่นำความรู้มาปรับปรุงการทำงาน การเปรียบเทียบกับคู่แข่ง ( Benchmarking )ได้อีกทางหนึ่ง

 

            จากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น เป็นปัญหาที่พบบ่อยๆ เมื่อเริ่มดำเนินโครงการจนถึงปัจจุบัน  ถ้าการอบรมยังคงอยู่ภายใต้

โครงการ จะพบว่าปัญหาที่เกิดจากความไม่คล่องตัวเมื่อเริ่มดำเนินโครงการในด้านต่างๆนั้น เกิดจากข้อบกพร่องในการจัดเตรียม

โครงการที่รายละเอียดสำคัญของโครงการขาดหายไป  นอกจากนั้นก็มีปัจจัยด้านสถานประกอบการ ซึ่งยังมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อ

การอบรมเป็นส่วนใหญ่ ยังไม่เห็นความสำคัญของการพัฒนากำลังคน ทั้งที่อุตสาหกรรมสิ่งทอเป็นอุตสาหกรรมดั้งเดิมควบคู่กับ

สังคมไทยมาช้านาน แต่
Know - how ในเรื่องต่างๆยังไปได้ช้ากว่าอุตสาหกรรมประเภทอื่นมาก อาจเป็นเพราะว่าอุตสาหกรรมที่

มี
Know - how ใหม่ๆเกิดขึ้นเร็วล้วนแล้วแต่มีนายทุนต่างชาติหนุนหลัง  ผู้ประกอบการสิ่งทอไทยจึงควรจะเริ่มปรับเปลี่ยนแนวคิด

 ได้แล้ว ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เขาเหล่านั้นจะเป็นอย่างไร เมื่อปี 2548 การเปิดตลาดการค้าเสรีสิ่งทอกำลังจะมาถึง...

 

 

 

    HOME                                                                                                                    

           

 

 

Hosted by www.Geocities.ws

1