การเก็บตัวอย่างดินเพื่อการวิเคราะห์
การเก็บตัวอย่างดินเพื่อการวิเคราะห์ต้องพิจารณาถึงขนาดพื้นที่ ลักษณะภูมิประเทศ สี และเนื้อดิน ชนิดของพืชที่ปลูก และการจัดการต่างๆ เช่น การใส่ปุ๋ย ใส่ปูน เป็นหลัก สำหรับพื้นที่ซึ่งเป็นที่ราบมีการปลูกพืชชนิดเดียวกัน สีและเนื้อดินเหมือนกัน การใส่ปุ๋ย ใส่ปูน เหมือนกัน แบ่งพื้นที่ให้เป็นแปลงย่อยแปลงละ 25-30 ไร่ แล้วสุ่มเก็บตัวอย่างดินกระจายทั่วทั้งแปลงไร่ละ 1-2 จุด แล้วนำดินทุกจุดมารวมกันเป็นตัวอย่างดินรวม ( composite sample ) 1 ตัวอย่างเพื่อเป็นตัวแทนของดินในแปลงนั้นๆ สำหรับดินที่ปลูกพืชระบบรากสั้น เช่น ไม้ล้มลุกทั่วไป ให้เก็บดินบนระดับเดียวที่ความลึก 6 นิ้ว ( ผิวดิน – 6 นิ้ว ) ยกเว้นดินปลูกหญ้าให้เก็บที่ความลึก 3 นิ้ว ( ผิวดิน- 3 นิ้ว ) แต่ถ้าเป็นดินที่ปลูกพืชระบบรากยาว เช่น ไม้ผล ไม้ยืนต้นอื่นๆ ควรเก็บดิน 2 ระดับ คือ ดินบน ( ผิวดิน- 6 นิ้ว ) และดินล่าง ( 6-12 นิ้ว ) นำดินบนของทุกจุดมารวมกัน เป็น 1 ตัวอย่าง และดินล่างของทุกจุดมารวมกันอีก 1 ตัวอย่าง คลุกเคล้าดินทุกจุดในแต่ละระดับให้เข้ากันดี ( ห้ามนำดินบน และดินล่างมาคลุกรวมกัน ) แล้วแบ่งดินมาส่วนหนึ่งประมาณ ½ - 1 กิโลกรัม เพื่อส่งวิเคราะห์ในกรณีที่สภาพภูมิประเทศเป็นที่ลาดชัน หรือเป็น ที่ลุ่มต่ำ สีและเนื้อดินแตกต่างกัน ชนิดของพืชที่ปลูกต่างกัน และการจัดการแตกต่างกัน การเก็บตัวอย่างดินต้องพิจารณาแยกเก็บตามความแตกต่าง
การเก็บตัวอย่างน้ำเพื่อการวิเคราะห์
คุณภาพของน้ำสามารถตรวจสอบได้ด้วยการวิเคราะห์สมบัติทางเคมี ทางกายภาพ และทางชีวภาพ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างของน้ำนั้นตามวัตถุประสงค์ของการศึกษาปัญหา ซึ่งในการวิเคราะห์น้ำครั้งหนึ่งๆ ต้องสิ้นเปลืองเวลาและค่าใช้จ่ายสูงมาก จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้ความรอบคอบและระมัดระวังอย่างมากในการเก็บตัวอย่างน้ำเพื่อใช้เป็นตัวแทนที่แท้จริงของ แหล่งน้ำ กล่าวคือ สมบัติของตัวอย่างน้ำที่เก็บมาต้องเหมือนหรือใกล้เคียงที่สุดกับแหล่งน้ำที่เก็บ ทั้งนี้ต้องรีบนำส่งตัวอย่างเพื่อวิเคราะห์ทันที หรือทำการเก็บรักษาตัวอย่างน้ำไว้ก่อนหาก ส่งวิเคราะห์ไม่ทัน โดยเก็บไว้ในที่มืดและอุณหภูมิต่ำ ( 4 องศาเซลเซียส ) เพราะคุณภาพน้ำที่เก็บมาจะไม่คงที่ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามสภาพแวดล้อมและความสะอาด หรือสกปรกของน้ำนั้น
วิธีการเก็บตัวอย่างน้ำไม่มีกฎเกณฑ์แน่นอนตายตัวว่าควรเก็บกี่ครั้งและเก็บ ณ บริเวณใดของแหล่งน้ำ เพราะจะขึ้นอยู่กับสภาพของแหล่งน้ำและวัตถุประสงค์ของการศึกษาเป็นสำคัญ ในทางปฏิบัติก่อนเก็บตัวอย่างน้ำต้องล้างขวดให้สะอาดก่อนนำมาใช้และเมื่อจะเก็บตัวอย่างน้ำให้ใช้ตัวอย่างนั้นเขย่าล้างขวดอีก 2-3 ครั้ง แล้วจึงทำการเก็บตัวอย่างตามวิธีการต่อไป โดยใช้ ขวดพลาสติก ขนาด 1-2 ลิตร เก็บน้ำให้เต็มขวดจนล้น และเมื่อเก็บตัวอย่างแล้วต้องปิดจุกให้แน่น
- น้ำประปา น้ำก๊อก หรือน้ำที่มาจากระบบการส่งน้ำตามท่อ ก่อนเก็บตัวอย่างควรไขน้ำทิ้งสักครู่ เพื่อเป็นการทำความสะอาดท่อน้ำจนแน่ใจว่าน้ำตัวอย่างจะเป็นตัวแทนของน้ำในระบบนั้นได้ จึงทำการเก็บตัวอย่างจากก๊อก
- น้ำบ่อ น้ำบาดาล หรือน้ำเจาะที่สูบขึ้นมา ควรเก็บตัวอย่างเมื่อได้สูบน้ำขึ้นมานานพอสมควรจนกระทั่งน้ำใต้ดินได้ไหลซึมเข้ามาในบ่อเต็มที่จึงทำการเก็บตัวอย่างจากหัวสูบ
- น้ำแม่น้ำ ลำธาร และคลองที่มีน้ำไหล ซึ่งจะมีสมบัติแตกต่างกันไปตามความลึก อัตราการไหล และระยะห่างจากฝั่ง ดังนั้น ถ้ามีเครื่องมือเก็บตัวอย่าง ควรเก็บตัวอย่างน้ำจากผิวน้ำจนถึงก้นแม่น้ำตรงกลางลำน้ำ แล้วเอามารวมกันเป็นตัวอย่างรวมคิดตามการไหลของน้ำ หรืออาจเก็บเป็นตัวอย่างแยกโดยเก็บจากกลางลำน้ำที่จุดกึ่งกลางของความลึกจึงจะนับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด แต่ถ้าไม่มีเครื่องมือเก็บตัวอย่างให้ใช้ขวดเก็บตัวอย่างที่สะอาด ล้างด้วยน้ำตัวอย่างนั้นอีก 2-3 ครั้ง แล้วจุ่มลง ใต้ผิวน้ำที่ระดับความลึกประมาณ 1 ฟุต หรือ ณ จุดที่จะใช้น้ำนั้น
- น้ำทะเลสาบ สระ หนอง บึง อ่างเก็บน้ำที่มีความลึกและความกว้าง เป็นน้ำนิ่ง สมบัติของน้ำในบริเวณต่างๆจะแตกต่างกันไปทั้งในแนวตั้งและแนวนอน นอกจากนี้สมบัติของน้ำยังเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งแวดล้อมและฤดูกาลอีกด้วย การเลือกบริเวณและระดับความลึกจึงขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการศึกษา ควรเก็บตัวอย่างแยกเฉพาะจุด โดยทั่วไปจะจุ่มเก็บในระดับความลึกประมาณ 1 ฟุต หรือตามความเหมาะสม
- น้ำโสโครก น้ำเสีย หรือน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม คุณภาพของน้ำและอัตราการไหล จะผันแปรไปตลอดเวลา จึงควรเก็บตัวอย่างแยกทุกๆช่วงเวลา ณ จุดเดียวกัน แล้วจึงนำมารวมเป็นตัวอย่างรวมเพื่อการวิเคราะห์เป็นค่าเฉลี่ย ทำให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย โดยทั่วไปมักใช้ตัวอย่างรวมในช่วงเวลา 24 ชั่วโมงเป็นมาตรฐาน ถือเป็นค่าเฉลี่ย ทั้งนี้ปริมาณที่เก็บต้องเป็นสัดส่วนกับอัตราการไหล ณ จุดเก็บ แต่หากสมบัติของน้ำโสโครกนั้นคงที่ ก็อาจเก็บตัวอย่างเป็นตัวอย่างแยกเลยก็ได้
การส่งตัวอย่างน้ำ
- ควรนำส่งตัวอย่างน้ำที่ห้องปฏิบัติการทันที หรือทำการเก็บรักษาสมบัติของตัวอย่างน้ำไว้ก่อนตามความจำเป็น
- ให้ข้อมูลประกอบตัวอย่างน้ำโดยละเอียด เป็นต้นว่า วัน เดือน ปี ที่เก็บ ชนิดของแหล่งน้ำ แหล่งที่เก็บ ความลึก อัตราการไหล ตลอดจนข้อมูลสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เช่น น้ำเคยท่วม ฝนตกหนัก หรือแห้งแล้ง ฯลฯ
- ระบุวัตถุประสงค์ ปัญหา และความจำเป็นที่ต้องการให้วิเคราะห์
- นำส่งตัวอย่างที่กลุ่มงานพัฒนาระบบตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำ กลุ่มวิจัยเกษตรเคมี สำนักวิจัยและพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ( ภายในบริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ) จตุจักร กทม. 10900
หมายเหตุ : รายละเอียดในการเก็บตัวอย่างดินและน้ำเพื่อการวิเคราะห์รวมทั้งอัตราค่าธรรมเนียมการวิเคราะห์โปรดดูได้จาก “ คู่มือการเก็บตัวอย่างดินและน้ำเพื่อการวิเคราะห์ ’’ ซึ่งเป็นเอกสารแจกฟรีสามารถติดต่อขอรับได้ที่
กลุ่มงานพัฒนาระบบตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำ
กลุ่มวิจัยเกษตรเคมี ( กองเกษตรเคมีเดิม ) อยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร
กรมวิชาการเกษตร เขตจตุจักร กทม. 10900
โทร. 02-579-8600 ต่อ 200 – 202
Fax. 02-579-8600 ต่อ 112 , 113
การวิเคราะห์ตัวอย่าง ดิน น้ำ ปุ๋ย พืช