vocabulary
Web browser:
ความหมาย เว็บเบราว์เซอร์ (อังกฤษ): web browser) เบราว์เซอร์ หรือ โปรแกรมค้นดูเว็บ คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลและโต้ตอบกับข้อมูลสารสนเทศที่จัดเก็บในหน้าเว็บที่สร้างด้วยภาษาเฉพาะ เช่น ภาษาเอชทีเอ็มแอล ที่จัดเก็บไว้ที่เว็บเซอร์วิซหรือเว็บเซิร์ฟเวอร์หรือระบบคลังข้อมูลอื่น ๆ โดยโปรแกรมค้นดูเว็บเปรียบเสมือนเครื่องมือในการติดต่อกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เรียกว่าเวิลด์ไวด์เว็บ Web browser คือซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลเและติดต่อสื่อสารกับระบบสารสนเทศที่อยู่ในรูปแบบของเว็บเพจ ซึ่งอยู่บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ชื่อว่า World Wide Web (WWW)Web hosting:
เว็บโฮสติ้ง (Web Hosting) คือ รูปแบบการให้บริการสำหรับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอย่างหนึ่ง ซึ่งผู้ใช้งานนั้นมีความต้องที่จะฝากเว็บไซต์ของตนเองไว้กับผู้ให้บริการเซิฟเวอร์ (HSP: Hosting Service Provider) เพื่อให้เว็บไซต์ของตนเองนั้น ออนไลน์อยู่่บนโลกอินเทอร์เน็ตตลอด 24 ชม.
โดยที่ทางผู้ให้บริการจะจัดเก็บข้อมูลเว็บไซต์ ฐานข้อมูล อีเมล ฯลฯ ไว้ในเครื่องเซิฟเวอร์ หรือที่เรียกกันว่าเว็บเซิฟเวอร์ (Web Server) ซึ่งเว็บเซิฟเวอร์จะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางที่จะแสดงผลหน้าเว็บไซต์ให้กับผู้ท่องอินเทอร์เน็ตทั่วไปได้เช้าชมผ่านโดเมนเนม(เช่น www.pathosting.co.th) ได้ตลอดเวลา
ดังนั้นผู้ที่ต้องการออนไลน์เว็บไซต์ของตนเองจึงต้องคำนึงถึงเว็บเซิฟเวอร์ก่อน แต่ด้วยความที่เว็บเซิฟเวอร์นั้นมีราคาค่อนข้างสูง บวกกับจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่จะคอยดูแลเซิฟเวอร์ในด้านเทคนิคต่างๆ อีก ทำให้เจ้าของเว็บไซต์ส่วนใหญ่จึงหันมาใช้บริการ Web Hosting เนื่องจากค่าใช้จ่ายน้อยกว่ามากรุ่นไคลเอนต์เซิร์ฟเวอร์เป็นแอพลิเคชันการกระจายโครงสร้างพาร์ทิชันที่งานหรือปริมาณงานระหว่างผู้ให้บริการของทรัพยากรหรือบริการที่เรียกว่าเซิร์ฟเวอร์และร้องขอบริการเรียกลูกค้า บ่อยครั้งที่ลูกค้าและเซิร์ฟเวอร์สื่อสารมากกว่าเครือข่ายคอมพิวเตอร์กับฮาร์ดแวร์ที่แยกกัน แต่ทั้งไคลเอ็นต์และเซิร์ฟเวอร์อาจอาศัยอยู่ในระบบเดียวกัน โฮสต์เซิร์ฟเวอร์รันโปรแกรมเซิร์ฟเวอร์อย่างน้อยหนึ่งรายการซึ่งใช้ทรัพยากรร่วมกันกับลูกค้า ไคลเอ็นต์ไม่แชร์ทรัพยากรใด ๆ ของตน แต่ต้องการเนื้อหาหรือบริการของเซิร์ฟเวอร์ ไคลเอนต์จึงเริ่มเซสชันการสื่อสารกับเซิร์ฟเวอร์ที่รอการร้องขอขาเข้า ตัวอย่างของการใช้งานคอมพิวเตอร์ที่ใช้รูปแบบไคลเอนต์เซิร์ฟเวอร์ที่มีอีเมล์ , เครือข่ายการพิมพ์และเวิลด์ไวด์เว็บ
URL:
ย่อมาจากคำว่า Uniform Resource Locator คือ ที่อยู่ (Address) ของข้อมูลต่างๆในInternet เช่น ที่อยู่ของไฟล์หรือเว็บไซต์บนอินเตอร์เน็ต
URL คือในปัจจุบันเว็บไซต์ เป็นแหล่งที่อยู่ใหม่ของหลายๆธุรกิจช่องทางที่สามารถเข้าถึงได้อย่างง่าย และยังสามารถใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลาเว็บไซต์เป็นแหล่งที่รวมรวบข้อมูลต่างๆไว้และแสดงให้เห็นผ่านเว็บเบราว์เซอร์ ปกติแล้วเว็บไซต์จะมีชื่อและที่อยู่ของมันเองเพื่อให้ระบุได้ว่าเป็นเว็บไซต์ของใครโดยชื่อของเว็บไซต์หรือ Domain name(โดเมน เนม) จะไม่ซ้ำกันของแต่ละเว็บซึ่งการเปิดให็บริการเว็บไซต์จะมีการจดโดเมนเนมก่อนจึงจะสามารถให้บริการได้
ปัจจุบันได้มีการแบ่งกลุ่มของโดเมนออกเป็นแต่ละประเภท
การแบ่งกลุ่มโดเมนของสหรัฐอเมริกา
- com : กลุ่มธุรกิจการค้า เช่น www.hotmail.com, www.clipmass.com
- .org : หน่วยงานไม่หวังผลกำไร เช่น thai.tourismthailand.org, th.wikipedia.org
- .net : หน่วยงานเกี่ยวกับเครือข่าย เช่น www.flashfly.net, www.thailand.net
- .mil : หน่วยงานทหาร เช่น www.uscg.mil, www.dla.mil
- .gov : หน่วยงานรัฐบาล เช่น www.cia.gov, www.state.gov
- .edu : สถาบันการศึกษา เช่น www.bbc.th.edu, www.kasemptc.th.edu
การแบ่งกลุ่มของประเทศอื่นๆ
- .co : ภาคเอกชน เช่น www.cointernet.co.th, www.pizza.co.th
- .or : องค์กรไม่หวังผลกำไรเช่น www.redcross.or.th, www.bot.or.th
- .go : หน่วยงานราชการเช่น www.immigration.go.th, www.customs.go.th
- .ac : สถาบันการศึกษาเช่น www.satriwit.ac.th, www.sg.ac.th
ทั้งหมดนี้ คือที่อยู่บนเว็บ หรือ ที่อยู่อินเทอร์เน็ต ซึ่งปกติแล้วเรามักพิมพ์ยูอาร์แอลในแถบที่อยู่ของเว็บเบราว์เซอร์เพื่อเรียกข้อมูลจากเว็บไซต์ เรียกโดยย่อว่า ยูอาร์แอล (URL)
รูปแบบของ URL จะประกอบด้วย
http://www.mindphp.com/support/urlfaq.htm
- ชื่อโปรโตคอลที่ใช้ (http ซึ่งย่อมาจาก HyperText Transfer Protocol)
- ชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ และชื่อเครือข่ายย่อย (www.mindphp)
- ประเภทของเวบไซต์ (.com) ซึ่งมีอยู่ หลาย ประเภท คือเช่น .com (Commercial),.edu (Educational),.org (Organizations),.net (Network), .co.th (บริษัทในประเทศไทย ดูเพิ่มเติมที่นี่) ฯลฯ
- ไดเร็กทอรี่ (/support/)
- ชื่อไฟล์และนามสกุล (urlfaq.htm)
ความสำคัญของ URL คือเวลาเราเข้าเว็บไซต์เราก็ต้องพิมพ์ URL ลงในช่อง url addressของ web browser เช่น จะเข้าเว็บ google.comก็ต้องพิมพ์ http://www.google.com หรือ จะพิมพ์ google.com ก็ได้ไม่ต้องมี http://www.ก็ได้เดี๋ยว Browser มันจะเติมให้เราเอง ดังนั้นการอ้างอิงของข้อมูลบนอินเตอร์เนตต้องระบุ URL ให้ถูกต้อง มิฉะนั้นจะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลนั้นได้
FTP:
FTP ย่อมาจาก File Transfer Protocol คือ โปรโตคอลเครือข่ายชนิดหนึ่ง ถูกนำใช้ในการถ่ายโอนไฟล์ ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ อย่างการถ่ายโอนไฟล์ระหว่าง ไคลเอนต์ (client) กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นแม่ข่าย เรียกว่า โฮสติง (hosting) หรือ เซิร์ฟเวอร์ ซึ่งทำให้การถ่ายโอนไฟล์ง่ายและปลอดภัยในการแลกเปลี่ยนไฟล์ผ่านอินเตอร์เน็ต การใช้ FTP ที่พบบ่อยสุด ก็เช่น การดาวน์โหลดไฟล์จากอินเทอร์เน็ต ความสามารถในการถ่ายโอนไฟล์ ทำให้ FTP เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่สร้างเว็บเพจ ทั้งมือสมัครเล่นและมืออาชีพ โดยที่การติดต่อกันทาง FTP เราจะต้องติดต่อกันทาง Port 21 ซึ่งก่อนที่จะเข้าใช้งานได้นั้น จะต้องเป็นสมาชิกและมีชื่อผู้เข้าใช้ (User) และ รหัสผู้เข้าใช้ (password) ก่อน และโปรแกรมสำหรับติดต่อกับแม่ข่าย (server) ส่วนมากจะใช้โปรแกรมสำเร็จรูป เช่น โปรแกรม Filezilla,CuteFTP หรือ WSFTP ในการติดต่อ เป็นต้นFTP แบ่งเป็น 2 ส่วน
1. FTP server เป็นโปรแกรมที่ถูกติดตั้งไว้ที่เครื่องเซิฟเวอร์ ทำหน้าที่ให้บริการ FTP หากมีการเชื่อมต่อจากไคลแอนเข้าไป
2. FTP client เป็นโปรแกรม FTP ที่ถูกติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ของ user ทั่วๆไป ทำหน้าที่เชื่อมต่อไปยัง FTP server และทำการอัพโหลด, ดาวน์โหลดไฟล์ หรือ จะสั่งแก้ไขชื่อไฟล์, ลบไฟล์ และเคลื่อนย้ายไฟล์ก็ได้เช่นกันความสำคัญของ FTP โดยปกติเมื่อเราต้องการทำเว็บไซต์ไม่ว่าด้วยจุดประสงค์ใดก็ตาม สิ่งที่เราจะต้องนึกถึงและขาดไม่ได้คือ Hosting หรือ Server ซึ่งในปัจจุบันมีผู้ให้บริการอยู่เป็นจำนวนมาก การที่เว็บไซต์ของเราสามารถให้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีหยุดนั้น ก็เพราะ Hosting ไม่เคยปิดนั่นเอง ส่วนการสร้างเว็บไซต์เกิดจากการเขียน Code โปรแกรม ไม่ว่าจะเขียนด้วยภาษา HTML , PHP , ASP , ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ต้องนำไฟล์ที่เราเขียนเสร็จเรียบร้อยไปใส่บน Hosting เพื่อสามารถให้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน แต่ด้วยหนทางที่อยู่ไกลกันระหว่างเรากับ Hosting ที่เราขอใช้บริการไว้ เราจึงต้องใช้เทคโนโลยีของคอมพิวเตอร์ ในการโอนย้ายไฟล์ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา กับ Hosting ซึ่งเทคโนโลยีนั้นคือ FTP
CMS:
ย่อมาจากระบบการจัดการเนื้อหาของเว็บไซต์ (Content Management System: CMS) คือ ระบบที่พัฒนา คิดค้นขึ้นมาเพื่อช่วยลดทรัพยากรในการพัฒนา (Development) และบริหาร (Management)เว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกำลังคน ระยะเวลา และเงินทอง ที่ใช้ในการสร้างและควบคุมดูแลไซต์ โดยส่วนใหญ่แล้ว มักจะนำเอา ภาษาสคริปต์ (Script languages) ต่างๆมาใช้ เพื่อให้วิธีการทำงานเป็นแบบอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็น PHP, Perl, ASP, Python หรือภาษาอื่นๆ(แล้วแต่ความถนัดของผู้พัฒนา) ซึ่งมักต้องใช้ควบคู่กันกับโปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์ (เช่น Apache) และดาต้าเบสเซิร์ฟเวอร์(เช่น MySQL)
ลักษณะเด่นของ CMS ก็คือ มีส่วนของ Administration panel(เมนูผู้ควบคุมระบบ) ที่ใช้ในการบริหารจัดการส่วนการทำงานต่างๆในเว็บไซต์ ทำให้สามารถบริหารจัดการเนื้อหาได้อย่างรวดเร็ว และเน้นที่การ จัดการระบบผ่านเว็บ(Web interface) ในลักษณะรูปแบบของ ระบบเว็บท่า(Portal Systems) โดยตัวอย่างของฟังก์ชันการทำงาน ได้แก่ การนำเสนอบทความ(Articles), เว็บไดเรคทอรี(Web directory), เผยแพร่ข่าวสารต่างๆ(News), หัวข้อข่าว(Headline), รายงานสภาพดินฟ้าอากาศ(Weather), ข้อมูลข่าวสารที่น่าสนใจ(Informations), ถาม/ตอบปัญหา(FAQs), ห้องสนทนา(Chat), กระดานข่าว(Forums), การจัดการไฟล์ในส่วนดาวน์โหลด(Downloads), แบบสอบถาม(Polls), ข้อมูลสถิติต่างๆ(Statistics) และส่วนอื่นๆอีกมากมาย ที่สามารถเพิ่มเติม ดัดแปลง แก้ไขแล้วประยุกต์นำมาใช้งานให้เหมาะสมตามแต่รูปแบบและประเภทของเว็บไซต์นั้นๆ ปัจจุบันซอฟต์แวร์ที่ใช้สร้าง CMS มีหลายตัวด้วยกันอาทิเช่น PostNuke, PHP-Nuke, MyPHPNuke, Mambo, eNvolution, MD-Pro, XeOOPs, OpenCMS, Plone, JBoss, Drupal เป็นต้นลักษณะการทำงานของ Content Management System (CMS)
เป็นระบบที่แบ่งแยกการจัดการในการทำงานระหว่างเนื้อหา(Content) ออกจากการออกแบบ (Design) โดยการออกแบบเว็บเพจจะถูกจัดเก็บไว้ใน Templates หรือ Themes ในขณะที่เนื้อหาจะถูกจัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลหรือไฟล์ เมื่อใดที่มีการใช้งานก็จะมีการทำงานร่วมกันระหว่าง 2 ส่วน เพื่อสร้างเว็บเพจขึ้นมา โดยเนื้อหาอาจจะประกอบไปด้วยหลายๆส่วนประกอบ เช่น Sidebar หรือ Blocks, Navigation bar หรือ Main menu, Title bar หรือ Top menu bar เป็นต้นการประยุกต์ใช้ CMS ในวงการต่างๆ
ระบบ CMS สามารถนำมาประยุกต์ในงานต่างๆ หลากหลาย ตัวอย่างการนำซอฟต์แวร์ CMS มาประยุกต์ใช้งาน อาทิเช่น
- การนำ CMS มาใช้ในการสร้างเว็บไซต์สถาบันการศึกษา ธุรกิจบันเทิง หนังสือพิมพ์ การเงิน การธนาคาร หุ้นและการลงทุน อสังหาริมทรัพย์ งานบุคคล งานประมูล สถานที่ท่องเที่ยว งานให้บริการลูกค้า
- การนำ CMS มาใช้ในหน่วยงานของรัฐ อาทิเช่น งานข่าว งานประชาสัมพันธ์ การนำเสนองานต่างๆ ขององค์กร
- การใช้ CMS สร้างไซต์ ส่วนตัว ชมรม สมาคม สมาพันธ์ โดยวิธีการแบ่งงานกันทำ เป็นส่วนๆ ทำให้เกิดความสามัครคี ทำให้มีการทำงานเป็นทีมเวิร์คมากยิ่งขึ้น
- การนำ CMS มาใช้ในการสร้างเว็บไซต์สำหรับธุรกิจ SME โดยเฉพาะสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ OTOP กำลังได้รับความนิยมสูง
- การนำ CMS มาใช้แทนโปรแกรมลิขสิทธิ์ อื่นๆ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย และง่ายต่อการพัฒนา
- การใช้ CMS ทำเป็น Intranet Web Site สร้างเว็บไซต์ใช้ภายในองค์กร
ส่วนประกอบของ CMS
-Templates หรือ Theme เป็นส่วนที่เปรียบเสมือนหน้าตา หรือเสื้อผ้า ที่ถือเป็นสีสรรของเว็บไซต์ (Look&feel) ที่มีรูปแบบที่กลมกลืนกันตลอดทั้งไซต์
-ภาษาสคริปต์ หรือ ภาษา HTML ที่ใช้ในการควบคุมการทำงานทั้งหมดของระบบ ฐานข้อมูล เพื่อไว้เก็บข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องทั้งหมดของเว็บไซต์
แล้ว CMS กับ Web log มันต่างกันตรงไหน
Web log นิยมเรียกสั้นๆ ว่า Blog หมายถึง เว็บไซต์ที่มีรูปแบบง่ายๆ โดยมากจะเป็นในลักษณะเว็บไซต์ส่วนตัวคนสร้างบล็อกต้องการบรรยายเหตุการณ์ส่วนตัว อาทิ ความในใจ ชีวิติครอบครัว เหตุการณ์ประทับใจในชีวิต อะไรทำนองนี้ โดยที่เนื้อหาของบล็อกแต่ละบล็อกนั้นจะเป็นเนื้อหาใหม่ล่าสุด ไล่ย้อนหลังลงกลับไปเรื่อยๆ กล่าวคือข้อความหลังสุดจะอยู่ด้านบนสุด เราเรียกคนที่ทำ Blog ว่า Blogger หรือ Weblogger โดยในเนื้อหาใน Blog นั้นจะส่วนประกอบสามส่วนคือ
- หัวข้อ (Title) เป็นหัวข้อสั้นสั้นๆ
- เนื้อหา (Post หรือ Content) เป็นเนื้อหาหลักที่คนสร้าง Blog ต้องการที่จะบอกให้คุณทราบ
- วันที่เขียน (Date) เป็นวัน เดือน ปี ที่เขียนทูลที่ใช้ทำ Blog เช่น pMachine , b2evolution, bBlog, MyPHPblog, Nucleus, Wordpress, Simplog เป็นต้น
ปัจจุบันเว็บบล็อกบางตัวฝังโมดูลกระดานข่าวและอื่นๆ มาด้วย
หากจะพูดแบบภาษาชาวบ้าน CMS ก็คือปู่ของ Blog นั่นแหละครับ เพราะ CMS เองก็สามารถนำมาทำเป็น Blog ได้ แต่ CMS มันมีความสามารถอื่นๆ อีกมากที่บล็อกทำไม่ได้
DNC:
ย่อมาจาก Direct numerical control(DNC) คืออะไร สำหรับคนจำนวนมาก DNC หมายความว่าเพียงแค่มีการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างการควบคุมซีเอ็นซีและคอมพิวเตอร์ คงไม่มีอะไรมาก แต่แท้จิงแล้ว DNC ครอบคลุมงานสองอย่างที่ที่แตกต่างกัน คือ
1. การถ่ายโอนข้อมูลที่ปลอดภัยระหว่างคอมพิวเตอร์และซีเอ็นซีในทั้งสองทิศทาง
2. ระบบการจัดการและบริหารข้อมูลสำหรับโปรแกรม์NCที่ติดตามการและตรวจสอบได้
Homepage:
โฮมเพจ คือคำที่ใช้เรียกหน้าแรกของเว็บไซต์ โดยเป็นทางเข้าหลักของเว็บไซต์ เมื่อเปิดเว็บไซต์นั้นขึ้นมา โฮมเพจ ก็จะเปรียบเสมือนกับเป็นสารบัญและคำนำที่เจ้าของเว็บไซต์นั้นได้สร้างขึ้น เพื่อใช้ประชาสัมพันธ์องค์กรของตน นอกจากนี้ ภายในโฮมเพจก็อาจมีเอกสารหรือข้อความที่เชื่อมโยงต่อไปยังเว็บเพจอื่นๆอีกด้วย
ตัวอย่าง Home page ของ google
ในหน้าโฮมเพจของเว็บไซต์ มักประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้
1.โลโก้ (logo) คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เข้าชมสามารถจดจำเว็บไซต์ของเราได้ นอกจากนี้แล้ว โลโก้ยังช่วยให้เว็บไซต์ของเราดูมีเอกลักษณ์อีกด้วย
2. เมนูหลัก (link menu) เป็นจุดที่เชื่อมโยงข้อมูลที่สำคัญ ซึ่งรวบรวมไว้ในรูปแบบของปุ่มเมนู หรือข้อความที่ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์สามารถรับรู้เรื่องราวที่น่าสนใจของเว็บไซต์ได้ ควรมีข่าวใหม่ๆ เนื้อหาใหม่ๆมาตลอด
3. โฆษณา (Banner) เป็นส่วนที่สำคัญอีกเช่นเดียวกัน เพราะเว็บไซต์ที่มีโฆษณาจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และช่วยกระตุ้นความสนใจเพราะมักใช้ภาพเคลื่อนไหว (Gif Animation) ประกอบซึ่งจะทำให้เว็บไซต์ของเราดูตื่นตาตื่นใจมากขึ้น จากการวิจัยพบว่าภาพเคลื่อนไหวยังช่วยให้เว็บไซต์ของเราดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้นถึง 30% แต่ไม่ควรมีโฆษณามากเกินไปและควรจัดวางตำแหน่งให้เหมาะสมอีกด้วย
4. ภาพประกอบและเนื้อหา (content) เป็นส่วนที่ให้สาระความรู้กับผู้เข้าชม ซึ่งเนื้อหาที่ให้จะต้องมีขนาดพอเหมาะไม่สั้นหรือยาวจนเกินไป ควรมีการปรับเนื้อหาให้ใหม่ทันกับปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา จัดวางเนื้อหาให้เหมาะสมกับผู้ที่เข้ามาชมเนื้อหา และการมีภาพที่เกี่ยวข้องประกอบอยู่ยิ่งจะทำให้เว็บไซต์เป็นที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น
5. การใช้สีให้เหมาะสมกับหน้าโฮมเพจ (color)เพราะสีแต่ละสีจะให้ความรู้สึกที่มีผลด้านอารมณ์กับผู้เข้าชมในลักษณะที่แตกต่างกันไปการสร้างโฮมเพจ สามารถทำได้หลายวิธีเช่น
1. ใช้ Web Hosting ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ทำหน้าที่ให้บริการจัดเก็บข้อมูล โดยบางเว็บไซต์ให้บริการในการสร้างโฮมเพจสำเร็จรูปกับผู้ต้องการในการมีโฮมเพจ ซึ่งจะมีรูปแบบของโฮมเพจให้เลือกได้ตามที่ต้องการ หรือต้องการให้ออกแบบตามความประสงค์ของผู้ใช้บริการก็ได้
2. ใช้โปรแกรมสร้างเว็บเพจ เป็นการสร้างโฮมเพจโดยการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในการสร้าง ทำให้สามารถสร้างตาราง จัดวางตำแหน่งข้อความหรือรูปภาพได้สะดวก ตลอดจนการปรับแต่งแก้ไขจะทำได้ง่าย ซึ่งโปรแกรมที่นิยมใช้ในปัจจุบันได้แก่โปรแกรม Dreamweaver, FrontPage, Go Live หรือ Home Site เป็นต้น
3.โปรแกรมภาษา HTML และ JavaScript การสร้างโฮมเพจโดยใช้โปรแกรมภาษา HTML และ JavaScript นั้น ผู้สร้างโฮมเพจจะต้องมีความสามารถและความชำนาญในการเขียนโปรแกรมได้เป็นอย่างดี เนื่องจากการสร้างโฮมเพจด้วยวิธีนี้ เป็นการพิมพ์คำสั่งและข้อมูลที่ต้องการแสดงบนโฮมเพจพร้อมกันข้อมูลอ้างอิง
http://www.phuketmultimedia.com
http://mtbkzone.exteen.com
http://www.oknation.net
- ซึ่งยึดติด ซึ่งยึดติดอย่างมั่นคง
- ทอดสมอ
- ที่ยึดเหนี่ยว เครื่องยึดเหนี่ยว
- support,hold,fastener
- เป็นผู้ประกาศข่าว
- ผู้ที่สามารถไว้ใจได้ ผู้ที่พึ่งพิงได้
HTML:
HTML ย่อมาจากคำว่า Hyper Text Markup Language เป็นภาษาหลักที่ใช้ในการสร้างโฮมเพจ
ใช้อะไรในการเขียน HTML
การสร้างไฟล์ HTML เราสามารถสร้างจาก Text Editor เช่นจาก Notepad หรือ Wordpad ก็ได้แต่สำหรับการ Save ไฟล์ เราจำเป็นต้องใส่ " ชื่อไฟล์ . html " ซึ่งถ้าหากคุณไม่ใส่ " " จะ กลายเป็นไฟล์ .TXT แทน ในปัจจุบัน มีโปรแกรมต่าง ๆ มากมายที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในหารเขียนโค้ด html เช่นโปรแกรม Macromedia Dreamweaver ปัจจุบันเวอร์ชั่น CS4 แล้ว มีความง่ายและสะดวกในการสร้าง html ขึ้นมา ด้วย Tool ต่าง ๆ ของโปรแกรมครับ
โครงสร้างพื้นฐาน HTML
โครงสร้าง HTML ประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญคือ
1. ส่วนหัว ( Head )
2. ส่วนเนื้อหา ( Body )
โดย CODE จะเป็นแบบนี้ครับ
1.<HTML>
2.<HEAD>
3.</HEAD>
4.<BODY>
5.</BODY>
6.</HTML>
การลิงค์หรือการเชื่อมโยงเวฟเพจซ์
การเชื่อมโยงหรือการลิงค์สามารถทำได้หลายระดับ อาจจะทำการเชื่อมโยงภายในเพจซ์เดียวกันหรือโฮมเพจเดียวกัน การเชื่อมโยงไปยังเว็บเพจอื่น และการเชื่อมโยงไปยังเพจซ์หรือโฮมเพจในเว็บไซด์อื่น นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมโยงไปยังสื่อมีเดียวต่างๆ โดยการใช้เท็กซ์และภาพเป็นสื่อเชื่อมโยงไปยังสื่อต่างๆ เช่นเชื่อมโยงจากการคลิกที่ข้อความหรือภาพ เพื่อไปแสดงเว็บเพจ ภาพ ภาพเคลื่อนไหว เสียงเป็นต้นการเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศในหน้าเดียวกัน
การเชื่อมโยงในหน้าเดียวกันหมายถึงการเชื่อมโยงที่อยู่ในกรอบเฟรมเดียวกันเวิร์ด2000 ได้ออกแบบให้เชื่อมโยงได้สามแบบคือ การเชื่อมจากส่วนต่างๆไปยังส่วนบนสุดของเฟรม และการเชื่อมโยงไปยังหัวข้อหรือ heading และการเชื่อมโยงไปยังส่วนที่ทำ book mark ไว้ จากเครื่องมือดังกล่าวนี้ใช้ในการเชื่อมโยงเพื่อทำเอกสารไฮเปอร์เท็กซ์ได้เป็อย่างดี การเชื่อมโยงอาจเชื่อมโยงจากภาพไปยังข้อความหรือจากข้อความไปยังภาพ หรือจากภาพเคลื่อนไหวไปยังวัตถุอื่นๆ และในทางที่กลับกัน การเชื่อมโยงในหน้าเดียวกันเหมาะสำหรับการเชื่อมโยงเอกสารมีขนาดยาวๆ มีมากกว่าหนึ่งหน้าขึ้นไปลักษณะการเชื่อมโยง เช่นเช่นการคลิกที่บันทัดในหน้าหนึ่งเชื่อมโยงไปยังบรรทัดในอีกหน้าหนึ่งเป็นต้น สมมัติให้คลิกในบรรทัดที่หนึ่งแล้วให้ไปที่บรรทัดที่10 บรรทัดที่ 10 จะขึ้นมาแสดงผลที่บรรทัดแรกของเฟรม ดังเช่นเมื่อคลิกที่บรรทัดที่1 แล้วให้เลื่อนมาแสดงผลที่บรรทัดที่ 10 ซึงในบรรทัดนี้จะต้องทำ heading หรือ bookmarkไว้ก่อน จากนั้นดยการไฮไลท์บรรทัดที่1 คลิกขวาจะปรากฏเมนูให้เลือก hyperlink ที่ทำbookmark ชื่อ ten ไฮไลท์ที่ ten แล้วคลิก ok ดังแสดงหน้าต่าง
รู้จักกับ Dreamweaver MX เบื้องต้น จัดเป็นโปรแกรมที่สามารถสร้างเว็บไซต์ได้ดีที่สุด และเป็นที่นิยมใช้กันมากที่สุดในปัจจุบันนี้ เนื่องจากสามารถใช้งานได้สะดวก และสามารถนำโปรแกรมอื่นมาประยุกต์ใช้งานได้โดยไม่จำเป็นต้องมีรความรู้ทางด้านภาษา HTML จึงทำให้ใคร ๆ หลายคนเลือกใช้โปรแกรมนี้เพื่อใช้สร้างโฮมเพจกันมากมาย
โปรแกรม Dreamweaver MX เวอร์ชั้นล่าสุดนี้มีการพัฒนาในส่วนของการตกแต่งและการออกแบบเพื่อช่วยให้เาสามารถสร้างเว็บไซต์ให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้นมีการปรับลดคำสั่งการใช้งาน
ที่ไม่จำเป็นลง และยังมีการปรับแต่งหน้าตาโปรแกรมให้มีสีสันดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
นอกจากนี้แล้วยังสนับสนุนการใช้งานภาพเคลื่อนไหวต่าง ๆ เช่น GIF Animation , Flash MX และภาษาสคริปอื่น ๆ