บทสรุป

รัฐบาลได้ประกาศให้ปี 2547 เป็นปีแห่งความปลอดภัยทางอาหารและเป็นวิถีทางที่จะผลักดันให้ไทยเป็นครัวของโลก ภายใต้มาตรฐานคุณภาพสินค้าเกษตรสากลยอมรับในส่วนของกรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์ 4 ยุทธศาสตร์ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนด ผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2547 (1 ตุลาคม 2546-30 กันยายน 2547) มีสาระสำคัญต่อไปนี้

ผลการตรวจตัวอย่างผักผลไม้และอาหารแปรรูป 106,152 ตัวอย่าง พบว่าตัวอย่างที่มีคุณภาพต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากล 4,776 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 4.49 และมีผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ดังนี้

ยุทธศาสตร์ด้านปัจจัยการผลิตและวัตถุดิบ มีผู้ประกอบการธุรกิจวัตถุอันตรายทางการเกษตร 8,930 ราย และนำเข้าวัตถุอันตรายจาก 42 ประเทศ ปริมาณ 79,570 ตัน มูลค่า 9,801 ล้านบาท สามในสี่เป็นการนำเข้าสารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช แต่มีการนำเข้าวัตถุอันตรายที่ผิดมาตรฐาน ส่วนใหญ่นำเข้าจากจีนผลการตรวจโรงงานพบการกระทำผิด พ.ร.บ.วัตถุอันตราย 8 โรงงาน และดำเนินคดีแล้ว นอกจากนั้นยังเสนอห้ามใช้วัตถุอันตรายเพิ่มอีก 3 ชนิด คือ Parathion methyl , Endosulfan (ยกเว้น CS foemulation ,EPN ) และเฝ้าระวังอีก 9 ชนิด คือ Aldicarb , Blasticidin-s , Carbofuran , Dicrotophos , Ethoprophos , Formetanate , Methidathion , Methomyl และ Oxamyl ตลอดจนได้ร่วมมือกับสมาคมอารักขาพืชไทยและสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตรจัดทำโครงการผู้ผลิตวัตถุอันตรายที่มีคุณภาพซึ่งรับรองคุณภาพแล้ว 11 ราย ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ 48 ผลิตภัณฑ์

ปัจจุบันไทยห้ามใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรแล้ว 98 ชนิด เป็นการห้ามเพิ่มจากเดิม 95 ชนิด โดยในเดือนเมษายน 2546 ห้ามใช้ Methamidophos และในเดือนพฤศจิกายน 2547 ห้ามใช้ Parathion methyl และ Endosulfan (ยกเว้น CS foemulation ) เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ เห็นได้ว่าไทยห้ามใช้วัตถุอันตรายมากชนิดที่สุดในโลก

ยุธทศาสตร์ด้านการผลิตระดับฟาร์ม มีเกษตรกรจำนวน 244,537 ราย ที่ปลูกพืช 29 ชนิด พื้นที่ 1,364,221 ไร่ เข้าร่วมโครงการ GAP ในจำนวนนี้ ได้รับรอง GAP และ สัญลักษณ์ “Q” จำนวน 34,839 ราย พื้นที่ 194,360 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นลำไย มังคุด ทุเรียน และหน่อไม้ฝรั่ง แปลง GAP ของผลไม้ส่งออกหลัก 7 ชนิด ประกอบด้วย ลำไย ทุเรียน มังคุด ส้มโอ ลิ้นจี่ มะม่วง และมะขาม ที่ครอบคลุมพื้นที่ปลูก 229,843 ไร่ มีผลผลิตประมาณปีละ 279,900 ตัน ในจำนวนนี้เป็นผลผลิตประมาณปีละ 180,400 ตัน หรือ ร้อยละ 30.29 ของปริมาณที่ผลิตได้ ซึ่งจะต้องเร่งจดทะเบียนแปลง GAP ที่ให้ผลผลิตที่ได้คุณภาพส่งออกในปริมาณน้อย เช่น ลิ้นจี่ ลำไย

ยุทธศาสตร์ด้านโรงงาน ไทยส่งออกอาหารแปรรูปปริมาณ 312,630 ตัน มูลค่า 4,178 ล้านบาท ไปยัง 52 ประเทศ ตลาดที่สำคัญ คือ อินโดนีเซีย ในรอบปีมีโรงงานที่เกี่ยวกับอาหารแปรรูป 368 โรง ยื่นความจำนงขอรับการรับรองคุณภาพจากกรมวิชาการเกษตร ในจำนวนนี้มี 216 โรง ที่ผ่านการรับรองเป็นการรับรองระบบคุณภาพ GMP 200 ราย และระบบ HACCP 16 ราย

ยุทธศาสตร์ด้านผลผลิต ไทยส่งออกผักและผลไม้ไปยังประเทศต่างๆ กว่า 70 ประเทศทั่วโลก รวมปริมาณ 305,794 ตัน มูลค่า 5,587 ล้านบาท แยกเป็นกลุ่มผลไม้ปริมาณ 166,840 ตัน มูลค่า 3,174 ล้านบาท และกลุ่มผักปริมาณ 138,954 ตัน มูลค่า 2,413 ล้านบาท โดยมีจีนเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุด ส่วนใหญ่เป็นลำไย ทุเรียน มังคุด หน่อไม้ฝรั่ง และขิง ผลการตรวจสารพิษตกค้างในผักและผลไม้ จำนวน 23,056 ตัวอย่าง ตรวจพบสารพิษตกค้างเกินค่า MRLs ร้อยละ 5.75 พบมากที่สุดในพริกและสารพิษตกค้างที่พบมากที่สุดคือ Methamidophos , Cypermethrin และChlorpyrifos สำหรับผลการตรวจศัตรูพืช 52,420 ตัวอย่าง มีเพียงร้อยละ 5.22 เท่านั้นที่มีแมลง ในขณะที่การตรวจสอบและวิเคราะห์อาหารแปรูป (ด้านพืช) จำนวน 26,346 ตัวอย่าง รวม 142,718 รายการ (ส่วนใหญ่เป็นการวิเคราะห์จุลชีววิทยา : Microbiology ) พบตัวอย่างที่มีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานเพียง ร้อยละ 2.53 เช่นกัน นอกจากนั้นยังได้ตรวจสารพิษตกค้างในผักและผลไม้นำเข้าจากจีนพบสารพิษตกค้างเกินค่า MRLs เฉพาะกระเทียมเท่านั้น ในส่วนของการศึกษาเรื่อง MRLs และจัดทำแปลงศึกษา 120 แปลง วัตถุอันตราย 11 ชนิด กับพืชผักและผลไม้ 8 ชนิด ขณะนี้ได้เก็บข้อมูลภาคสนามเรียบร้อยแล้ว คาดว่าเมื่อสิ้นปีงบประมาณ 2548 จะมีข้อมูล MRLs ของพืชที่สมบูรณ์ไม่น้อยกว่า 3 ชนิด

ปัจจุบันมีห้องปฏิบัติการ ( Lab ) บริการตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้าง 12 หน่วย ตรวจวิเคราะห์สินค้าเกษตรแปรรูป 10 หน่วย และวิเคราะห์สูตรวัตถุอันตราย 1 หน่วย รวม 23 หน่วย และในปี 2548 จะมีห้องปฏิบัติการเพิ่มอีก 13 หน่วย เพื่อตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้าง 3 หน่วย และวิเคราะห์สูตรวัตถุอันตราย 10 หน่วย รวมกับที่มีอยู่เดิม เป็น 36 หน่วย สามารถรองรับความต้องการใช้บริการได้ อย่างไรก็ตามกรมวิชาการเกษตรยังมีความจำเป็นต้องมีห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ (Mobile Lab ) ที่สามารถตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้างและวิเคราะห์สูตรวัตถุอันตรายอย่างน้อย 10 หน่วย เพื่อกระจายและบริการได้ทั่วปรเทศ

จากการเจรจามาตรฐาน Food Safety เป็นอีกมาตรฐานหนึ่งที่สร้างความเป็นธรรมให้กับเกษตรกรและผู้ส่งออกของไทย ในช่วงที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตรได้ส่งนักวิชาการไปเจรจากับประเทศคู่ค้ารวม 5 ครั้ง แยกเป็นจีน 2 ครั้ง สิงคโปร์ 1 ครั้ง มาเลเซีย 1 ครั้ง และการเจรจา FTA อีก 1 ครั้ง

 

ความเป็นมา

รัฐบาลได้ประกาศให้ปี 2547 เป็นปีแห่งความปลอดภัยทางอาหาร และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลกที่ผลิตอาหารตรงตามมาตรฐานสากล เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดยุทธศาสตร์ความปลอดภัยทางอาหารของพืช ปศุสัตว์ และประมง เป็น 4 ด้าน คือ ด้านปัจจัยการผลิต และวัตถุดิบ ด้านการผลิตระดับแปลงเกษตร ( Farm ) ด้านโรงงานและด้านผลผลิต สำหรับกรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานรับผิดชอบด้านพืช ได้นำยุทธศาสตร์มากำหนดเป็นมาตรการ แผนงาน และสร้างทีมงานปฏิบัติให้เป็นระบบ

ผลงานที่กรมฯ ได้ดำเนินการในรอบปีงบประมาณ 2547 ประกอบด้วย การสุ่มเก็บตัวอย่างผัก ผลไม้ และอาหารแปรรูป (ด้านพืช) ที่ส่งออกจำนวน 106,152 ตัวอย่าง ในจำนวนนี้แยกเป็นตรวจศัตรูพืช 52,420 ตัวอย่าง ตรวจสารพิษตกค้าง 23,056 ตัวอย่าง ตรวจสูตรและคุณภาพของวัตถุอันตรายนำเข้า 3,138 ตัวอย่าง ตรวจสูตรและคุณภาพของวัตถุอันตรายจากร้านจำหน่าย 771 ตัวอย่าง และตรวจสารพิษตกค้างในผักและผลไม้นำเข้า 421 ตัวอย่าง

ในปีงบประมาณ 2547 (1 ตุลาคม 2546 – 30 กันยายน 2547) กรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ทั้ง 4 ด้าน ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ โดยเฉพาะการตรวจสอบและรับรองคุณภาพสินค้าเกษตรส่งออกให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล และสร้างมาตรฐานคุณภาพผลผลิตเกษตรของไทยให้เป็นที่ยอมรับของทั่วโลก

 

ยุทธศาสตร์ด้านปัจจัยการผลิตและวัตถุดิบ

กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้ควบคุมและกำกับตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มีวัตถุอันตรายทางการเกษตร 654 ชนิด ส่วนใหญ่ 546 ชนิด เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ผู้ประกอบการต้องขึ้นทะเบียนและได้รับอนุญาต ซึ่งมีการขึ้นทะเบียนแล้ว 345 ชนิด เป็นสารป้องกันกำจัดโรคพืช 75 ชนิด เป็นสารป้องกันกำจัดแมลง 113 ชนิด สารป้องกันกำจัดวัชพืช 118 ชนิด และสารอื่นๆ อีก 39 ชนิด มีชื่อการค้าทั้งหมด 21,055 ชื่อ วัตถุอันตรายบางชนิดมีชื่อการค้ามากกว่า 500 ชื่อ ทำให้เกษตรกรสับสน ซึ่งกรม ฯได้กำหนดขนาดของตัวอักษรบนฉลากให้ชื่อสามัญกับชื่อการค้ามีขนาดตัวอักษรที่เท่ากันแตกต่างจากเดิมที่กำหนดให้ชื่อสามัญเป็นหนึ่งในสามของชื่อการค้า เพื่อเกษตรกรเห็นได้ง่ายขึ้น ปัญหาคือผู้ประกอบการไม่เห็นด้วย

ผู้ประกอบธุรกิจวัตถุอันตรายทางการเกษตร

ปัจจุบันมีผู้ประกอบธุรกิจวัตถุอันตรายทางการเกษตร 8,930 ราย เป็นปผู้นำเข้า 157 ราย ผู้ผลิต 72 ราย ผู้จัดจำหน่าย 543 ราย ผู้ใช้รับจ้าง (รับเหมารมควันกำจัดศัตรูพืช) 83 ราย และร้านค้า 8,075 ราย อย่างไรก็ตามยังมีร้านจำหน่ายสารเคมีอีกจำนวนมากที่ยังไม่มีหนังสืออนุญาตให้จำหน่าย ซึ่งต้องเร่งตรวจสอบเพื่อสามารถควบคุมชนิดและปริมาณวัตถุอันตรายทางการเกษตรได้

การนำเข้าวัตถุอันตรายทางการเกษตร

ปริมาณนำเข้าวัตถุอันตรายทางการเกษตร 53,050 ตัน สารออกฤทธิ์มูลค่า 11,176 ล้านบาท ในจำนวนนี้เกือบสามในสี่เป็นการนำเข้าสารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช ส่วนสารเคมีป้องกันและกำจัดโรคพืชและป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชมีปริมาณที่ใกล้เคียงกัน คือประมาณร้อยละ 10 เมื่อเปรียบเทียบกับการนำเข้าในปีงบประมาณ 2546 เห็นได้ว่ามีปริมาณนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.64 เป็นการเพิ่มของสารเคมีป้องกันและกำจัดวัชพืชร้อยละ 10.49 แต่ปริมาณนำเข้าสารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลงลดลง สำหรับมูลค่าการนำเข้าของประเทศลดลงร้อยละ 1.88 และคาดว่าในแต่ละปีปริมาณการนำเข้าสารเคมีป้องกันและกำจัดวัชพืชจะเพิ่มมากขึ้นแต่ปริมาณการนำเข้าสารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลงจะลดลง ส่วนหนึ่งเกิดจากการรณรงค์ของรัฐบาลและเกษตรกรใช้สารชีวภาพกำจัดโรคและแมลงเพิ่มขึ้นและใช้อย่างกว้างขวาง

ประเทศไทยนำเข้าวัตถุอันตรายจาก 41 ประเทศ กว่าครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 52.98 นำเข้าจากจีน รองลงมาเป็นอินเดียร้อยละ7.56 มาเลซีย ร้อยละ 6.34 ไต้หวัน ร้อยละ 5.19 แต่กลับนำเข้าจากประเทศที่พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแล้วในปริมาณน้อย เห็นได้จาการนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาเพียงร้อยละ 4.27 และเยอรมัน ร้อยละ 2.48 เท่านั้น

ผลการตรวจสอบคุณภาพวัตถุอันตรายนำเข้า 4,067 shipment พบว่า มีวัตถุอันตรายผิดมาตรฐาน 17 shipment เป็นของสาธารณรัฐประชาชนจีน 11 shipment อินเดีย 3 shipment ไต้หวัน สหราชอาณาจักร และอิสราเอล ประเทศละ 1 shipment รวมปริมาณวัตถุอันตรายที่ผิดมาตรฐานและสั่งให้ผู้นำเข้าส่งคืนประเทศต้นทาง 16,000 ลิตร และ 146,694 กิโลกรัม

ผลการตรวจผู้ประกอบการวัตถุอันตราย รวม 110 ครั้ง และตรวจผู้จัดจำหน่ายและร้านค้า 495 ครั้ง พบผู้ประกอบการที่กระทำผิดกฎหมาย 9 ราย 14 ข้อหา 51 รายการ เป็นโรงงานผลิต 6 โรงงาน 8 ข้อหา 33 รายการ และร้านจำหน่าย 3 ร้าน ผู้ประกอบการ 6 ราย ข้อหา 18 รายการ ได้แจ้งความดำเนินคดีกับ 9 รายการแล้ว สำหรับในส่วนภูมิภาคได้ออกตรวจร้านจำหน่ายวัตถุอันตรายทางการเกษตร 417 ครั้ง และเก็บตัวอย่าง 771 ตัวอย่าง เพื่อตรวจสอบมาตรฐานคุณภาพวัตถุอันตราย ผลการตรวจวิเคราะห์ พบว่าตัวอย่างผิดมาตรฐาน 85 ตัวอย่างได้ดำเนินการอายัดไว้แล้ว 25 รายการ ปริมาณ 16,354.30 กิโลกรัม และ 5,259.30 ลิตร

การลดจำนวนช่องทางการนำเข้า

กรมวิชาการเกษตรลดจำนวนช่องทางการนำเข้าวัตถุอันตรายจากเดิมที่อนุญาตนำเข้าได้ 10 ด่านทั่วประเทศ ให้ลดลงเหลือเพียง 2 ด่าน คือ ด่านตรวจพืชแหลมฉบังและด่านตรวจพืชลาดกระบัง เป็นมาตรการเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการนำเข้าขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตราย (กระทรวงอุตสาหกรรม)

การเฝ้าระวังวัตถุอันตรายทางการเกาตร

ปัจจุบันไทยห้ามใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรแล้ว 98 ชนิด เป็นวัตถุอันตรายที่ห้ามเพิ่มเติมจากเดิมที่มีอยู่แล้ว 95 ชนิด กล่าวคือในเดือนเมษายน 2546 ห้ามใช้ Methamidophos และในเดือนพฤศจิกายน 2547 ห้ามใช้ Parathion methyl และ Endosulfan (ยกเว้น CS foemulation ) เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ เห็นได้ว่าไทยห้ามใช้วัตถุอันตรายมากชนิดที่สุดในโลก มากกว่าญี่ปุ่นที่ห้ามใช้ 96 ชนิด สหรัฐอเมริกา 59 ชนิด ออสเตรเลีย 45 ชนิด สหราชอาณาจักร 44 ชนิด จีน 38 ชนิด สหภาพยุโรป 36 ชนิด และฟิลิปปินส์ 21 ชนิด ตามลำดับ เป็นตัวชี้ว่าไทยเข้มงวดและเอาจริงกับการควบคุมการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรมากกว่าอีกหลายประเทศสำหรับ Atrazine , Bromacil และ Carbaryl ที่ต่างประเทศห้ามใช้แต่ไทยยังนำเข้าอยู่เพราะยังไม่มีข้อมูลบ่งชี้ว่าเกิดอันตรายและผลกระทบจากการใช้อย่างชัดเจนซึ่งกรมวิชาการเกาตรจะได้ติดตามและประเมินผลอย่างใกล้ชิดต่อไป

กรมวิชาการเกษตรยังคงยืนยันว่า ต้องห้ามใช้ EPN ซึ่งคณะกรรมการวัตถุอันตรายกระทรวงอุตสาหกรรมยังไม่อนุมัติ ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตร ยังเหลือวัตถุอันตรายที่เฝ้าระวัง 9 ชนิด คือ Aldicarb , Blasticidin-s , Carbofuran , Dicrotophos , Ethoprophos , Formetanate , Methidathion , Methomyl และ Oxamyl

มาตรฐานคุณภาพวัตถุอันตรายทางการเกษตร

จากการศึกษาคุณภาพวัตถุมีพิษของแหล่งผลิตวัตถุอันตรายโดยการตรวจคุณสมบัติทางกายภาพ เช่น การเกิดฟอง การคงสภาพ การกระจายตะกอนแขวนลอย ค่า pH การเกิดอิมัลชั่น เป็นต้น พบว่าร้อยละ 99.40 ของตัวอย่างที่เก็บจากแหล่งผลิตวัตถุอันตรายที่มีคุณภาพดี ตรงตามมาตรฐานสากลและมีคุณภาพดีกว่าร้านค้า จากการตรวจสอบร้อยละ 94.20 ของตัวอย่างที่เก็บจากแหล่งผลิตวัตถุอันตรายที่มีคุณภาพดี ตรงตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้เนื่องจากวัตถุมีมีพิษบางชนิดวางจำหน่ายที่ร้านค้าเป็นระยะเวลานานและบางชนิดหมดอายุแล้ว

ความร่วมมือกับภาคเอกชน

กรมวิชาการเกษตรร่วมมือกับสมาคมอารักขาพืชไทย และสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร จัดทำโครงการผู้ผลิตวัตถุอันตรายที่มีคุณภาพมีผู้ผลิตเข้าร่วมโครงการ 17 ราย 120 ผลิตภัณฑ์ ในจำนวนนี้กรมวิชาการเกษตรได้รับรองคุณภาพแล้ว 11 ราย ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ 48 ผลิตภัณฑ์ นอกจากนั้นยังได้จัดทำโครงการร้านจัดจำหน่ายวัตถุอันตรายทางการเกษตรคุณภาพดี เพื่อประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรได้ซื้อวัตถุอันตรายจากร้านที่มีคุณภาพ ภายใต้สัญลักษณ์ “Q shop” ของกรมวิชาการเกษตร ขณะนี้มีร้านค้ายื่นใบสมัครเข้าร่วมโครงการจำนวน 30 ร้าน

 

ยุทธศาสตร์ด้านการผลิตระดับแปลงเกษตรกร

การรับรองแปลงผลผลิตของเกษตรกรเป็นการสร้างมาตรฐานและคุณภาพ ผลผลิตของเกษตรกร โดยตรวจสอบอย่าง 8 ปัจจัย คือ

เมื่อเกษตรกรปฏิบัติครบทั้ง 8 ปัจจัยข้างต้นแล้วจะได้รับหนังสือรับรองแหล่งผลิตตามระบบการจัดการคุณภาพพืช “ เกษตรดีที่เหมาะสม” (GAP ) ภายใต้สัญลักษณ์ “Q” ต่อไป

 

 

 

จดทะเบียน ตรวจสอบ และรับรองแปลงผลิตของเกษตรกร ( GAP )

กรมวิชาการเกษตรโดยหน่วยงานในส่วนภูมิภาค 91 หน่วย ได้ร่วมกันรณรงค์ให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการการจัดระบบการจัดการคุณภาพพืช ที่เรียกว่า “ เกษตรดีที่เหมาะสม” หรือ “GAP” มีเกษตรกรจำนวน 244,537 ราย ใน 69 จังหวัด ปลูกพืช 29 ชนิด พื้นที่ 1,364,221 ไร่ เข้าร่วมโครงการและกรมวิชาการเกษตรได้จัดตั้งผู้ตรวจสอบแปลง GAP (Inspector ) จำนวน 400 ราย และที่ปรึกษาเกษตรกรแปลง GAP (Advisor ) จำนวน 7,488 ราย

จากการตรวจสอบแปลงเกษตรที่เข้าร่วมโครงการ มีเกษตรกรผ่านการตรวจสอบได้รับการรับรองระบบการจัดการคุณภาพพืช GAP และได้สัญลักษณ์ “Q” จำนวน 34,839 ราย เป็นเกษตรกรที่ผลิตผักและผลไม้(สด) 24 ชนิด ครอบคลุมพื้นที่ 194,360 ไร่ แปลงผลิตพืชที่ได้ GAP 4 อันดับแรก คือ ลำไย 12,996 ราย มังคุด 4,464 ราย ทุเรียน 4,101 ราย และหน่อไม้ฝรั่ง 2,827 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 90,171 ไร่ 37,912 ไร่ 44,005 ไร่ และ 5,760 ไร่ ตามลำดับ เกษตรกรกลุ่มนี้จะเป็นผู้ผลิตผักและผลไม้ที่ได้คุณภาพและปลอดภัยจากสารพิษตกค้างซึ่งกรมวิชาการเกษตรจะลดความเข้มงวดการตรวจสารพิษตกค้างในผักและผลไม้ที่ผู้ส่งออกซื้อจากแปลง GAP และแจ้งให้ผู้นำเข้าผักและผลไม้จากไทยทราบ เพื่อสั่งนำเข้าพืชผักและผลไม้เฉพาะจากแปลง GAP เท่านั้น

ผลผลิตผลไม้แปลง GAP กับปริมาณการส่งออก

แปลง GAP ของผลไม้ส่งออกหลัก 7 ชนิด ประกอบด้วย ลำไย ทุเรียน มังคุด ส้มโอ ลิ้นจี่ มะม่วง และมะขาม ครอบคลุมพื้นที่ปลูก 229,843 ไร่ มีผลผลิตประมาณปีละ 279,900 ตัน ในจำนวนนี้เป็นผลผลิตที่มีคุณภาพส่งออกประมาณปีละ 180,400 ตัน หรือ ร้อยละ 30.29 ของปริมาณที่ผลิตได้ เมื่อพิจารณาเป็นรายชนิดพืช มีเพียงส้มโอเท่านั้นที่มีผลผลิตคุณภาพส่งออมากกว่าปริมาณส่งออกจริง รองลงมาเป็นมังคุด และทุเรียนมีผลผลิตได้คุณภาพส่งออกร้อยละ 66.60 และ 61.58 ของปริมาณส่งออก ในขณะที่ลำไยเป็นร้อยละ 35.51 ของปริมาณการส่งออก ส่วนมะม่วง ลิ้นจี่ และมะขามมีปริมาณผลผลิตที่มีคุณภาพส่งออกน้อย ดังนั้นกรมวิชาการเกษตรต้องเร่งจดทะเบียนแปลงเกษตรกรของไม้ผลที่ยังมีปริมาณผลผลิตที่ได้คุณภาพส่งออกน้อย เช่น ลิ้นจี่ ลำไย ฯลฯ

 

ยุทธศาสตร์ด้านโรงงานแปรรูปอาหารด้านพืช

ปัจจุบันมีโรงงานแปรรูปอาหารด้านพืช 255 โรงงาน ที่อยู่ในการควบคุมและกำกับดูแลของกรมวิชาการเกษตร โดยแบ่งออกเป็นกลุ่ม 19 กลุ่ม คือ กลุ่มน้ำตาลไซรับ กลูโคส 36 โรงงาน กลุ่มเครื่องดื่ม 8 โรงงาน กลุ่มมันสำปะหลังและแป้งปรุงรส 52 โรงงาน กลุ่มผลไม้แปรรูป กวน เชื่อม ดอง อบแห้ง 17 โรงงาน กลุ่มผักผลไม้บรรจุกระป๋อง 36 โรงงาน กลุ่มน้ำพริกและน้ำพริกเผา 1 โรงงาน กลุ่มขนมขบเคี้ยว/เยลลี่/ลูกกวาด 21 โรงงาน กลุ่มเส้นหมี่/วุ้นเส้น 4 โรงงาน กลุ่มบะหมี่สำเร็จรูป 3 โรงงาน กลุ่มน้ำผัก/น้ำผลไม้ 3 โรงงาน กลุ่มขนมมปัง 6 โรงงาน กลุ่มซอสปรุงรส(จากถั่วเหลือง) 1 โรงงาน กลุ่มซอสปรุงรส 12 โรงงาน กลุ่มผักผลไม้แช่แข็ง 28 โรงงาน กลุ่มธัญพืช 11 โรงงาน กลุ่มอาหารพร้อมปรุง 1 โรงงาน กลุ่มอาหารสุกพร้อมรับประทาน 10 โรงงาน และกลุ่มเครื่องดื่มชนิดผง 5 โรงงาน

ในปีงบประมาณ 2547 มีโรงงานผลิต 216 โรงงาน จาก 255 โรงงาน ส่งออกอาหารแปรรูปด้านพืช 312,630 ตัน มูลค่า 4,178.21 ล้านบาท ไปยัง 52 ประเทศทั่วโลก สำหรับ 5 อันดับแรก คือ อินโดนีเซีย จีน มาเลเซีย ญี่ปุ่น และฮ่องกง กลุ่มอาหารที่ส่งออกมาก 4 กลุ่มแรก คือ กลุ่มมันสำปะหลังและแป้งปรุงรส กลุ่มผักผลไม้บรรจุกระป๋อง กลุ่มน้ำตาล และไซรับกลูโคส และกลุ่มผักผลไม้แช่แข็ง

การตรวจสอบและรับรองโรงงานแปรรูปอาหารด้านพืช

กรมวิชาการเกษตรได้ตรวจโรงงานแปรรูปอาหาร 368 โรงงาน ประกอบด้วยโรงงานแปรรูปอาหาร 126 โรงงาน โรงคัดบรรจุ 116 โรง โรงรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (รมลำไย) 57 โรง และโรงรมเมทิลโบรไมด์ (รมกล้วยไม้) 69 โรง ในจำนวนนี้ได้การรับรองคุณภาพ GMP 200 แห่ง และได้รับรองคุณภาพ HACCP 16 แห่ง โรงงานที่รับการรับรอง GMP และ HACCP จะมีระบบการผลิตอาหารแปรรูปทุกขั้นตอนที่ได้มาตรฐานสากล และจะเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปของไทยสู่ตลาดโลกต่อไป

ยุทธศาสตร์ด้านผลผลิต

ในปี 2547 กรมวิชาการเกษตรได้ตั้ง “ ศูนย์บริการวิชาการแบบเบ็ดเสร็จ” (Technical one stop service center ) เพื่อให้บริการกับผู้ส่งออกในการสุ่มตัวอย่าง การรับตัวอย่างสำหรับวิเคราะห์ การออกใบรับรอง และการจดทะเบียนผู้ส่งออก ที่กระจัดกระจายในหลายหน่วยงานภายในกรมวิชาการเกษตรมาอยู่รวมที่หน่วยงานเดียวกันและทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ภายในกรมวิชาการเกษตรทำให้สามารถลดระยะเวลาการให้บริการจากเดิม 3-4 วัน ให้เหลือเพียง 1 วันได้ ส่งผลให้ผู้ส่งออกมีความพอใจมากขึ้น

ในรอบปีที่ผ่านมา มีผู้ส่งออกที่จดทะเบียนกับกรมฯ 511 ราย เป็นบริษัท 482 ราย และบุคคล 29 ราย ได้ส่งออกผักและผลไม้ 306 ชนิด ปริมาณ 305,794 ตัน คิดเป็นมูลค่า 5,587 ล้านบาท แยกเป็นกลุ่มผลไม้ 109 ชนิด ปริมาณ 166,840 ตัน มูลค่า 3,174 ล้านบาท และกลุ่มผัก 197 ชนิด ปริมาณ 138,954 ตัน มูลค่า 2,413 ล้านบาท ไปยัง 70 ประเทศทั่วโลก ตลาดส่งออกหลัก 5 อันดับแรก คือ จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน อินโดนีเซีย และมาเลเซีย มีมูลค่า 1,838 ล้านบาท 837 ล้านบาท 733 ล้านบาท 361 ล้านบาท และ 335 ล้านบาท ตามลำดับ

สำหรับผลไม้ที่ส่งออกมา 4 อันดับแรก คือ ลำไย 64,726 ตัน ทุเรียน 55,281 ตัน มังคุด 13,313 ตัน และมะพร้าวอ่อน 12,205 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1,211 ล้านบาท 1,082 ล้านบาท 228 ล้านบาท และ 163 ล้านบาท ตามลำดับ ในส่วนของผักที่ส่งออกมา 4 อันดับแรก คือ หน่อไม้ฝรั่ง 22,829 ตัน ขิง 12,289 ตัน ข้าวโพดฝักอ่อน 9,587 ตัน และกระเจี๊ยบเขียว 6,876 ตัน คิดป็นมูลค่า 729 ล้านบาท 387 ล้านบาท 282 ล้านบาท และ 205 ล้านบาท ตามลำดับ

เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมาในปี 2547 มีปริมาณการส่งออกผักและผลไม้เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.14 แต่มูลค่าส่งออกกลับลดลง ร้อยละ 6.53 สาเหตุสำคัญเป็นเพราะราคาผลไม้ส่งออกของปี 2547 ไม่ดี เห็นได้จากราคาทุเรียนลดลงจาก 33.09 บาท/กิโลกรัม ในปี 2546 ลดลงเหลือ 19.58 บาท/กิโลกรัม และลำไยที่ลดลงจาก 25.55 บาท/กิโลกรัม เหลือ 18.7 บาท/กิโลกรัม

อย่างไรก็ตามในภาพรวมแล้วไทยมีศักยภาพการส่งออกพืชผักผลไม้สูง และสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพหรือปริมาณ แต่เนื่องจากปัจุบันปริมาณส่งออกมีเพียงร้อยละ 5-10 ของปริมาณผลิตเท่านั้น ปัญหาที่รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์จะต้องแก้ไข คือความผันผวนของราคาผักและผลไม้ในตลาดต่างประเทศที่สำคัญของไทยมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ทำให้เกษตรกรและผู้ส่งออกไม่สามารถวางแผนการผลิตและส่งออกที่เหมาะสมและสอดรับกันได้ ในส่วนที่กรมวิชาการเกษตรต้องรับผิดชอบจะเร่งรณรงค์ให้เกษตรต้องรับผิดชอบจะเร่งให้เกษตรกรเห็นความสำคัญของ GAP เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพและปลอดสารพิษตกค้าง การสร้างระบบเครือข่ายระหว่างเกษตรกร GAP ผู้ประกอบการ Packing house กับผู้ส่งออกเพื่อลดต้นทุนการส่งออกและเพิ่มราคา ณ แปลงเกษตรกรและเพื่อพัฒนาระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability ) เป็นมาตรฐานและสร้างความเชื่อถือของผักผลไม้ของไทยในสายตาโลกต่อไป

การตรวจสอบและรับรองผักและผลไม้ส่งออก

ในรอบปีที่ผ่านมาได้ตรวจสารพิษตกค้างของผักและผลไม้ 26 ชนิด จำนวน 23,056 ตัวอย่าง พบว่าเพียง 1,325 ตัวอย่าง หรือ ร้อยละ 5.75 เท่านั้นที่มีปริมาณสารพิษตกค้างเกินค่า MRLs ในกลุ่มผัก 21 ชนิด จำนวน 10,360 ตัวอย่าง พบว่าพริกมีสารพิษตกค้างมากที่สุดจาก 2,186 ตัวอย่าง มีสารพิษตกค้างเกินค่า MRLs 435 ตัวอย่าง หรือ ร้อยละ 19.90 ตรงกันข้ามกับข้าวโพดฝักอ่อน 2,467 ตัวอย่าง ที่ตรวจไม่พบสารพิษตกค้างเกินค่า MRLs เลย

ในส่วนของกลุ่มผลไม้ 7 ชนิด จำนวน 12,696 ตัวอย่าง พบว่ามะม่วงมีสารพิษตกค้างมากที่สุดจาก 2,351 ตัวอย่าง มีสารพิษตกค้างเกินค่า MRLs ถึง 307 ตัวอย่าง หรือ ร้อยละ 13.06 ในขณะที่มะขาม 437 ตัวอย่าง มีปริมาณสารพิษตกค้างเกิน MRLs เพียง 2 ตัวอย่าง หรือ ร้อยละ 0.46 เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ปริมาณสารพิษตกค้างที่เกินค่า MRLs ของพริกและมะม่วงได้ลดลงจากเดือนกันยายน 2546 ถึงร้อยละ 9.18 และร้อยละ 47.42 ตามลำดับ

สำหรับสารพิษตกค้างที่เกินค่า MRLs 3 ลำดับแรก คือ Methamidophos , Cypermethrin และ Chlorpyrifos (ปัจจุบันพบ Methamidophos ลดลงหลังจากห้ามใช้ในไทยตั้งแต่เดือนเมษายน 2546)

มาตรการการจัดการกับผู้ส่งออกผักและผลไม้ไม่ตรงกับผลการตรวจวิเคราะห์และการรับรองตัวอย่าง คือ การระงับการอนุญาตส่งออกชั่วคราวกับผู้ส่งออกทุกรายที่หน่วยงานควบคุมมาตรฐานของ

ประเทศผู้นำเข้ารายงานว่าตรวจพบสารพิษตกค้างในผักและผลไม้ที่เกินค่ามาตรฐาน ( MRLs )ของผู้ส่งออกรายนั้นๆ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้ระงับการส่งออกผักและผลไม้ของผู้ส่งออกจำนวน 24 ราย จากผู้ส่งออกทั้งหมด 511 ราย

ผลของการใช้มาตรการที่เข้มงวด ทำให้ผักและผลไม้ส่งออกของไทยได้รับความเชื่อถือจากต่างประเทศมากขึ้นเห็นได้จากกรมวิชาการเกษตรได้มีหนังสือแจ้งเตือนการพบสารพิษตกค้างเกินค่า MRLs ในผักและผลไม้ของไทยจากประเทศผู้นำเข้าลดลงจากปี 2546 มีการแจ้งเตือน 40 ครั้ง เหลือเพียง 21 ครั้ง ในปี 2547 หรือ ลดลงถึงร้อยละ 52 อย่างไรก็ตามกรมวิชาการเกษตร ยังต้องเข้มงวดมาตรการข้างต้นต่อไป

การตรวจสอบและรับรองปลอดศัตรูพืช

การตรวจศัตรูพืชเป็นไปตาม พ.ร.บ. กักพืช ผลการตรวจผักและผลไม้ส่งออก 309 ชนิด จำนวน 52,420 ตัวอย่าง พบว่ามีผักและผลไม้ จำนวน 2,741 ตัวอย่าง หรือ ร้อยละ5.22 มีแมลงติดอยู่ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผัก คือ กะเพรา โหระพา ผักชีฝรั่ง คื่นฉ่าย และพริก และที่พบจำนวนน้อยเป็นกลุ่มผลไม้ คือ มะม่วง น้อยหน่า เงาะ และลำไย เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2546 ชนิดของแมลงที่พบลดลงจาก 26 ชนิด เหลือ 21 ชนิด และจำนวนตัวอย่างที่พบก็ลดลงเช่นกัน จากร้อยละ 7.32 เหลือ ร้อยละ 5.22 นอกจากนั้นประเทศปลายทางทำลาย/ส่งคืนลดลงจากร้อยละ 0.59 เหลือ ร้อยละ 0.26 เช่นกัน

การตรวจสอบและรับรองสินค้าแปรรูปเพื่อการส่งออก

ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรมีห้องปฏิบัติการ ( Lab ) บริการตรวจวิเคราะห์สินค้าเกษตรแปรรูป 10 หน่วย คือ

สามารถให้บริการได้ จำนวน 3,900 ตัวอย่าง/เดือน

ผลการตรวจตัวอย่างอาหารแปรรูป จำนวน 26,346 ตัวอย่าง รวม 142,718 รายการ (ส่วนใหญ่เป็นการตรวจวิเคราะห์จุลชีววิทยาและสารเจือปน) พบว่ามี 699 ตัวอย่าง หรือ ร้อยละ 2.53 มีคุณภาพต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากล และออกหนังสือรับรอง 4,410 ฉบับ แยกเป็น Analysis and Health Certificate 3 ,118 ฉบับ Health Certificate 3 01 ฉบับ และ Analysis Report 991 ฉบับ

อย่างไรก็ตามยังมีผู้ส่งออกบางรายไม่ขอหนังสือรับรองส่งออกจากกรมวิชาการเกษตรอ้างว่าเป็นข้อตกลงระหว่างผู้ส่งออกของไทยกับผู้นำเข้า โดยเฉพาะการส่งออกไปสหรัฐอเมริกาและ EU แต่กลับพบว่ามีการปฏิเสธนำเข้าจากไทย 68 ครั้ง เป็นของสหรัฐอเมริกา 65 ครั้ง และ EU 3 ครั้ง ซึ่งต้องเร่งแก้ไขปัญหานี้ต่อไป เพราะจะกระทบต่อมาตรฐานอาหารแปรรูปในภาพรวมของไทย

การตรวจสอบและวิเคราะห์สารพิษตกค้างสินค้าเกษตรนำเข้า

เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพผักและผลไม้นำเข้าจากจีน กรมวิชาการเกษตรได้สุ่มตัวอย่างพืช 5 ชนิด จำนวน 421 ตัวอย่าง ในจำนวนนี้มีเพียงกระเทียม 27 ตัวอย่าง และผักบางชนิดเท่านั้นที่พบสารพิษตกค้างเกินค่า MRLs ส่วนแอบเปิ้ล กระเทียม หอมหัวใหญ่ เกาลัดและเห็ดหอม ไม่พบสารพิษตกค้าง สำหรับสารพิษตกค้างที่พบ 3 ชนิด คือ Methamidophos , Monocrotophos และ Mevinphos เป็นสารที่มีพิษเฉียบพลันและเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค กรมวิชาการเกษตร ได้เสนอสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาให้เข้มงวดสินค้าเกษตรที่นำเข้าจากจีน ซึ่งทาง อย. ได้กำหนดมาตรการให้ผักและผลไม้นำเข้าจากต่างประเทศต้องมีหนังสือรับรองว่าปราศจากสารพิษตกค้าง 3 รายการดังกล่าวแล้ว

การทำแปลงทดลองหาค่า MRLs

ตามสนธิสัญญาด้านสุขอนามัยขององค์การการค้าโลก หรือ WTO กำหนดให้มีการตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้างในผลิผลการเกษตรเพื่อความปลอดภัยของประชากรโลก และกำหนดค่ามาตรฐานสูงสุดของสารพิษตกค้าง (Maximum Residue Limit : MRLs ) ในผลิตผลการเกษตรขึ้นและใช้เป็นมาตรฐานสากล ปัจจุบันมีการกำหนดค่า MRL หลายรูปแบบ เช่น Codex MRL (FAO/WTO ) EU MRL (กลุ่มประเทศ EU ) Asian MRL Japan MRL และ USA Tolerance Limits

กรมวิชาการเกษตรทำแปลงศึกษา 120 แปลง กับพืช 8 ชนิด เป็นไม้ผล 4 ชนิด คือ ทุเรียน ลำไย ส้มโอ มะม่วง และผัก 4 ชนิด คือ กระเจี๊ยบเขียว พริก หน่อไม้ฝรั่ง และถั่วเหลืองฝักสด โดยใช้วัตถุอันตราย 11 ชนิด ประกอบด้วย Cypermethrin , Lamda-cyhalothrin ,Mancozeb , Carbaryl , Chlorpyrifos , Deltamethrin , Ethion , Prothiophos , Triazophos , Phosalone และ Malathion ขณะนี้ได้เก็บข้อมูลภาคสนามเรียบร้อยแล้ว สำหรับการทดลองที่เสร็จสมบูรณ์ เพื่อนำไปกำหนดค่า MRLs ของพืช 3 ชนิด คือ การวิจัยปริมาณสารพิษตกค้าง Triazophos ในถั่วเหลืองฝักสด Cypermethrin และ Chlorpyrifos ในทุเรียน และ Chlorpyrifos และ Prothiophos ในพริกที่เหลือกำลังอยู่ระหว่างการวิเคราะห์ตัวอย่าง คาดว่าเมื่อสิ้นปีงบประมาณ 2548 จะมีข้อมูล MRLs ของพืชที่สมบูรณ์ไม่น้อยกว่า 4 ชนิด

การปรับปรุงมาตรฐานห้องปฏิบัติการ

ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรมีห้อง Lab บริการ 23 หน่วย เป็นห้องปฏิบัติการตรวจสารพิษตกค้าง 12 หน่วย ตั้งอยู่ที่ส่วนกลาง 4 หน่วย และที่ภูมิภาคอีก 8 หน่วย ที่เชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น อุบลราชธานี จันทบุรี สุราษฎร์ธานี ชัยนาท และสงขลา สำหรับห้องปฏิบัติการตรวจสินค้าแปรรูป 10 หน่วย และห้องปฏิบัติการสูตรสารเคมี 1 หน่วย ตั้งที่ส่วนกลาง

ในปี 2548 จะมีห้องปฏิบัติการเพิ่มอีก 13 หน่วย เป็นห้องปฏิบัติการตรวจสารพิษตกค้าง 3 หน่วย ที่กาญจนบุรี เชียงราย(เชียงแสน) และชลบุรี(แหลมฉบัง) และมีห้องปฏิบัติการตรวจสูตรสารเคมี 10 หน่วย ที่เชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น อุบลราชธานี ชัยนาท จันทบุรี สุราษฎร์ธานี สงขลา เชียงราย(เชียงแสน) และชลบุรี(แหลมฉบัง) เห็นได้ว่าในปี 2548 จะมีห้องปฏิบัติการบริการถึง 36 หน่วย ในจังหวัดหลัก 12 จังหวัด แต่ยังจำเป็นต้องมีห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ ( Mobile Lab ) ที่ตรวจสารพิษตกค้างและสูตรวัตถุอันตรายอย่างน้อย 10 หน่วย เพื่อเคลื่อนย้ายให้บริการกลุ่มเป้าหมายได้ทั่วประเทศให้ตรงตามความต้องการของผู้ส่งออกและตามฤดูกาลในแหล่งปลูกต่อไป

การเจรจาด้านเทคนิคและวิชาการ

ในช่วงปีงบประมาณ 2547 กรมวิชาการเกษตร ได้ส่งคณะนักวิชาการไปเจรจากับประเทศคู่ค้าพืชผักและผลไม้ 5 ครั้ง เป็นการเจรจากับจีน 2 ครั้ง เรื่องมาตรฐานคุณภาพข้าวและการปะปนของวัชพืช และเรื่องมาตรฐานผลไม้เจรจากับสิงคโปร์ 1 ครั้ง เรื่องคุณภาพสินค้าและปัญหาของสารพิษตกค้าง เจรจากับประเทศมาเลเซีย 1 ครั้ง เรื่องการกักพืช และร่วมเจรจากับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวกับ FTA ระหว่างไทยกับจีน อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งการเจรจาข้างต้นเพื่อร่วมกันแก้ปัญหา มาตรฐานและคุณภาพการส่งออกด้านพืชและสร้างความเสมอภาคทางการค้าบนมาตรฐานที่เป็นสากล

ภาคผนวก

ตารางที่ 1 ปริมาณและมูลค่าการนำเข้าวัตถุอันตรายทางการเกษตร ปี 2546 และ 2547

ประเภท

ปริมาณสารออกฤทธิ์ (ตัน)

มูลค่า (ล้านบาท)

ปี 2546

ปี 2547

เพิ่ม/ลด

%

ปี 2546

ปี 2547

เพิ่ม/ลด

%

สารป้องกันกำจัดแมลง

9,790.2

8,371.9

-1,418.4

-14.49

3,136.1

2,834.7

-301.5

-9.61

สารป้องกันกำจัดโรคพืช

6,731.7

6,428.9

-302.8

-4.50

1,678.1

1,718.9

40.8

2.43

สารป้องกันกำจัดวัชพืช

31,878.6

35,615.4

3,736.8

11.72

6,101.0

6,079.8

-21.3

-0.35

อื่นๆ

2,187.0

2,633.7

446.7

20.42

470.5

542.5

72.0

15.30

รวม

50,587.5

53,049.8

2,462.3

4.87

11,385.8

11,175.8

-210.0

-1.84

ที่มา สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร

 

ตารางที่ 2 ข้อมูลการนำเข้าวัตถุอันตรายทางการเกษตร ปี 2547 รายประเทศ

ลำดับ

ประเทศ

ปริมณ

(ตัน)

มูลค่า

(ล้านบาท)

ปริมาณสาร

ออกฤทธิ์ (ตัน)

สัดส่วน

( % )

1

จีน

48,428.41

480.96

28,105.86

52.98

2

อินเดีย

4,529.35

727.39

4,013.04

7.56

3

มาเลเซีย

5,796.77

449.36

3,365.10

6.34

4

ไต้หวัน

5,466.34

629.15

2,751.09

5.19

5

สหรัฐอเมริกา

2,790.03

640.42

2,266.73

4.27

6

อิสราเอล

2,566.67

551.76

2,022.87

3.81

7

โปแลนด์

1,972.69

151.08

1,858.58

3.50

8

เยอรมัน

2,045.93

544.10

1,317.29

2.48

9

อินโดนีเซีย

4,186.54

324.45

1,208.42

2.28

10

โคลัมเบีย

1,302.83

161.09

1,044.48

1.97

11

ญี่ปุ่น

1,083.47

398.06

756.12

1.43

12

บราซิล

672.51

88.66

589.26

1.11

13

ออสเตรเลีย

791.40

119.78

478.80

0.90

14

เดนมาร์ค

489.69

95.22

447.49

0.84

15

สิงคโปร์

788.76

151.64

429.60

0.81

16

ฝรั่งเศส

504.83

131.46

320.33

0.60

17

อิตาลี

586.13

117.32

317.69

0.60

18

เบลเยี่ยม

286.44

31.14

241.77

0.46

19

เนเธอร์แลนด์

423.36

64.90

216.81

0.41

20

สวิสเซอร์แลนด์

622.10

585.22

212.57

0.40

21

สเปน

261.38

72.34

184.00

0.35

22

เวเนซูเอร่า

184.80

24.02

177.41

0.33

23

บัลกาเรีย

193.00

10.22

153.90

0.29

24

เกาหลี

126.31

25.13

94.39

0.18

25

เม็กซิโก

100.00

14.86

79.55

0.15

26

ชิลี

76.50

5.61

67.77

0.13

27

กัวเตมาลา

66.00

10.73

62.70

0.12

28

นอร์เวย์

80.00

8.13

50.63

0.10

29

อังกฤษ

207.35

169.73

40.91

0.08

30

ฮังการี

54.34

9.35

40.77

0.08

31

โรมาเนีย

40.00

2.65

34.00

0.06

32

สโลวัก

41.00

2.96

32.00

0.06

33

เปรู

40.00

2.97

26.90

0.05

34

กรีซ

16.00

0.83

12.80

0.02

35

เวียดนาม

296.80

29.82

10.45

0.02

36

ฮอลแลนด์

25.90

2.48

9.07

0.02

37

แคนาดา

5.80

2.99

4.35

0.01

38

ออสเตรีย

11.68

6.07

3.23

0.01

39

อาฟริกาใต้

5.35

3.11

1.01

0.00

40

ฟิลิปปินส์

0.10

0.02

0.07

0.00

41

นิวซีแลนด์

0.01

0.00

0.00

0.00

 

รวม

87,166.57

11,175.79

53,049.80

100.00

ที่มา สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร

 

ตารางที่ 3 จำนวนเกษตรกรที่ได้รับรอง GAP ชนิดพืช พื้นที่ ประมาณการผลผลิต และปริมาณส่งออก

ชนิดพืช

ได้รับ Q/GAP (ราย)

พื้นที่ (ไร่)

ผลผลิต (ตัน/ปี)

ปริมาณส่งออกปี 2547 (ตัน)

1. ลำไย

16,578

115,024

141,365

145,817

2. ทุเรียน

5,009

53,748

80,192

104,176

3. มังคุด

4,910

41,700

36,529

27,426

4. ส้มโอ

1,246

5,652

8,387

4,783

5. ลิ้นจี่

301

2,046

1,678

7,992

6. มะม่วง

1,090

10,732

11,032

5,785

7. มะขาม

113

941

655

2,617

รวม

29,247

229,843

279,838

298,596

ตารางที่ 4 ผลผลิตจากแปลง GAP ชนิดพืชและผลผลิตที่มีคุณภาพส่งออก

ชนิดพืช

ผลผลิต (ตัน/ปี)

ผลผลิตที่มีคุณภาพส่งออก

1. ลำไย

141,365

84,819

2. ทุเรียน

80,192

64,154

3. มังคุด

36,529

18,264

4. ส้มโอ

8,387

5,032

5. ลิ้นจี่

1,678

1,007

6. มะม่วง

11,032

6,619

7. มะขาม

655

491

รวม / เฉลี่ย

279,838

180,386

ที่มา สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร

 

ไปหน้าแรก

โครงการอาหารปลอดภัยด้านพืช

 

Hosted by www.Geocities.ws

1